ขนุน
ขนุน (Artocarpus heterophyllus Lam.) เป็นไม้ต้นเขตร้อนในวงศ์ Moraceae ที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะ ผลไม้พื้นบ้านและสมุนไพรไทย โดยสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน ทั้งผล เมล็ด ใบ ยาง ราก และแก่น นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว แก่นขนุน ยังเป็นเครื่องยาในองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย และมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของขนุนอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ขนุน
- ชื่อสามัญ : Jackfruit Tree, Jackfruit
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.
- วงศ์ : Moraceae
- ชื่อท้องถิ่น : ขะนู, ขะเนอ, ซีคึย, ปะหน่อย, นะยวยซะ, นากอ, เนน, มะหนุน, ล้าง, ลาน, หมักหมี้, หมากกลาง และขนุนละมุด เป็นต้น
- ประเภทพืช : ไม้ต้นยืนต้นขนาดใหญ่
- การใช้ประโยชน์ : อาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย และพืชให้สี
- ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทางยา : เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ด ใบ ยาง แก่น และราก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ขนุนเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นตั้งตรง มีเรือนยอดค่อนข้างหนาทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือเทา เมื่อเกิดบาดแผลบริเวณลำต้นหรือกิ่งจะมี น้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม ไหลออกมาเป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปรีถึงรูปรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ 5–8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10–15 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ โคนใบมน ปลายใบมน ทู่ หรือแหลมเล็กน้อย ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวด้านบนเป็นมัน เนื้อใบค่อนข้างหนาและเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ส่วนด้านล่างมีผิวค่อนข้างสาก
- ดอก : ดอกเป็นช่อแน่นและแยกเพศ แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้มักพบตามปลายกิ่งหรือง่ามใบ มีลักษณะเป็นแท่ง ส่วนช่อดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าและมักเกิดตามกิ่งขนาดใหญ่หรือตามลำต้น ลักษณะดอกและการเกิดช่อดอกแบบออกตามลำต้นเป็นลักษณะที่ช่วยจำแนกขนุนได้
- ผล : เป็น ผลรวมขนาดใหญ่ เกิดจากดอกย่อยจำนวนมากรวมกัน ผลมีรูปร่างกลมหรือรีถึงยาว เปลือกด้านนอกมีตุ่มนูนคล้ายหนามเล็ก ๆ เรียงตัวหนาแน่น เมื่อสุกเนื้อหุ้มเมล็ดมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมและรสหวาน ภายในประกอบด้วยเมล็ดจำนวนมาก โดยส่วนที่รับประทานได้ประกอบด้วยเนื้อหุ้มเมล็ดและส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของผลรวม
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ขนุนมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณ เอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ และต่อมาแพร่กระจายและนำไปปลูกอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และพื้นที่เขตร้อนอื่น ๆ ทั่วโลก ในประเทศไทยสามารถพบและปลูกขนุนได้ทั่วทุกภาค โดยเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ เขตร้อนชื้น และมีการปลูกเป็นทั้งไม้ผล ไม้ประจำบ้าน และไม้ใช้สอย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนชื้น มีแสงแดดเพียงพอ และมีการระบายน้ำดี
- ดิน : เจริญได้ดีในดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุเพียงพอ ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีน้ำขังเป็นเวลานาน
- การให้น้ำ : ระยะต้นกล้าควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อโตแล้วสามารถทนสภาพแห้งแล้งได้ระดับหนึ่ง แต่การมีน้ำเพียงพอช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและการติดผล
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะเมล็ดได้ง่าย แต่ต้นที่ได้อาจมีลักษณะและคุณภาพผลแตกต่างจากต้นแม่
- การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : นิยมใช้การทาบกิ่งหรือวิธีขยายพันธุ์อื่นที่ช่วยรักษาลักษณะพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์ที่ต้องการรักษาคุณภาพของผล
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เมล็ด
- เนื้อหุ้มเมล็ด
- ใบ
- ยาง
- แก่น
- ราก
ในทางเภสัชกรรมไทย แก่นขนุน หรือ Artocarpi Heterophylli Lignum เป็นเครื่องยาที่มีการกำหนดเอกลักษณ์และคุณภาพของวัตถุดิบในตำรายาและเอกสารด้านเภสัชกรรมสมุนไพร
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน มีการใช้ขนุนหลายส่วนแตกต่างกันไป
- แก่นขนุน : ในการแพทย์แผนไทยใช้เป็น ยาบำรุงกำลังและบำรุงโลหิต
- รากและแก่น : ตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้ต้มรับประทานเพื่อบำรุงเลือดและบำรุงร่างกาย
- ใบ : ใช้ภายนอกโดยนำใบสดตำแล้วพอกบริเวณบาดแผล และมีการใช้ใบแห้งบดเป็นผงสำหรับโรยแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ยาง : ใช้ภายนอกกับบริเวณที่มีอาการบวม อักเสบ หรือแผลเรื้อรังตามตำรับพื้นบ้าน
- เมล็ด : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งใช้เมล็ดต้มรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมน้ำนมหลังคลอด
- เนื้อขนุนสุก : ใช้รับประทานเป็นอาหารและมีการกล่าวถึงการใช้เป็นอาหารบำรุงกำลังและยาระบายอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกทั้งหมด
วิธีใช้
- แก่นขนุน : ในทางการแพทย์แผนไทยใช้เป็นเครื่องยาในตำรับ โดยต้องใช้ตามสูตรและวิธีปรุงของตำรับยา
- ใบ : การใช้พื้นบ้านภายนอกอาจใช้ใบสดตำละเอียดแล้วพอกบริเวณแผล หรือใช้ใบแห้งบดเป็นผง
- ยาง : ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เมล็ด : สามารถนำไปต้ม นึ่ง หรือปรุงสุกก่อนรับประทานในฐานะอาหาร
- เนื้อผลสุก : รับประทานเป็นผลไม้หรือใช้ประกอบอาหาร
ไม่ควรนำสูตรยาพื้นบ้านที่มีขนาดใช้เฉพาะเจาะจงไปใช้แทนตำรับยาที่ผ่านการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากความเข้มข้นของสารสำคัญอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช อายุ วิธีเตรียม และปริมาณที่ใช้
ในบัญชียาจากสมุนไพร
แก่นขนุน ปรากฏเป็นเครื่องยาใน ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยระบุชื่อ Artocarpi Heterophylli Lignum และชื่อวิทยาศาสตร์ Artocarpus heterophyllus Lam. นอกจากนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีข้อมูลตำรับยาอ้างอิงที่ใช้ ขนุนส่วนแก่น เป็นส่วนประกอบ เช่น ยาบำรุงเลือด สูตร 2 ชนิดยาต้ม
สาระสำคัญ
ขนุนมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ รวมถึงสารกลุ่ม prenylated flavonoids, prenylated chromones, coumarins และ lectins ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจในการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของขนุน
องค์ประกอบทางเคมี
- สารประกอบฟีนอลิก : พบได้ในหลายส่วนของต้นและเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฟลาโวนอยด์ : พบสารหลายชนิด โดยเฉพาะในแก่นและใบ
- Prenylated flavonoids และ prenylated chromones : เป็นกลุ่มสารเด่นที่มีการแยกและศึกษาจากขนุน
- Jacalin : เป็นเลกตินที่พบในเมล็ดและได้รับการศึกษาทางชีวเคมีอย่างกว้างขวาง
- สารในกลุ่ม coumarins : มีรายงานการแยกสาร prenylated coumarins จากผลขนุน
- สารฟลาโวนอยด์ในแก่น : เอกสาร Farmakope Herbal Indonesia ระบุการควบคุมปริมาณฟลาโวนอยด์รวมในวัตถุดิบไม้ขนุน โดยคำนวณเทียบเป็น luteolin
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Artocarpus heterophyllus ครอบคลุมทั้งด้านโภชนาการ พฤกษเคมี เภสัชวิทยา และความปลอดภัย โดยภาพรวมงานทบทวนพบศักยภาพของสารสกัดจากขนุนในด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ควบคุมระดับน้ำตาล และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่หลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง งานวิจัยปี 2025 ที่วิเคราะห์ใบขนุนด้วย LC-MS/MS พบสารสำคัญ เช่น artocarpin และ sitosterol และรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ของสารสกัดในหลอดทดลอง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับพฤกษเคมีและห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์อื่น ๆ
- ระดับมนุษย์ : มีข้อมูลการศึกษาบางส่วน โดยเฉพาะการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับใบขนุนและระดับน้ำตาล แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลของขนุนในฐานะยารักษาโรคได้อย่างชัดเจน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบและส่วนอื่นของขนุนแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดลองหลายรูปแบบ งานวิจัยในไทยที่ศึกษาสารสกัดใบขนุนพบองค์ประกอบพฤกษเคมีหลายกลุ่มและพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารกลุ่ม phenolics และ prenylated compounds จากขนุนมีรายงานว่าสามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบในแบบจำลองเซลล์
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : มีงานวิจัยก่อนคลินิกและข้อมูลจากการศึกษาในมนุษย์บางส่วนเกี่ยวกับใบขนุน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาที่ออกแบบอย่างมีคุณภาพเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ของสารสกัดและสารประกอบบางชนิดต่อจุลชีพหลายชนิด
- ฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง : สาร prenylated chromones และ flavonoids บางชนิดแสดงฤทธิ์ในเซลล์เพาะเลี้ยง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
ขนุนที่ใช้เป็นอาหาร โดยทั่วไปเป็นอาหารที่บริโภคกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม การใช้ส่วนอื่นของพืชในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือยาอาจมีความแตกต่างจากการรับประทานผลตามปกติ งานศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดเมล็ดขนุนในสัตว์ทดลองพบข้อมูลด้านความเป็นพิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้อร้อนในระดับหนึ่งที่ไม่พบสัญญาณความเป็นพิษเด่นชัดในเงื่อนไขของการทดลอง แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวมาใช้ยืนยันความปลอดภัยของสารสกัดทุกชนิดหรือการใช้ในมนุษย์
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่มี ประวัติแพ้ขนุนหรือพืชในวงศ์ Moraceae ควรหลีกเลี่ยง
- ไม่ควรใช้ยางขนุนกับผิวหนังหรือบาดแผลในผู้ที่เคยเกิดอาการแพ้จากน้ำยาง
- การใช้แก่น ราก ใบ หรือสารสกัดเข้มข้นเพื่อรักษาโรคควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ขนุนในรูปแบบยา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
เนื่องจากมีงานวิจัยเกี่ยวกับ สารสกัดขนุนและฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาลในเลือด จึงควรระมัดระวังเมื่อนำสารสกัดใบขนุนหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นมาใช้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลและควรติดตามอย่างเหมาะสม
ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างขนุนกับยาชนิดต่าง ๆ ในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าขนุนสามารถใช้ร่วมกับยาทุกชนิดได้อย่างปลอดภัย
การใช้ในอาหาร
- ผลสุก : รับประทานสดเป็นผลไม้ มีรสหวานและกลิ่นหอม
- ผลอ่อน : นำไปต้ม แกง หรือปรุงเป็นอาหารคาว
- เมล็ด : รับประทานได้หลังผ่านความร้อน เช่น ต้ม นึ่ง หรือคั่ว
- เนื้อหุ้มเมล็ด : ใช้ทำขนม แยม เยลลี ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ
- เมล็ดและเนื้อขนุน : สามารถนำไปพัฒนาเป็นวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกได้
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : ขนุนแปรรูป แยม เยลลี ขนม และอาหารจากผลอ่อนหรือเมล็ด
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : แก่นขนุนเป็นวัตถุดิบเครื่องยาที่ปรากฏในตำรับยาแผนไทย
- ผลิตภัณฑ์ย้อมสีธรรมชาติ : แก่นขนุนให้สีเหลืองถึงน้ำตาลและใช้ย้อมผ้า
- ผลิตภัณฑ์ไม้ : เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ และงานหัตถกรรม
- ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องสำอาง : สารสกัดจากใบและส่วนต่าง ๆ ของขนุนกำลังได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านสารต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- แก่นและเนื้อไม้ : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และนำมาผึ่งหรือตากให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนจัดเก็บ
- ใบ : หากต้องการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา หรือสิ่งปนเปื้อน
- ราก : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
- เมล็ด : หากใช้เป็นอาหารควรเก็บในสภาพสะอาดและแห้ง
- วัตถุดิบแห้ง : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ขนุนมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยในหลายด้าน ทั้งเป็น อาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย และพืชให้สี ในบางชุมชนมีการใช้แก่นและรากเป็นยา ใช้ใบเป็นอาหารหรือใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน และใช้แก่นสำหรับย้อมผ้า
ประวัติและวัฒนธรรม
ขนุนเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาเป็นเวลานาน มีหลักฐานการกล่าวถึงขนุนในประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา และมีความเชื่อเรื่อง “หนุน” ซึ่งสื่อถึงการสนับสนุน ความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นสิริมงคล ในวัฒนธรรมล้านนา มีความเชื่อในการปลูกขนุนหรือ บ่าหนุน เพื่อความเป็นสิริมงคล และมีการนำขนุนมาเกี่ยวข้องกับประเพณีและอาหารในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น การแกงขนุนเพื่อสื่อความหมายถึงการมีสิ่งค้ำหนุนและความรุ่งเรือง
สถานะการอนุรักษ์
ขนุนเป็นไม้ผลที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายและมีการใช้ประโยชน์ทางอาหารและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง จึงไม่ใช่พืชหายากในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ พันธุ์ขนุนพื้นเมืองและความหลากหลายทางพันธุกรรม ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากมีพันธุ์และสายพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนาจำนวนมาก
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- อันดับ (Order) : Rosales
- วงศ์ (Family) : Moraceae
- สกุล (Genus) : Artocarpus J.R.Forst. & G.Forst.
- ชนิด (Species) : Artocarpus heterophyllus Lam.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ ที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน ได้แก่ Artocarpus integrifolius var. heterophyllus, Artocarpus brasiliensis, Artocarpus maximus, Artocarpus philippensis และชื่ออื่นที่เกี่ยวข้อง สำหรับ แก่นขนุน (Artocarpi Heterophylli Lignum) เอกสารมาตรฐานสมุนไพรระบุลักษณะวัตถุดิบเป็นชิ้นไม้แข็ง เส้นใยละเอียด สีขาวอมเหลือง มีกลิ่นเฉพาะอ่อน ๆ และไม่ปรุงรส นอกจากนี้ยังมีลักษณะทางจุลทรรศน์ที่ใช้ประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ เช่น เม็ดแป้ง องค์ประกอบของท่อลำเลียง และผลึกแคลเซียมออกซาเลตรูปดอกกุหลาบ
คำเตือนทางการแพทย์
ข้อมูลสรรพคุณของขนุนบางส่วนมาจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังเป็นการศึกษาระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรใช้ขนุนหรือสารสกัดขนุนแทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคเบาหวาน มะเร็ง การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรัง
ผู้ที่รับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาประจำอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดขนุนในรูปแบบเข้มข้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). ข้อมูลรายการอ้างอิงตำรับยาแผนไทย I 350. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิชาการเกษตร, สถาบันวิจัยพืชสวน. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลขนุน.
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ขนุน (Artocarpus heterophyllus Lam.).
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ขนุน. ระบบพันธุ์ไม้ย้อมสี.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). Artocarpus heterophyllus Lam. Thai Biodiversity Information Facility.
- ศิริประภา สุดบุรินทร์, ณัฐกานต์ สาพันธุ์, และปาริชาติ อ้นองอาจ. (2568). พฤกษเคมีเบื้องต้น ปริมาณฟีนอลิกรวม และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของใบขนุน ขี้เหล็ก และไชยา. วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
- Gupta, A., Marquess, A. R., Pandey, A. K., & Bishayee, A. (2023). Jackfruit (Artocarpus heterophyllus Lam.) in health and disease: A critical review. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 63(23), 6344–6378. https://doi.org/10.1080/10408398.2022.2031094
- Jagtap, U. B., & Bapat, V. A. (2010). Artocarpus: A review of its traditional uses, phytochemistry and pharmacology. Journal of Ethnopharmacology, 129(2), 142–166. https://doi.org/10.1016/j.jep.2010.03.031
- Yuniarti, L., et al. (2025). Comprehensive bioactive compound profiling of Artocarpus heterophyllus leaves: LC-MS/MS analysis, antioxidant potential, and molecular insights. Drug Design, Development and Therapy, 19, 1195–1213. https://doi.org/10.2147/DDDT.S507658

