กันเกรา

กันเกรา

กันเกรา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นหอมจากดอก และเป็นพืชสมุนไพรที่มีความสำคัญใน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการนำ แก่นกันเกรา และส่วนอื่น ๆ ของต้นมาใช้เป็นเครื่องยา นอกจากนี้ยังเป็นไม้เศรษฐกิจและไม้ประดับที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันทั่วไปคือ Fagraea fragrans Roxb. ซึ่งปัจจุบันฐานข้อมูล Kew ยอมรับชื่อ Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC. เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัด Fagraea fragrans เป็นชื่อพ้อง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กันเกรา
  • ชื่อท้องถิ่น: มันปลา, ตำเสา, ทำเสา, ตำแสง, ตาเตรา, ตำมูซู และชื่อท้องถิ่นอื่นตามภูมิภาค
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Fagraea fragrans Roxb. หรือชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบันคือ Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC.
  • วงศ์: Gentianaceae หรือวงศ์ดอกหรีดเขา
  • ชื่อสามัญ: Tembusu, Tembesu, Anan, Ironwood
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์: เป็นทั้ง สมุนไพรไทย ไม้หอม ไม้ประดับ และไม้เนื้อแข็ง โดยเนื้อไม้มีความแข็ง เหนียว และทนทาน เหมาะกับงานก่อสร้างและงานไม้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม เมื่อมีอายุมากเปลือกจะแตกเป็นร่องลึก
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน ใบรูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ เนื้อใบค่อนข้างหนาและเหนียว ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้ม
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะคล้ายหลอดหรือแตร กลีบดอกเริ่มจากสีขาวหรือสีครีมแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเด่น
  • ผล: เป็นผลแบบมีเนื้อ รูปกลมหรือรูปรี เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
  • ช่วงออกดอกและติดผล: โดยทั่วไปออกดอกประมาณเดือนเมษายน–มิถุนายน และติดผลในช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคม ทั้งนี้อาจแตกต่างตามพื้นที่และสภาพอากาศ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กันเกรา มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินโดจีนไปจนถึงนิวกินี พบในประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ใกล้เคียง ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณ ป่าเบญจพรรณชื้น พื้นที่ลุ่ม และบริเวณใกล้แหล่งน้ำ และมีรายงานว่าพบมากในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป ควรใช้เมล็ดสดจากผลสุก เนื่องจากเมล็ดกันเกราสูญเสียความสามารถในการงอกได้ค่อนข้างเร็วหากเก็บรักษาไว้ภายในผลเป็นเวลานาน
  • การเพาะเมล็ด: นำเมล็ดออกจากผล ล้างทำความสะอาด ผึ่งให้แห้ง แล้วหว่านในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำดีและมีความชื้นสม่ำเสมอ ควรพรางแสงในระยะแรก
  • การปักชำ: สามารถใช้กิ่งหรือยอดจากต้นที่เหมาะสม โดยวัสดุจากหน่อหรือกิ่งที่แตกใหม่มีแนวโน้มออกรากได้ดีกว่ากิ่งจากต้นแก่
  • การขยายพันธุ์แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: มีการศึกษาการชักนำยอดและการขยายพันธุ์ในสภาพปลอดเชื้อ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับการผลิตต้นพันธุ์จำนวนมาก
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ชอบบริเวณที่มีความชื้นและมีน้ำเพียงพอ แต่ดินควรระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • แก่น
  • เนื้อไม้
  • เปลือก
  • ใบ
  • ราก
  • ลำต้นหรือกิ่ง

ในตำรายาไทย แก่นกันเกรา เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในฐานะเครื่องยาสมุนไพรอย่างชัดเจน และมีการศึกษาลักษณะทางมหภาคและจุลทรรศน์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบยา

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • แก่นกันเกรา: ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับไทยสำหรับ แก้ไข้ แก้ไอ แก้ท้องเดิน ขับลม แก้ริดสีดวง บำรุงโลหิต และบำรุงธาตุ
  • แก่น: มีรสฝาด และมีการใช้ในภูมิปัญญาไทยเพื่อ บำรุงธาตุและช่วยอาการแน่นหน้าอก
  • เปลือก: ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เพื่อ บำรุงโลหิต และใช้กับปัญหาผิวหนังบางชนิด
  • ใบ: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ แก้ไข้ บำรุงธาตุ แก้หืด และใช้ภายนอกกับโรคผิวหนังบางชนิด
  • การแพทย์พื้นบ้านภาคใต้: มีการใช้ไม้กันเกราเป็นยาต้มเพื่อ แก้ไข้ และใช้แก่นเป็นเครื่องยาในกลุ่มอาการต่าง ๆ
  • ภูมิปัญญาในพื้นที่ป่าพรุ: มีรายงานการใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล และเปลือก รวมถึงแก่น ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่สำหรับภาวะต่าง ๆ เช่น เบาหวานและโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำเหลือง
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญา ตำรายาไทย และการใช้พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • ยาต้ม: ส่วนของแก่นหรือไม้กันเกราที่ใช้เป็นเครื่องยา สามารถนำไปต้มร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นตามตำรับยาไทย แล้วใช้ตามวิธีและขนาดที่กำหนดในตำรับ
  • ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับ: แก่นกันเกรามักไม่ได้ใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยว แต่ใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อเสริมองค์ประกอบของตำรับ
  • ใช้ภายนอก: ใบหรือส่วนอื่นของต้นมีรายงานการใช้พื้นบ้านภายนอกในกรณีของโรคผิวหนังบางชนิด
หมายเหตุ: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เพื่อรักษาโรค ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2564 และข้อมูลโครงสร้างรายการยาจากสมุนไพรของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ไม่พบการระบุ กันเกรา หรือ Fagraea fragrans เป็นชื่อยาสมุนไพรเดี่ยวในรายการดังกล่าว จึงไม่ควรสื่อว่ากันเกราเป็นยาที่มีข้อบ่งใช้เดี่ยวในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของ กันเกรา มีความแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีการสกัด โดยสารกลุ่มที่มีการศึกษาค่อนข้างเด่น ได้แก่ secoiridoid glycosides, iridoids, isocoumarins, lignans, aromatic compounds และสารระเหยในน้ำมันหอมระเหย

องค์ประกอบทางเคมี

มีการตรวจพบหรือแยกสารจากกันเกราหลายกลุ่ม เช่น

  • Swertiamarin เป็น secoiridoid glycoside ที่มีการศึกษาพบในใบกันเกรา และสามารถใช้เป็นสารบ่งชี้ในการวิเคราะห์คุณภาพวัตถุดิบได้
  • Sweroside
  • Gentiopicroside
  • Fagraldehyde
  • Gentianine
  • Secoiridoids ชนิดต่าง ๆ
  • Isocoumarins
  • Lignans
  • Aromatic derivatives
  • สารในน้ำมันหอมระเหยจากดอก เช่น 3-octadecyne, catalponone และ elemicin

การศึกษาทางเคมีล่าสุดยังสามารถแยกสารใหม่จาก รากและดอกกันเกรา ได้ รวมทั้งสารกลุ่ม secoiridoid glycosides และสารประกอบอื่น ๆ อีกหลายชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Fagraea fragrans ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการศึกษาทางเภสัชเคมีและเภสัชวิทยาเบื้องต้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  • มีการศึกษาสารสกัดจากใบและพบรายงานฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อมาลาเรีย ต้านไวรัส และต้านอนุมูลอิสระ ในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
  • สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากดอกมีการทดสอบฤทธิ์ ต้านแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระ โดยน้ำมันหอมระเหยแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และมีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด
  • มีการแยกสารจากเปลือกลำต้นและพบสารหลายชนิดที่นำไปทดสอบฤทธิ์ต่อเชื้อ Mycobacterium โดยสารบางชนิดมีฤทธิ์เมื่อใช้ร่วมกับ erythromycin ในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
  • งานวิจัยด้านเคมีจากรากและดอกพบสารใหม่และสารที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีบางสายพันธุ์ในระดับเซลล์ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษามะเร็งในมนุษย์ได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานของ กันเกรา ในปัจจุบันควรจัดอยู่ในระดับ ก่อนคลินิกเป็นหลัก ได้แก่ การศึกษาทางเคมี การทดสอบในหลอดทดลอง และการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของกันเกราในการรักษาโรคเฉพาะอย่าง ดังนั้นข้อมูลฤทธิ์ต้านเชื้อ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ หรือฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งจึงควรใช้เป็น ข้อมูลสนับสนุนสำหรับการวิจัยต่อยอด ไม่ใช่ข้อสรุปทางการรักษา

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย: สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากดอกแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: น้ำมันหอมระเหยจากดอกแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และ ABTS
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีรายงานฤทธิ์จากสารสกัดใบในงานวิจัยก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย: มีรายงานฤทธิ์ของสารสกัดกันเกราต่อ Plasmodium ในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต่อเชื้อมัยโคแบคทีเรีย: สารบางชนิดจากเปลือกลำต้นแสดงฤทธิ์ต่อ Mycobacterium smegmatis เมื่อใช้ร่วมกับ erythromycin ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารบางชนิดที่แยกจากรากและดอกแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีบางสายพันธุ์ในระดับเซลล์

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกันเกรายังมีจำกัด โดยฐานข้อมูล GlobinMed ระบุว่ายังไม่มีเอกสารข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัย การใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ข้อจำกัดด้านอายุ โรคเรื้อรัง ปฏิกิริยาระหว่างยา และรายงานผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับกันเกรา ดังนั้น ไม่ควรสรุปว่ากันเกราปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ เพียงเพราะมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์สูง

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของกันเกราอย่างชัดเจน

หมายเหตุ: ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้กันเกราในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ยาโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกันเกรากับยาแผนปัจจุบัน โดยฐานข้อมูล GlobinMed ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับ drug interactions ของพืชชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการพบว่าสารบางชนิดจากกันเกรามีฤทธิ์ต่อเชื้อมัยโคแบคทีเรียเมื่อใช้ร่วมกับ erythromycin แต่ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการทดลอง ไม่สามารถนำไปใช้เป็นคำแนะนำให้ใช้กันเกราร่วมกับยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยได้

การใช้ในอาหาร

ดอกกันเกรา มีกลิ่นหอมและมีคุณค่าด้านความหอมตามธรรมชาติ แต่กันเกราไม่ได้เป็นสมุนไพรที่มีการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารหลักอย่างแพร่หลายในประเทศไทย การใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นเพื่อรับประทานควรแยกจากการใช้เป็นเครื่องยา และควรคำนึงถึงความถูกต้องของชนิดพืชและความปลอดภัยของวัตถุดิบ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: แก่นหรือส่วนอื่นของกันเกราสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในตำรับสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย
  • น้ำมันหอมระเหย: ดอกกันเกราสามารถนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อศึกษาการใช้ใน ผลิตภัณฑ์น้ำหอมและเครื่องสำอาง โดยมีงานวิจัยประเมินองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันหอมระเหย
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง: สารสกัดจากใบและดอกเป็นหัวข้อที่มีศักยภาพสำหรับการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ควรมีการประเมินความปลอดภัยและกำหนดมาตรฐานสารสำคัญก่อนนำไปใช้เชิงพาณิชย์
  • ผลิตภัณฑ์จากไม้: เนื้อไม้กันเกรามีความแข็ง เหนียว และทนทาน จึงใช้ในงานก่อสร้างและงานไม้บางประเภท

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • แก่นและเนื้อไม้: เก็บจากต้นที่มีขนาดเหมาะสมและผ่านการคัดเลือก จากนั้นนำมาผ่าและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บเป็นวัตถุดิบยา
  • ใบและดอก: ควรเก็บในระยะที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้ และทำให้แห้งโดยหลีกเลี่ยงความชื้นและความร้อนสูงเกินไป
  • เมล็ด: ควรใช้เมล็ดสดในการเพาะ เนื่องจากเมล็ดกันเกราสูญเสียความมีชีวิตได้เมื่อเก็บไว้นาน โดยเฉพาะเมื่อเก็บอยู่ภายในผล
  • การเก็บวัตถุดิบยา: ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และแสง และควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บอย่างชัดเจน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กันเกรา เป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้แก่นและไม้เป็นเครื่องยา

  • ใน ภาคใต้ มีการใช้แก่นกันเกราเพื่อแก้ไข้ แก้หอบหืด และบำรุงธาตุ
  • ในจังหวัดพัทลุงมีรายงานการใช้ ไม้กันเกราต้มเป็นยาแก้ไข้ โดยหมอพื้นบ้าน
  • ในพื้นที่ป่าพรุจังหวัดนราธิวาส มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของกันเกราในตำรับพื้นบ้าน โดยบางตำรับใช้ราก ใบ ดอก ผล และเปลือก และบางตำรับใช้แก่น
  • แก่นกันเกรา เป็นเครื่องยาที่มีการศึกษาลักษณะทางเภสัชเวทเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบยาไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

กันเกราเป็นไม้พื้นถิ่นที่คนไทยรู้จักและใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน ทั้งในฐานะ ไม้เนื้อแข็ง ไม้หอม ไม้ประดับ และสมุนไพร มีหลักฐานทางวรรณกรรมไทยที่กล่าวถึงชื่อกันเกรา และชื่อเรียกในอดีตมีรูปแบบแตกต่างกัน เช่น “กันเตรา” กันเกราเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนครพนม จึงมีความสัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของจังหวัดและวัฒนธรรมท้องถิ่น นอกจากคุณค่าด้านสมุนไพรแล้ว ดอกที่มีกลิ่นหอมและรูปทรงของต้นยังทำให้กันเกราเป็นไม้ที่นิยมปลูกเพื่อความสวยงาม

สถานะการอนุรักษ์

ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC. และมีสถานะการอนุรักษ์ตาม IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม การจัดอยู่ในระดับ LC ในระดับโลกไม่ได้หมายความว่าประชากรของต้นกันเกราในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีความมั่นคงเท่ากัน การใช้ไม้จากธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงถิ่นอาศัยยังเป็นประเด็นที่ควรคำนึงถึง

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Tracheophyta
  • Class: Magnoliopsida
  • Order: Gentianales
  • Family: Gentianaceae
  • Genus: Cyrtophyllum
  • Species: Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC.
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Fagraea fragrans Roxb.
หมายเหตุ: เอกสารไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อ Fagraea fragrans Roxb. ขณะที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลบางแห่ง เช่น Kew POWO ยอมรับ Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC. เป็นชื่อปัจจุบัน จึงควรระบุชื่อทั้งสองเพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าและตรวจสอบเอกสารเก่า

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ แก่นกันเกรา สามารถใช้ลักษณะทางเภสัชเวททั้งมหภาคและจุลทรรศน์ร่วมกัน

  • ลักษณะมหภาค: เนื้อไม้มีสีเหลืองน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม
  • ลักษณะจุลทรรศน์: พบเซลล์เวสเซลกระจายแบบ diffuse porous, paratracheal xylem parenchyma และเซลล์ xylem ray แบบเรียงเดี่ยว
  • พบ ผลึกรูปปริซึม ในเซลล์เส้นใย และพบชันหรือสารเรซินสีเหลืองถึงส้มในเนื้อไม้
  • การตรวจสอบวัตถุดิบควรเปรียบเทียบ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางเภสัชเวท และข้อมูลทางเคมี ร่วมกัน เพื่อป้องกันการปะปนหรือสับสนกับพืชชนิดอื่น

คำเตือนทางการแพทย์

กันเกราเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก การพบฤทธิ์ทางชีวภาพจากสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในหลอดทดลองไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลเช่นเดียวกันเมื่อใช้ในมนุษย์ ไม่ควรใช้กันเกราแทนยาที่แพทย์สั่ง หรือใช้เพื่อรักษาโรคสำคัญ เช่น มะเร็ง มาลาเรีย การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรัง โดยไม่มีการวินิจฉัยและการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ และควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่น เนื่องจากข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาและข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. อนงค์นุช ทุมปัด, กิตติศักดิ์ แคล้วจันทร์สุข, และคณะ. (2562). ลักษณะทางมหภาคและจุลภาคของเครื่องยาสมุนไพรไทย: แก่นกันเกรา. วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 4(1), 35–42.
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กันเกรา (Fagraea fragrans Roxb.).
  3. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2546). กันเกรา: สุดยอดของความหอมและเนื้อไม้.
  4. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้กันเกราและการขยายพันธุ์.
  5. Bangprapai, A., & Thongphasuk, P. (2023). Determination of swertiamarin content by TLC-densitometer in Fagraea fragrans Roxb. leaves. Interprofessional Journal of Health Sciences.
  6. Madmanang, S., Cheyeng, N., Heembenmad, S., Mahabusarakam, W., Saising, J., Seeger, M., Chusri, S., & Chakthong, S. (2016). Constituents of Fagraea fragrans with antimycobacterial activity in combination with erythromycin. Journal of Natural Products, 79(4), 767–774. https://doi.org/10.1021/acs.jnatprod.5b00691
  7. Sangsopha, W., Lekphrom, R., Schevenels, F. T., Byatt, B., Pyne, S. G., Sridadom, N., & Sawanyawisuth, K. (2021). A new secoiridoid glycoside and other constituents from the roots and flowers of Fagraea fragrans Roxb. (Gentianaceae). Natural Product Research, 35(21), 3908–3917. https://doi.org/10.1080/14786419.2020.1749611
  8. Yingngam, B., & Brantner, A. H. (2015). Factorial design of essential oil extraction from Fagraea fragrans Roxb. flowers and evaluation of its biological activities for perfumery and cosmetic applications. International Journal of Cosmetic Science, 37(3), 272–281. https://doi.org/10.1111/ics.12192
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC. Plants of the World Online.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Fagraea fragrans Roxb. Plants of the World Online.
  11. National Parks Board Singapore. (2024). Cyrtophyllum fragrans. Flora & Fauna Web.
  12. PROSEA. (ม.ป.ป.). Fagraea fragrans: Propagation and planting; Silviculture and management.
Scroll to top