ข่าต้น

ข่าต้น

ข่าต้น เป็นไม้ยืนต้นหอมในวงศ์อบเชย (Lauraceae) มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น เทพทาโร จวง จวงหอม ไม้จวง ตะไคร้ต้น พลูต้น และจะไคหอม นิยมใช้เป็นทั้ง สมุนไพรในตำรายาไทย ไม้หอม และวัตถุดิบที่มีน้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะส่วนเนื้อไม้ เปลือก และใบ ข่าต้นมีรสและกลิ่นหอมร้อน จึงถูกใช้ตามภูมิปัญญาไทยสำหรับอาการเกี่ยวกับธาตุลม เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดท้อง และขับลม นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย อย่างไรก็ตาม ข่าต้นบางตัวอย่างมี สาร safrole ในปริมาณสูง จึงควรระมัดระวังการใช้ในรูปสารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : ข่าต้น
  • ชื่ออื่น : เทพทาโร, เทพธาโร, จวง, จวงหอม, ไม้จวง, พลูต้น, พลูต้นขาว, ตะไคร้ต้น, จะไคต้น, จะไค้ต้น, จะไคหอม, กะเพาะต้น, กระเพราต้น และมือแดกะมางิง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารสมุนไพรไทย : Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Cinnamomum parthenoxylon (Jack) Meisn., Cinnamomum ilicioides A.Chev. และชื่ออื่นในกลุ่มอนุกรมวิธานเดียวกัน
  • วงศ์ : Lauraceae
  • สกุล : Cinnamomum
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวทั้งเนื้อไม้และเปลือก
  • การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็น สมุนไพรไทย ไม้หอม เครื่องเทศ วัตถุดิบสำหรับน้ำมันหอมระเหย งานแกะสลัก และผลิตภัณฑ์บางชนิด
หมายเหตุ : ชื่อทางอนุกรมวิธานของพืชชนิดนี้มีการจัดจำแนกแตกต่างกันระหว่างฐานข้อมูล ปัจจุบัน Plants of the World Online (Kew) จัด Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm. เป็นชื่อพ้องของ Camphora parthenoxylon (Jack) Nees ขณะที่เอกสารพฤกษศาสตร์และงานวิจัยจำนวนมากในประเทศไทยยังใช้ชื่อ Cinnamomum porrectum อย่างแพร่หลาย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10–30 เมตร ลำต้นค่อนข้างตรง เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ เปลือกต้นมีสีเทาอมเขียวถึงเทาอมน้ำตาลหรือสีน้ำตาลคล้ำ และแตกเป็นร่องตามยาว เมื่อถากเปลือกจะพบเปลือกชั้นในสีออกน้ำตาลแดงและมีกลิ่นหอมคล้ายเครื่องเทศหรือการบูร กิ่งอ่อนเรียว เกลี้ยง และอาจมีคราบสีขาว เนื้อไม้มีสีเทาแกมน้ำตาลถึงน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับหรือมีการเรียงค่อนข้างตรงข้ามในบางคำบรรยาย แผ่นใบรูปรี รูปไข่ หรือรูปรีแกมขอบขนาน เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยง ใบกว้างประมาณ 2.5–6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5–20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบถึงมน มีเส้นกลางใบเด่นและเส้นแขนงประมาณ 3–7 คู่ ใบอ่อนมีสีเขียว ส่วนใบแก่บางระยะอาจเปลี่ยนเป็นสีแดง ก้านใบเรียว ยาวประมาณ 1.2–3.5 เซนติเมตร
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ลักษณะช่อเป็นกระจุกหรือคล้ายช่อซี่ร่ม ช่อดอกยาวประมาณ 2.5–10 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น สีขาวอมเขียวหรือเหลืองอ่อน ภายในดอกมีขนละเอียด และมีเกสรเพศผู้ประมาณ 9 อัน
  • ผล : เป็นผลสดขนาดเล็ก รูปทรงกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีม่วงดำถึงดำ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.6–0.8 เซนติเมตร ผลมีกลิ่นหอม ก้านผลเรียว และบริเวณขั้วผลมีกลีบเลี้ยงขยายตัวเป็นรูปถ้วย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • แหล่งกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบในป่าดิบและป่าดิบเขาหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยพบมากในภาคใต้ และมีรายงานการพบในภาคอื่น ๆ
  • ถิ่นอาศัย : มักขึ้นในพื้นที่ป่าที่มีความชื้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะบริเวณป่าดิบและพื้นที่ภูเขา
  • การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : มีรายงานการกระจายพันธุ์ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีนตอนใต้ ภูฏาน กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา เนปาล ปากีสถาน ไทย และเวียดนาม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีการระบุไว้สำหรับข่าต้น โดยเก็บเมล็ดจากผลที่สุกสมบูรณ์แล้วนำไปเพาะเป็นต้นกล้า
  • การเตรียมพื้นที่ : ควรเลือกพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงพอ ระบายน้ำได้ดี และมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงป่าธรรมชาติ
  • การดูแล : ในระยะต้นกล้าควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและป้องกันแสงแดดจัด เมื่อเจริญแข็งแรงสามารถปรับตัวกับสภาพแสงได้มากขึ้น
  • การอนุรักษ์พันธุ์ : ควรใช้เมล็ดจากแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีและมีแหล่งพันธุกรรมชัดเจน เนื่องจากมีการศึกษาพบความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากรข่าต้นในภาคใต้ของประเทศไทย

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ในตำรับพื้นบ้านและตำรายาไทยสำหรับขับลม บำรุงธาตุ และช่วยแก้อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • ต้น : ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด และแก้ปวดท้อง
  • แก่นหรือเนื้อไม้ : ใช้เป็นยาบำรุงธาตุและขับลม
  • เปลือกต้น : ใช้สำหรับแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดท้อง และขับลม
  • เมล็ด : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจบางประการ
  • ยาง : มีการบันทึกการใช้ในตำรายาพื้นบ้านบางแห่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามตำรายาไทย : ข่าต้นมีรสร้อนและกลิ่นหอม ใช้เป็นเครื่องยากลุ่มแก้โรคลม
  • ใบ : ใช้ ขับลม แก้ธาตุพิการ ขับเสมหะ แก้ลมจุกเสียด บำรุงธาตุ และช่วยเจริญอาหาร
  • ต้นและแก่น : ใช้ แก้ลมจุกเสียด ขับผายลม แก้ปวดท้อง และบำรุงธาตุ
  • เปลือกต้น : ใช้ ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง ขับผายลม และบำรุงธาตุ
  • ในตำรับยาหอมและยาแก้ลม : เทพทาโรหรือข่าต้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องยารสร้อนที่ใช้ประกอบตำรับสำหรับอาการในกลุ่มโรคลม เช่น จุกเสียด แน่นเฟ้อ และอาการลมในท้อง
  • ในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ : พบเทพทาโรเป็นองค์ประกอบในตำรับ ยาแก้ลมวาระยักขะวาโย ซึ่งมีการใช้เพื่อบรรเทาอาการลมที่ทำให้จุกเสียดบริเวณชายโครงและจุกอก
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและตำรายา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่โดยตรง

วิธีใช้

  • ใช้ในตำรับยาไทย : นิยมใช้ใบ เปลือก เนื้อไม้ หรือส่วนอื่นของข่าต้นเป็นส่วนประกอบในตำรับยาหอมและตำรับยาแก้ลม
  • ยาต้ม : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่นำเปลือกหรือส่วนของต้นมาต้มเพื่อใช้สำหรับอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และปวดท้อง
  • ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับ : ข่าต้นมักใช้ร่วมกับสมุนไพรที่มีรสร้อนและมีกลิ่นหอม เช่น ขิง พริกไทย ดีปลี กระวาน และกานพลู
  • การใช้เป็นชาสมุนไพร : มีรายงานว่าบางพื้นที่ทางภาคใต้นำใบมาทำเป็นชาสมุนไพร แต่ควรระมัดระวังเนื่องจากใบมีสาร safrole และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะรับรองความปลอดภัยของการบริโภคเป็นประจำ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ข่าต้นหรือเทพทาโรมีการบันทึกเป็นตัวยาในตำรายาแผนไทยแห่งชาติ โดยพบทั้งรายการ เทพทาโร เมล็ด และรายการเภสัชวัตถุ Cinnamomi Porrecti Lignum ซึ่งหมายถึงเนื้อไม้ของ Cinnamomum porrectum
  • ในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ : เทพทาโรปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแก้ลมหลายตำรับ สะท้อนการใช้ในระบบการแพทย์แผนไทยอย่างเป็นทางการ

สาระสำคัญ

  • น้ำมันหอมระเหย : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบมากในใบและเปลือกของข่าต้น
  • Safrole : พบได้ในน้ำมันหอมระเหยของข่าต้นบางแหล่งและบาง chemotype ในระดับสูง
  • Monoterpenes และ sesquiterpenes : พบในน้ำมันหอมระเหยของใบ และองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูกและ chemotype
  • สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ : มีการตรวจพบในสารสกัดจากใบและส่วนต่าง ๆ และเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่พบในการทดลอง

องค์ประกอบทางเคมี

  • น้ำมันจากเปลือก : งานวิจัยหนึ่งพบ safrole ประมาณ 93.9% elemicin 4.3% และ methyl eugenol 1.7% โดยองค์ประกอบรวมคิดเป็นประมาณ 99.9% ของน้ำมันที่ตรวจวิเคราะห์
  • น้ำมันจากใบ : งานวิจัยในประเทศไทยพบสารหลักเป็น safrole หรือ iso-safrole และตรวจพบฤทธิ์ยับยั้ง Candida albicans ในระดับห้องปฏิบัติการ
  • สารกลุ่มเทอร์พีน : งานวิจัยด้าน chemotype พบว่าน้ำมันจากใบสามารถมีสารอย่าง linalool, eucalyptol, camphor, citral และ nerolidol ในสัดส่วนแตกต่างกัน
  • ความแปรผันขององค์ประกอบ : องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยข่าต้นมีความแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิดและ chemotype จึงไม่ควรใช้ค่าจากการศึกษาหนึ่งเป็นตัวแทนของข่าต้นทุกแหล่ง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกของ Cinnamomum porrectum สามารถยับยั้งการเจริญ การสร้างสปอร์ และการสร้าง aflatoxin B1 ของ Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus ในการทดลอง โดยพบผลชัดเจนที่ความเข้มข้นมากกว่า 200 ppm
  • ฤทธิ์ต้าน Candida : น้ำมันหอมระเหยจากใบมีฤทธิ์ต่อ Candida albicans ในการทดลอง โดยมีค่า MIC ประมาณ 0.063% v/v ในการศึกษาหนึ่ง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดเอทานอล 50% และ 95% จากเนื้อไม้แสดงฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS โดยมีค่า IC50 ประมาณ 19.28 และ 13.78 µg/ml ตามลำดับ ส่วนสารสกัดน้ำให้ฤทธิ์ต่ำกว่า และสารสกัดน้ำมันแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ในการทดลองดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านแบคทีเรีย : มีรายงานว่าสารสกัดเมทานอลจากเปลือกและรากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยจากส่วนต่าง ๆ มีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด
  • การลด safrole : การลวกใบก่อนนำไปทำแห้งสามารถลดปริมาณ safrole ได้อย่างมากเมื่อเทียบกับการทำแห้งด้วยลมร้อนหรือการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งในการทดลองหนึ่ง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและตำรายา : มีข้อมูลการใช้ข่าต้นและเทพทาโรในตำรายาไทยและการแพทย์พื้นบ้านมายาวนาน
  • ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานจากการทดลองในหลอดทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ ต้านจุลชีพ ต้านเชื้อรา ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลจากงานวิจัยของพืชในสกุล Cinnamomum และข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับ C. porrectum แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลทางการรักษาในมนุษย์
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : หลักฐานเฉพาะสำหรับข่าต้นยังมีจำกัด จึงยังไม่ควรกล่าวอ้างว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากข่าต้นมีแนวโน้มยับยั้งเชื้อจุลชีพบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : มีผลต่อ Candida albicans และเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดเอทานอลจากเนื้อไม้มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเปลือกและรากมีผลต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบบางระบบ
  • ฤทธิ์ต่อแมลง : น้ำมันหอมระเหยของข่าต้นมีการศึกษาศักยภาพในการเป็นสารกำจัดแมลงจากพืช โดยพบผลต่อแมลงวันบ้านและแมลงดูดเลือดบางชนิดในการทดลอง

ความปลอดภัย

  • สาร safrole : เป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัย เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยข่าต้นบางตัวอย่างมี safrole เป็นองค์ประกอบหลักในสัดส่วนสูง และ safrole มีข้อมูลด้านพิษวิทยาและการก่อมะเร็งจากการทดลองในสัตว์
  • การใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม : ไม่ควรนำใบหรือส่วนที่มีน้ำมันหอมระเหยสูงมาบริโภคเป็นประจำหรือในปริมาณมากโดยไม่มีการประเมินปริมาณสารสำคัญ
  • สารสกัดเข้มข้น : ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันหอมระเหยหรือสารสกัดเข้มข้นด้วยตนเอง
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว : ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ในรูปแบบเข้มข้น
  • การใช้ภายนอก : ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหอมระเหยในปริมาณสูง

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้เพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง
  • ไม่ควรรับประทานน้ำมันหอมระเหยข่าต้นโดยตรง
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นเป็นเวลานาน เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีอาจมี safrole ในปริมาณสูง
  • ผู้ที่แพ้พืชวงศ์ Lauraceae หรือผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย ควรหลีกเลี่ยง
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างข่าต้นกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างชัดเจน
  • สารสกัดเข้มข้นและน้ำมันหอมระเหย ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีสารออกฤทธิ์หลายชนิดและมี safrole เป็นองค์ประกอบในบาง chemotype
  • ผู้ที่รับประทาน ยาหลายชนิด ยาที่มีผลต่อตับ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดข่าต้นเข้มข้น
  • การใช้ข่าต้นเป็น เครื่องยาในตำรับยาแผนไทย ไม่ควรนำไปเทียบเท่ากับการรับประทานน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ เพราะรูปแบบและปริมาณสารสำคัญแตกต่างกัน

การใช้ในอาหาร

  • ใช้เป็นเครื่องเทศและเครื่องปรุง : ข่าต้นหรือเทพทาโรมีความหอมเฉพาะตัว จึงมีการนำส่วนที่มีกลิ่นหอมมาใช้แต่งกลิ่นอาหารในบางท้องถิ่น
  • ใช้แต่งกลิ่น : น้ำมันหอมระเหยของข่าต้นมีสารระเหยที่ให้กลิ่นเฉพาะ สามารถนำไปศึกษาการใช้เป็นวัตถุดิบแต่งกลิ่นได้
  • ชาสมุนไพร : มีรายงานการนำใบข่าต้นมาทำเป็นชาสมุนไพรในบางพื้นที่ของภาคใต้ แต่ควรคำนึงถึงปริมาณ safrole และไม่ควรถือว่าการบริโภคเป็นประจำมีความปลอดภัยเพียงเพราะเป็นสมุนไพร
หมายเหตุ : safrole เป็นสารที่มีข้อจำกัดด้านการใช้เป็นวัตถุแต่งกลิ่นอาหารในหลายประเทศ และองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยข่าต้นแตกต่างกันตามแหล่งและ chemotype จึงควรมีการควบคุมคุณภาพก่อนนำไปใช้เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย
  • ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย : น้ำมันจากใบและเปลือกสามารถนำไปศึกษาหรือพัฒนาเป็นวัตถุดิบด้านกลิ่น
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : มีข้อมูลการใช้สารสกัดหรือส่วนประกอบจากข่าต้นในงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะด้านกลิ่นและฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • ผลิตภัณฑ์ควบคุมจุลชีพและแมลง : งานวิจัยแสดงศักยภาพของน้ำมันหอมระเหยต่อเชื้อราและแมลงบางชนิด แต่ยังต้องประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพในผลิตภัณฑ์จริงก่อนนำไปใช้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เนื้อไม้และเปลือก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และมีอายุเหมาะสม โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ต้นแม่และไม่ทำลายประชากรธรรมชาติ
  • ใบ : ควรเก็บใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค และนำไปแปรรูปอย่างรวดเร็ว
  • การทำแห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสม ป้องกันความชื้นและเชื้อรา
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
  • น้ำมันหอมระเหย : ควรเก็บในภาชนะทึบแสง ปิดสนิท และเก็บในอุณหภูมิเหมาะสมเพื่อลดการเสื่อมสภาพ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคใต้ : เรียกข่าต้นว่า จวง จวงหอม หรือไม้จวง และมีการใช้ประโยชน์ทั้งด้านสมุนไพร เครื่องเทศ และไม้หอม
  • ภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือ : พบชื่อ พลูต้นขาว จะไคต้น จะไค้ต้น และจะไคหอม
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : พบชื่อ ตะไคร้ต้น
  • ภาคกลาง : พบชื่อ ข่าต้น และกะเพาะต้นในบางพื้นที่
  • ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน : นิยมใช้ส่วนที่มีกลิ่นหอมและรสร้อนสำหรับ ขับลม บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และปวดท้อง

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ข่าต้นหรือเทพทาโร เป็นไม้หอมที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในภาคใต้และพื้นที่ป่าของประเทศไทย
  • การใช้ไม้ : เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมถูกนำไปทำเครื่องใช้ เช่น ตู้ เตียง และหีบสำหรับเก็บเสื้อผ้า โดยเชื่อว่ากลิ่นหอมช่วยรบกวนแมลง
  • การแพทย์แผนไทย : เทพทาโรปรากฏในตำรับยาไทยหลายตำรับ โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ลมและตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการจุกเสียด แน่นเฟ้อ
  • ด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น : ชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคสะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชนไทยมายาวนาน

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานการณ์ในประเทศไทย : มีรายงานว่าประชากรข่าต้นในป่าธรรมชาติลดลงอย่างมากในบางพื้นที่ เนื่องจากเป็นทั้งไม้หอม ไม้สมุนไพร และไม้ใช้ประโยชน์
  • ความหลากหลายทางพันธุกรรม : การศึกษาประชากรข่าต้นในภาคใต้พบว่าประชากรจากจังหวัดสงขลาและพังงามีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง ขณะที่บางประชากรมีขนาดเล็กและมีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ
  • แนวทางอนุรักษ์ : มีข้อเสนอให้ดำเนินการทั้ง อนุรักษ์ในถิ่นกำเนิด (in situ) และ อนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิด (ex situ) รวมถึงส่งเสริมการปลูกทดแทนและการคัดเลือกแม่พันธุ์สำหรับผลิตเมล็ดและกล้าไม้

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Laurales
  • วงศ์ (Family) : Lauraceae
  • สกุล (Genus) : Cinnamomum
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm.
  • ชื่อที่ Kew Plants of the World Online ยอมรับในปัจจุบัน : Camphora parthenoxylon (Jack) Nees
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Cinnamomum parthenoxylon (Jack) Meisn.; Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm.; Parthenoxylon porrectum (Roxb.) Blume; Camphora porrecta (Roxb.) Voigt
หมายเหตุ : สำหรับฐานข้อมูลสมุนไพรไทย ควรคงชื่อ Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm. ไว้เป็นชื่ออ้างอิงหลัก เนื่องจากเป็นชื่อที่ใช้ในงานวิจัยและฐานข้อมูลไทยจำนวนมาก พร้อมระบุชื่อที่ Kew ยอมรับในปัจจุบันเพื่อป้องกันความสับสนด้านอนุกรมวิธาน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบว่าเป็นไม้ต้นมีกลิ่นหอม เปลือกและเนื้อไม้มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว แผ่นใบค่อนข้างหนา และผลขนาดเล็ก
  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เปรียบเทียบรูปใบ เส้นใบ ช่อดอก ผล เปลือก และลักษณะเนื้อไม้กับตัวอย่างอ้างอิง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบให้ตรงกับตัวอย่างพรรณไม้ เนื่องจากข่าต้นมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้การวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยด้วย GC-MS เพื่อสร้าง chemical profile และตรวจสอบสารสำคัญ เช่น safrole, elemicin, methyl eugenol และสารกลุ่มเทอร์พีน
  • การควบคุมคุณภาพ : ควรกำหนดแหล่งที่มา ส่วนของพืช ความชื้น สิ่งปนเปื้อน และองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบก่อนนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์

คำเตือนทางการแพทย์

  • ข่าต้นไม่ใช่ยาสำหรับรักษาโรคทุกชนิด สรรพคุณที่กล่าวถึงในตำรายาไทยเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการใช้แบบดั้งเดิม
  • ควรระวังน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากอาจมี safrole ในปริมาณสูง
  • ไม่ควรรับประทานน้ำมันหอมระเหยโดยตรง
  • ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล
  • ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ข่าต้นในรูปแบบเข้มข้น
  • ข้อมูลการทดลองไม่เท่ากับหลักฐานการรักษาในมนุษย์ งานวิจัยข่าต้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับหลอดทดลองหรือการศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมี จึงไม่ควรนำผลการทดลองไปกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคในคนได้
  • Safrole มีข้อมูลการก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง และถูกจัดเป็นสารที่ต้องควบคุมในหลายประเทศ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหอมระเหยข่าต้นควรผ่านการตรวจวิเคราะห์และควบคุมปริมาณสารสำคัญก่อนใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับปีพุทธศักราช 2561. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2562). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป.). เทพทาโร (Cinnamomum porrectum).
  4. วิทยา บุญวรพัฒน์. (ม.ป.ป.). สารานุกรมสมุนไพรไทย-จีนที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. อ้างถึงข้อมูลข่าต้นในเอกสารสมุนไพรไทย.
  5. ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.
  6. กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). ข่าต้น. คลังความรู้ด้านการปลูกสร้างสวนป่าและพรรณไม้.
  7. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  8. Palanuvej, C., Werawatganone, P., Lipipun, V., & Ruangrungsi, N. (2019). Chemical composition and antimicrobial activity against Candida albicans of essential oil from leaves of Cinnamomum porrectum. Journal of Health Research, 20(1), 69–76.
  9. Qiu, F., et al. (2019). Full-length transcriptome sequencing and different chemotype expression profile analysis of genes related to monoterpenoid biosynthesis in Cinnamomum porrectum. International Journal of Molecular Sciences, 20(24), 6230.
  10. Saetan, P., Usawakesmanee, W., Siripongvutikorn, S., & Takahashi Yupanqui, C. (2017). Reduction of safrole content of Cinnamomum porrectum leaves by blanching and the effect on the antioxidant and anti-inflammatory activities of its herbal tea. Functional Foods in Health and Disease, 7(12), 936–957.
  11. Sukcharoen, O., Sirirote, P., & Thanaboripat, D. (2017). Control of aflatoxigenic strains by Cinnamomum porrectum essential oil. Journal of Food Science and Technology, 54(9), 2929–2935.
  12. Werawatganone, P., Palanuvej, C., Lipipun, V., & Ruangrungsi, N. (2019). Thep-Ta-Ro essential oil in solution and emulgel dosage forms. Journal of Health Research.
  13. Plants of the World Online. (2026). Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm. Royal Botanic Gardens, Kew.
  14. Plants of the World Online. (2026). Camphora parthenoxylon (Jack) Nees. Royal Botanic Gardens, Kew.
  15. International Agency for Research on Cancer. (1976). Safrole, isosafrole and dihydrosafrole. IARC Monographs on the Evaluation of Carcinogenic Risk of Chemicals to Humans, Volume 10.
  16. National Toxicology Program. (2021). Safrole. In 15th Report on Carcinogens. U.S. Department of Health and Human Services.
Scroll to top