ขจร

ขจร

ขจร หรือ สลิด เป็นไม้เถาเลื้อยในวงศ์ตีนเป็ด (Apocynaceae) มีดอกสีเหลืองอมเขียวและมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงกลางคืน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและนำ ยอดอ่อน ดอก และผลอ่อน มาประกอบอาหาร ส่วน ราก มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเป็นเครื่องยาในบางตำรับ ขจรจึงเป็นพืชที่มีทั้งคุณค่าด้านอาหาร สมุนไพร และวัฒนธรรมอาหารไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: ขจร, สลิด, ผักขจร, ผักสลิด
  • ชื่อท้องถิ่น: กะจอน, ขะจอน, สลิดป่า, ผักสลิดคาเลา, ผักขิก
  • ชื่อสามัญ: Cowslip creeper, Tonkin jasmine, Tonkin creeper, Chinese violet, Pakalana vine
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Telosma cordata (Burm. f.) Merr.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Telosma minor (Andrews) W. G. Craib, Asclepias cordata Burm.f., Pergularia minor Andrews
  • วงศ์: Apocynaceae
  • ลักษณะการดำรงชีวิต: ไม้เถาเลื้อยหรือไม้พุ่มเลื้อย อายุหลายปี
  • ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์: ราก ยอดอ่อน ใบ ดอก และผลอ่อน
  • จุดเด่นของพืช: ดอกมีกลิ่นหอมแรงและนิยมใช้เป็นผักพื้นบ้านของไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ขจรเป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นหรือเถามีลักษณะกลม ขนาดค่อนข้างเล็ก แต่เหนียวและแข็งแรง สามารถเลื้อยพันต้นไม้อื่นหรือค้างได้ประมาณ 2–5 เมตร เถาอ่อนมีสีเขียวและมีขนสีขาวบริเวณยอดอ่อน เมื่ออายุมากขึ้นเถาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และสามารถแตกกิ่งจำนวนมากจนเกิดเป็นพุ่มแน่น
  • ใบ: เป็น ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่ รูปหัวใจ โคนใบเว้าหรือมน ปลายใบเรียวแหลมและมีติ่งยาว ขอบใบเรียบ แผ่นใบบาง เส้นใบเห็นได้ชัด ใบโดยทั่วไปกว้างประมาณ 4–7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6–11 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1.2–2 เซนติเมตร
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือโคนก้านใบ ลักษณะเป็นช่อกระจุกหรือช่อคล้ายพวงอุบะ แต่ละช่อมีดอกย่อยหลายดอก ดอกมีสีเขียวอมเหลืองถึงเหลืองอมทอง มีกลิ่นหอมเด่น กลิ่นจะชัดเจนในช่วงเย็นและกลางคืน ดอกมีขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร กลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรเพศผู้มี 5 อัน และมีโครงสร้างของกลุ่มเรณูในแบบพืชวงศ์ตีนเป็ด
  • ผล: เป็นผลแบบฝัก ลักษณะยาวค่อนข้างกลม ปลายแหลม ผิวเรียบ สีเขียว เมื่อแก่จะแตกตามแนวตะเข็บ ภายในมีเมล็ดแบนจำนวนมาก เมล็ดมีขนหรือปุยสีขาวบริเวณปลาย ช่วยให้เมล็ดกระจายไปตามลม
  • เมล็ด: เมล็ดมีลักษณะแบนและมีปุยสีขาวคล้ายเมล็ดนุ่น จึงช่วยในการแพร่กระจายตามธรรมชาติ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ขจรมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย โดยมีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย จีน ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ปัจจุบันพบใน ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน และจีน โดยประเทศไทยอยู่ในเขตถิ่นกำเนิดตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
  • ในประเทศไทยสามารถพบได้หลายภูมิภาค โดยขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ และพื้นที่ป่าเต็งรัง รวมทั้งมีการปลูกตามบ้านเรือนและแปลงเกษตรเพื่อเก็บยอดและดอกมารับประทาน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแสง: ขจรเจริญได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมากหรือแดดเต็มวัน
  • ดิน: เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปลูกในบริเวณที่มีน้ำขัง
  • น้ำ: ควรให้น้ำสม่ำเสมอในช่วงตั้งตัว แต่ไม่ควรปล่อยให้รากแฉะเป็นเวลานาน
  • ค้างหรือหลักพยุง: เนื่องจากเป็นไม้เถา ควรจัดทำค้าง รั้ว หรือซุ้มให้เถาเลื้อย จะช่วยให้ทรงพุ่มโปร่งและสะดวกต่อการเก็บยอดและดอก
  • การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้ง การปักชำ และ การเพาะเมล็ด โดยการปักชำเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการเพิ่มจำนวนต้นที่มีลักษณะตรงตามต้นแม่

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: ใช้เป็นเครื่องยาในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อถอนพิษและทำให้อาเจียน
  • ดอก: ใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ เช่น ใช้เพื่อบำรุงร่างกายและเป็นส่วนประกอบของเครื่องยาหอม
  • ยอดอ่อนและใบอ่อน: ใช้เป็นอาหารและมีการกล่าวถึงสรรพคุณบำรุงร่างกายในภูมิปัญญาพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและตำรับพื้นบ้าน มีการใช้ขจรในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • ราก: มีรสเบื่อเย็น ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อ ทำให้อาเจียน ถอนพิษยาเบื่อเมา และดับพิษ
  • ราก: มีการใช้เป็นเครื่องยาเกี่ยวกับอาการทางตา เช่น ตาอักเสบ ตาแดง ตาแฉะ และตามัว
  • ดอก: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อ ขับเสมหะ บำรุงปอด และบรรเทาอาการหวัด
  • ดอก: มีการใช้เพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  • ดอกและยอดอ่อน: มีการกล่าวถึงการใช้เป็นอาหารบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด และบำรุงหัวใจ
  • แก่นและเปลือก: มีการใช้เป็นยาบำรุงธาตุตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ดอกและยอดอ่อน: มีการใช้เพื่อบำรุงตับและไตตามตำรับพื้นบ้าน
  • ดอก: ใช้เป็นส่วนประกอบของ เครื่องยาหอม ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และการใช้รากเพื่อทำให้อาเจียนหรือถอนพิษไม่ควรนำไปทดลองใช้เอง

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหาร: ยอดอ่อน ดอก และผลอ่อนสามารถรับประทานสด หรือลวกและต้มให้สุกก่อนนำมารับประทาน
  • ประกอบอาหาร: นิยมใช้ดอกขจรทำแกงส้ม แกงจืด แกงเลียง ผัดไข่ ยำ ชุบแป้งทอด หรือผัดร่วมกับเนื้อสัตว์และอาหารทะเล
  • ใช้เป็นเครื่องยา: รากขจรหรือ รากสลิด มีการใช้ในตำรับยาไทยบางประเภท แต่ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการใช้เพื่อทำให้อาเจียนหรือถอนพิษ
  • การใช้เกี่ยวกับดวงตา: แม้ตำรายาพื้นบ้านบางแห่งกล่าวถึงการนำรากมาฝนหรือใช้ร่วมกับยาหยอดตา แต่ ไม่ควรนำรากสดหรือสารสกัดจากขจรหยอดตาเอง เนื่องจากตาเป็นอวัยวะที่ไวต่อการระคายเคืองและการติดเชื้อ

สาระสำคัญ

  • ขจรเป็นทั้ง ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และไม้ดอกหอม
  • ส่วนที่ใช้เป็นอาหารเด่น ได้แก่ ยอดอ่อน ดอก และผลอ่อน
  • ส่วนที่มีการกล่าวถึงการใช้เป็นเครื่องยาชัดเจน ได้แก่ รากสลิด
  • งานศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบสารกลุ่ม ฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แทนนิน และสารระเหย ในส่วนต่าง ๆ ของพืช
  • งานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส แต่หลักฐานดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

องค์ประกอบทางเคมี

  • ดอก: การวิเคราะห์องค์ประกอบสารระเหยพบสารหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมของดอก เช่น geraniol, β-ionone, dihydro-β-ionone, dihydro-β-ionol, nerol, α-terpineol, β-pinene และ nerolidol
  • สารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์: พบในสารสกัดจากใบและดอก และมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ตรวจพบในการทดลอง
  • แทนนิน: ตรวจพบในสารสกัดใบ และเป็นหนึ่งในกลุ่มสารพฤกษเคมีที่อาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • กรดไขมันและสารเมแทบอไลต์: การศึกษาด้วย GC-MS ของดอกพบสารหลายกลุ่ม ทั้งสารระเหย สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และอนุพันธ์ของกรดไขมัน
  • องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช อายุ ระยะการเก็บเกี่ยว แหล่งปลูก และวิธีการสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้าน การวิเคราะห์ทางเคมีของดอกขจร พบสารระเหยจำนวนมากและระบุสารสำคัญที่มีบทบาทต่อกลิ่นหอมเฉพาะของดอก เช่น geraniol และ β-ionone
  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2023 ศึกษาสารสกัดดอกขจรและพบว่า สารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase ขณะที่สารสกัดเฮกเซนมีฤทธิ์ส่งเสริมการงอกของแขนงประสาทในเซลล์เพาะเลี้ยง และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • งานวิจัยในหนูทดลองพบว่าสารสกัดใบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ และอาจช่วยลดความเสียหายของตับที่เกิดจาก aceclofenac ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • งานศึกษารากสลิดในประเทศไทยได้พัฒนาข้อมูลด้าน ลักษณะมหภาค จุลภาค และคุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการควบคุมคุณภาพเครื่องยารากสลิด

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับข้อมูลพฤกษเคมี: มีหลักฐานจากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและสารระเหย
  • ระดับหลอดทดลอง: มีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และยับยั้งเอนไซม์บางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับฤทธิ์ปกป้องตับและความปลอดภัยเฉียบพลันของสารสกัดใบ
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์: หลักฐานทางคลินิกสำหรับการใช้ขจรเพื่อรักษาโรคยังมีจำกัด
  • ดังนั้น ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันควรจัดอยู่ในระดับ หลักฐานเบื้องต้นถึงระดับก่อนคลินิก และยังไม่ควรสรุปว่าขจรสามารถใช้ทดแทนยามาตรฐานในการรักษาโรคได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากดอกและใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดใบแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองการทดลอง และมีข้อมูลสนับสนุนจากการทดลองในสัตว์
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ของสารสกัดจากดอกต่อจุลชีพบางชนิด และพบสารหลายกลุ่มที่มีศักยภาพทางชีวภาพ
  • ฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase: สารสกัดเอทานอลจากดอกมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวในการทดลอง ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านระบบประสาท
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: สารสกัดเฮกเซนจากดอกแสดงผลต่อการเจริญของแขนงประสาทในเซลล์เพาะเลี้ยง และเพิ่มการแสดงออกของ BDNF และ NGF ในแบบจำลองเซลล์
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ: สารสกัดใบด้วยเมทานอลลดตัวชี้วัดความเสียหายของตับในหนูที่ได้รับ aceclofenac ในขนาดที่ทำให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน

ความปลอดภัย

  • ขจรมีประวัติการใช้เป็น อาหาร โดยเฉพาะดอก ยอดอ่อน และผลอ่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • มีข้อมูลการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบในหนูทดลองที่ไม่พบอาการเป็นพิษเด่นชัดในช่วงขนาดที่ศึกษา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลในสัตว์และไม่สามารถนำมาเทียบเป็นขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง
  • มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแหล่งระบุว่า ลำต้นมีพิษต่อสุกร จึงไม่ควรนำส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยามารับประทานเองโดยขาดความรู้เรื่องการเตรียมยา
  • ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์และความปลอดภัยจากการใช้สารสกัดเข้มข้นในระยะยาวค่อนข้างจำกัด

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้รากขจรเพื่อทำให้อาเจียนหรือถอนพิษด้วยตนเอง เพราะการทำให้อาเจียนในผู้ที่ได้รับสารพิษบางชนิดอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น
  • ห้ามนำรากหรือสารสกัดที่ไม่ได้เตรียมอย่างถูกต้องไปหยอดตาเอง
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ขจรในรูปแบบยา
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นแทนการรับประทานขจรในรูปแบบอาหารทั่วไปโดยไม่ได้ประเมินความปลอดภัย

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังมีข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างขจรกับยาสมัยใหม่ ไม่เพียงพอที่จะกำหนดรายการปฏิกิริยาที่ชัดเจน
  • งานทดลองหนึ่งใช้สารสกัดขจรร่วมกับแบบจำลองความเป็นพิษต่อตับจาก aceclofenac ในหนู แต่ไม่ควรตีความว่าขจรสามารถป้องกันผลข้างเคียงของยานี้ในมนุษย์ได้
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อตับ ระบบประสาท การแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดขจรในขนาดเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อน: รับประทานสดหรือลวกสุก นิยมรับประทานกับน้ำพริก
  • ดอก: ใช้เป็นผักและส่วนประกอบอาหารหลายชนิด เช่น แกงส้มดอกขจร แกงจืดดอกขจร แกงเลียง ขจรผัดไข่ ยำดอกขจร และขจรชุบแป้งทอด
  • ผลอ่อน: สามารถนำมาประกอบอาหารได้
  • ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดอกตูมอ่อนของขจรถูกนำมาใช้ประกอบอาหาร เช่น ใส่ในซุป และเป็นผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
  • ในภูมิปัญญาอาหารไทยยังมีการทำ ขนมดอกขจร โดยนำดอกไปนึ่งแล้วผสมกับมะพร้าว น้ำตาล งา และเกลือ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: ใช้ยอดอ่อน ดอก และผลอ่อนเป็นวัตถุดิบอาหาร
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: รากสลิดมีประวัติการใช้เป็นเครื่องยาในตำรับไทยบางประเภท
  • ผลิตภัณฑ์กลิ่นหอม: ดอกขจรมีกลิ่นหอมแรงและมีสารระเหยหลายชนิด จึงมีศักยภาพด้านวัตถุดิบกลิ่นหอมและน้ำมันหอมระเหย
  • ไม้ประดับ: นิยมปลูกตามบ้าน ซุ้ม รั้ว และสวน เนื่องจากดอกสวยและมีกลิ่นหอม
  • งานดอกไม้สด: ดอกสามารถนำมาร้อยอุบะ ติดชายมาลัย หรือใช้ในงานประดิษฐ์ดอกไม้แบบไทยได้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ยอดอ่อน: เก็บในระยะยอดอ่อนและใบยังอ่อน เพื่อนำมารับประทาน
  • ดอก: เก็บดอกตูมหรือดอกที่ยังสด เหมาะสำหรับใช้ประกอบอาหาร
  • ราก: หากเก็บเพื่อใช้เป็นเครื่องยา ควรคัดเลือกต้นที่ถูกต้องตามลักษณะพฤกษศาสตร์และทำความสะอาดก่อนนำไปทำให้แห้ง
  • การทำแห้งราก: ควรหั่นเป็นชิ้นและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อรา
  • การศึกษารากสลิดพบว่าเครื่องยารากแห้งมีลักษณะภายนอกและลักษณะจุลทรรศน์ที่สามารถใช้เป็นข้อมูลในการควบคุมคุณภาพได้ และเสนอค่าความชื้น เถ้ารวม เถ้าที่ไม่ละลายในกรด และสารสกัดเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนามาตรฐานเครื่องยา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ขจรเป็น ผักพื้นบ้าน ที่พบในวิถีอาหารไทยและถูกนำมาใช้ทั้งเป็นอาหารและสมุนไพร
  • ในบางท้องถิ่นเรียกขจรว่า สลิด ผักสลิด กะจอน ขะจอน และผักขิก
  • ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านกล่าวถึงการใช้ รากสลิด ในการถอนพิษและทำให้อาเจียน ขณะที่ดอกและยอดอ่อนใช้เป็นอาหารและบำรุงร่างกาย
  • ลักษณะดอกที่มีกลิ่นหอมยังทำให้ขจรมีบทบาททั้งในด้านอาหาร งานดอกไม้ และไม้ประดับ

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ขจรเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับ วัฒนธรรมอาหารไทย โดยเฉพาะการนำดอกและยอดอ่อนมาปรุงอาหาร
  • ในอดีตมีการทำขนมจากดอกขจรโดยนำดอกไปนึ่งแล้วคลุกกับมะพร้าว น้ำตาล งา และเกลือ
  • ดอกขจรสามารถนำไปใช้ในงานดอกไม้สด เช่น การร้อยอุบะและเครื่องแขวน ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชทั้งด้านอาหารและศิลปวัฒนธรรม

สถานะการอนุรักษ์

  • Telosma cordata เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีเขตกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย โดย Kew ระบุประเทศไทยอยู่ในเขตถิ่นกำเนิดของชนิดนี้
  • ขจรมีทั้งการพบในธรรมชาติและการปลูกเพื่อเป็นผักและไม้ประดับ จึงควรส่งเสริมการ อนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นบ้านและการปลูกขจรในแหล่งเกษตร ควบคู่กับการเก็บจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Gentianales
  • วงศ์ (Family): Apocynaceae
  • สกุล (Genus): Telosma Coville ex N.E.Br.
  • ชนิด (Species): Telosma cordata (Burm.f.) Merr.
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Asclepias cordata Burm.f.; Telosma minor (Andrews) W. G. Craib; Pergularia minor Andrews

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ตรวจสอบลักษณะภายนอก: ขจรเป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นกลม เหนียว ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปหัวใจ และดอกเป็นช่อสีเหลืองอมเขียวมีกลิ่นหอม
  • ตรวจสอบรากแห้ง: รากสลิดแห้งมีลักษณะทรงกระบอก ผิวชั้นนอกมีรอยย่นตามยาว สีน้ำตาลปนเทา ชั้นในมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม และมีลักษณะแข็งเหนียว
  • ตรวจสอบทางจุลทรรศน์: การศึกษารากสลิดพบลักษณะเซลล์พืชที่สามารถใช้เป็นเครื่องหมายทางจุลทรรศน์ได้ 9 ชนิด
  • ตรวจสอบทางเคมี: การศึกษาด้วย TLC ของรากสลิดสามารถแยกตำแหน่งสารได้ 14 ตำแหน่ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อการควบคุมเอกลักษณ์และคุณภาพของเครื่องยา
  • ตรวจสอบทางพันธุกรรม: งานวิจัยด้านดอกขจรได้ใช้ DNA barcoding บริเวณ matK, trnH-psbA และ rbcL เพื่อยืนยันชนิดพืช

คำเตือนทางการแพทย์

ข้อมูลสรรพคุณของขจรในส่วนราก ดอก ยอด และส่วนอื่น ๆ ที่กล่าวถึงการรักษาโรคหรือถอนพิษ เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก การใช้รากเพื่อทำให้อาเจียนหรือถอนพิษไม่ควรทำด้วยตนเอง และไม่ควรนำรากหรือสารสกัดขจรไปหยอดตาโดยตรง หากสงสัยว่าได้รับสารพิษ มีอาการตาอักเสบ หรือมีอาการเจ็บป่วย ควรพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เหมาะสม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ตัณฑวรรธนะ, ศ. (2564). การศึกษาลักษณะทางมหภาค จุลภาค และคุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ของรากสลิด. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 7(2), 105–124.
  2. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2569). ขจร. ฐานข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร-ตาก.
  3. กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). คู่มือการใช้สมุนไพรสำหรับประชาชน.
  4. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Telosma cordata (Burm.f.) Merr. Plants of the World Online.
  5. National Parks Board Singapore. (2026). Telosma cordata. Flora & Fauna Web.
  6. Reme, S., Keisar Lourdusamy, L. D., Chitra, R., Ramalakshmi, A., Kumaresan, D., & Manikanda Boopathi, B. N. (2025). Phytochemical profiling of bioactive compounds in Telosma cordata (Tonkin jasmine) flower extract using GC-MS technique. Plant Science Today, 12(Special Issue 1).
  7. Doan, T. N., et al. (2023). Hexane extract of Telosma cordata enhances neurite outgrowth via the epigenetically regulated genes expression in neuronal cells. Notulae Botanicae Horti Agrobotanici Cluj-Napoca.
  8. Fatima, M., & Khan, M. R. (2023). Protective effects of methanolic extract of Telosma cordata against aceclofenac induced hepatotoxicity in rats. Clinical Case Reports International, 7, 1564.
  9. Aral, T., Hashimoto, S., & Furukawa, K. (1993). Volatile components of Telosma cordata Merrill flowers. Flavour and Fragrance Journal, 8(4), 221–223.
  10. Nguyen, M. P. (2020). Investigations on the processing and production of herbal tea from Pakalana Telosma cordata flowers using blanching and drying. Biosciences Biotechnology Research Communications, 13(2), 781–786.
Scroll to top