ขมัน

ขมัน

ขมัน เป็นไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์ Urticaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poikilospermum suaveolens (Blume) Merr. พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและหลายพื้นที่ของเอเชียเขตร้อน โดยเฉพาะบริเวณป่าชื้น ป่าดิบ และพื้นที่ใกล้ลำธาร ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำส่วนต่าง ๆ ของขมันมาใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะ เปลือกจากเนื้อไม้ และยังมีรายงานการใช้ใบและลำต้นในตำรับพื้นบ้านของบางชุมชน อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขมัน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Poikilospermum suaveolens (Blume) Merr.
  • ชื่อวงศ์ : Urticaceae
  • ชื่อสกุล : Poikilospermum
  • ชื่อสามัญ : Kha mam
  • ชื่อท้องถิ่น : เครือเต่าไห้, ย่านงด, อ้ายไร, ชะไร, เถากะมัน, ยาวี, ย่านมูรู, ขม
  • ลักษณะพืช : ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้พุ่มเลื้อย
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกจากเนื้อไม้ และมีรายงานการใช้ลำต้น ใบ และรากในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่

ชื่อท้องถิ่นของขมันมีความหลากหลายตามภูมิภาค โดยชื่อที่พบในประเทศไทย ได้แก่ ขมัน เถากะมัน ย่านงด และเครือเต่าไห้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ขมันเป็นไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้พุ่มเลื้อย สามารถเกาะอาศัยตามคาคบไม้ เถามีลักษณะกลมและค่อนข้างเรียบ เมื่อแก่มีสีน้ำตาลเข้ม บริเวณข้อของเถาสามารถเกิด รากอากาศ ห้อยลงมา กิ่งอ่อนและลำต้นมีตุ่มขนาดเล็กซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการระบายอากาศ เปลือกมีสีเทาและเมื่อมีบาดแผลสามารถพบยางใสได้
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับและมักกระจุกค่อนข้างแน่นบริเวณปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่หรือรูปรีกว้าง ขนาดโดยประมาณกว้าง 10–14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12–26 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือมีติ่งแหลม โคนใบมนและเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยงทั้งด้านบนและด้านล่าง เส้นใบหลักออกจากบริเวณโคนใบประมาณ 3 เส้น และมีเส้นแขนงใบประมาณ 10–12 คู่ ก้านใบมีสีออกน้ำตาลแดง ยาวประมาณ 4–10 เซนติเมตร
  • ดอก : เป็นดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่แยกกันเป็นกลุ่มหรือช่อรูปก้อน ดอกเพศผู้มีขนาดประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร ส่วนกลุ่มดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 2–3 เซนติเมตร โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดขนาดเล็ก ส่วนปลายแยกเป็นแฉกประมาณ 4 แฉก เกสรเพศผู้มีประมาณ 2–4 อัน และรังไข่มี 1 ช่อง
  • ผล : ผลรวมกันเป็นกลุ่มค่อนข้างกลม เมื่อแก่มีสีแดงถึงน้ำตาลอมแดง มีขนาดประมาณ 2–4 เซนติเมตร และมีก้านช่อผลยาวได้ถึงประมาณ 4 เซนติเมตร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขมัน มีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยตะวันออก ทางตอนใต้ของจีน ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะมลายู พบในอินเดีย บังกลาเทศ จีนตอนใต้ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ใกล้เคียง ในประเทศไทยพบขมันในพื้นที่ป่าธรรมชาติและป่าชื้น โดยมีรายงานการพบในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่ป่าอื่น ๆ ของประเทศ ขมันเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงและมีร่มเงา เช่น ป่าดิบ ชายป่า ริมลำธาร และพื้นที่ป่าที่มีความชื้น

การปลูกและการขยายพันธุ์

ข้อมูลการเพาะปลูกขมันในระดับเกษตรกรรมยังมีจำกัด เนื่องจากเป็นพืชเถาที่พบในธรรมชาติเป็นหลัก การปลูกควรเลียนแบบสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยเลือกพื้นที่ที่มี ความชื้นเพียงพอ มีอินทรียวัตถุในดิน และมีร่มเงาบางส่วน พร้อมจัดทำค้างหรือวัสดุให้เถาเลื้อยเกาะ สำหรับการขยายพันธุ์ ควรศึกษาการใช้ เมล็ดหรือการปักชำกิ่ง ตามลักษณะของวัสดุพันธุ์ที่มีอยู่ แต่ยังควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อกำหนดวิธีขยายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสม่ำเสมอและเหมาะสมต่อการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรในระดับมาตรฐาน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือกจากเนื้อไม้ : มีการระบุเป็นส่วนที่ใช้เป็นยาตามข้อมูลสมุนไพรไทย
  • ลำต้น : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ใบ : มีรายงานการใช้พื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้เกี่ยวกับบาดแผลในบางชุมชนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามข้อมูล ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย มีการใช้ขมันในตำรับยา โดยเฉพาะเปลือกจากเนื้อไม้

  • เปลือกจากเนื้อไม้ : ผสมปรุงเป็นยาบำรุงหัวใจ
  • เปลือกจากเนื้อไม้ : ใช้เป็นส่วนประกอบของยาบำรุงประสาท
  • เปลือกจากเนื้อไม้ : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับบำรุงครรภ์ตามภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านที่มีการบันทึกไว้
  • ลำต้น : มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาพื้นบ้านของชุมชนในจังหวัดตรัง โดยมีการระบุการใช้เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านการอักเสบในข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์
  • ใบ : ในบางชุมชนของอินโดนีเซียมีการใช้ใบเป็นยาพื้นบ้านสำหรับบาดแผล และมีการนำมาศึกษาด้านการสมานแผลในสัตว์ทดลอง
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำราสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

ข้อมูลการใช้ ขมันเป็นยาในตำรับไทย ที่มีการเผยแพร่ระบุการนำเปลือกจากเนื้อไม้มาผสมปรุงเป็นตำรับยา จึงไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานหรือวิธีใช้เฉพาะส่วนโดยไม่มีตำรับและแหล่งที่มาที่ชัดเจน ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของบางพื้นที่ มีการใช้ส่วนของลำต้นหรือใบในรูปแบบการเตรียมสมุนไพรตามวิถีชุมชน แต่รายละเอียดวิธีเตรียมและขนาดใช้แตกต่างกันตามพื้นที่

หมายเหตุ : เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกที่เพียงพอ จึงไม่ควรนำข้อมูลการทดลองในสัตว์หรือการใช้พื้นบ้านมากำหนดเป็นขนาดยาสำหรับมนุษย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ไม่พบชื่อ ขมัน (Poikilospermum suaveolens) ในรายการสมุนไพรที่แสดงอยู่ใน บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ของกองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยรายการที่เผยแพร่มีสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบแดง กล้วย ขมิ้นชัน ขิง เถาวัลย์เปรียง ทองพันชั่ง พริก พลู ไพล และฟ้าทะลายโจร

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของขมันที่น่าสนใจในปัจจุบันอยู่ที่ สารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ซึ่งพบจากการศึกษาส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะกลุ่มฟลาโวนอยด์ แทนนิน อัลคาลอยด์ เทอร์พีนอยด์ ไตรเทอร์พีนอยด์ สเตอรอล และสารประกอบฟีนอลิก งานวิจัยสมัยใหม่จึงให้ความสนใจกับขมันในฐานะแหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ มากกว่าการจัดเป็นสมุนไพรที่มีข้อบ่งใช้ทางคลินิกที่ยืนยันแล้ว

องค์ประกอบทางเคมี

จากการศึกษาทางพฤกษเคมีของ Poikilospermum suaveolens พบสารหลายกลุ่ม ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) : รวมถึงสารในกลุ่ม quercetin และ kaempferol ที่มีการรายงานในสกุล Poikilospermum
  • แทนนิน (tannins) : มีรายงานสารในกลุ่ม catechin และ ellagic acid
  • ฟีนอลิก (phenolic compounds) : เช่น gallic acid และ caffeic acid
  • ไตรเทอร์พีนอยด์ (triterpenoids) : เช่น lupeol และ lupan-3-yl acetate
  • ไฟโตสเตอรอล (phytosterols) : เช่น beta-sitosterol, gamma-sitosterol และ sitostenone
  • กรดไขมันและอนุพันธ์ : มีการตรวจพบสารประกอบกรดไขมันหลายชนิด
  • โครโมน (chromones) : มีรายงาน 5-hydroxy-7-methoxy-2-pentylchromone
  • สารกลุ่มวิตามินและอนุพันธ์ : มีการตรวจพบ vitamin E และอนุพันธ์ของวิตามินซีจากการวิเคราะห์สารสกัดบางชนิด

องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช แหล่งปลูก อายุพืช วิธีสกัด และวิธีวิเคราะห์ ดังนั้นไม่ควรถือว่ารายการสารจากสารสกัดชนิดหนึ่งเป็นองค์ประกอบคงที่ของขมันทุกตัวอย่าง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ ขมัน (Poikilospermum suaveolens) ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ โดยมีทั้งการศึกษาทางเคมี การทดสอบในหลอดทดลอง และการศึกษาในสัตว์ทดลอง งานวิจัยหนึ่งศึกษาสารสกัดจากใบขมัน พบว่าในระบบทดสอบ DPPH สารสกัดเอทานอล 70% และสารสกัดเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และการทดสอบฤทธิ์ต้านจุลชีพพบความแตกต่างต่อ Pseudomonas aeruginosa แต่ไม่พบผลที่มีนัยสำคัญต่อ Staphylococcus aureus และ Candida albicans ในเงื่อนไขการทดลองดังกล่าว นอกจากนี้การทดลองในหนูที่มีบาดแผลที่ผิวหนังพบว่าสารสกัดมีศักยภาพต่อการสมานแผล งานทบทวนวรรณกรรมปี 2025 รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ P. suaveolens และชี้ว่าสารสกัดมีศักยภาพด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในสัตว์ทดลองที่เป็นระบบ การประเมินพิษวิทยา และการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้ขมันในหลายชุมชนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ระดับการศึกษาทางเคมี : มีข้อมูลเกี่ยวกับสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม
  • ระดับหลอดทดลอง (in vitro) : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพบางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการสมานแผล และการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาบางด้าน
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัดมาก และยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

โดยรวมจึงควรจัดหลักฐานของขมันในปัจจุบันเป็น หลักฐานระดับก่อนคลินิกและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มากกว่าหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีการทดลองพบฤทธิ์ต่อ Pseudomonas aeruginosa ขณะที่ผลต่อ S. aureus และ C. albicans ไม่ชัดเจนในเงื่อนไขการทดลองดังกล่าว
  • ฤทธิ์สมานแผล : การศึกษาในหนูทดลองพบว่าสารสกัดจากใบมีแนวโน้มช่วยให้บาดแผลปิดเร็วขึ้น โดยการทดลองรายงานการหายของแผลภายใน 15 วัน
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากงานชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์และการศึกษาในห้องทดลองที่สนับสนุนความสนใจด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานประสิทธิผลทางคลินิก
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : งานวิจัยใหม่มีการศึกษาสารสกัดจากรากต่อเซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7 โดยพบผลต่อความมีชีวิตของเซลล์และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ apoptosis ในระบบทดลอง อย่างไรก็ตามยังเป็นหลักฐานระดับเซลล์และต้องศึกษาต่อในสัตว์ทดลองและมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของขมัน ยังไม่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดใช้ในมนุษย์อย่างปลอดภัย งานทบทวนล่าสุดระบุว่าจำเป็นต้องมีการประเมินพิษวิทยาในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงการตรวจพยาธิสภาพของอวัยวะและการประเมินช่วงขนาดที่ให้ประโยชน์เมื่อเทียบกับความเป็นพิษ การทดสอบความเป็นพิษบางงานในระดับหลอดทดลองพบว่าสารสกัดจากลำต้นบางส่วนมีความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตทดสอบในระดับที่ควรให้ความระมัดระวัง แต่ผลดังกล่าว ไม่สามารถนำมาแปลตรง ๆ ว่าเป็นความเป็นพิษต่อมนุษย์ ได้

หมายเหตุ : ไม่ควรรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือใช้ขมันเป็นยารักษาโรคด้วยตนเองจนกว่าจะมีข้อมูลด้านขนาดยาและความปลอดภัยในมนุษย์ที่เพียงพอ

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ขมันเป็นยารักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรควรหลีกเลี่ยงการใช้จนกว่าจะทราบความปลอดภัย

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างขมันกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน เนื่องจากขาดการศึกษาทางคลินิกและการศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์ในมนุษย์ ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากขมัน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

จากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ขมันมีศักยภาพในการนำสารสกัดไปศึกษาเพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการสมานแผล เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองด้านสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และสมานแผล อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้กับมนุษย์จำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ การกำหนดสารสำคัญ การประเมินความปลอดภัย และการศึกษาประสิทธิผลเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

ควรเลือกเก็บวัตถุดิบจากต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้อง และเก็บจากพื้นที่ที่ปราศจากสารปนเปื้อน หากนำ เปลือกจากเนื้อไม้ มาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเก็บอย่างเหมาะสมโดยไม่ทำลายต้นจนตาย หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาด คัดแยกส่วนที่เสียหาย และทำให้แห้งในสภาวะที่เหมาะสม จากนั้นเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขมันมีชื่อและการใช้แตกต่างกันตามกลุ่มชาติพันธุ์และภูมิภาค ในประเทศไทยมีการบันทึกการใช้ เครือขมัน ในภูมิปัญญาของชุมชนกะหร่างบ้านโป่งลึก จังหวัดเพชรบุรี โดยมีการนำต้นไปฝนกับน้ำซาวข้าวแล้วใช้พอกบริเวณศีรษะตามภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับอาการหน้ามืดที่ชุมชนเชื่อมโยงกับความดันสูง ในพื้นที่จังหวัดตรังมีการบันทึก P. suaveolens ในกลุ่มพืชสมุนไพรที่หมอพื้นบ้านใช้ โดยระบุส่วนลำต้นและการใช้ที่เกี่ยวข้องกับอาการอักเสบ นอกจากนี้ในบางพื้นที่ของมาเลเซียและอินโดนีเซียมีการใช้ใบและรากในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ บาดแผล อาการอักเสบ และปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร

ประวัติและวัฒนธรรม

ขมันเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้พืชพื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อพื้นเมืองมีความหลากหลายทั้งในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม สะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายวัฒนธรรม ในประเทศไทย ชื่อ ขมัน เถากะมัน ย่านงด เครือเต่าไห้ และอ้ายไร เป็นชื่อที่พบในข้อมูลพรรณไม้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลจาก Plants of the World Online (Kew) ระบุว่าขมันมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย และการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่าชนิดนี้มีการคาดการณ์สถานะ ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง อย่างไรก็ตาม การเก็บเปลือกจากธรรมชาติโดยไม่เหมาะสมอาจทำให้ต้นไม้เสียหาย จึงควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนและการขยายพันธุ์เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบทดแทนการเก็บจากป่า

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Rosales
  • วงศ์ (Family) : Urticaceae
  • สกุล (Genus) : Poikilospermum
  • ชนิด (Species) : Poikilospermum suaveolens (Blume) Merr.

ชื่อพ้องที่สำคัญ ได้แก่ Conocephalus suaveolens Blume ซึ่งเป็นชื่อที่มีการเผยแพร่ก่อนชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบขมันควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกัน ได้แก่

  • เถาเนื้อแข็ง : เถากลมเรียบ มีสีน้ำตาลเข้มเมื่อแก่
  • รากอากาศ : เกิดบริเวณข้อของเถาและห้อยลงมา
  • ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรีกว้าง ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา
  • เส้นใบ : มีเส้นใบหลักออกจากโคนใบประมาณ 3 เส้น
  • ดอก : ดอกแยกเพศ รวมเป็นกลุ่มรูปก้อน
  • ผล : ผลรวมเป็นก้อนกลม สีแดงถึงน้ำตาลอมแดง ขนาดประมาณ 2–4 เซนติเมตร

การตรวจสอบวัตถุดิบสมุนไพรควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือพรรณไม้ต้นแบบ (voucher specimen) ที่ได้รับการตรวจสอบโดยนักพฤกษศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการใช้พืชผิดชนิด

คำเตือนทางการแพทย์

ขมันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ แม้จะมีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านและผลการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองหลายด้านก็ตาม งานวิจัยปัจจุบันยังเน้นการศึกษาพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ สมานแผล และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับก่อนคลินิก

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณสมุนไพรควรใช้เพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลประกอบการดูแลสุขภาพ ไม่ควรใช้แทนคำวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติหรือกำลังใช้ยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ขมันเป็นยา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. นิจศิริ เรืองรังษี, และ ธวัชชัย มังคละคุปต์. (2547). สมุนไพรไทย เล่ม 1. กรุงเทพฯ: ฐานการพิมพ์ จำกัด.
  2. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, นิจศิริ เรืองรังษี, และ กัญจนา ดีวิเศษ. (2549). สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: บริษัทสามเจริญพาณิชย์.
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). Poikilospermum suaveolens (Blume) Merr.: ขมัน. Thai Biodiversity Information Facility.
  4. Hansen, B. (2012). A bibliography of the flora of Thailand. The Siam Society.
  5. Milanda, T., Mardiana, L., Hadisaputri, Y. E., Chaerunisaa, A. Y., Gatera, V. A., Puspadewi, R., & Rusdin, A. (2025). Poikilospermum suaveolens (Blume) Merr.: Phytochemical, ethnomedicinal uses, and pharmacological potential. Drug Design, Development and Therapy, 19, 11863–11883. https://doi.org/10.2147/DDDT.S533657
  6. Ahmad, H., Ahmad, M. H., Ali, A., Pagarra, H., Salempa, P., Salleh, L. M., & Passitta, M. (2022). Evaluation of antioxidant, antimicrobial and wound healing activity of Poikilospermum suaveolens. Jurnal Teknologi, 84(1), 41–48. https://doi.org/10.11113/jurnalteknologi.v84.16858
  7. Nisa, A. R. (2025). The antibacterial activity test of Termas stem methanol extract (Poikilospermum suaveolens (Blume) Merr.) against Bacillus subtilis. E-Jurnal Medika Udayana, 14(2), 78–83. https://doi.org/10.24843/MU.2025.V14.i2.P14
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Poikilospermum suaveolens (Blume) Merr. Plants of the World Online.
Scroll to top