ข้าวฟ่างสมุทรโคดม
ข้าวฟ่างสมุทรโคดม หรือ ข้าวฟ่าง เป็นพืชตระกูลหญ้าที่มีความสำคัญทั้งในด้านอาหาร อาหารสัตว์ และภูมิปัญญาการใช้เป็นสมุนไพร โดยส่วนที่มีการกล่าวถึงในตำรายาและการแพทย์พื้นบ้าน ได้แก่ เมล็ดและราก ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Sorghum bicolor (L.) Moench อยู่ในวงศ์ Poaceae เดิมมีการใช้ชื่อ Sorghum vulgare Pers. เป็นชื่อพ้องในเอกสารสมุนไพรเก่า
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข้าวฟ่างสมุทรโคดม
- ชื่อท้องถิ่น : มกโคดม, มุทโคดม, ข้าวป้างนก, ข้าวป้างหางช้าง, ข้าวป้างงก, จังหันมะพุด, สมุทรโคดม, จังหันมะพูด, เข้าป้างหางช้าง, ดั่วป้าง, เพล่เส่อแบ, เป่เส่อแบล
- ชื่อในภาษาจีน : เกาเลี้ยง, ฮวงซู่
- ชื่อสามัญ : Sorghum, Millet Grass, Negro Guinea Grass
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sorghum bicolor (L.) Moench
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสารเก่า : Sorghum vulgare Pers.
- วงศ์ : Poaceae หรือ Gramineae
- ลักษณะการดำรงชีวิต : เป็นพืชล้มลุก และมีสายพันธุ์ที่มีลักษณะเป็นพืชหลายฤดู
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : เมล็ดและราก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นพืชจำพวกหญ้า ลำต้นตั้งตรง ทรงกระบอก แข็งแรง ความสูงแตกต่างกันตามสายพันธุ์ โดยอาจพบตั้งแต่ประมาณ 0.5–5 เมตร ลำต้นมีข้อเห็นได้ชัด บริเวณข้ออาจมีขนสั้นสีน้ำตาล และบางสายพันธุ์สามารถแตกกอได้ ระบบรากแข็งแรง มีรากที่เจริญจากบริเวณข้อส่วนล่างและสามารถหยั่งลึกลงดินได้มาก
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะใบเป็นแผ่นยาวคล้ายใบหอก โคนใบกว้างและปลายใบเรียวแหลม ใบมีเส้นกลางใบแข็ง ขอบใบและด้านหลังใบอาจมีขนสั้น ส่วนท้องใบโดยทั่วไปค่อนข้างเกลี้ยงและอาจมีนวลหรือไขสีขาวปกคลุม
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายยอด ลักษณะเป็นช่อแยกแขนง ความยาวแตกต่างกันตามพันธุ์ โดยช่อดอกอาจมีทั้งดอกสมบูรณ์เพศ ดอกเพศผู้ และดอกที่เป็นหมัน
- ผลและเมล็ด : ผลเป็นผลแห้งชนิดที่มีเมล็ดขนาดเล็ก ลักษณะกลมหรือรี ค่อนข้างแบน ขนาดใกล้เคียงเมล็ดพริกไทย สีแตกต่างกันตามพันธุ์ ตั้งแต่ขาว เหลือง ชมพู แดง น้ำตาล จนถึงน้ำตาลแดง เมล็ดแก่มีเนื้อแข็ง ผิวค่อนข้างมัน และมีแป้งเป็นองค์ประกอบสำคัญ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ระบุว่า Sorghum bicolor มีถิ่นกำเนิดใน แอฟริกาและอนุทวีปอินเดีย โดยกลุ่มข้าวฟ่างที่ปลูกเป็นพืชเกษตรมีความเกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดและการเพาะปลูกในบริเวณแถบซาเฮลของแอฟริกา ก่อนแพร่กระจายไปยังเอเชียและพื้นที่เขตร้อน กึ่งร้อน และเขตอบอุ่นทั่วโลก ปัจจุบันเป็นพืชที่ปลูกอย่างกว้างขวางในแอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และบางส่วนของยุโรป
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- การเตรียมพื้นที่ : เลือกพื้นที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำขัง
- การปลูก : หยอดหรือหว่านเมล็ดลงในดินที่เตรียมไว้ แล้วดูแลความชื้นในช่วงแรกของการงอก
- การดูแล : เมื่อพืชตั้งตัวได้จะทนต่อสภาพอากาศร้อนและค่อนข้างแห้งแล้งได้ดี จึงเหมาะกับพื้นที่ที่มีฤดูแล้ง
- การเก็บเมล็ด : เก็บเมื่อช่อเมล็ดแก่และเมล็ดมีความสมบูรณ์ จากนั้นนำมาตากให้แห้งก่อนเก็บรักษา
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เมล็ด : ใช้เมล็ดแก่และแห้ง โดยมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านและตำรายาสมุนไพร
- ราก : ใช้ทั้งรากสดและรากแห้งในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์จีน
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามข้อมูลตำรายาสมุนไพรและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการกล่าวถึง ข้าวฟ่างสมุทรโคดม ดังนี้
- เมล็ด : มีรสชุ่ม ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายและให้พลังงาน และมีการใช้เพื่อช่วยขับปัสสาวะ
- เมล็ด : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการท้องเสีย บิด และใช้เป็นยาฝาดสมานลำไส้และกระเพาะอาหาร
- ราก : มีการใช้ตามตำรายาจีนและภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอและหอบ รวมถึงมีการกล่าวถึงฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะและห้ามเลือด
- ราก : ในตำรับพื้นบ้านบางแห่งใช้สำหรับอาการเจ็บกระเพาะอาหารและอาการปวดบริเวณหน้าอก
- ราก : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการทางประสาทและการควบคุมอารมณ์
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรับการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- ยาบำรุงร่างกาย : ภูมิปัญญาที่มีการบันทึกไว้ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 30–60 กรัม ต้มกับน้ำแล้วดื่ม
- ใช้เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร : มีการใช้เมล็ดแห้งคั่วแล้วนำไปบดหรือใช้เป็นเครื่องยาในตำรับพื้นบ้าน
- แก้ไอและหอบตามตำรับพื้นบ้าน : ใช้รากแห้งประมาณ 15 กรัม ต้ม หรือตุ๋นกับน้ำตามตำรับที่บันทึกไว้
- ตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการทางประสาท : มีการใช้รากแห้งร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ว่านน้ำเล็ก หญ้าปล้องจีน และใบไผ่ขมจีน
- ตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับสตรีหลังคลอด : มีการบันทึกการใช้รากในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง
หมายเหตุ : ขนาดการใช้ที่ปรากฏในตำรายาพื้นบ้านไม่ควรนำไปใช้กับเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
สาระสำคัญ
- ข้าวฟ่างสมุทรโคดม คือ Sorghum bicolor (L.) Moench ในวงศ์ Poaceae
- เป็นทั้ง พืชอาหาร พืชอาหารสัตว์ และพืชสมุนไพรตามภูมิปัญญาดั้งเดิม
- เมล็ดและราก เป็นส่วนที่มีการนำมาใช้เป็นยา
- เมล็ดมี แป้ง โปรตีน ไขมันไม่อิ่มตัว แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมี
- ข้าวฟ่างบางพันธุ์มี สารฟีนอลิก แทนนิน และ 3-deoxyanthocyanidins ในปริมาณที่น่าสนใจ
- มีงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ
- งานวิจัยในมนุษย์สำหรับการใช้เป็นยาโดยตรงยังมีข้อจำกัด
องค์ประกอบทางเคมี
องค์ประกอบของ Sorghum bicolor แตกต่างกันตามพันธุ์ สีเมล็ด ส่วนของพืช และสภาพการปลูก โดยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
- คาร์โบไฮเดรตและแป้ง : เป็นองค์ประกอบหลักของเมล็ด
- โปรตีน : มีอยู่ในเมล็ด แต่การย่อยและการใช้ประโยชน์ทางโภชนาการอาจแตกต่างจากธัญพืชชนิดอื่น
- ไขมันไม่อิ่มตัว : พบในเมล็ด
- สารฟีนอลิกและกรดฟีนอลิก : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- แทนนินและโปรแอนโทไซยานิดิน : พบมากในข้าวฟ่างบางสายพันธุ์ โดยเฉพาะบริเวณชั้นเปลือกเมล็ดที่มีสี
- 3-deoxyanthocyanidins : เป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่พบเด่นในข้าวฟ่าง โดยมี apigeninidin และ luteolinidin เป็นสารสำคัญที่ตรวจพบ
- Dhurrin : เป็น cyanogenic glycoside ที่พบโดยเฉพาะในเนื้อเยื่ออ่อนของข้าวฟ่าง และมีความสำคัญต่อประเด็นด้านความปลอดภัย
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Sorghum bicolor ในหลายด้าน โดยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาสารสกัดจากเมล็ด ราก ใบ หรือกาบใบ และการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพในระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง งานวิจัยเกี่ยวกับรากพบว่าสารสกัดเอทานอลจากรากมีผล ต้านการไอ ช่วยขับเสมหะ และช่วยขยายหลอดลม ในแบบจำลองการทดลอง ซึ่งสอดคล้องบางส่วนกับการใช้รากตามการแพทย์แผนจีนสำหรับอาการไอและหอบ งานทบทวนองค์ประกอบของข้าวฟ่างพบว่าสารฟีนอลิก โดยเฉพาะ 3-deoxyanthocyanidins และ tannins มีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพหลายรูปแบบในการทดลอง แต่ผู้วิจัยยังเน้นว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์ต่อสุขภาพ
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและตำรายา : มีข้อมูลการใช้เมล็ดและรากในตำรายาพื้นบ้านและการแพทย์จีน
- ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต่อเชื้อหรือเซลล์บางชนิด
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ ความเครียดออกซิเดชัน การอักเสบ และอาการปวดในแบบจำลองสัตว์
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : หลักฐานสำหรับการใช้ ข้าวฟ่างสมุทรโคดมเป็นยาโดยตรง ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคเฉพาะอย่าง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการไอและขับเสมหะ : สารสกัดจากรากแสดงฤทธิ์ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ขยายหลอดลม : มีรายงานจากการศึกษาสารสกัดรากในแบบจำลองทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารฟีนอลิก แทนนิน และ 3-deoxyanthocyanidins ของข้าวฟ่างสามารถแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีหลักฐานจากการทดลองในเซลล์และสัตว์ทดลองหลายรูปแบบ
- ฤทธิ์ลดความเสียหายจาก oxidative stress : งานทดลองสารสกัดใบในหนูพบการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดความเครียดออกซิเดชันและการอักเสบในทิศทางที่ดีขึ้น
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท : มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับสารสกัดข้าวฟ่างและการป้องกันความผิดปกติที่สัมพันธ์กับ oxidative stress แต่ยังไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้าวฟ่างสมุทรโคดมมีประเด็นด้านความปลอดภัยที่ควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะส่วนของต้นอ่อนและยอดอ่อน เนื่องจากข้าวฟ่างสามารถสร้าง dhurrin ซึ่งเป็น cyanogenic glycoside และสามารถนำไปสู่การเกิดไฮโดรเจนไซยาไนด์ได้เมื่อเนื้อเยื่อพืชถูกทำลายหรือผ่านกระบวนการบางอย่าง แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยระบุว่าปริมาณสารกลุ่ม cyanogenic glycosides สูงในต้นอ่อนและลดลงเมื่อพืชเจริญเติบโตมากขึ้น จึงไม่ควรนำต้นอ่อนหรือส่วนสดที่ไม่ผ่านกระบวนการที่เหมาะสมมาใช้เป็นอาหารหรือยาโดยพลการ นอกจากนี้ เมล็ดที่เก็บรักษาไม่เหมาะสมอาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อราและสารพิษจากเชื้อราได้ ดังนั้นวัตถุดิบสำหรับรับประทานควรเป็นเมล็ดที่แห้ง สะอาด และผ่านการเก็บรักษาอย่างถูกสุขลักษณะ
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์ : ไม่ควรใช้ข้าวฟ่างสมุทรโคดมเป็นยาเอง โดยเฉพาะตำรับที่ใช้ราก เนื่องจากภูมิปัญญาดั้งเดิมมีการกล่าวถึงการกระตุ้นการคลอดและการบีบตัวของมดลูก
- เด็ก : ไม่ควรนำขนาดยาจากตำรับผู้ใหญ่มาปรับใช้เอง
- ต้นอ่อนและยอดอ่อน : ไม่ควรรับประทานสดในปริมาณมาก เนื่องจากอาจมี cyanogenic glycosides สูง
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เป็นยา
หมายเหตุ : ข้อห้ามใช้ข้างต้นเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยจากข้อมูลการใช้ดั้งเดิมและข้อมูลพิษวิทยา ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างข้าวฟ่างสมุทรโคดมกับยาสมัยใหม่เป็นรายชนิด ได้อย่างชัดเจน จึงควรระมัดระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากข้าวฟ่างร่วมกับยาประจำ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหรือใช้ยาหลายชนิด
การใช้ในอาหาร
เมล็ดข้าวฟ่าง เป็นธัญพืชที่นำมาใช้เป็นอาหารในหลายพื้นที่ สามารถนำไป
- หุงหรือต้มเป็นอาหาร
- คั่วหรือทำให้พอง
- บดเป็นแป้งสำหรับทำอาหารและขนม
- ทำโจ๊ก
- ใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อาหารจากธัญพืช
- ใช้เป็นอาหารสัตว์
- นำไปหมักเพื่อผลิตเครื่องดื่มบางชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์หมัก เช่น เบียร์และน้ำส้มสายชู
คุณค่าของข้าวฟ่างในด้านอาหารเกี่ยวข้องกับ แป้ง โปรตีน ไขมันไม่อิ่มตัว แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมี โดยเฉพาะสารฟีนอลิกและแทนนินในข้าวฟ่างบางพันธุ์
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหารจากธัญพืช : ใช้เมล็ดและแป้งข้าวฟ่างเป็นวัตถุดิบ
- ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ : เมล็ดและส่วนของพืชใช้เป็นอาหารสัตว์
- ผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติ : ข้าวฟ่างที่มีเม็ดสีเข้มและส่วนใบหรือกาบใบสามารถเป็นแหล่งของ 3-deoxyanthocyanidins เช่น apigeninidin และ luteolinidin ซึ่งมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นสีธรรมชาติ
- ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากพืช : มีการศึกษาสารสกัดที่อุดมด้วย polyphenols เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการวิจัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เมล็ด : เก็บเกี่ยวเมื่อช่อดอกและเมล็ดแก่เต็มที่ จากนั้นทำความสะอาดและตากหรืออบให้มีความชื้นเหมาะสมก่อนเก็บ
- ราก : หากนำมาใช้เป็นสมุนไพรสามารถใช้สดหรือทำให้แห้งตามตำรับ
- การเก็บรักษาเมล็ด : ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
- การคัดวัตถุดิบ : ไม่ควรใช้เมล็ดที่ขึ้นรา มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีความชื้นสูง เนื่องจากเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข้าวฟ่างสมุทรโคดม มีชื่อท้องถิ่นหลากหลายตามภูมิภาค เช่น ข้าวป้างนก ข้าวป้างหางช้าง มกโคดม มุทโคดม และสมุทรโคดม สะท้อนการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มีการใช้ เมล็ด ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงร่างกาย ระบบทางเดินอาหาร และการขับปัสสาวะ ส่วน ราก มีการใช้ในตำรับเกี่ยวกับอาการไอ หอบ ปวดกระเพาะอาหาร การขับปัสสาวะ และตำรับสำหรับสตรีหลังคลอด
ประวัติและวัฒนธรรม
ข้าวฟ่างเป็นธัญพืชที่มีประวัติการเพาะปลูกมายาวนาน โดยข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่าพื้นที่สำคัญของการกำเนิดและความหลากหลายของข้าวฟ่างอยู่ในแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ และมีหลักฐานว่ามีการเพาะปลูกมาเป็นเวลาหลายพันปี ก่อนแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ในประเทศไทย ข้าวฟ่างมีทั้งบทบาทเป็น พืชไร่ ธัญพืช อาหารสัตว์ และพืชสมุนไพร โดยมีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อและมีการบันทึกการใช้ในตำรายาสมุนไพรไทยและเอกสารเกี่ยวกับการแพทย์พื้นบ้าน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Poales
- วงศ์ (Family) : Poaceae
- สกุล (Genus) : Sorghum
- ชนิด (Species) : Sorghum bicolor
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Sorghum bicolor (L.) Moench
- ชื่อพ้องสำคัญ : Sorghum vulgare Pers., Sorghum saccharatum (L.) Moench
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ ข้าวฟ่างสมุทรโคดม ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกับชื่อวิทยาศาสตร์และตัวอย่างอ้างอิง โดยลักษณะสำคัญ ได้แก่
- ลำต้น : ตั้งตรง แข็ง เป็นข้อปล้องชัดเจน
- ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบยาว มีเส้นกลางใบเด่น
- ช่อดอก : อยู่บริเวณปลายยอด เป็นช่อแยกแขนง
- เมล็ด : กลมหรือรี ค่อนข้างแบน สีแตกต่างกันตามพันธุ์
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ยืนยันในปัจจุบัน : Sorghum bicolor (L.) Moench
- วงศ์ : Poaceae
การตรวจสอบวัตถุดิบสมุนไพรเพื่อใช้ในทางเภสัชกรรมควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ตัวอย่างอ้างอิงทางพฤกษศาสตร์ และวิธีตรวจเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทหรือการวิเคราะห์ทางเคมี ประกอบกัน เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น
คำเตือนทางการแพทย์
ข้าวฟ่างสมุทรโคดมไม่ควรถูกนำมาใช้แทนยามาตรฐานในการรักษาโรค แม้จะมีข้อมูลภูมิปัญญาดั้งเดิมและงานวิจัยก่อนคลินิกที่สนับสนุนฤทธิ์ทางชีวภาพบางประการก็ตาม โดยเฉพาะ ต้นอ่อนและยอดอ่อนของข้าวฟ่าง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมี dhurrin และสารกลุ่ม cyanogenic glycosides ในระดับสูง และสามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงจากไซยาไนด์ได้ หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่รับประทานยาประจำ และผู้ที่ต้องการใช้รากหรือเมล็ดในขนาดเพื่อการรักษา ควรปรึกษา แพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ก่อนใช้
หมายเหตุ : งานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับข้าวฟ่างมุ่งศึกษาคุณค่าทางอาหาร สารพฤกษเคมี หรือสารสกัดในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง ผลดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (2565). รายชื่อพันธุ์ไม้สามัญและวิทยาศาสตร์. กรมป่าไม้.
- โครงการศึกษาวิจัยสมุนไพร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2523–2524). สมุนไพร. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
- มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2524). ข้าวฟ่าง สมุทรโคดมและขี้เหล็กเทศ. หมอชาวบ้าน, 24.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). ข้าวฟ่างสมุทรโคดม.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Sorghum bicolor (L.) Moench. Plants of the World Online.
- De Morais Cardoso, L., Pinheiro, S. S., Martino, H. S. D., & Pinheiro-Sant’Ana, H. M. (2017). Sorghum (Sorghum bicolor L.): Nutrients, bioactive compounds, and potential impact on human health. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 57(2), 372–390.
- Zhou, Q., Liang, D., Deng, A., Zhang, J., Wu, C., Nie, Z., Jiang, J., & Wang, Y. (2013). Antitussive, expectorant and bronchodilating effects of ethanol extract of Sorghum bicolor (L.) Moench roots. Journal of Ethnopharmacology, 149(1), 297–302.
- Sohail, M. N., Quinn, A. A., Blomstedt, C. K., & Gleadow, R. M. (2022). Dhurrin increases but does not mitigate oxidative stress in droughted Sorghum bicolor. Planta, 255, 74.
- Wu, X., et al. (2023). Extraction, identification and antioxidant activity of 3-deoxyanthocyanidins from Sorghum bicolor L. Moench cultivated in China. Antioxidants, 12(2), 468.
- Awika, J. M., & Rooney, L. W. (2004). Sorghum phytochemicals and their potential impact on human health. Phytochemistry, 65(9), 1199–1221.
