ก้างปลา

ก้างปลา

ก้างปลา เป็นสมุนไพรไทยที่มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะ รากก้างปลาแดง ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยากลุ่มแก้ไข้และอาการที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในร่างกาย ชื่อ “ก้างปลา” ในประเทศไทยอาจหมายถึงพืชหลายชนิด ดังนั้นเนื้อหานี้กำหนดชนิดหลักเป็น ก้างปลาแดง หรือก้างปลาเครือ (Phyllanthus reticulatus Poir.) ซึ่งเป็นชนิดที่ใช้เป็นเครื่องยาในตำรายาไทย และมีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์และเภสัชวิทยารองรับมากที่สุดในบริบทนี้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : ก้างปลา, ก้างปลาแดง, ก้างปลาเครือ
  • ชื่อท้องถิ่น : ก้างปลาขาว, ปู่เจ้าคาคลอง, ปู่เจ้าขวางคลอง, คาคลอง, ข่าคลอง, คำอ้าย, หมัดคำ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus reticulatus Poir.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสารเก่า : Kirganelia reticulata (Poir.) Baill., Cicca reticulata (Poir.) Kurz
  • วงศ์ : Phyllanthaceae
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Potato bush และมีชื่อสามัญท้องถิ่นอื่นในแต่ละประเทศ
  • ส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยาในบัญชีตำรับยาไทย : ราก
  • รสยาในภูมิปัญญาไทย : เย็น
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งมาก และในก้างปลาแดงมักพบกิ่ง ก้านใบ และผลมีสีแดงหรือแดงคล้ำ

หมายเหตุ : ชื่อ “ก้างปลา” เป็นชื่อพื้นบ้านที่อาจใช้เรียกพืชมากกว่าหนึ่งชนิด เช่น ก้างปลาแดง (Phyllanthus reticulatus) และก้างปลาขาว (Flueggea virosa) จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะพฤกษศาสตร์ก่อนนำมาใช้เป็นยา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลักษณะต้น : เป็นไม้พุ่มแตกกิ่งมากหรือไม้ต้นขนาดเล็ก โดยข้อมูลจาก e-Flora of Thailand ระบุว่าสามารถสูงได้ประมาณ 4 เมตร กิ่งอ่อนมีลักษณะกลมหรือเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย และอาจมีขนค่อนข้างหนาแน่น
  • ลำต้นและกิ่ง : แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งแก่มีสีเทาหรือน้ำตาล ส่วนก้างปลาแดงอาจพบกิ่งหรือส่วนต่าง ๆ มีสีแดงถึงน้ำตาลแดง
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปไข่กลับ หรือค่อนข้างเป็นรูปขอบขนาน ผิวใบด้านบนมักมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก ออกบริเวณซอกใบหรือกิ่ง มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย
  • ผล : ผลมีลักษณะกลม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเข้มถึงม่วงดำ และมีเมล็ดหลายเมล็ด
  • ความแตกต่างจากก้างปลาขาว : ก้างปลาแดงมีสีแดงที่กิ่ง ก้านใบ และผล ขณะที่ก้างปลาขาว (Flueggea virosa) มีลักษณะโดยรวมออกสีเขียวและเป็นพืชคนละสกุล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

Phyllanthus reticulatus มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชียต่อเนื่องไปจนถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย พบกระจายตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงบางพื้นที่ของออสเตรเลียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยพบได้หลายพื้นที่ โดยมักขึ้นในพื้นที่ชื้น ที่โล่ง ชายป่า พื้นที่รกร้าง และบริเวณที่มีน้ำหรือความชื้นเพียงพอ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์จำนวนมาก โดยเก็บเมล็ดจากผลที่สมบูรณ์และแก่เต็มที่ แล้วเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • การปักชำ : มีข้อมูลภูมิปัญญาการขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำสำหรับก้างปลา ซึ่งเหมาะกับการรักษาลักษณะของต้นแม่
  • สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในพื้นที่มีความชื้นพอเหมาะ มีแสงแดดเพียงพอ และดินระบายน้ำได้ดี
  • การจัดการแปลง : ควรเว้นระยะให้เหมาะสมเพื่อให้ทรงพุ่มได้รับแสงและอากาศถ่ายเท ลดความเสี่ยงต่อโรคและเชื้อรา

ข้อมูลด้านการเพาะปลูกเชิงมาตรฐานสำหรับการผลิต วัตถุดิบก้างปลาเพื่อใช้เป็นยา ยังควรพัฒนาให้มีข้อกำหนดด้านสายพันธุ์ แหล่งปลูก อายุเก็บเกี่ยว และมาตรฐานสารสำคัญที่ชัดเจนมากขึ้น

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : เป็นส่วนที่มีการระบุไว้เป็นเครื่องยาในบัญชียาจากสมุนไพร โดยใช้ชื่อ Phyllanthi Reticulati Radix
  • เนื้อไม้และส่วนเหนือดิน : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาบางแหล่ง แต่การใช้แต่ละส่วนควรแยกจากกันอย่างชัดเจน
  • ใบ : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น การใช้เป็นยาสมานและเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร แต่ยังไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปกำหนดขนาดใช้ทางการแพทย์โดยปราศจากมาตรฐาน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ก้างปลาแดงมีรสยาเย็น โดยเฉพาะราก ใช้ในกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับอาการร้อนในและไข้

  • ราก : ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ และแก้ไข้บางชนิด
  • ก้างปลาทั้งสองชนิด : ในตำรายาไทยใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาลดไข้และตำรับที่เกี่ยวข้องกับผื่นคันหรืออาการทางผิวหนัง
  • ต้นและเปลือก : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เป็นยาฝาดสมาน ขับปัสสาวะ และใช้เกี่ยวกับอาการท้องเสีย
  • ผล : มีรายงานการใช้เป็นยาฝาดสมานและเกี่ยวข้องกับอาการอักเสบ
  • ราก : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับไข้ อาการร้อนใน และโรคทางเดินหายใจบางชนิด

ตำราและเอกสารการแพทย์แผนไทยยังพบการใช้ รากก้างปลาแดง ในตำรับยาแก้ไข้หลายตำรับ โดยทำงานร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ไม่ได้ใช้เป็นตัวยาเดี่ยวเสมอไป

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้แทนการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ และหลักฐานทางคลินิกสำหรับก้างปลาแดงโดยตรงยังมีจำกัด

วิธีใช้

การใช้ ก้างปลาเป็นยา ตามภูมิปัญญาไทยมักใช้รากหรือใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา โดยวิธีเตรียมที่พบ ได้แก่

  • ยาต้ม : ใช้รากเป็นส่วนประกอบของตำรับยา แล้วต้มกับน้ำตามวิธีของตำรับ
  • ยาต้มตำรับแก้ไข้ : ก้างปลาแดงอาจใช้ร่วมกับรากย่านาง รากเท้ายายม่อม รากมะเดื่อ และสมุนไพรอื่น ๆ ตามสูตรตำรับ
  • ยาสมุนไพรภายนอก : ภูมิปัญญาบางพื้นที่นำส่วนของพืชมาใช้ภายนอกกับอาการทางผิวหนัง

ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานของ ก้างปลาเดี่ยว จากข้อมูลพื้นบ้าน เนื่องจากยังไม่มีขนาดมาตรฐานสำหรับสารสกัดหรือวัตถุดิบทุกแหล่ง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ก้างปลาแดง (Phyllanthus reticulatus Poir.) มีชื่ออยู่ในรายการเครื่องยาจากสมุนไพรของไทย โดยระบุส่วนที่ใช้เป็น ราก และมีชื่อยาในภาษาละตินว่า Phyllanthi Reticulati Radix ขณะที่ก้างปลาขาวระบุเป็น Flueggeae Virosae Radix แยกต่างหาก นอกจากนี้ ก้างปลาทั้งสองชนิดยังปรากฏในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ เช่น ยาแก้ไข้ สูตร 2 ซึ่งมีทั้งก้างปลาขาวและก้างปลาแดงเป็นส่วนประกอบของตำรับ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญที่น่าสนใจของ ก้างปลาแดง อยู่ในกลุ่มสารพฤกษเคมีหลายประเภท โดยเฉพาะ

  • สารกลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์
  • สารกลุ่มฟีนอลิก
  • แทนนิน
  • ลิกแนน
  • สเตอรอยด์และไฟโตสเตอรอล

สารเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีการศึกษา เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ และลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ผลการศึกษาส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง

องค์ประกอบทางเคมี

มีการตรวจพบหรือแยกสารจากส่วนต่าง ๆ ของ Phyllanthus reticulatus ได้แก่

  • Betulin
  • Betulinic acid
  • Friedelin
  • Taraxerone
  • Glochidonol
  • Pinoresinol
  • Sitosterol
  • Astragalin
  • Corilagin
  • Ellagic acid
  • Isoquercitrin
  • Kaempferol 3-rutinoside
  • สารประกอบฟีนอลิกและแทนนินอื่น ๆ

องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช แหล่งปลูก อายุพืช ฤดูกาล วิธีสกัด และวิธีวิเคราะห์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Phyllanthus reticulatus พบการศึกษาหลากหลายด้าน โดยงานทบทวนวรรณกรรมระบุว่าหลักฐานที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการทดลอง in vitro และ in vivo มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ ผลการศึกษาที่มีรายงาน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านเบาหวาน : สารสกัดจากใบแสดงแนวโน้มช่วยลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย : สารสกัดบางส่วนแสดงฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : พบกิจกรรมต้านเชื้อราในงานทดลองบางระบบ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีหลักฐานจากการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สัมพันธ์กับสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : มีรายงานฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum ในการทดลองภายนอกร่างกาย
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ : พบสัญญาณของฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านไวรัส : มีรายงานการทดลองในระดับก่อนคลินิกบางรูปแบบ

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ระดับหลักฐานโดยรวม : ก่อนคลินิก (preclinical) หลักฐานในปัจจุบันประกอบด้วยการศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการทดลองในสัตว์เป็นหลัก ขณะที่หลักฐานจากการทดลองทางคลินิกแบบมีกลุ่มควบคุมในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคของก้างปลาแดงในมนุษย์ได้อย่างชัดเจน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากงานวิจัยที่มีการรวบรวมไว้ พบการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ Phyllanthus reticulatus ได้แก่

  • ต้านการอักเสบ
  • ต้านอนุมูลอิสระ
  • ต้านแบคทีเรีย
  • ต้านเชื้อรา
  • ลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ต้านปรสิตมาลาเรีย
  • ต้านไวรัส
  • ปกป้องตับ
  • บรรเทาปวดและลดการตอบสนองต่อความเจ็บปวด
  • ลดระดับไขมันในเลือดในแบบจำลองการทดลอง

อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์เหล่านี้เป็นผลจากการศึกษา สารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระบบทดลอง จึงไม่ควรตีความว่าเท่ากับประสิทธิผลของการรับประทานก้างปลาในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของก้างปลาแดงยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกจำนวนมาก งานทบทวนหนึ่งรายงานการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดส่วนเหนือดินในหนูทดลอง โดยพบค่า LD50 จากการทดลองฉีดเข้าช่องท้องประมาณ 800 มก./กก. ซึ่งเป็นข้อมูลจากสัตว์ทดลองและไม่สามารถนำมาแปลงเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง ควรใช้วัตถุดิบที่ ระบุชนิดพืชได้ถูกต้อง ผ่านการตรวจสอบเอกลักษณ์ และปราศจากการปนเปื้อน โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นเครื่องยา

ข้อห้ามใช้

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ก้างปลาเป็นยาด้วยตนเองในกรณีต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็กเล็ก : ไม่ควรใช้เองโดยไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือแพทย์กำกับ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวและใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชหรือสมุนไพร : ควรหลีกเลี่ยงหากเคยเกิดอาการแพ้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างก้างปลาแดงกับยาสมัยใหม่ชนิดใดโดยเฉพาะ แต่จากการศึกษาพบฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น การลดระดับน้ำตาลและการเปลี่ยนแปลงกระบวนการอักเสบ จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่ใช้ ยาลดระดับน้ำตาล ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ

หมายเหตุ : การไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างยาไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกของก้างปลาแดงยังมีจำกัด

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ก้างปลาแดงมีศักยภาพในการใช้เป็น วัตถุดิบสมุนไพรและสารสกัดเพื่อการวิจัย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมี อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำเป็นต้องควบคุม

  • การยืนยันชนิดพืช
  • ส่วนที่ใช้
  • คุณภาพวัตถุดิบ
  • สารปนเปื้อน
  • ปริมาณสารสำคัญ
  • ความคงตัวของสารสกัด
  • ความปลอดภัยและขนาดการใช้

ในประเทศไทย รากก้างปลาแดงมีสถานะเป็น เครื่องยาสมุนไพรที่ระบุในบัญชีรายการเครื่องยา แต่ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่มีสารสกัดก้างปลาจะได้รับการรับรองสรรพคุณในการรักษาโรคโดยอัตโนมัติ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และระบุชนิดได้ถูกต้อง
  • การทำความสะอาด : ล้างดินและสิ่งปนเปื้อนออก แล้วหั่นเป็นชิ้นตามมาตรฐานวัตถุดิบ
  • การทำให้แห้ง : ทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่เหมาะสมเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมของสารสำคัญ
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และสัตว์พาหะ
  • การติดฉลาก : ควรระบุชื่อพืช ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ แหล่งผลิต และวันเก็บเกี่ยวเพื่อช่วยในการตรวจสอบย้อนกลับ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ก้างปลาแดงเป็นพืชที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค และมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับ ไข้ ร้อนใน ผื่นคัน ท้องเสีย การขับปัสสาวะ และอาการอักเสบบางชนิด โดยส่วนของรากมีบทบาทสำคัญในตำรับยาพื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย ตำรับยาไทยยังใช้ ก้างปลาทั้งสองชนิด ได้แก่ ก้างปลาแดงและก้างปลาขาว เป็น “จุลพิกัด” ที่ใช้ร่วมกันในบางตำรับ โดยให้ความสำคัญกับการจำแนกชนิดตามสีและลักษณะของพืช

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อพื้นบ้านของก้างปลาปรากฏในหลายภูมิภาคของประเทศไทย สะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชในระบบภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ยังพบหลักฐานทางวัฒนธรรมบางพื้นที่ที่เชื่อมโยงชื่อชุมชนกับการเคยพบต้นก้างปลาเป็นจำนวนมากในพื้นที่ชุ่มน้ำและบริเวณริมน้ำ แสดงให้เห็นว่าพืชชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์และการดำรงชีวิตของชุมชนบางแห่ง

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลที่ Kew Plants of the World Online อ้างอิงจาก IUCN Red List Phyllanthus reticulatus มีสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ ในระดับโลก อย่างไรก็ตาม การมีสถานะ LC ไม่ได้หมายความว่าสามารถเก็บจากธรรมชาติได้โดยไม่จำกัด ควรส่งเสริม การปลูกเพื่อผลิตวัตถุดิบยา การเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน และการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมในท้องถิ่น

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Phylum/Division) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Malpighiales
  • วงศ์ (Family) : Phyllanthaceae
  • สกุล (Genus) : Phyllanthus L.
  • ชนิด (Species) : Phyllanthus reticulatus Poir.

ปัจจุบัน Phyllanthus reticulatus Poir. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ (accepted name) และจัดอยู่ในวงศ์ Phyllanthaceae ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ส่วนชื่อ Kirganelia reticulata (Poir.) Baill. เป็นชื่อพ้องที่พบในเอกสารเก่า

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ ก้างปลาแดง ควรดำเนินการก่อนนำไปใช้เป็นเครื่องยา โดยพิจารณา

  • ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบรูปทรงต้น กิ่ง ใบ ดอก และผล
  • ลักษณะจุลทรรศน์ : ตรวจสอบโครงสร้างเนื้อเยื่อและลักษณะทางกายวิภาคของส่วนที่นำมาใช้
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : ต้องตรงกับ Phyllanthus reticulatus Poir.
  • ตัวอย่างอ้างอิง : ควรมีตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือ voucher specimen จากแหล่งที่มาที่ตรวจสอบได้
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ลักษณะ chemical fingerprint เช่น TLC หรือ HPLC ตามวิธีที่ผ่านการตรวจสอบความใช้ได้
  • DNA barcoding : สามารถใช้เป็นวิธีเสริมเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะกรณีที่วัตถุดิบแห้งมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาไม่เพียงพอสำหรับการจำแนกชนิด

การตรวจสอบเอกลักษณ์มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับก้างปลา เนื่องจาก ชื่อพื้นบ้าน “ก้างปลา” สามารถหมายถึงพืชมากกว่าหนึ่งชนิด และในตำรายาไทยมีการแยกก้างปลาแดงออกจากก้างปลาขาวอย่างชัดเจน

คำเตือนทางการแพทย์

ก้างปลา เป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ในตำรายาไทยมายาวนาน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ ไม่ควรใช้ข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาอ้างว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง ผู้ที่มีไข้สูง ไข้ต่อเนื่อง ไข้ไม่ทราบสาเหตุ มีผื่นรุนแรง หายใจลำบาก ปัสสาวะผิดปกติ ท้องเสียรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรพบแพทย์ ไม่ควรพึ่งก้างปลาหรือสมุนไพรชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นการรักษาหลัก

หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ไม่ใช่คำแนะนำให้วินิจฉัยโรคหรือกำหนดขนาดยาด้วยตนเอง การใช้ก้างปลาเป็นยา โดยเฉพาะในรูปแบบสารสกัดหรือใช้ร่วมกับยาประจำ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่มีใบอนุญาต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2550). e-Flora of Thailand: Phyllanthus reticulatus Poir. สำนักหอพรรณไม้.
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2560). สารานุกรมพืช: ก้างปลาขาว. สำนักหอพรรณไม้.
  4. คณะการแพทย์แผนไทย. (2569). คณาเภสัช เล่ม 1: จุลพิกัด. ข้อมูลด้านจุลพิกัดก้างปลาแดงและก้างปลาขาว.
  5. Sharma, S., & Kumar, S. (2013). Phyllanthus reticulatus Poir. – An important medicinal plant: A review of its phytochemistry, traditional uses and pharmacological properties. International Journal of Pharmaceutical Sciences and Research, 4(7), 2528–2534.
  6. Sathasivampillai, S. V., & Jeyaseelan, E. C. (2020). Pharmacological activities and phytochemical constituents of Phyllanthus reticulatus Poir. – A review. Vingnanam Journal of Science, 15(1).
  7. Sathya, S., Ayyanar, P., Barath Ramakrishana, D., Nishanth, B., & Rajeswari, R. (2025). Review on medicinal activities of Phyllanthus reticulatus. IJPAR Journal, 14(1), 69–74. https://doi.org/10.61096/ijpar.v14.iss1.2025.69-74
  8. Mao, X., et al. (2016). The genus Phyllanthus: An ethnopharmacological, phytochemical, and pharmacological review. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2016, Article 7584952.
  9. Bhattacharyya, J., et al. (2025). An updated review on the anti-inflammatory potential of Phyllanthus genus. Chemistry & Biodiversity. https://doi.org/10.1002/cbdv.202402483
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Phyllanthus reticulatus Poir. Plants of the World Online.
Scroll to top