ขนุน

ขนุน

ขนุน (Artocarpus heterophyllus Lam.) เป็นไม้ต้นเขตร้อนในวงศ์ Moraceae ที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะ ผลไม้พื้นบ้านและสมุนไพรไทย โดยสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน ทั้งผล เมล็ด ใบ ยาง ราก และแก่น นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว แก่นขนุน ยังเป็นเครื่องยาในองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย และมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของขนุนอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขนุน
  • ชื่อสามัญ : Jackfruit Tree, Jackfruit
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.
  • วงศ์ : Moraceae
  • ชื่อท้องถิ่น : ขะนู, ขะเนอ, ซีคึย, ปะหน่อย, นะยวยซะ, นากอ, เนน, มะหนุน, ล้าง, ลาน, หมักหมี้, หมากกลาง และขนุนละมุด เป็นต้น
  • ประเภทพืช : ไม้ต้นยืนต้นขนาดใหญ่
  • การใช้ประโยชน์ : อาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย และพืชให้สี
  • ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทางยา : เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ด ใบ ยาง แก่น และราก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ขนุนเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นตั้งตรง มีเรือนยอดค่อนข้างหนาทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือเทา เมื่อเกิดบาดแผลบริเวณลำต้นหรือกิ่งจะมี น้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม ไหลออกมาเป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปรีถึงรูปรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ 5–8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10–15 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ โคนใบมน ปลายใบมน ทู่ หรือแหลมเล็กน้อย ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวด้านบนเป็นมัน เนื้อใบค่อนข้างหนาและเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ส่วนด้านล่างมีผิวค่อนข้างสาก
  • ดอก : ดอกเป็นช่อแน่นและแยกเพศ แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้มักพบตามปลายกิ่งหรือง่ามใบ มีลักษณะเป็นแท่ง ส่วนช่อดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าและมักเกิดตามกิ่งขนาดใหญ่หรือตามลำต้น ลักษณะดอกและการเกิดช่อดอกแบบออกตามลำต้นเป็นลักษณะที่ช่วยจำแนกขนุนได้
  • ผล : เป็น ผลรวมขนาดใหญ่ เกิดจากดอกย่อยจำนวนมากรวมกัน ผลมีรูปร่างกลมหรือรีถึงยาว เปลือกด้านนอกมีตุ่มนูนคล้ายหนามเล็ก ๆ เรียงตัวหนาแน่น เมื่อสุกเนื้อหุ้มเมล็ดมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมและรสหวาน ภายในประกอบด้วยเมล็ดจำนวนมาก โดยส่วนที่รับประทานได้ประกอบด้วยเนื้อหุ้มเมล็ดและส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของผลรวม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขนุนมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณ เอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ และต่อมาแพร่กระจายและนำไปปลูกอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และพื้นที่เขตร้อนอื่น ๆ ทั่วโลก ในประเทศไทยสามารถพบและปลูกขนุนได้ทั่วทุกภาค โดยเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ เขตร้อนชื้น และมีการปลูกเป็นทั้งไม้ผล ไม้ประจำบ้าน และไม้ใช้สอย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนชื้น มีแสงแดดเพียงพอ และมีการระบายน้ำดี
  • ดิน : เจริญได้ดีในดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุเพียงพอ ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การให้น้ำ : ระยะต้นกล้าควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อโตแล้วสามารถทนสภาพแห้งแล้งได้ระดับหนึ่ง แต่การมีน้ำเพียงพอช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและการติดผล
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะเมล็ดได้ง่าย แต่ต้นที่ได้อาจมีลักษณะและคุณภาพผลแตกต่างจากต้นแม่
  • การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : นิยมใช้การทาบกิ่งหรือวิธีขยายพันธุ์อื่นที่ช่วยรักษาลักษณะพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์ที่ต้องการรักษาคุณภาพของผล

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เมล็ด
  • เนื้อหุ้มเมล็ด
  • ใบ
  • ยาง
  • แก่น
  • ราก

ในทางเภสัชกรรมไทย แก่นขนุน หรือ Artocarpi Heterophylli Lignum เป็นเครื่องยาที่มีการกำหนดเอกลักษณ์และคุณภาพของวัตถุดิบในตำรายาและเอกสารด้านเภสัชกรรมสมุนไพร

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน มีการใช้ขนุนหลายส่วนแตกต่างกันไป

  • แก่นขนุน : ในการแพทย์แผนไทยใช้เป็น ยาบำรุงกำลังและบำรุงโลหิต
  • รากและแก่น : ตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้ต้มรับประทานเพื่อบำรุงเลือดและบำรุงร่างกาย
  • ใบ : ใช้ภายนอกโดยนำใบสดตำแล้วพอกบริเวณบาดแผล และมีการใช้ใบแห้งบดเป็นผงสำหรับโรยแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ยาง : ใช้ภายนอกกับบริเวณที่มีอาการบวม อักเสบ หรือแผลเรื้อรังตามตำรับพื้นบ้าน
  • เมล็ด : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งใช้เมล็ดต้มรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมน้ำนมหลังคลอด
  • เนื้อขนุนสุก : ใช้รับประทานเป็นอาหารและมีการกล่าวถึงการใช้เป็นอาหารบำรุงกำลังและยาระบายอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกทั้งหมด

วิธีใช้

  • แก่นขนุน : ในทางการแพทย์แผนไทยใช้เป็นเครื่องยาในตำรับ โดยต้องใช้ตามสูตรและวิธีปรุงของตำรับยา
  • ใบ : การใช้พื้นบ้านภายนอกอาจใช้ใบสดตำละเอียดแล้วพอกบริเวณแผล หรือใช้ใบแห้งบดเป็นผง
  • ยาง : ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • เมล็ด : สามารถนำไปต้ม นึ่ง หรือปรุงสุกก่อนรับประทานในฐานะอาหาร
  • เนื้อผลสุก : รับประทานเป็นผลไม้หรือใช้ประกอบอาหาร

ไม่ควรนำสูตรยาพื้นบ้านที่มีขนาดใช้เฉพาะเจาะจงไปใช้แทนตำรับยาที่ผ่านการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากความเข้มข้นของสารสำคัญอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช อายุ วิธีเตรียม และปริมาณที่ใช้

ในบัญชียาจากสมุนไพร

แก่นขนุน ปรากฏเป็นเครื่องยาใน ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยระบุชื่อ Artocarpi Heterophylli Lignum และชื่อวิทยาศาสตร์ Artocarpus heterophyllus Lam. นอกจากนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีข้อมูลตำรับยาอ้างอิงที่ใช้ ขนุนส่วนแก่น เป็นส่วนประกอบ เช่น ยาบำรุงเลือด สูตร 2 ชนิดยาต้ม

สาระสำคัญ

ขนุนมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ รวมถึงสารกลุ่ม prenylated flavonoids, prenylated chromones, coumarins และ lectins ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจในการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของขนุน

องค์ประกอบทางเคมี

  • สารประกอบฟีนอลิก : พบได้ในหลายส่วนของต้นและเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฟลาโวนอยด์ : พบสารหลายชนิด โดยเฉพาะในแก่นและใบ
  • Prenylated flavonoids และ prenylated chromones : เป็นกลุ่มสารเด่นที่มีการแยกและศึกษาจากขนุน
  • Jacalin : เป็นเลกตินที่พบในเมล็ดและได้รับการศึกษาทางชีวเคมีอย่างกว้างขวาง
  • สารในกลุ่ม coumarins : มีรายงานการแยกสาร prenylated coumarins จากผลขนุน
  • สารฟลาโวนอยด์ในแก่น : เอกสาร Farmakope Herbal Indonesia ระบุการควบคุมปริมาณฟลาโวนอยด์รวมในวัตถุดิบไม้ขนุน โดยคำนวณเทียบเป็น luteolin

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Artocarpus heterophyllus ครอบคลุมทั้งด้านโภชนาการ พฤกษเคมี เภสัชวิทยา และความปลอดภัย โดยภาพรวมงานทบทวนพบศักยภาพของสารสกัดจากขนุนในด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ควบคุมระดับน้ำตาล และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่หลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง งานวิจัยปี 2025 ที่วิเคราะห์ใบขนุนด้วย LC-MS/MS พบสารสำคัญ เช่น artocarpin และ sitosterol และรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ของสารสกัดในหลอดทดลอง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับพฤกษเคมีและห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์อื่น ๆ
  • ระดับมนุษย์ : มีข้อมูลการศึกษาบางส่วน โดยเฉพาะการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับใบขนุนและระดับน้ำตาล แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลของขนุนในฐานะยารักษาโรคได้อย่างชัดเจน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบและส่วนอื่นของขนุนแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดลองหลายรูปแบบ งานวิจัยในไทยที่ศึกษาสารสกัดใบขนุนพบองค์ประกอบพฤกษเคมีหลายกลุ่มและพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารกลุ่ม phenolics และ prenylated compounds จากขนุนมีรายงานว่าสามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในแบบจำลองเซลล์
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : มีงานวิจัยก่อนคลินิกและข้อมูลจากการศึกษาในมนุษย์บางส่วนเกี่ยวกับใบขนุน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาที่ออกแบบอย่างมีคุณภาพเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ของสารสกัดและสารประกอบบางชนิดต่อจุลชีพหลายชนิด
  • ฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง : สาร prenylated chromones และ flavonoids บางชนิดแสดงฤทธิ์ในเซลล์เพาะเลี้ยง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

ขนุนที่ใช้เป็นอาหาร โดยทั่วไปเป็นอาหารที่บริโภคกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม การใช้ส่วนอื่นของพืชในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือยาอาจมีความแตกต่างจากการรับประทานผลตามปกติ งานศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดเมล็ดขนุนในสัตว์ทดลองพบข้อมูลด้านความเป็นพิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้อร้อนในระดับหนึ่งที่ไม่พบสัญญาณความเป็นพิษเด่นชัดในเงื่อนไขของการทดลอง แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวมาใช้ยืนยันความปลอดภัยของสารสกัดทุกชนิดหรือการใช้ในมนุษย์

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มี ประวัติแพ้ขนุนหรือพืชในวงศ์ Moraceae ควรหลีกเลี่ยง
  • ไม่ควรใช้ยางขนุนกับผิวหนังหรือบาดแผลในผู้ที่เคยเกิดอาการแพ้จากน้ำยาง
  • การใช้แก่น ราก ใบ หรือสารสกัดเข้มข้นเพื่อรักษาโรคควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ขนุนในรูปแบบยา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

เนื่องจากมีงานวิจัยเกี่ยวกับ สารสกัดขนุนและฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาลในเลือด จึงควรระมัดระวังเมื่อนำสารสกัดใบขนุนหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นมาใช้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลและควรติดตามอย่างเหมาะสม

ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างขนุนกับยาชนิดต่าง ๆ ในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าขนุนสามารถใช้ร่วมกับยาทุกชนิดได้อย่างปลอดภัย

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก : รับประทานสดเป็นผลไม้ มีรสหวานและกลิ่นหอม
  • ผลอ่อน : นำไปต้ม แกง หรือปรุงเป็นอาหารคาว
  • เมล็ด : รับประทานได้หลังผ่านความร้อน เช่น ต้ม นึ่ง หรือคั่ว
  • เนื้อหุ้มเมล็ด : ใช้ทำขนม แยม เยลลี ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ
  • เมล็ดและเนื้อขนุน : สามารถนำไปพัฒนาเป็นวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกได้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : ขนุนแปรรูป แยม เยลลี ขนม และอาหารจากผลอ่อนหรือเมล็ด
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : แก่นขนุนเป็นวัตถุดิบเครื่องยาที่ปรากฏในตำรับยาแผนไทย
  • ผลิตภัณฑ์ย้อมสีธรรมชาติ : แก่นขนุนให้สีเหลืองถึงน้ำตาลและใช้ย้อมผ้า
  • ผลิตภัณฑ์ไม้ : เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ และงานหัตถกรรม
  • ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องสำอาง : สารสกัดจากใบและส่วนต่าง ๆ ของขนุนกำลังได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านสารต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • แก่นและเนื้อไม้ : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และนำมาผึ่งหรือตากให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนจัดเก็บ
  • ใบ : หากต้องการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา หรือสิ่งปนเปื้อน
  • ราก : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • เมล็ด : หากใช้เป็นอาหารควรเก็บในสภาพสะอาดและแห้ง
  • วัตถุดิบแห้ง : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขนุนมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยในหลายด้าน ทั้งเป็น อาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย และพืชให้สี ในบางชุมชนมีการใช้แก่นและรากเป็นยา ใช้ใบเป็นอาหารหรือใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน และใช้แก่นสำหรับย้อมผ้า

ประวัติและวัฒนธรรม

ขนุนเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาเป็นเวลานาน มีหลักฐานการกล่าวถึงขนุนในประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา และมีความเชื่อเรื่อง “หนุน” ซึ่งสื่อถึงการสนับสนุน ความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นสิริมงคล ในวัฒนธรรมล้านนา มีความเชื่อในการปลูกขนุนหรือ บ่าหนุน เพื่อความเป็นสิริมงคล และมีการนำขนุนมาเกี่ยวข้องกับประเพณีและอาหารในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น การแกงขนุนเพื่อสื่อความหมายถึงการมีสิ่งค้ำหนุนและความรุ่งเรือง

สถานะการอนุรักษ์

ขนุนเป็นไม้ผลที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายและมีการใช้ประโยชน์ทางอาหารและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง จึงไม่ใช่พืชหายากในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ พันธุ์ขนุนพื้นเมืองและความหลากหลายทางพันธุกรรม ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากมีพันธุ์และสายพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนาจำนวนมาก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Rosales
  • วงศ์ (Family) : Moraceae
  • สกุล (Genus) : Artocarpus J.R.Forst. & G.Forst.
  • ชนิด (Species) : Artocarpus heterophyllus Lam.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ ที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน ได้แก่ Artocarpus integrifolius var. heterophyllus, Artocarpus brasiliensis, Artocarpus maximus, Artocarpus philippensis และชื่ออื่นที่เกี่ยวข้อง สำหรับ แก่นขนุน (Artocarpi Heterophylli Lignum) เอกสารมาตรฐานสมุนไพรระบุลักษณะวัตถุดิบเป็นชิ้นไม้แข็ง เส้นใยละเอียด สีขาวอมเหลือง มีกลิ่นเฉพาะอ่อน ๆ และไม่ปรุงรส นอกจากนี้ยังมีลักษณะทางจุลทรรศน์ที่ใช้ประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ เช่น เม็ดแป้ง องค์ประกอบของท่อลำเลียง และผลึกแคลเซียมออกซาเลตรูปดอกกุหลาบ

คำเตือนทางการแพทย์

ข้อมูลสรรพคุณของขนุนบางส่วนมาจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังเป็นการศึกษาระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรใช้ขนุนหรือสารสกัดขนุนแทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคเบาหวาน มะเร็ง การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรัง

ผู้ที่รับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาประจำอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดขนุนในรูปแบบเข้มข้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). ข้อมูลรายการอ้างอิงตำรับยาแผนไทย I 350. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. กรมวิชาการเกษตร, สถาบันวิจัยพืชสวน. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลขนุน.
  4. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ขนุน (Artocarpus heterophyllus Lam.).
  5. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ขนุน. ระบบพันธุ์ไม้ย้อมสี.
  6. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). Artocarpus heterophyllus Lam. Thai Biodiversity Information Facility.
  7. ศิริประภา สุดบุรินทร์, ณัฐกานต์ สาพันธุ์, และปาริชาติ อ้นองอาจ. (2568). พฤกษเคมีเบื้องต้น ปริมาณฟีนอลิกรวม และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของใบขนุน ขี้เหล็ก และไชยา. วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
  8. Gupta, A., Marquess, A. R., Pandey, A. K., & Bishayee, A. (2023). Jackfruit (Artocarpus heterophyllus Lam.) in health and disease: A critical review. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 63(23), 6344–6378. https://doi.org/10.1080/10408398.2022.2031094
  9. Jagtap, U. B., & Bapat, V. A. (2010). Artocarpus: A review of its traditional uses, phytochemistry and pharmacology. Journal of Ethnopharmacology, 129(2), 142–166. https://doi.org/10.1016/j.jep.2010.03.031
  10. Yuniarti, L., et al. (2025). Comprehensive bioactive compound profiling of Artocarpus heterophyllus leaves: LC-MS/MS analysis, antioxidant potential, and molecular insights. Drug Design, Development and Therapy, 19, 1195–1213. https://doi.org/10.2147/DDDT.S507658
Scroll to top