ขมิ้นเครือ

ขมิ้นเครือ

ขมิ้นเครือ

ขมิ้นเครือ เป็นสมุนไพรไทยประเภทไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์บอระเพ็ด (Menispermaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arcangelisia flava (L.) Merr. จุดเด่นของพืชชนิดนี้คือเนื้อไม้และแก่นภายในลำต้นมี สีเหลืองสด เนื่องจากมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์ โดยเฉพาะ เบอร์เบอรีน (berberine) จึงเป็นทั้งสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเป็นพืชที่ได้รับความสนใจด้านการศึกษาสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขมิ้นเครือ
  • ชื่อท้องถิ่น : ขมิ้นฤาษี, ฮับ (ภาคใต้), ชั้วตั่วเหล่ง (กลุ่มชาวม้ง) และมีชื่อท้องถิ่นอื่นในบางพื้นที่ เช่น ผ้าร้ายห่อทอง
  • ชื่อสามัญ : Yellow-fruited moonseed, Yellow wood
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Arcangelisia flava (L.) Merr.
  • วงศ์ : Menispermaceae
  • สกุล : Arcangelisia
  • ลักษณะเด่น : ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ลำต้นมีเนื้อไม้สีเหลือง เมื่อถูกตัดหรือทำให้เกิดบาดแผลจะมีน้ำยางสีเหลือง
  • ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร : เถาหรือลำต้นเป็นส่วนที่มีข้อมูลทางเภสัชเวทและตำรายาไทยชัดเจน นอกจากนี้มีการใช้ราก ใบ และดอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • สารสำคัญเด่น : berberine และอัลคาลอยด์กลุ่ม protoberberine เช่น palmatine, jatrorrhizine และ columbamine

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ขมิ้นเครือเป็น ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง สามารถเลื้อยพาดหรือพันต้นไม้อื่น เถามีลักษณะค่อนข้างกลมและอาจมีขนาดใหญ่ได้ประมาณ 5 เซนติเมตร ผิวโดยทั่วไปเรียบและเกลี้ยง เนื้อไม้ภายในมีสีเหลืองอย่างเด่นชัด เมื่อมีการตัดหรือฟันลำต้นจะพบ น้ำยางหรือสารคัดหลั่งสีเหลือง และมักเห็นรอยแผลเป็นจากก้านใบที่หลุดร่วงเป็นรูปคล้ายถ้วย ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ช่วยในการจำแนกชนิด
  • ราก : รากอ่อนหรือรากขนาดเล็กอาจค่อนข้างแบน โค้งงอไปมา และมีร่องตามแนวยาว ส่วนรากที่มีอายุมากจะมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างตรงหรือโค้งเล็กน้อย ผิวสีน้ำตาลอ่อน มีรอยแตกตามแนวยาวและตามขวาง เมื่อแห้งเปลือกอาจหลุดออกได้
  • ใบ : เป็น ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ ใบมีรูปไข่ รูปไข่แกมรี รูปไข่กว้าง หรืออาจมีโคนใบคล้ายรูปหัวใจ ขนาดโดยทั่วไปกว้างประมาณ 8–12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10–16 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลม ตัด หรือเว้าเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างหนาและคล้ายแผ่นหนัง ผิวด้านบนเป็นมัน ส่วนด้านล่างเรียบไม่ค่อยมีขน เส้นใบหลักออกจากบริเวณโคนใบในลักษณะคล้ายฝ่ามือประมาณ 5 เส้น ก้านใบค่อนข้างยาวและมีลักษณะโป่งบริเวณโคนและปลาย
  • ดอก : ออกเป็น ช่อดอก ตามซอกใบหรือบริเวณเถา ช่อมีความยาวประมาณ 10–15 เซนติเมตร และแตกแขนงด้านข้าง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวแกมเหลืองหรือเขียวแกมเหลือง เป็นพืชที่มี ดอกแยกเพศ โดยดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมีรายละเอียดของกลีบเลี้ยงและส่วนสืบพันธุ์แตกต่างกัน มีรายงานว่าพบการออกดอกประมาณเดือนมีนาคม–เมษายนในประเทศไทย
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นผลเดี่ยวหรือรวมกันเป็นกลุ่มตามช่อผล ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงเหลืองอมส้มตามระยะการสุก และมี เมล็ดที่มีเปลือกแข็งหรือเอนโดคาร์ปแข็ง ลักษณะของผลและเมล็ดเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ใช้ประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่เกาะไหหลำของจีน ผ่านอินโดจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายไปถึงหมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซียและนิวกินี
  • ประเทศไทย : พบในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคใต้ และพื้นที่ป่าบางแห่งของประเทศไทย โดยมักสัมพันธ์กับป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และพื้นที่ป่าที่มีความชื้นเหมาะสม
  • ต่างประเทศ : มีรายงานการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ เมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่บางส่วนของนิวกินี
  • สภาพถิ่นอาศัย : สามารถพบในป่าและบริเวณใกล้ลำธารหรือแม่น้ำ โดยมีรายงานการพบตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แม้ข้อมูลในประเทศไทยบางแหล่งระบุการพบได้บ่อยในพื้นที่ระดับความสูงไม่เกินประมาณ 300 เมตร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : ขมิ้นเครือเป็นไม้เถาเขตร้อนที่เหมาะกับพื้นที่มีความชื้นและอินทรียวัตถุในดินค่อนข้างดี ควรมีโครงสร้างหรือไม้ค้ำให้เถาเลื้อยพาด
  • แสง : สามารถเจริญได้ในพื้นที่ที่มีแสงค่อนข้างมาก แต่ควรคำนึงถึงความชื้นของดินและสภาพแวดล้อมแบบป่าเขตร้อน
  • การขยายพันธุ์ : มีข้อมูลระบุว่าสามารถ ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้น ได้ และมีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือการเพาะเลี้ยงแคลลัสเพื่อผลิตสารกลุ่มเบอร์เบอรีนในระดับการวิจัย
  • การดูแล : ควรจัดค้างหรือซุ้มสำหรับให้เถาเลื้อย ลดน้ำขังบริเวณราก และรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ
  • การอนุรักษ์พันธุ์ : หากปลูกเพื่อใช้เป็นสมุนไพร ควรส่งเสริมการปลูกทดแทนการเก็บจากป่าธรรมชาติ โดยเฉพาะการเก็บส่วนลำต้นและรากซึ่งอาจทำให้ต้นแม่เสียหายหรือเสียชีวิต

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เถาและลำต้น : เป็นส่วนที่มีข้อมูลทางเภสัชเวทชัดเจนที่สุด และเป็นวัตถุดิบที่ระบุใน ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ในชื่อ Arcangelisiae Flavae Caulis หรือส่วนลำต้นแห้งของ Arcangelisia flava
  • ราก : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการหลายชนิด
  • ใบ : มีรายงานการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ดอก : มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาการท้องเสียหรือบิด
  • เนื้อไม้ : เป็นส่วนที่มีสีเหลืองเข้มและมีอัลคาลอยด์ โดยเฉพาะ berberine จึงมีทั้งการใช้ทางยาและการใช้เป็นแหล่งสีธรรมชาติ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ข้อมูลต่อไปนี้เป็น สรรพคุณตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

  • เถา : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ใช้ช่วย ขับลม ขับผายลมและเรอ แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ และใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้ ร้อนใน ท้องเสียจากอาหารไม่ย่อย และดีซ่าน
  • ราก : มีการใช้เป็นยา ขับลม แก้ลมอัมพฤกษ์ บำรุงน้ำเหลือง และใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการทางตา เช่น ตาแดง ตาแฉะ ตามัว และตาอักเสบ
  • ใบ : ตามข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้าน มีรสร้อนฝาดเฝื่อน และมีการใช้เป็นยาขับโลหิตหรือขับน้ำคาวปลา
  • ดอก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการ บิดและอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
  • ลำต้นหรือเนื้อไม้ : ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้เป็น ยาธาตุ ยาแก้ไข้ ยาบำรุง และยาสำหรับอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร รวมถึงใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาดแผลหรือผิวหนังในบางท้องถิ่น
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่การยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ส่วนลำต้นหรือเถามักนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ว ต้มกับน้ำ ก่อนนำไปดื่มตามวิธีการของแต่ละท้องถิ่น
  • การใช้ภายนอก : ในบางประเทศมีการนำไม้หรือส่วนของพืชไปต้มแล้วใช้น้ำสำหรับทำความสะอาดบาดแผลหรือบริเวณผิวหนัง
  • รูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพร : อาจพบในรูปวัตถุดิบแห้ง สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่ขนาดรับประทานที่เหมาะสมยังไม่ควรกำหนดจากข้อมูลการทดลองในสัตว์หรือในหลอดทดลองเพียงอย่างเดียว
หมายเหตุ : ไม่ควรนำข้อมูลขนาดหรือวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านมาใช้แทนคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

สาระสำคัญ

สารสำคัญที่ได้รับความสนใจมากที่สุดใน ขมิ้นเครือ คือ เบอร์เบอรีน (berberine) ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์กลุ่ม isoquinoline/protoberberine และเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับสีเหลืองของเนื้อไม้ นอกจากนี้ยังพบอัลคาลอยด์ชนิดอื่น เช่น palmatine, jatrorrhizine และ columbamine รวมถึงสารกลุ่ม diterpenoids และสารพฤกษเคมีอื่น ๆ

องค์ประกอบทางเคมี

  • Berberine : เป็นอัลคาลอยด์สำคัญและเป็นสารที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางเคมีของวัตถุดิบขมิ้นเครือ
  • Palmatine : อัลคาลอยด์กลุ่ม protoberberine ที่ตรวจพบในลำต้น
  • Jatrorrhizine : อัลคาลอยด์ที่พบร่วมกับ berberine และ palmatine
  • Columbamine : อัลคาลอยด์อีกชนิดหนึ่งที่ตรวจพบในสารสกัดจากลำต้น
  • Dihydroberberine : พบจากการแยกสารจากสารสกัดลำต้น
  • 20-Hydroxyecdysone : มีรายงานการแยกได้จากสารสกัดลำต้น
  • สารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน และแทนนิน : มีรายงานจากการตรวจคัดกรองสารพฤกษเคมีของสารสกัดในงานวิจัยบางฉบับ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Arcangelisia flava ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ และการศึกษาด้านสารเคมีของพืช มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากขมิ้นเครือแสดงฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพบางชนิดในการทดลอง เช่น Salmonella typhi, Staphylococcus aureus และ Trichophyton rubrum โดยผลแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัดและความเข้มข้น
  • ฤทธิ์ต่อ Babesia : งานวิจัยปี 2005 สามารถแยก palmatine, berberine, jatrorrhizine และ dihydroberberine จากลำต้น และพบว่าสารบางชนิดสามารถยับยั้งการเจริญของ Babesia gibsoni ในการเพาะเลี้ยงได้
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีการศึกษาสารสกัดขมิ้นเครือต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิดในระดับหลอดทดลอง เช่น เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งเต้านม แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าการรับประทานขมิ้นเครือสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีการศึกษาสารสกัดและองค์ประกอบทางพฤกษเคมีที่แสดงศักยภาพด้าน antioxidant ในการทดลอง
  • การศึกษาสาร berberine : มีการพัฒนาเทคนิค TLC และ HPLC เพื่อระบุและวัดปริมาณ berberine ในสารสกัดจาก Arcangelisia flava ซึ่งช่วยสนับสนุนการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร
  • งานวิจัยสมัยใหม่ : มีการศึกษาเชิง metabolomics, molecular docking และการทดลองในเซลล์เกี่ยวกับสารจาก A. flava อย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นหลักฐานก่อนคลินิกเป็นหลัก

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับสารเคมีและเภสัชเวท : มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่าลำต้นมี berberine และอัลคาลอยด์กลุ่ม protoberberine
  • ระดับหลอดทดลอง : มีหลักฐานจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ ความเป็นพิษต่อเซลล์ และฤทธิ์ต่อปรสิตบางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลการศึกษาความเป็นพิษและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา แต่ผลยังไม่เพียงพอสำหรับการกำหนดประสิทธิผลในมนุษย์
  • ระดับการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ : หลักฐานสำหรับ Arcangelisia flava โดยตรงยังมีจำกัด
หมายเหตุ : หลักฐานระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของขมิ้นเครือมุ่งเน้นไปที่สารกลุ่มอัลคาลอยด์ โดยเฉพาะ berberine ซึ่งมีการศึกษาอย่างกว้างขวางในหลายระบบชีวภาพ

  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดและสารบริสุทธิ์บางชนิดสามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียบางสายพันธุ์ในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : มีรายงานฤทธิ์ต่อเชื้อราบางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านปรสิต : สารกลุ่ม protoberberine จากขมิ้นเครือมีฤทธิ์ยับยั้ง Babesia gibsoni ในการเพาะเลี้ยง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานในสารสกัดบางชนิด
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารสกัดและอัลคาลอยด์บางชนิดแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินความจำเพาะและความปลอดภัย
  • ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ : มีการศึกษาด้านการอักเสบ เมแทบอลิซึม และระบบชีวภาพอื่น ๆ โดยส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาในระดับสารบริสุทธิ์หรือการจำลองเชิงคอมพิวเตอร์

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ ขมิ้นเครือในมนุษย์ ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง

  • งานวิจัยบางฉบับในสัตว์ทดลองพบว่าการให้สารสกัดในระยะสั้นหรือระยะกึ่งเรื้อรังบางขนาดไม่ทำให้เกิดความผิดปกติรุนแรงที่ตรวจพบได้ ขณะที่การศึกษาบางงานรายงานการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาของอวัยวะ จึงไม่ควรสรุปว่าใช้ได้อย่างปลอดภัยในทุกขนาด
  • งานวิจัยล่าสุดบางฉบับรายงานข้อกังวลเกี่ยวกับ ความเป็นพิษต่อไต จากสารสกัดลำต้นในหนูทดลอง แสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีการประเมินขนาดและรูปแบบสารสกัดอย่างรอบคอบ
  • Berberine เป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน จึงไม่ควรถือว่าสมุนไพรที่มี berberine เป็นเพียงอาหารทั่วไป

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขมิ้นเครือในรูปแบบยาหรือสารสกัด เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • หญิงให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขนาดยาเพื่อรักษาโรค เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็กเล็ก : ไม่ควรนำสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นมาใช้เอง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ผู้ที่แพ้พืชหรือผลิตภัณฑ์จากขมิ้นเครือ : ควรหยุดใช้หากเกิดอาการแพ้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ขมิ้นเครือมี berberine เป็นองค์ประกอบสำคัญ และ berberine เป็นสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายระบบ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิกิริยากับยาบางชนิด โดยเฉพาะเมื่อใช้ในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น

  • ควรระมัดระวังในผู้ที่ใช้ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ควรระมัดระวังในผู้ที่ใช้ ยาที่มีผลต่อความดันโลหิต
  • ควรระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบเอนไซม์ตับหรือมีช่วงการรักษาที่แคบ
  • ผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดเป็นประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ขมิ้นเครือ
หมายเหตุ : ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาข้างต้นควรพิจารณาตามสารสกัด ปริมาณ berberine และชนิดของยาที่ใช้ร่วมกัน ไม่ควรเหมารวมว่าขมิ้นเครือทุกผลิตภัณฑ์มีความเสี่ยงเท่ากัน

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ของขมิ้นเครือในภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ การใช้เป็นอาหารประจำวันในประเทศไทยไม่ใช่การใช้หลัก ของพืชชนิดนี้ มีงานวิจัยหนึ่งศึกษาการใช้สารสกัดน้ำจาก Arcangelisia flava เป็นสารช่วยในกระบวนการผลิตน้ำตาลโตนด โดยพบฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิดและความสามารถในการช่วยรักษาความเป็นกรด-ด่างของน้ำตาลสดในการทดลอง อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นการศึกษาการใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต ไม่ได้หมายความว่าควรนำสารสกัดเข้มข้นมาบริโภคเอง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ใช้ส่วนลำต้นหรือไม้เป็นวัตถุดิบสำหรับเตรียมสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว : มีงานวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับการนำผงขมิ้นเครือมาประยุกต์ทำ สบู่สมุนไพรขมิ้นเครือ และประเมินคุณสมบัติทางกายภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้
  • สีธรรมชาติ : เนื้อไม้สีเหลืองและสาร berberine ทำให้ขมิ้นเครือมีศักยภาพในการใช้เป็น แหล่งสีเหลืองธรรมชาติ
  • งานวิจัยผลิตภัณฑ์ชีวภาพ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเซลล์พืชเพื่อผลิตสาร berberine ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากธรรมชาติ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ลำต้นหรือเถา : ควรเลือกส่วนที่สมบูรณ์ ไม่เน่าเสีย และเก็บจากแหล่งที่สามารถระบุชนิดพืชได้อย่างถูกต้อง
  • การทำวัตถุดิบแห้ง : หั่นลำต้นเป็นชิ้นตามขนาดที่เหมาะสม แล้วทำให้แห้งในสภาวะที่ควบคุมความสะอาดและความชื้น
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • การควบคุมคุณภาพ : ควรตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์และคุณภาพทางเภสัชเวทก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร
  • การเก็บจากธรรมชาติ : ควรหลีกเลี่ยงการถอนหรือทำลายรากและลำต้นของต้นแม่มากเกินไป และควรส่งเสริมการปลูกทดแทน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขมิ้นเครือมีการใช้เป็นสมุนไพรในหลายพื้นที่ของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการใช้ ลำต้นหรือเถา ในตำรับพื้นบ้าน

  • ภาคใต้มีชื่อท้องถิ่นว่า ฮับ
  • ชาวม้งมีชื่อเรียกว่า ชั้วตั่วเหล่ง
  • ในภูมิปัญญาไทยมีการใช้เถาเกี่ยวข้องกับอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ไข้ ร้อนใน ท้องเสีย และดีซ่าน
  • รากมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับ ลม อัมพฤกษ์ น้ำเหลือง และอาการทางตา
  • ในอินโดนีเซียมีการใช้ลำต้นหรือไม้สีเหลืองเป็นยาพื้นบ้าน และในฟิลิปปินส์มีการใช้ยาต้มจากไม้สำหรับทำความสะอาดแผลหรือผิวหนังบางชนิด

ประวัติและวัฒนธรรม

ขมิ้นเครือเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการใช้ พืชสมุนไพรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีป่าดิบชื้นและมีการใช้พืชป่าเป็นยา ลักษณะเด่นของ เนื้อไม้สีเหลืองสด ทำให้พืชชนิดนี้มีความโดดเด่นจากไม้เถาชนิดอื่น และสาร berberine ในเนื้อไม้ยังทำให้เกิดความสนใจในฐานะแหล่งสีธรรมชาติและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลสถานะการอนุรักษ์ของขมิ้นเครือควรพิจารณาแยกตามพื้นที่ เนื่องจากสถานภาพระดับประเทศหรือท้องถิ่นอาจแตกต่างกัน ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Arcangelisia flava เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และแบบจำลองความเสี่ยงการสูญพันธุ์ระดับโลกที่อ้างถึงในฐานข้อมูลประเมินว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม ในสิงคโปร์มีสถานะระดับท้องถิ่นเป็น Critically Endangered แสดงให้เห็นว่าประชากรของพืชชนิดนี้อาจมีความเปราะบางในบางพื้นที่ ดังนั้น การเก็บ ขมิ้นเครือจากป่าธรรมชาติ ควรทำอย่างระมัดระวังและส่งเสริมการขยายพันธุ์เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Ranunculales
  • วงศ์ (Family) : Menispermaceae
  • สกุล (Genus) : Arcangelisia Becc.
  • ชนิด (Species) : Arcangelisia flava (L.) Merr.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Menispermum flavum L., Anamirta flavescens (Lam.) Miq., Anamirta lemniscata Miers, Arcangelisia inclyta Becc., Arcangelisia lemniscata (Miers) Becc. และชื่อพ้องอื่นตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์ขมิ้นเครือ ควรใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เถาเนื้อแข็งและมีเนื้อไม้สีเหลือง
  • ลักษณะเด่นของลำต้น : เมื่อทำให้เกิดบาดแผลมีน้ำยางสีเหลือง และมีรอยแผลเป็นจากก้านใบเป็นรูปถ้วย
  • ลักษณะใบ : ใบเดี่ยวเรียงเวียน ใบค่อนข้างใหญ่ เนื้อหนา และมีเส้นใบออกจากโคนใบคล้ายฝ่ามือ
  • ลักษณะดอก : ดอกขนาดเล็ก ออกเป็นช่อ และเป็นดอกแยกเพศ
  • ลักษณะวัตถุดิบแห้ง : ลำต้นแห้งมีเนื้อไม้สีเหลืองหรือเหลืองเข้ม
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุลักษณะของ Arcangelisia Flava Stem พร้อมข้อมูลสารสำคัญและเกณฑ์สำหรับวัตถุดิบสมุนไพร
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้การตรวจหา berberine ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟี เช่น TLC และ HPLC เพื่อช่วยยืนยันเอกลักษณ์และควบคุมคุณภาพ

คำเตือนทางการแพทย์

ขมิ้นเครือไม่ควรนำมาใช้แทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคติดเชื้อ ดีซ่าน โรคตับ โรคทางเดินอาหาร โรคตา หรือโรคมะเร็ง แม้งานวิจัยในหลอดทดลองจะพบฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์สำหรับขมิ้นเครือโดยตรงยังมีจำกัด
ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้มีโรคตับหรือไต หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สารสกัดที่มีความเข้มข้นสูง
การใช้สมุนไพรที่มีสาร berberine ในปริมาณสูงอาจมีความแตกต่างจากการใช้วัตถุดิบสมุนไพรแบบดั้งเดิม จึงไม่ควรเพิ่มขนาดรับประทานหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานด้วยตนเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: ขมิ้นเครือ (Arcangelisiae Flavae Caulis). สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
  2. สวนพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). ขมิ้นเครือ. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.
  3. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). ขมิ้นเครือ. ฐานข้อมูลสมุนไพรท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร.
  4. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). ขมิ้นเครือ (Arcangelisia flava). ฐานข้อมูลพรรณไม้สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์.
  5. Yamato, O., Maede, Y., Katakura, K., Suzuki, M., Trimurningsih, Chairul, & Yoshihara, T. (2005). Antibabesial activity of protoberberine alkaloids and 20-hydroxyecdysone from Arcangelisia flava against Babesia gibsoni in culture. Journal of Veterinary Medical Science, 67(2), 223–227. https://doi.org/10.1292/jvms.67.223
  6. Plants of the World Online. (2026). Arcangelisia flava (L.) Merr. Royal Botanic Gardens, Kew.
  7. PROSEA. (ม.ป.ป.). Arcangelisia flava (L.) Merr. Plant Resources of South-East Asia.
  8. NParks. (2026). Arcangelisia flava. Flora & Fauna Web, National Parks Board, Singapore.
  9. Mutiah, R., Kirana, F. O., Annisa, R., Rahmawati, A., & Sandra, F. (2020). Extract of yellow root (Arcangelisia flava (L.) Merr.) from several regions in Kalimantan: Alkaloid content and cytotoxicity towards WiDr colorectal cancer cells. Indonesian Journal of Cancer Chemoprevention.
  10. Aprilianti, R. G., Permataningtyas, T., & Wardana, F. Y. (2022). Oral subchronic toxicity test of yellow root ethanol extract (Arcangelisia flava Merr.) in rats. Jurnal Farmasi Galenika, 8(2). https://doi.org/10.22487/j24428744.2022.v8.i2.15961
  11. Sulistiarini, R. (2021). Identification and determination of berberine from Arcangelisia flava, East Borneo. Journal of Tropical Pharmacy and Chemistry, 5(4). https://doi.org/10.30872/j.trop.pharm.chem.v5i4.263
Scroll to top