ขันทองพยาบาท
ขันทองพยาบาท เป็นไม้ยืนต้นสมุนไพรพื้นบ้านของไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A.Juss.) Baill. อยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยหลายภูมิภาคและในประเทศแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในป่าผลัดใบ ป่าผสม และป่าดิบ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยนำส่วนของ แก่น เนื้อไม้ เปลือกต้น และรากขันทองพยาบาท มาใช้เป็นยา โดยเฉพาะกลุ่มอาการทางผิวหนังและตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดเมื่อย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: ขันทองพยาบาท
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.
- วงศ์: Euphorbiaceae
- ชื่อสามัญ: False Lime
- ชื่อท้องถิ่น: ดูกใส, ดูกหิน, ยางปลอก, ยายปลวก, ฮ่อสะพานควาย, ขันทอง, ขุนทอง, ข้าวตาก, มะดูกเลื่อม, มะดูกดง, ทุเรียนป่า, ไฟ, ขอบนางนั่ง, สลอดน้ำ และชื่ออื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
- ลักษณะการใช้เป็นยา: ในตำรายาไทยมีการใช้ แก่น เนื้อไม้ เปลือกต้น และราก ขณะที่ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยมีมอโนกราฟของ รากขันทองพยาบาท (Suregadae Multiflorae Radix)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ขันทองพยาบาทเป็นไม้ต้นหรือไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 2–15 เมตร ลำต้นแตกกิ่งมาก กิ่งอ่อนมีลักษณะห้อยลงหรือแผ่เป็นพุ่ม เปลือกต้นมีสีน้ำตาล เนื้อไม้มีสีอ่อน และเป็นพืช แยกเพศต่างต้น คือ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่คนละต้น
- ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปรีแกมขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก ใบค่อนข้างหนาและเหนียว ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบหรือเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบมีต่อมน้ำมันหรือจุดโปร่งแสง และมีเส้นแขนงใบประมาณ 5–7 คู่
- ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกสั้น ๆ ตามซอกใบหรือตำแหน่งตรงข้ามใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวอ่อนถึงขาวนวล มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้น กลีบเลี้ยงประมาณ 5 กลีบ และ ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ส่วนดอกเพศเมียมีรังไข่ 3 ช่อง
- ผล: เป็นผลสดลักษณะเกือบกลมหรือมีพูตื้น ๆ 3 พู ขนาดประมาณ 2.5–3.5 × 2–2.5 เซนติเมตร เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงส้มแดง ผนังชั้นในค่อนข้างแข็ง และเมื่อแก่สามารถแตกตามพู ภายในมีเมล็ดประมาณ 3 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างกลมและมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวเมื่อสด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ประเทศไทย: พบขันทองพยาบาทได้หลายภูมิภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
- ต่างประเทศ: มีรายงานการกระจายพันธุ์ในอินเดีย เมียนมา อินโดจีน และคาบสมุทรมลายู
- ถิ่นอาศัย: พบตามป่าผลัดใบ ป่าผสม และป่าดิบ โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด โดยเก็บเมล็ดจากผลที่แก่แล้วนำไปเพาะเป็นต้นกล้า
- การเตรียมต้นกล้า: งานศึกษาการเพาะกล้าของ Suregada multiflora ในประเทศบังกลาเทศพบว่าสามารถเพาะเมล็ดในถุงเพาะ แปลงเพาะ หรือโรงเรือนเพาะชำได้ และวัสดุเพาะมีผลต่อเปอร์เซ็นต์การงอกและคุณภาพต้นกล้า
- สภาพแวดล้อม: ควรเลือกพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดีและมีแสงเหมาะสม เนื่องจากเป็นไม้ที่พบตามระบบนิเวศป่าหลายประเภท และสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับหรือไม้ให้ร่มเงาได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- แก่น: เป็นส่วนที่มีการใช้เป็น เครื่องยาขันทองพยาบาท ตามฐานข้อมูลสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ลักษณะเครื่องยาเป็นชิ้นแก่นค่อนข้างเรียบ เนื้อแก่นมีสีเหลืองอ่อน
- เนื้อไม้: ใช้ในตำรายาไทยสำหรับตำรับที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังและอาการอื่น ๆ
- เปลือกต้น: มีการใช้เป็นยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการดูแลเหงือกและอาการทางผิวหนัง
- ราก: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีการจัดทำมาตรฐาน รากขันทองพยาบาทแห้ง ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตาม ตำรายาไทยและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มีการใช้ขันทองพยาบาทในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
- แก่น: รสเฝื่อนเมา ใช้ตามตำรายาไทยเพื่อ แก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ลมพิษ ประดง แก้พิษในกระดูก ฆ่าพยาธิ และแก้โรคเรื้อน รวมถึงตำรับพื้นบ้านที่กล่าวถึงกามโรคและมะเร็งคุดทะราด
- เนื้อไม้: รสเมาเบื่อ มีการใช้ในตำรายาไทยเพื่อ แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ลมพิษ ประดง น้ำเหลืองเสีย และแก้ลมและโลหิตเป็นพิษ
- เปลือกต้น: มีภูมิปัญญาการใช้เป็น ยาบำรุงเหงือก แก้เหงือกอักเสบ และใช้ภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนังบางชนิด
- ราก: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อแก้ลมและอาการทางผิวหนังบางชนิด
- ตำรับยา: แก่นขันทองพยาบาทเป็นส่วนประกอบของตำรับยาต้มที่กล่าวถึงในงานศึกษาตำรับยาแผนไทยสำหรับโรคสะเก็ดเงิน โดยตำรับดังกล่าวมีการใช้หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ และแก่นขันทองพยาบาทเป็นยาหลัก
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบัน
วิธีใช้
- ในตำรับยาผสมเถาวัลย์เปรียง: ใช้ แก่นขันทองพยาบาท เป็นส่วนประกอบร่วมกับเถาวัลย์เปรียง แก่นดูกหิน และเหง้าไพล โดยมีข้อบ่งใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ขนาดยาตำรับยาผสมเถาวัลย์เปรียง: สูตรตำรับหนึ่งระบุรับประทานครั้งละ 900 มิลลิกรัม–1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที
- การใช้ภายนอกตามภูมิปัญญา: มีการใช้เปลือกหรือเนื้อไม้เตรียมเป็นยาสำหรับพอกหรือใช้กับผิวหนังในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง แต่ไม่ควรนำวิธีใช้พื้นบ้านมาใช้แทนคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- ยาผสมเถาวัลย์เปรียง: ขันทองพยาบาทในรูปของ แก่นดูกใส เป็นส่วนประกอบของตำรับยาผสมเถาวัลย์เปรียง ซึ่งอยู่ในกลุ่มตำรับยาที่ใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิมในบัญชียาจากสมุนไพร และมีข้อบ่งใช้ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ตำรับดังกล่าวมีข้อห้ามใช้ใน หญิงตั้งครรภ์ และมีข้อควรระวังเรื่องการระคายเคืองทางเดินอาหารจากส่วนประกอบของตำรับ
สาระสำคัญ
- เครื่องยารากขันทองพยาบาท: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่า รากแห้งของ Suregada multiflora เป็นเครื่องยาที่มีหมวดการใช้สำหรับอาการคันและอาการแพ้ทางผิวหนังแบบใช้ภายนอก
- กลุ่มสารสำคัญ: งานวิจัยทางพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม diterpene lactones จำนวนมากในขันทองพยาบาท โดยเฉพาะกลุ่ม abietane/abietane-type diterpenes
องค์ประกอบทางเคมี
- Diterpene lactones: เป็นกลุ่มสารที่มีการรายงานอย่างชัดเจนจากราก เปลือก และใบของขันทองพยาบาท โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่า รากขันทองพยาบาทมี diterpene lactones
- Abietane-type diterpene lactones: มีการแยกสารกลุ่มนี้จากใบของ S. multiflora และพบสารหลายชนิด เช่น gelomulides และสารอนุพันธ์ที่มีโครงสร้าง abietane lactone
- Suregadolides: งานวิจัยจากเปลือกพบสารใหม่ ได้แก่ suregadolides A–D รวมถึง diterpene lactones และสารกลุ่ม kaurane อีกหลายชนิด
- สารกลุ่ม diterpenoids อื่น ๆ: มีรายงานสารกลุ่ม ent-kaurane และ diterpene lactones จากเปลือกขันทองพยาบาท
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยของ Suregada multiflora ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการศึกษาทางเคมีและการทดลองก่อนคลินิก โดยมีการแยกและพิสูจน์โครงสร้างสารธรรมชาติหลายชนิดจากเปลือกและใบ งานวิจัยบางส่วนพบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระบบทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าขันทองพยาบาทสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้
หมายเหตุ: ผลการทดลองในหลอดทดลองหรือในสัตว์ทดลองไม่เท่ากับหลักฐานประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์: มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนจากฐานข้อมูลพรรณไม้และตำรามาตรฐานสมุนไพรไทย
- ระดับพฤกษเคมี: มีหลักฐานจากการแยกและวิเคราะห์สารประกอบหลายชนิดจากขันทองพยาบาท
- ระดับเภสัชวิทยาก่อนคลินิก: มีรายงานฤทธิ์ เช่น ต้านการอักเสบ ต้านภูมิแพ้ และฤทธิ์ต่อเซลล์บางชนิดในระบบทดลอง
- ระดับการศึกษาทางคลินิก: หลักฐานในมนุษย์มีจำกัด และข้อมูลจากฐานข้อมูลสมุนไพรไทยไม่ได้แสดงหลักฐานการศึกษาทางคลินิกของขันทองพยาบาทเดี่ยวอย่างเพียงพอ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ลดการปลดปล่อย nitric oxide (NO) และ prostaglandin E2 (PGE2) ในเซลล์ RAW264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS โดยสาร helioscopinolide A มีฤทธิ์เด่นในการทดลองดังกล่าว
- ฤทธิ์ต้านภูมิแพ้: สาร diterpenes หลายชนิดจากขันทองพยาบาทแสดงฤทธิ์ยับยั้งการตอบสนองของเซลล์ RBL-2H3 ในแบบจำลองการแพ้ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดจากใบและสาร diterpene lactones บางชนิดมีรายงานฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมนุษย์บางสายพันธุ์ในระดับห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านเชื้อปรสิต: diterpene lactones บางชนิดจาก S. multiflora แสดงฤทธิ์ต่อ Leishmania donovani ในการทดลองนอกร่างกาย โดยเป็นหลักฐานระดับก่อนคลินิกเท่านั้น
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ขันทองพยาบาท โดยเฉพาะการใช้เป็นยาเดี่ยวในมนุษย์ยังมีจำกัด ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีไม่ได้ระบุข้อมูลการศึกษาพิษวิทยาและอาการไม่พึงประสงค์ของเครื่องยาขันทองพยาบาทโดยตรง
หมายเหตุ: ขันทองพยาบาทไม่ควรนำมารับประทานเองเพื่อรักษาโรค โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ในขนาดสูง เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์: หากใช้ในตำรับยาผสมเถาวัลย์เปรียง มีการระบุ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
- การใช้เพื่อรักษามะเร็ง: ไม่ควรใช้ขันทองพยาบาทแทนการรักษามะเร็งมาตรฐาน เนื่องจากหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ใช้ขันทองพยาบาทรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับสรุป ปฏิกิริยาระหว่างขันทองพยาบาทเดี่ยวกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีผลต่อการทำงานของตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ขันทองพยาบาท
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- เครื่องยาสมุนไพร: รากขันทองพยาบาทได้รับการจัดทำเป็นมาตรฐานในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยในชื่อ Suregadae Multiflorae Radix (False Lime Root)
- ตำรับยาแผนไทย: แก่นขันทองพยาบาทใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาผสมเถาวัลย์เปรียง สำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก: การจัดหมวดในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยของรากขันทองพยาบาทครอบคลุมการใช้ภายนอกในกลุ่มอาการคันและอาการแพ้
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ราก: หากจัดทำเป็นเครื่องยา ควรใช้รากที่มีการระบุชนิดพืชถูกต้อง แล้วทำความสะอาด หั่น และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บรักษา
- แก่นและเนื้อไม้: ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดถูกต้อง และลดความชื้นก่อนเก็บ เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมคุณภาพ
- การเก็บรักษา: เครื่องยาที่แห้งแล้วควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และควรติดฉลากชื่อสมุนไพร ส่วนที่ใช้ และวันที่จัดเก็บอย่างชัดเจน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคกลาง: เรียกขันทองพยาบาทและมีการใช้แก่นหรือเนื้อไม้ในตำรายาไทย
- ภาคเหนือและอีสาน: มีชื่อท้องถิ่น เช่น มะดูกเลื่อม ดูกใส ดูกหิน ยางปลวก และยายปลวก
- ภาคใต้: พบชื่อเรียก เช่น กระดูกและยายปลวก
- ภูมิปัญญาด้านช่องปาก: เปลือกต้นมีการใช้เป็นยาบำรุงเหงือกและแก้เหงือกอักเสบตามตำรายาและการใช้พื้นบ้าน
- ภูมิปัญญาด้านโรคผิวหนัง: แก่น เนื้อไม้ และรากมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการคัน ผื่น กลาก เกลื้อน และโรคผิวหนังหลายชนิด
ประวัติและวัฒนธรรม
ขันทองพยาบาทเป็นพรรณไม้ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันมากตามภูมิภาค สะท้อนถึงการนำพืชชนิดนี้มาใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นของหลายพื้นที่ นอกจากนี้ชื่อ ดูกใส ดูกหิน มะดูก และกระดูก ยังปรากฏในระบบชื่อเครื่องยาไทย และแก่นขันทองพยาบาทถูกใช้เป็นองค์ประกอบของตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Tracheophyta
- Class: Magnoliopsida
- Order: Malpighiales
- Family: Euphorbiaceae
- Genus: Suregada Roxb. ex Rottler
- Species: Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.
- การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ควรพิจารณาลักษณะสำคัญ ได้แก่ ไม้ต้นแยกเพศต่างต้น ใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกไม่มีกลีบดอก และผลเกือบกลมหรือมี 3 พู
- การตรวจสอบเครื่องยา: แก่นที่ใช้เป็นเครื่องยามีลักษณะเรียบและเนื้อแก่นสีเหลืองอ่อน
- การตรวจสอบราก: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดชื่อเครื่องยาเป็น Suregadae Multiflorae Radix และระบุว่าเป็นรากแห้งของ Suregada multiflora
คำเตือนทางการแพทย์
ขันทองพยาบาทเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในตำรายาไทยมาเป็นเวลานาน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาด้านพฤกษเคมีและการทดลองก่อนคลินิก ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันว่าขันทองพยาบาทสามารถรักษาโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงได้ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่าข้อมูลการใช้ขันทองพยาบาทรักษามะเร็งเป็นข้อมูลเท็จและไม่ควรนำมาใช้แทนการรักษามาตรฐาน
ผู้ที่ต้องการใช้ขันทองพยาบาทเป็นยา โดยเฉพาะการรับประทานหรือใช้ในรูปแบบสารสกัด ควรปรึกษาแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาและการควบคุมคุณภาพที่เชื่อถือได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ขันทองพยาบาท. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ยาผสมเถาวัลย์เปรียง. ฐานข้อมูลตำรับยาสมุนไพร.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2568). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: ขันทองพยาบาท (Suregadae Multiflorae Radix). สำนักยาและวัตถุเสพติด.
- กรมป่าไม้/สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช. (2559). ขันทองพยาบาท: Suregada multiflora (A.Juss.) Baill. สารานุกรมพืช.
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). ขันทองพยาบาท. อุทยานพฤกษศาสตร์.
- ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย. (2566, 26 กันยายน). ข่าวปลอม อย่าแชร์! สมุนไพรขันทองพยาบาทใช้รักษาโรคมะเร็ง.
- Mangisa, M., Kemboi, D., Fouche, G., Nthambeleni, R., Langat, M. K., Tarirai, C., Cheek, M., Gonyela, O., & Tembu, V. J. (2023). Ethnomedicinal uses, phytochemistry and pharmacological properties of Suregada genus: A review. Pharmaceuticals, 16(10), 1390.
- Jahan, I. A., Nahar, N., Mosihuzzaman, M., Shaheen, F., Parween, Z., Rahman, A.-U., & Choudhary, M. I. (2002). Novel diterpene lactones from Suregada multiflora. Journal of Natural Products, 65(6), 932–934.
- Jahan, I. A., Nahar, N., Mosihuzzaman, M., Shaheen, F., Parween, Z., Rahman, A.-U., & Choudhary, M. I. (2004). Six new diterpenoids from Suregada multiflora. Journal of Natural Products, 67(11), 1789–1795.
- Choudhary, M. I., Yasmeen, H., Abbaskhan, A., Jahan, I. A., &คณะ. (2004). Revisiting diterpene lactones of Suregada multiflora. Tetrahedron, 60(36), 7933–7941.
- Gondal, H. Y., Nisar, M., & Choudhary, M. I. (2018). A new diepoxy abietaneolide from Suregada multiflora. Natural Product Communications, 13(2).
- Gondal, H. Y., Nisar, M., & Choudhary, M. I. (2020). Antileishmanial activity of diterpene lactones from Suregada multiflora and their semisynthetic derivatives. Medicinal Chemistry, 16(1), 53–57.

