ขันทองพยาบาท

ขันทองพยาบาท

ขันทองพยาบาท เป็นไม้ยืนต้นสมุนไพรพื้นบ้านของไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A.Juss.) Baill. อยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยหลายภูมิภาคและในประเทศแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในป่าผลัดใบ ป่าผสม และป่าดิบ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยนำส่วนของ แก่น เนื้อไม้ เปลือกต้น และรากขันทองพยาบาท มาใช้เป็นยา โดยเฉพาะกลุ่มอาการทางผิวหนังและตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดเมื่อย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: ขันทองพยาบาท
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.
  • วงศ์: Euphorbiaceae
  • ชื่อสามัญ: False Lime
  • ชื่อท้องถิ่น: ดูกใส, ดูกหิน, ยางปลอก, ยายปลวก, ฮ่อสะพานควาย, ขันทอง, ขุนทอง, ข้าวตาก, มะดูกเลื่อม, มะดูกดง, ทุเรียนป่า, ไฟ, ขอบนางนั่ง, สลอดน้ำ และชื่ออื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
  • ลักษณะการใช้เป็นยา: ในตำรายาไทยมีการใช้ แก่น เนื้อไม้ เปลือกต้น และราก ขณะที่ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยมีมอโนกราฟของ รากขันทองพยาบาท (Suregadae Multiflorae Radix)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ขันทองพยาบาทเป็นไม้ต้นหรือไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 2–15 เมตร ลำต้นแตกกิ่งมาก กิ่งอ่อนมีลักษณะห้อยลงหรือแผ่เป็นพุ่ม เปลือกต้นมีสีน้ำตาล เนื้อไม้มีสีอ่อน และเป็นพืช แยกเพศต่างต้น คือ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่คนละต้น
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปรีแกมขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก ใบค่อนข้างหนาและเหนียว ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบหรือเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบมีต่อมน้ำมันหรือจุดโปร่งแสง และมีเส้นแขนงใบประมาณ 5–7 คู่
  • ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกสั้น ๆ ตามซอกใบหรือตำแหน่งตรงข้ามใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวอ่อนถึงขาวนวล มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้น กลีบเลี้ยงประมาณ 5 กลีบ และ ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ส่วนดอกเพศเมียมีรังไข่ 3 ช่อง
  • ผล: เป็นผลสดลักษณะเกือบกลมหรือมีพูตื้น ๆ 3 พู ขนาดประมาณ 2.5–3.5 × 2–2.5 เซนติเมตร เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงส้มแดง ผนังชั้นในค่อนข้างแข็ง และเมื่อแก่สามารถแตกตามพู ภายในมีเมล็ดประมาณ 3 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างกลมและมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวเมื่อสด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ประเทศไทย: พบขันทองพยาบาทได้หลายภูมิภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
  • ต่างประเทศ: มีรายงานการกระจายพันธุ์ในอินเดีย เมียนมา อินโดจีน และคาบสมุทรมลายู
  • ถิ่นอาศัย: พบตามป่าผลัดใบ ป่าผสม และป่าดิบ โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด โดยเก็บเมล็ดจากผลที่แก่แล้วนำไปเพาะเป็นต้นกล้า
  • การเตรียมต้นกล้า: งานศึกษาการเพาะกล้าของ Suregada multiflora ในประเทศบังกลาเทศพบว่าสามารถเพาะเมล็ดในถุงเพาะ แปลงเพาะ หรือโรงเรือนเพาะชำได้ และวัสดุเพาะมีผลต่อเปอร์เซ็นต์การงอกและคุณภาพต้นกล้า
  • สภาพแวดล้อม: ควรเลือกพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดีและมีแสงเหมาะสม เนื่องจากเป็นไม้ที่พบตามระบบนิเวศป่าหลายประเภท และสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับหรือไม้ให้ร่มเงาได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • แก่น: เป็นส่วนที่มีการใช้เป็น เครื่องยาขันทองพยาบาท ตามฐานข้อมูลสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ลักษณะเครื่องยาเป็นชิ้นแก่นค่อนข้างเรียบ เนื้อแก่นมีสีเหลืองอ่อน
  • เนื้อไม้: ใช้ในตำรายาไทยสำหรับตำรับที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังและอาการอื่น ๆ
  • เปลือกต้น: มีการใช้เป็นยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการดูแลเหงือกและอาการทางผิวหนัง
  • ราก: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีการจัดทำมาตรฐาน รากขันทองพยาบาทแห้ง ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ตำรายาไทยและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มีการใช้ขันทองพยาบาทในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • แก่น: รสเฝื่อนเมา ใช้ตามตำรายาไทยเพื่อ แก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ลมพิษ ประดง แก้พิษในกระดูก ฆ่าพยาธิ และแก้โรคเรื้อน รวมถึงตำรับพื้นบ้านที่กล่าวถึงกามโรคและมะเร็งคุดทะราด
  • เนื้อไม้: รสเมาเบื่อ มีการใช้ในตำรายาไทยเพื่อ แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ลมพิษ ประดง น้ำเหลืองเสีย และแก้ลมและโลหิตเป็นพิษ
  • เปลือกต้น: มีภูมิปัญญาการใช้เป็น ยาบำรุงเหงือก แก้เหงือกอักเสบ และใช้ภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนังบางชนิด
  • ราก: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อแก้ลมและอาการทางผิวหนังบางชนิด
  • ตำรับยา: แก่นขันทองพยาบาทเป็นส่วนประกอบของตำรับยาต้มที่กล่าวถึงในงานศึกษาตำรับยาแผนไทยสำหรับโรคสะเก็ดเงิน โดยตำรับดังกล่าวมีการใช้หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ และแก่นขันทองพยาบาทเป็นยาหลัก

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบัน

วิธีใช้

  • ในตำรับยาผสมเถาวัลย์เปรียง: ใช้ แก่นขันทองพยาบาท เป็นส่วนประกอบร่วมกับเถาวัลย์เปรียง แก่นดูกหิน และเหง้าไพล โดยมีข้อบ่งใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ขนาดยาตำรับยาผสมเถาวัลย์เปรียง: สูตรตำรับหนึ่งระบุรับประทานครั้งละ 900 มิลลิกรัม–1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที
  • การใช้ภายนอกตามภูมิปัญญา: มีการใช้เปลือกหรือเนื้อไม้เตรียมเป็นยาสำหรับพอกหรือใช้กับผิวหนังในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง แต่ไม่ควรนำวิธีใช้พื้นบ้านมาใช้แทนคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ยาผสมเถาวัลย์เปรียง: ขันทองพยาบาทในรูปของ แก่นดูกใส เป็นส่วนประกอบของตำรับยาผสมเถาวัลย์เปรียง ซึ่งอยู่ในกลุ่มตำรับยาที่ใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิมในบัญชียาจากสมุนไพร และมีข้อบ่งใช้ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ตำรับดังกล่าวมีข้อห้ามใช้ใน หญิงตั้งครรภ์ และมีข้อควรระวังเรื่องการระคายเคืองทางเดินอาหารจากส่วนประกอบของตำรับ

สาระสำคัญ

  • เครื่องยารากขันทองพยาบาท: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่า รากแห้งของ Suregada multiflora เป็นเครื่องยาที่มีหมวดการใช้สำหรับอาการคันและอาการแพ้ทางผิวหนังแบบใช้ภายนอก
  • กลุ่มสารสำคัญ: งานวิจัยทางพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม diterpene lactones จำนวนมากในขันทองพยาบาท โดยเฉพาะกลุ่ม abietane/abietane-type diterpenes

องค์ประกอบทางเคมี

  • Diterpene lactones: เป็นกลุ่มสารที่มีการรายงานอย่างชัดเจนจากราก เปลือก และใบของขันทองพยาบาท โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่า รากขันทองพยาบาทมี diterpene lactones
  • Abietane-type diterpene lactones: มีการแยกสารกลุ่มนี้จากใบของ S. multiflora และพบสารหลายชนิด เช่น gelomulides และสารอนุพันธ์ที่มีโครงสร้าง abietane lactone
  • Suregadolides: งานวิจัยจากเปลือกพบสารใหม่ ได้แก่ suregadolides A–D รวมถึง diterpene lactones และสารกลุ่ม kaurane อีกหลายชนิด
  • สารกลุ่ม diterpenoids อื่น ๆ: มีรายงานสารกลุ่ม ent-kaurane และ diterpene lactones จากเปลือกขันทองพยาบาท

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของ Suregada multiflora ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการศึกษาทางเคมีและการทดลองก่อนคลินิก โดยมีการแยกและพิสูจน์โครงสร้างสารธรรมชาติหลายชนิดจากเปลือกและใบ งานวิจัยบางส่วนพบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระบบทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าขันทองพยาบาทสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้

หมายเหตุ: ผลการทดลองในหลอดทดลองหรือในสัตว์ทดลองไม่เท่ากับหลักฐานประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์: มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนจากฐานข้อมูลพรรณไม้และตำรามาตรฐานสมุนไพรไทย
  • ระดับพฤกษเคมี: มีหลักฐานจากการแยกและวิเคราะห์สารประกอบหลายชนิดจากขันทองพยาบาท
  • ระดับเภสัชวิทยาก่อนคลินิก: มีรายงานฤทธิ์ เช่น ต้านการอักเสบ ต้านภูมิแพ้ และฤทธิ์ต่อเซลล์บางชนิดในระบบทดลอง
  • ระดับการศึกษาทางคลินิก: หลักฐานในมนุษย์มีจำกัด และข้อมูลจากฐานข้อมูลสมุนไพรไทยไม่ได้แสดงหลักฐานการศึกษาทางคลินิกของขันทองพยาบาทเดี่ยวอย่างเพียงพอ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ลดการปลดปล่อย nitric oxide (NO) และ prostaglandin E2 (PGE2) ในเซลล์ RAW264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS โดยสาร helioscopinolide A มีฤทธิ์เด่นในการทดลองดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านภูมิแพ้: สาร diterpenes หลายชนิดจากขันทองพยาบาทแสดงฤทธิ์ยับยั้งการตอบสนองของเซลล์ RBL-2H3 ในแบบจำลองการแพ้ในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดจากใบและสาร diterpene lactones บางชนิดมีรายงานฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมนุษย์บางสายพันธุ์ในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อปรสิต: diterpene lactones บางชนิดจาก S. multiflora แสดงฤทธิ์ต่อ Leishmania donovani ในการทดลองนอกร่างกาย โดยเป็นหลักฐานระดับก่อนคลินิกเท่านั้น

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ขันทองพยาบาท โดยเฉพาะการใช้เป็นยาเดี่ยวในมนุษย์ยังมีจำกัด ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีไม่ได้ระบุข้อมูลการศึกษาพิษวิทยาและอาการไม่พึงประสงค์ของเครื่องยาขันทองพยาบาทโดยตรง

หมายเหตุ: ขันทองพยาบาทไม่ควรนำมารับประทานเองเพื่อรักษาโรค โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ในขนาดสูง เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์: หากใช้ในตำรับยาผสมเถาวัลย์เปรียง มีการระบุ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
  • การใช้เพื่อรักษามะเร็ง: ไม่ควรใช้ขันทองพยาบาทแทนการรักษามะเร็งมาตรฐาน เนื่องจากหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ใช้ขันทองพยาบาทรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับสรุป ปฏิกิริยาระหว่างขันทองพยาบาทเดี่ยวกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีผลต่อการทำงานของตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ขันทองพยาบาท

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • เครื่องยาสมุนไพร: รากขันทองพยาบาทได้รับการจัดทำเป็นมาตรฐานในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยในชื่อ Suregadae Multiflorae Radix (False Lime Root)
  • ตำรับยาแผนไทย: แก่นขันทองพยาบาทใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาผสมเถาวัลย์เปรียง สำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก: การจัดหมวดในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยของรากขันทองพยาบาทครอบคลุมการใช้ภายนอกในกลุ่มอาการคันและอาการแพ้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก: หากจัดทำเป็นเครื่องยา ควรใช้รากที่มีการระบุชนิดพืชถูกต้อง แล้วทำความสะอาด หั่น และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บรักษา
  • แก่นและเนื้อไม้: ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดถูกต้อง และลดความชื้นก่อนเก็บ เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมคุณภาพ
  • การเก็บรักษา: เครื่องยาที่แห้งแล้วควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และควรติดฉลากชื่อสมุนไพร ส่วนที่ใช้ และวันที่จัดเก็บอย่างชัดเจน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคกลาง: เรียกขันทองพยาบาทและมีการใช้แก่นหรือเนื้อไม้ในตำรายาไทย
  • ภาคเหนือและอีสาน: มีชื่อท้องถิ่น เช่น มะดูกเลื่อม ดูกใส ดูกหิน ยางปลวก และยายปลวก
  • ภาคใต้: พบชื่อเรียก เช่น กระดูกและยายปลวก
  • ภูมิปัญญาด้านช่องปาก: เปลือกต้นมีการใช้เป็นยาบำรุงเหงือกและแก้เหงือกอักเสบตามตำรายาและการใช้พื้นบ้าน
  • ภูมิปัญญาด้านโรคผิวหนัง: แก่น เนื้อไม้ และรากมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการคัน ผื่น กลาก เกลื้อน และโรคผิวหนังหลายชนิด

ประวัติและวัฒนธรรม

ขันทองพยาบาทเป็นพรรณไม้ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันมากตามภูมิภาค สะท้อนถึงการนำพืชชนิดนี้มาใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นของหลายพื้นที่ นอกจากนี้ชื่อ ดูกใส ดูกหิน มะดูก และกระดูก ยังปรากฏในระบบชื่อเครื่องยาไทย และแก่นขันทองพยาบาทถูกใช้เป็นองค์ประกอบของตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Tracheophyta
  • Class: Magnoliopsida
  • Order: Malpighiales
  • Family: Euphorbiaceae
  • Genus: Suregada Roxb. ex Rottler
  • Species: Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ควรพิจารณาลักษณะสำคัญ ได้แก่ ไม้ต้นแยกเพศต่างต้น ใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกไม่มีกลีบดอก และผลเกือบกลมหรือมี 3 พู
  • การตรวจสอบเครื่องยา: แก่นที่ใช้เป็นเครื่องยามีลักษณะเรียบและเนื้อแก่นสีเหลืองอ่อน
  • การตรวจสอบราก: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดชื่อเครื่องยาเป็น Suregadae Multiflorae Radix และระบุว่าเป็นรากแห้งของ Suregada multiflora

คำเตือนทางการแพทย์

ขันทองพยาบาทเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในตำรายาไทยมาเป็นเวลานาน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาด้านพฤกษเคมีและการทดลองก่อนคลินิก ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันว่าขันทองพยาบาทสามารถรักษาโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงได้ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่าข้อมูลการใช้ขันทองพยาบาทรักษามะเร็งเป็นข้อมูลเท็จและไม่ควรนำมาใช้แทนการรักษามาตรฐาน

ผู้ที่ต้องการใช้ขันทองพยาบาทเป็นยา โดยเฉพาะการรับประทานหรือใช้ในรูปแบบสารสกัด ควรปรึกษาแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาและการควบคุมคุณภาพที่เชื่อถือได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ขันทองพยาบาท. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ยาผสมเถาวัลย์เปรียง. ฐานข้อมูลตำรับยาสมุนไพร.
  3. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2568). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: ขันทองพยาบาท (Suregadae Multiflorae Radix). สำนักยาและวัตถุเสพติด.
  4. กรมป่าไม้/สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช. (2559). ขันทองพยาบาท: Suregada multiflora (A.Juss.) Baill. สารานุกรมพืช.
  5. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). ขันทองพยาบาท. อุทยานพฤกษศาสตร์.
  6. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย. (2566, 26 กันยายน). ข่าวปลอม อย่าแชร์! สมุนไพรขันทองพยาบาทใช้รักษาโรคมะเร็ง.
  7. Mangisa, M., Kemboi, D., Fouche, G., Nthambeleni, R., Langat, M. K., Tarirai, C., Cheek, M., Gonyela, O., & Tembu, V. J. (2023). Ethnomedicinal uses, phytochemistry and pharmacological properties of Suregada genus: A review. Pharmaceuticals, 16(10), 1390.
  8. Jahan, I. A., Nahar, N., Mosihuzzaman, M., Shaheen, F., Parween, Z., Rahman, A.-U., & Choudhary, M. I. (2002). Novel diterpene lactones from Suregada multiflora. Journal of Natural Products, 65(6), 932–934.
  9. Jahan, I. A., Nahar, N., Mosihuzzaman, M., Shaheen, F., Parween, Z., Rahman, A.-U., & Choudhary, M. I. (2004). Six new diterpenoids from Suregada multiflora. Journal of Natural Products, 67(11), 1789–1795.
  10. Choudhary, M. I., Yasmeen, H., Abbaskhan, A., Jahan, I. A., &คณะ. (2004). Revisiting diterpene lactones of Suregada multiflora. Tetrahedron, 60(36), 7933–7941.
  11. Gondal, H. Y., Nisar, M., & Choudhary, M. I. (2018). A new diepoxy abietaneolide from Suregada multiflora. Natural Product Communications, 13(2).
  12. Gondal, H. Y., Nisar, M., & Choudhary, M. I. (2020). Antileishmanial activity of diterpene lactones from Suregada multiflora and their semisynthetic derivatives. Medicinal Chemistry, 16(1), 53–57.
Scroll to top