ข่า

ข่า

ข่า เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่คนไทยคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน นิยมใช้เหง้าเป็นทั้งส่วนประกอบอาหารและยา โดยเฉพาะในตำรับอาหารไทยและตำรายาไทย ข่ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสเผ็ดร้อน และมีสารสำคัญหลายกลุ่มที่ได้รับการศึกษาด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : ข่า
  • ชื่อท้องถิ่น : ข่าใหญ่, ข่าหลวง, ข่าหยวก, ข่าตาแดง, กฎกุโรหินี
  • ชื่อสามัญ : Galangal, Greater Galangal, Siamese Ginger
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia galanga (L.) Willd.
  • วงศ์ : Zingiberaceae
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : เหง้าแก่ ทั้งสดและแห้ง
  • ลักษณะเด่น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน กลิ่นหอมเฉพาะตัว รสเผ็ดร้อน และเป็นทั้ง สมุนไพรขับลม และเครื่องเทศสำคัญในอาหารไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ข่าเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1.5–2 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้ามีลักษณะอวบ แข็งแรง แตกแขนงเป็นแง่ง มีข้อและปล้องค่อนข้างชัด เปลือกด้านนอกมีสีน้ำตาลอมแสดหรือสีน้ำตาลอ่อน เนื้อภายในสีขาวถึงขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ลำต้นเหนือดินเป็น ลำต้นเทียม เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกัน
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปใบหอก รูปรี หรือเกือบขอบขนาน ปลายใบแหลม ขนาดโดยทั่วไปกว้างประมาณ 7–9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20–40 เซนติเมตร กาบใบหุ้มซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณยอด ช่อดอกตั้งขึ้น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกออกเป็น 3 กลีบ โดยกลีบหนึ่งมีลวดลายหรือริ้วสีแดงเด่น ใบประดับมีลักษณะคล้ายรูปไข่
  • ผล : เป็นผลแห้งแตก รูปร่างค่อนข้างกลมหรือรี เมื่อแก่สามารถแตกออกเพื่อปล่อยเมล็ด ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในเขตร้อนของเอเชีย โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุถิ่นกำเนิดตั้งแต่จีนตอนใต้ไปจนถึงบริเวณมลายูตะวันตกและตอนกลาง
  • การกระจายพันธุ์ : พบในประเทศไทย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ อินเดียบางพื้นที่ และจีนตอนใต้
  • ในประเทศไทยพบปลูกอย่างแพร่หลายตามบ้าน สวนครัว และพื้นที่เกษตร เนื่องจากใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านอาหารและสมุนไพร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เหง้า โดยใช้เหง้าที่สมบูรณ์และมีตาหรือข้อสำหรับแตกหน่อ
  • การเตรียมท่อนพันธุ์ : สามารถใช้เหง้าทั้งหัวหรือแบ่งเหง้าเป็นท่อนที่มีตาหลายตา แล้วนำไปปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดี
  • สภาพแวดล้อม : เหมาะกับพื้นที่เขตร้อน ดินร่วนหรือดินร่วนปนอินทรียวัตถุ มีความชื้นเหมาะสม แต่ไม่ควรมีน้ำขัง
  • การปลูก : เตรียมดินให้ร่วน ใส่อินทรียวัตถุหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดี แล้วปลูกเหง้าในช่วงที่มีความชื้นเพียงพอ
  • งานด้านการผลิตสมุนไพรระบุว่าสามารถใช้เหง้าหนักประมาณ 50 กรัม ซึ่งมีตาหรือข้อประมาณ 8–10 ข้อเป็นวัสดุปลูก และต้นสามารถเริ่มแตกหน่อหลังปลูกประมาณ 15–20 วันภายใต้สภาพที่เหมาะสม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้าแก่ : ใช้ได้ทั้งเหง้าสดและเหง้าแห้ง เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลักของข่า
  • เหง้ามีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม นิยมใช้เป็นทั้ง เครื่องยาไทย และเครื่องเทศในอาหาร

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการใช้ข่าโดยเฉพาะเหง้าแก่ในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่

  • ขับลม : ใช้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และแน่นท้อง
  • บำรุงธาตุ : ใช้เป็นยารสเผ็ดร้อนตามหลักการแพทย์แผนไทย
  • ช่วยย่อยอาหาร : ใช้ในกรณีที่มีอาการอาหารไม่ย่อยหรือแน่นท้อง
  • แก้ปวดท้องและจุกเสียด : เหง้าข่ามีการใช้ในตำรับยาสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • แก้ไอ : มีการใช้เหง้าในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • แก้บิด : ปรากฏการใช้ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้ภายนอกสำหรับโรคผิวหนังบางชนิด : เช่น กลาก เกลื้อน และอาการคันหรือผื่นบางประเภท
  • แก้ฟกบวม : มีการใช้ข่าภายนอกในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้หลังคลอด : ในตำรับพื้นบ้านบางแห่งใช้ข่าร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อขับน้ำคาวปลาและขับรก
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่สำหรับรักษาโรคโดยตรง

วิธีใช้

  • ใช้เป็นยาขับลม : ใช้เหง้าแก่สดหรือแห้งในตำรับยาตามหลักการแพทย์แผนไทย โดยมักนำไปต้ม ชง หรือบดเป็นผงตามรูปแบบตำรับ
  • ใช้ภายนอก : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำเหง้าสดมาตำหรือบด แล้วใช้เป็นยาทาภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนังบางชนิด
  • ใช้ประกอบอาหาร : ใช้เหง้าสดหั่นเป็นแว่นหรือทุบเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน เช่น ต้มข่า ต้มยำ และเครื่องแกง
  • การใช้เป็นยาควรเลือก ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีมาตรฐานและใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ข่า (Alpinia galanga (L.) Willd.) มีชื่อเป็นเครื่องยาในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยใช้ เหง้า และมีชื่อเครื่องยาว่า Alpiniae Galangae Rhizoma
  • ข่ายังปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยบางตำรับที่อยู่ในระบบรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ

สาระสำคัญ

  • ส่วนที่มีความสำคัญทางเภสัชเคมีคือ เหง้า
  • เหง้ามีน้ำมันหอมระเหยและสารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และสารกลุ่มเทอร์พีนอยด์หลายชนิด
  • สารเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้านที่พบในการศึกษาทดลอง เช่น ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพ

องค์ประกอบทางเคมี

องค์ประกอบทางเคมีของข่ามีความหลากหลาย และแตกต่างกันตามแหล่งปลูก อายุเหง้า และวิธีการสกัด โดยพบสารสำคัญหลายกลุ่ม ได้แก่

  • น้ำมันหอมระเหย : เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เหง้ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
  • ฟีนิลโพรพานอยด์ (phenylpropanoids) : พบสารหลายชนิดในกลุ่มนี้
  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) : รวมถึงสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด
  • เทอร์พีนอยด์ (terpenoids) : เป็นกลุ่มสารสำคัญในเหง้า
  • สารประกอบฟีนอลิก (phenolics) : เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ไดอารีลเฮปทานอยด์ (diarylheptanoids) : เป็นกลุ่มสารที่พบในพืชสกุล Alpinia
  • กรดไขมันและเอสเทอร์ : พบในองค์ประกอบของสารสกัดจากเหง้า

งานทบทวนหนึ่งรายงานว่าสามารถจำแนกสารประกอบจากเหง้าข่าได้หลายกลุ่ม รวมถึงเทอร์พีนอยด์ สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ ไดอารีลเฮปทานอยด์ กรดไขมัน และเอสเทอร์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Alpinia galanga ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง รวมถึงงานทบทวนวรรณกรรม ขณะที่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด

  • มีการศึกษาพบว่าสารสกัดและสารประกอบบางชนิดจากข่ามี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • มีรายงาน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากสารสกัดข่า
  • มีการศึกษาฤทธิ์ ต้านแบคทีเรียและต้านเชื้อรา
  • มีงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งในระดับเซลล์ ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าข่าสามารถใช้รักษามะเร็งในมนุษย์
  • มีการศึกษาสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากข่าในด้านอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วย

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับหลอดทดลอง : มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต่อเซลล์บางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน รวมถึงข้อมูลด้านความเป็นพิษบางส่วน
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์ : มีข้อมูลจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
  • ระดับหลักฐานสำหรับการรักษาโรค : ยังไม่ควรสรุปว่าข่าเป็นยารักษาโรคเฉพาะใด ๆ จากหลักฐานก่อนคลินิกเพียงอย่างเดียว

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดและสารประกอบบางชนิดจากข่าแสดงฤทธิ์ลดกระบวนการอักเสบในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเหง้ามีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลองการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานว่าสารสกัดและสารประกอบจากข่าสามารถยับยั้งจุลชีพบางชนิดได้
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีงานวิจัยระดับเซลล์ที่พบการยับยั้งการเจริญของเซลล์และการเหนี่ยวนำการตายของเซลล์บางชนิด แต่ยังเป็นหลักฐานก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : มีการศึกษาฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร การหลั่งน้ำดี และการป้องกันเยื่อบุกระเพาะอาหารในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ : งานทบทวนรายงานฤทธิ์หลายด้าน เช่น ต้านการแพ้ ปกป้องระบบประสาท และฤทธิ์เกี่ยวกับเมแทบอลิซึม แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์ทางคลินิก

ความปลอดภัย

  • ข่าในฐานะเครื่องเทศที่ใช้ในอาหารมีประวัติการบริโภคมายาวนาน
  • การศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลองของสารสกัดจากเหง้าข่าบางรูปแบบพบว่ามีความปลอดภัยในขนาดรับประทานที่ศึกษา แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถใช้แทนข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ได้ทั้งหมด
  • การศึกษาทบทวนด้านพิษวิทยาระบุว่าข้อมูลความเป็นพิษอย่างเป็นระบบของข่ายังมีข้อจำกัด และควรพิจารณาขนาดยา รูปแบบสารสกัด และระยะเวลาการใช้ประกอบกัน
หมายเหตุ : ความปลอดภัยของข่าในรูปอาหารไม่เท่ากับความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นหรือน้ำมันหอมระเหย การใช้ในขนาดสูงหรือเป็นเวลานานควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้ข่า หรือพืชในวงศ์ขิงควรหลีกเลี่ยง
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือน้ำมันหอมระเหยรับประทานเองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวและต้องใช้ข่าในรูปแบบยาหรือสารสกัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • หากใช้ภายนอกแล้วเกิดผื่น แสบร้อน บวม หรืออาการแพ้ ควรหยุดใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

หลักฐานเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างข่ากับยาในมนุษย์ ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด

  • ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาที่มีผลต่อการทำงานของตับ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดข่าในขนาดเข้มข้น
  • การใช้ข่าในปริมาณที่เป็นเครื่องเทศในอาหารมีความแตกต่างจากการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น
  • ควรหลีกเลี่ยงการนำข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองมาใช้สรุปว่าข่าจะเกิดปฏิกิริยากับยาในมนุษย์โดยตรง

การใช้ในอาหาร

  • ต้มข่าไก่ : ใช้เหง้าข่าหั่นเป็นแว่นเพื่อให้กลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
  • ต้มยำ : ใช้ข่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องต้มยำ
  • น้ำพริกและเครื่องแกง : ใช้ข่าสดหรือข่าแห้งร่วมกับเครื่องเทศและสมุนไพรชนิดอื่น
  • อาหารไทย : ใช้ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและช่วยลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และปลา
  • ข่าเป็นหนึ่งในสมุนไพรเครื่องเทศที่มีบทบาทสำคัญในอาหารไทยและอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ใช้เหง้าข่าเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางประเภท
  • น้ำมันหอมระเหย : ใช้เป็นวัตถุดิบด้านกลิ่นและการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : ใช้เป็นเครื่องเทศและสารแต่งกลิ่นรส
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : มีการศึกษาสารสกัดและองค์ประกอบทางเคมีของข่าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ภายนอก
  • ฐานข้อมูลสมุนไพรของมหาวิทยาลัยมหิดลและหน่วยงานพันธมิตรมีการรวบรวมข้อมูลด้านการใช้สมุนไพรในผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง สารสำคัญ การสกัด และความปลอดภัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : หากต้องการเหง้าสำหรับใช้เป็นยา ควรเลือกเหง้าที่เจริญเติบโตเต็มที่และมีลักษณะแข็งแรง
  • การเตรียมเหง้าสด : ล้างดินและสิ่งสกปรกออก แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำก่อนนำไปใช้หรือแปรรูป
  • การทำข่าแห้ง : หั่นเหง้าเป็นชิ้นบางเพื่อช่วยให้แห้งสม่ำเสมอ สามารถอบหรือทำให้แห้งด้วยวิธีที่เหมาะสม
  • การเก็บรักษา : ข่าแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยและสารสำคัญอาจเปลี่ยนแปลงตามอายุพืช แหล่งปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการเก็บรักษา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคกลาง : พบชื่อพื้นเมืองว่า กฎกุโรหินี
  • ภาคเหนือ : เรียก ข่าหยวก หรือข่าหลวง
  • กลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่ในแม่ฮ่องสอน : มีชื่อเรียก เช่น เสะเออเคย และสะเชย
  • ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ เหง้าข่า สำหรับขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ และใช้ภายนอกกับปัญหาผิวหนังบางชนิด

ประวัติและวัฒนธรรม

ข่าเป็นทั้ง สมุนไพรและเครื่องเทศ ที่ผูกพันกับวัฒนธรรมอาหารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน โดยเฉพาะอาหารไทย เหง้าข่ามีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน จึงถูกนำมาใช้ในอาหารเพื่อเพิ่มกลิ่นรสและช่วยลดกลิ่นคาว ขณะเดียวกันก็ถูกบันทึกไว้ในองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยในฐานะเครื่องยา

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ข่าชนิด Alpinia galanga มีการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์โดย Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 ว่า ไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีความเชื่อมั่นในการประเมินอยู่ในระดับ confident

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Zingiberales
  • วงศ์ (Family) : Zingiberaceae
  • สกุล (Genus) : Alpinia
  • ชนิด (Species) : Alpinia galanga (L.) Willd.

ชื่อ Alpinia galanga (L.) Willd. เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน และมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Maranta galanga L., Amomum galanga (L.) Lour., Languas galanga (L.) Stuntz และ Zingiber galanga (L.) Stokes

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • เอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ : ตรวจสอบจากลักษณะของต้น ใบ ช่อดอก ผล และเหง้า โดยเฉพาะลักษณะเหง้าที่มีกลิ่นหอม ข้อและปล้องชัด
  • เอกลักษณ์ของเครื่องยา : เครื่องยาข่าคือ เหง้าแก่ หรือ Alpiniae Galangae Rhizoma
  • การตรวจสอบทางกายภาพ : พิจารณาสี กลิ่น ลักษณะภายนอก เนื้อสัมผัส และลักษณะการตัดของเหง้า
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้เทคนิคโครมาโทกราฟี เช่น TLC หรือ HPTLC เพื่อสร้างลายพิมพ์ทางเคมีและเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน
  • งานวิจัยในประเทศไทยมีการใช้ HPTLC เพื่อวิเคราะห์ลายพิมพ์ทางเคมีของข่า รวมทั้งประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัด

คำเตือนทางการแพทย์

ข่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้เป็นอาหารและยาแผนไทยมาเป็นเวลานาน แต่ข้อมูลวิจัยสมัยใหม่จำนวนมากยังอยู่ในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาใช้แทนการรักษามาตรฐานหรือสรุปว่าข่าสามารถรักษาโรคได้โดยตรง
การใช้ข่าเป็นเครื่องเทศในอาหารโดยทั่วไปแตกต่างจากการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือน้ำมันหอมระเหย ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ใช้ยาประจำ หรือมีความจำเป็นต้องใช้ข่าในรูปแบบยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับปีพุทธศักราช 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). ข่า: สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
  3. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). ข่า (Alpinia galanga (L.) Willd.). ศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
  4. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). ฐานข้อมูลสมุนไพรเพื่อการใช้ประโยชน์ทางเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพร. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. Kaushik, D., Yadav, J., Kaushik, P., Sacher, D., & Rani, R. (2011). Current pharmacological and phytochemical studies of the plant Alpinia galanga. Chinese Journal of Integrative Medicine, 9(10), 1061–1065.
  6. Verma, R. K., et al. (2022). Journey of Alpinia galanga from kitchen spice to nutraceutical to folk medicine to nanomedicine. Journal of Ethnopharmacology.
  7. Tang, X., et al. (2018). Phytochemical profiles, and antimicrobial and antioxidant activities of greater galangal [Alpinia galanga (Linn.) Swartz.] flowers. Food Chemistry.
  8. Plants of the World Online. (2026). Alpinia galanga (L.) Willd. Royal Botanic Gardens, Kew.
Scroll to top