กัลปพฤกษ์

กัลปพฤกษ์

กัลปพฤกษ์ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่มีดอกสีชมพูสวยงามและเป็นไม้ที่มีความสำคัญทั้งด้าน สมุนไพรไทย ไม้มงคล และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่วนที่มีการกล่าวถึงในตำรายาและการใช้พื้นบ้าน ได้แก่ เนื้อในฝัก เปลือกฝัก และเมล็ด โดยเฉพาะเนื้อในฝักที่ใช้เป็น ยาระบายอ่อน ๆ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กัลปพฤกษ์
  • ชื่อท้องถิ่น : กาลพฤกษ์, กานล์, ชัยพฤกษ์
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia bakeriana Craib
  • ชื่อสามัญ : Pink shower, Pink cassia, Wishing tree
  • วงศ์ : Fabaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้งไม้ประดับ ไม้มงคล และพืชสมุนไพร โดยส่วนของฝักมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยระบาย
  • ช่วงออกดอก : โดยทั่วไปประมาณเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม
  • ช่วงติดผล : ประมาณเดือนเมษายน–พฤษภาคม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ 10–15 เมตร ลำต้นและกิ่งอ่อนมีขนนุ่ม เปลือกค่อนข้างเรียบสีเทา เรือนยอดแผ่กว้างและแตกกิ่งก้านค่อนข้างต่ำ
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ใบประกอบยาวประมาณ 15–40 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 5–8 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานถึงรูปใบหอกกลับ ปลายมนหรือมีติ่งแหลมสั้น และมีขนปกคลุม
  • ดอก : ออกเป็นช่อกระจะตามกิ่ง โดยเฉพาะช่วงที่ต้นผลัดใบหรือเริ่มผลิใบใหม่ ดอกมีขนาดใหญ่ กลีบดอกสีชมพูหรือขาวอมชมพู และเป็นดอกที่มีขนาดใหญ่เด่นในสกุล Cassia ของประเทศไทย
  • ผล : เป็นฝักทรงกระบอกยาวประมาณ 30–40 เซนติเมตร มีผิวปกคลุมด้วยขนนุ่มสีเทาหรือน้ำตาล ภายในมีเมล็ดประมาณ 30–40 เมล็ด และมีผนังกั้นระหว่างเมล็ด
  • เมล็ด : อยู่เรียงภายในฝัก โดยมีเนื้อหรือส่วนคั่นระหว่างเมล็ดซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในบริเวณตอนเหนือของเมียนมาและประเทศไทย
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบกระจายค่อนข้างห่างในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยไม่พบตามธรรมชาติเด่นชัดในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้
  • สภาพถิ่นอาศัย : พบในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และพื้นที่ป่าโปร่ง โดยเฉพาะบริเวณระดับความสูงประมาณ 300–1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้ได้ทั่วไป โดยเก็บเมล็ดจากฝักแก่ นำมาเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายปลูก
  • การขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง : มีรายงานการใช้วิธีตอนกิ่งเพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ โดยเหมาะสำหรับการรักษาลักษณะของต้นแม่พันธุ์
  • สภาพพื้นที่ปลูก : ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำดี และมีพื้นที่ให้ทรงพุ่มเจริญเติบโต
  • การดูแล : ในระยะแรกควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เมื่อตั้งตัวได้แล้วสามารถเจริญเติบโตเป็นไม้ต้นขนาดกลางและเหมาะสำหรับพื้นที่กลางแจ้ง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เนื้อในฝัก : ใช้ตามภูมิปัญญาไทยเป็น ยาระบายอ่อน ๆ และช่วยระบายอุจจาระ
  • เปลือกฝัก : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านในลักษณะยาช่วยถ่ายพิษไข้และทำให้อาเจียน
  • เมล็ด : มีการกล่าวถึงการใช้ร่วมกับเปลือกฝักในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • เนื้อในฝัก : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีรสหวานเอียนขม ใช้เป็น ยาระบายอ่อน ๆ ช่วยระบายอุจจาระ แก้อาการท้องผูกหรือพรรดึก และมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อระบายในเด็ก
  • เปลือกฝักและเมล็ด : ตามตำรายาพื้นบ้านมีรสขมเอียน ใช้เป็นยาช่วย ถ่ายพิษไข้ และช่วยทำให้อาเจียน
  • เนื้อในฝัก : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้เพื่อช่วยแก้คูถและเสมหะ
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และหลักฐานการทดลองในมนุษย์ของกัลปพฤกษ์ยังมีจำกัด

วิธีใช้

  • การใช้เนื้อในฝักเป็นยาระบาย : มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านระบุการใช้เนื้อในฝักในปริมาณประมาณ 8 กรัม เพื่อช่วยระบาย โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นแนวทางจากภูมิปัญญา ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานที่ผ่านการรับรองสำหรับการรักษาโรค
  • เปลือกฝักและเมล็ด : ตำรายาพื้นบ้านบางแห่งกล่าวถึงการนำไปต้มเป็นยาหรือใช้ในตำรับเพื่อถ่ายพิษไข้และทำให้อาเจียน
หมายเหตุ : ไม่ควรนำข้อมูลขนาดใช้จากตำรับพื้นบ้านไปใช้กับเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาประจำโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดใช้ที่เป็นมาตรฐานและความปลอดภัยเพียงพอ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของกัลปพฤกษ์ที่ได้รับความสนใจในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ สารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ โปรแอนโทไซยานิดิน และแอนทราควิโนน รวมถึงองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหยบางชนิด งานวิจัยหลายชิ้นพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตในระดับหลอดทดลอง

องค์ประกอบทางเคมี

  • แอนทราควิโนน : มีการแยกสาร rhein หรือ cassic acid จากเปลือกของ Cassia bakeriana และพบว่าสารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
  • ฟลาโวนอยด์ : มีรายงานการตรวจพบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น kaempferol, catechin และ quercetin-3-O-glucoside ในสารสกัดจากใบ
  • กรดฟีนอลิก : พบสาร เช่น p-coumaric acid และ ferulic acid ในสารสกัดจากใบ
  • โปรแอนโทไซยานิดิน : ตรวจพบในสารสกัดจากเปลือกและเป็นหนึ่งในกลุ่มสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย : ใบและเปลือกมีแอลกอฮอล์ อัลดีไฮด์ และกรดไขมันเป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะที่ไม้มีกรดไขมันในสัดส่วนเด่น นอกจากนี้ยังตรวจพบ linalool, (E)-nerolidol และ phytol ในปริมาณต่ำ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Cassia bakeriana ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ โดยพบประเด็นที่น่าสนใจหลายด้าน

  • สารสกัดจาก เปลือกและใบ แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในช่องปากหลายชนิดในการทดลองแบบ in vitro โดยสาร rhein ที่แยกได้จากเปลือกมีฤทธิ์ต่อจุลชีพไม่ใช้ออกซิเจนหลายชนิด
  • น้ำมันหอมระเหยจากใบและเปลือก แสดงฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในช่องปาก รวมถึง Streptococcus mutans ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคฟันผุ โดยค่า MIC ของตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 62.5–125 ไมโครกรัม/มิลลิลิตรในการทดลอง
  • งานวิจัยเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านเบาหวานในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากใบและเปลือกสามารถยับยั้งเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase รวมถึงมีฤทธิ์ต้านกระบวนการ glycation และต้านอนุมูลอิสระ
  • งานวิจัยปี 2024 พบว่าส่วนสกัดจากเปลือกมีสารกลุ่ม proanthocyanidins, flavonoids และ anthraquinones เป็นองค์ประกอบเด่น และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยแป้งในการทดลอง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานระดับห้องปฏิบัติการเป็นหลัก ปัจจุบันมีข้อมูลจากการศึกษาทางเคมี การทดสอบฤทธิ์ต้านจุลชีพ การต้านอนุมูลอิสระ การยับยั้งเอนไซม์ และการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ แต่ยังไม่ควรสรุปว่ากัลปพฤกษ์สามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้ เนื่องจากยังขาดหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกที่เพียงพอ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากเปลือกและใบ รวมถึงน้ำมันหอมระเหย แสดงฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียในช่องปากหลายชนิด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบและเปลือกแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบหลายระบบ
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ : สารสกัดบางส่วนสามารถยับยั้ง α-amylase และ α-glucosidase ในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้าน glycation : สารสกัดจากเปลือกและใบแสดงศักยภาพในการยับยั้งกระบวนการเกิดผลิตภัณฑ์ปลายทางของไกลเคชัน
  • ฤทธิ์ต่อเชื้อรา : สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ต่อเชื้อรา Candida บางชนิดในการทดลอง

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกัลปพฤกษ์ในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยระดับเซลล์บางการศึกษาพบว่าสารสกัดที่ทดสอบมีความเป็นพิษต่อเซลล์ Vero ค่อนข้างต่ำในช่วงความเข้มข้นที่ใช้ทดลอง แต่ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานสมุนไพรในคนจะปลอดภัยในทุกขนาดหรือทุกกลุ่มประชากร การใช้ เนื้อในฝักในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการถ่ายมากหรือถ่ายไม่หยุดตามข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้าน จึงควรระมัดระวังเรื่องขนาดใช้

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดข้อห้ามใช้ของกัลปพฤกษ์อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตามควร หลีกเลี่ยงการใช้เองในหญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด จนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

การใช้ในอาหาร

กัลปพฤกษ์ไม่ได้เป็นพืชอาหารทั่วไป และ ไม่ควรนำส่วนต่าง ๆ ของต้นมารับประทานเป็นอาหารโดยไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยและวิธีเตรียมที่เหมาะสม แม้มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการใช้เนื้อในฝักเพื่อช่วยระบายก็ตาม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ส่วนของฝักมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านในฐานะสมุนไพรช่วยระบาย
  • ผลิตภัณฑ์ศึกษาวิจัย : สารสกัดจากใบ เปลือก และน้ำมันหอมระเหยถูกนำไปศึกษาด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์
  • การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้ง : มีงานวิจัยนำฝักและเมล็ดที่เหลือจากกัลปพฤกษ์มาผลิตคาร์บอนกัมมันต์เพื่อใช้ดูดซับสีย้อมและยาปฏิชีวนะในน้ำ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ด้านวัสดุศาสตร์มากกว่าการใช้เป็นยา

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ฝัก : ควรเก็บเมื่อฝักแก่เต็มที่และมีลักษณะสมบูรณ์ ปราศจากเชื้อราและแมลง
  • การเตรียม : หากนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
  • การควบคุมคุณภาพ : วัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ ปริมาณความชื้น การปนเปื้อนจุลินทรีย์ และสารปนเปื้อนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

มีการใช้ เนื้อในฝักกัลปพฤกษ์ ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยระบายและแก้ท้องผูก โดยมีข้อมูลจากการสำรวจตำรายาพื้นบ้านในจังหวัดนครสวรรค์ที่ระบุการใช้เนื้อในฝักเพื่อช่วยระบายท้อง ส่วนเปลือกฝักมีการใช้ต้มเพื่อช่วยอาเจียนและถ่ายพิษไข้

ประวัติและวัฒนธรรม

กัลปพฤกษ์ เป็นไม้มงคลที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับความปรารถนาและความอุดมสมบูรณ์ ชื่อ “กัลปพฤกษ์” เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง ต้นไม้สารพัดนึกหรือสิ่งที่บันดาลความปรารถนา จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ที่มีความหมายเป็นสิริมงคล กัลปพฤกษ์ยังได้รับการกล่าวถึงในฐานะ พันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดขอนแก่น และมีคุณค่าทั้งด้านพฤกษศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร

สถานะการอนุรักษ์

กัลปพฤกษ์เป็นพืชพื้นถิ่นของไทยและเมียนมา และมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ประชากรตามธรรมชาติและถิ่นอาศัยยังมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นพรรณไม้พื้นถิ่นที่มีคุณค่าทางชีวภาพและวัฒนธรรม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม/ดิวิชัน (Phylum/Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Fabales
  • วงศ์ (Family) : Fabaceae
  • สกุล (Genus) : Cassia
  • ชนิด (Species) : Cassia bakeriana Craib
  • ชื่อพ้องที่มีรายงาน : Cassia bakerana Craib

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของกัลปพฤกษ์ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ โดยลักษณะสำคัญ ได้แก่

  • ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง
  • กิ่งอ่อนมีขนนุ่มหนาแน่น
  • ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยประมาณ 5–8 คู่
  • ดอกสีชมพูหรือขาวอมชมพู ออกเป็นช่อตามกิ่ง
  • ฝักทรงกระบอกยาว มีผิวปกคลุมด้วยขนนุ่ม
  • เมล็ดจำนวนมากเรียงอยู่ภายในฝัก

การระบุชนิดควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงทางพฤกษศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำเป็นต้องแยกออกจากพืชสกุล Cassia ชนิดอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

คำเตือนทางการแพทย์

ข้อมูลสรรพคุณของกัลปพฤกษ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาโรคจำนวนมากมาจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับสารสกัด เซลล์ หรือหลอดทดลอง จึงยังไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐานหรือสรุปว่ารักษาโรคในมนุษย์ได้
การใช้กัลปพฤกษ์เพื่อระบาย โดยเฉพาะในเด็ก ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกรที่มีความรู้ด้านสมุนไพร เนื่องจากขนาดใช้ที่กล่าวในตำรับพื้นบ้านไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานสากล และการถ่ายมากอาจทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้
หากมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ปวดท้องรุนแรง อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลด หรือมีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายผิดปกติ ควรพบแพทย์และไม่ควรใช้สมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กัลปพฤกษ์: Cassia bakeriana Craib. สารานุกรมพืช.
  2. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). Cassia bakeriana Craib: กัลปพฤกษ์.
  3. อุทยานหลวงราชพฤกษ์. (2565). กัลปพฤกษ์ (Cassia bakeriana Craib). ฐานข้อมูลพรรณไม้ยืนต้นเชิงพื้นที่.
  4. ศูนย์การเรียนรู้อุทยานพรรณไม้. (ม.ป.ป.). กัลปพฤกษ์: สรรพคุณและการใช้ประโยชน์.
  5. Cunha, L. C. S. (2013). Estudo fitoquímico, atividades antioxidante, antimicrobiana e citotóxica da espécie Cassia bakeriana Craib [Doctoral dissertation, Universidade Federal de Uberlândia].
  6. Prado, D. G., Justino, A. B., Silva, T. C., de Morais, S. A. L., Martins, M. M., Santos, P. S., Cunha, L. C. S., de Sousa, R. M. F., de Aquino, F. J. T., Espindola, F. S., & de Oliveira, A. (2024). Phytochemical profiling by HPLC-ESI-MS/MS and in vitro investigation of the antidiabetic activity of Cassia bakeriana bark extract and fractions. Journal of Mass Spectrometry, 59(12), e5099.
  7. Prado, D. G., et al. (2016). Bioassay-guided fractionation and antimicrobial and cytotoxic activities of Cassia bakeriana extracts. Revista Brasileira de Farmacognosia.
  8. Cunha, L. C. S., et al. (2013). Chemical composition, cytotoxic and antimicrobial activity of essential oils from Cassia bakeriana Craib. against aerobic and anaerobic oral pathogens. Molecules, 18, 4588–4600.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cassia bakeriana Craib. Plants of the World Online.
  10. Larsen, K., Larsen, S. S., & Vidal, J. E. (1972). Leguminosae-Caesalpinioideae. In Flora of Thailand (Vol. 4, Part 1).
Scroll to top