กานพลู

กานพลู

กานพลู เป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีประวัติการใช้มาอย่างยาวนาน โดยส่วนที่นำมาใช้มากที่สุดคือ ดอกตูมแห้ง ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมี น้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะสารยูจีนอล (Eugenol) เป็นองค์ประกอบสำคัญ กานพลูมีการใช้ใน ตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะด้านอาการทางระบบทางเดินอาหาร อาการปวดฟัน และอาการไอ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องเทศสำคัญในอาหารและเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กานพลู
  • ชื่อท้องถิ่น : จันจี่, ดอกจันทร
  • ชื่อภาษาอังกฤษ : Clove
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Eugenia caryophyllata Thunb., Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & S.G.Harrison, Caryophyllus aromaticus L.
  • วงศ์ : Myrtaceae
  • ประเภทพืช : ไม้ต้นไม่ผลัดใบ
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : ดอกตูมแห้ง หรือดอกกานพลู
  • สารสำคัญเด่น : Eugenol
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ใบเขียวเป็นมัน ดอกตูมมีกลิ่นหอมแรง และเมื่อแห้งมีรูปร่างคล้ายตะปู จึงเป็นที่มาของชื่อภาษาอังกฤษว่า Clove

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : กานพลูเป็นไม้ต้นเขียวชอุ่มตลอดปี มีทรงพุ่มค่อนข้างแน่น แตกกิ่งมาก โดยทั่วไปสูงประมาณ 8–20 เมตร และมีรายงานว่าต้นที่เจริญเต็มที่อาจสูงได้มากกว่านี้ ลำต้นมีเปลือกสีเทาหรือเทาอมขาวถึงน้ำตาลอ่อน กิ่งอ่อนมีลักษณะเป็นทรงกระบอก พืชทั้งต้น โดยเฉพาะใบและเปลือก มีกลิ่นหอมจากต่อมน้ำมันหอมระเหย
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ใบมีรูปร่างรูปรี รูปขอบขนาน รูปใบหอก หรือรูปไข่กลับแคบ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบเรียว ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีต่อมน้ำมันหอมระเหยจำนวนมาก เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอมคล้ายกานพลู ก้านใบค่อนข้างยาว
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกตูมเป็นส่วนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นเครื่องยาหลักของกานพลู ดอกตูมระยะแรกมีสีเขียว ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีชมพู แดง หรือแดงเข้มเมื่อแก่เต็มที่ ก่อนที่กลีบดอกจะบาน ดอกมีฐานรองดอกเป็นรูปทรงกระบอกหรือคล้ายหลอด มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ และกลีบดอก 4 กลีบ เมื่อดอกบานกลีบดอกจะหลุดร่วงได้ง่าย มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก
  • ผล : เป็นผลสด รูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปทรงรีแกมขอบขนาน เมื่อแก่มีสีแดงเข้มหรือม่วงแดง ผลมีเนื้อและมักมีเมล็ด 1 เมล็ด บางครั้งพบ 2 เมล็ด ต้นกานพลูที่ปลูกเพื่อเก็บดอกตูมมักมีการเก็บเกี่ยวก่อนปล่อยให้ต้นติดผลอย่างเต็มที่

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณหมู่เกาะโมลุกกะหรือมาลูกู (Maluku/Moluccas) ทางตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การค้ากานพลูมาอย่างยาวนาน
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการปลูกกานพลูในเขตร้อนหลายแห่งทั่วโลก เช่น อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ แทนซาเนีย โดยเฉพาะแซนซิบาร์ อินเดีย ศรีลังกา หมู่เกาะคอโมโรส เซเชลส์ และบางพื้นที่ในแถบแคริบเบียน
  • ในประเทศไทย : มีการปลูกกานพลูในพื้นที่เขตร้อน โดยฐานข้อมูล Flora of Thailand ระบุว่าพบการปลูกในประเทศไทยและมีรายงานในจังหวัดจันทบุรี

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : กานพลูเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น ดินลึก อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี และมีความชื้นสม่ำเสมอ
  • แสงแดด : ต้นอ่อนควรได้รับแสงแบบรำไรหรือมีร่มเงาบางส่วน ส่วนต้นที่เจริญเต็มที่สามารถรับแสงได้มากขึ้น
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่นิยมใช้ เนื่องจากเมล็ดกานพลูมีอายุการเก็บรักษาสั้น ควรใช้เมล็ดสดจากผลที่แก่และสมบูรณ์ นำไปเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • การเพาะกล้า : ควรเลี้ยงต้นกล้าในบริเวณที่มีร่มเงาและให้น้ำอย่างเหมาะสม เมื่อกล้าแข็งแรงจึงค่อย ๆ ลดร่มเงาเพื่อให้ต้นปรับตัวก่อนย้ายปลูก
  • การปักชำ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยกิ่งหรือยอดอ่อนในระบบการผลิตที่เหมาะสม แต่การเพาะเมล็ดยังคงเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอกตูมแห้ง : เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาและเครื่องเทศมากที่สุด
  • น้ำมันหอมระเหยจากดอกตูม : ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก อาหาร และเครื่องสำอาง
  • ใบ : สามารถนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยได้เช่นกัน แต่ในทางสมุนไพรไทยส่วนที่กล่าวถึงและใช้เป็นเครื่องยาหลักคือดอกกานพลู

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใช้ดอกกานพลูสำหรับ แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ขับลม บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ปากเหม็น และบรรเทาอาการปวดฟัน
  • ด้านระบบทางเดินอาหาร : กานพลูเป็นเครื่องยารสร้อนที่ใช้ในตำรับยาไทยหลายตำรับ โดยมีบทบาทช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และอาหารไม่ย่อย
  • ด้านช่องปากและฟัน : ภูมิปัญญาการใช้กานพลูเกี่ยวข้องกับการบรรเทาอาการปวดฟันและลดกลิ่นปาก ขณะที่น้ำมันกานพลูและยูจีนอลมีฤทธิ์เฉพาะที่ด้านการระงับปวดและฆ่าเชื้อ จึงมีการประยุกต์ใช้ในทางทันตกรรม
  • ด้านระบบทางเดินหายใจ : มีการใช้กานพลูในตำรับสมุนไพรสำหรับอาการไอและขับเสมหะ
  • ด้านจุลชีพ : งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการพบว่าสารจากกานพลู โดยเฉพาะ eugenol มีฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพหลายชนิด แต่ผลดังกล่าวไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานว่ากานพลูสามารถรักษาการติดเชื้อในคนได้โดยตรง

วิธีใช้

  • ใช้เป็นเครื่องยา : ใช้ดอกกานพลูแห้งเป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยตามสูตรและขนาดที่กำหนด
  • ใช้สำหรับอาการทางเดินอาหารตามภูมิปัญญา : มักใช้ในตำรับยาที่มีสมุนไพรรสร้อนหลายชนิดร่วมกัน เพื่อบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และอาหารไม่ย่อย
  • ใช้ในตำรับยาแก้ไอ : กานพลูเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรบางชนิดสำหรับบรรเทาอาการไอ
  • ใช้ในช่องปาก : ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันกานพลูหรือยูจีนอลควรใช้ตามฉลากและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรใช้น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นโดยตรงเป็นเวลานาน
หมายเหตุ : ขนาดและวิธีใช้กานพลูเพื่อการรักษาควรอ้างอิงตามตำรับยาและผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียน ไม่ควรนำข้อมูลการทดลองในห้องปฏิบัติการมาใช้กำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ยาประสะกานพลู : เป็นตำรับยาใน บัญชียาจากสมุนไพร โดยมีกานพลูเป็นตัวยาสำคัญในตำรับ ใช้สำหรับ บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ
  • ยาแก้ไอผสมกานพลู : เป็นตำรับในบัญชียาจากสมุนไพรสำหรับกลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ และมีรูปแบบยาลูกกลอนสำหรับโรงพยาบาล
  • ในบัญชียาสมุนไพร กานพลูจึงมีบทบาททั้งในตำรับสำหรับ ระบบทางเดินอาหาร และ ระบบทางเดินหายใจ

สาระสำคัญ

  • Eugenol เป็นสารสำคัญหลักของน้ำมันหอมระเหยกานพลู และเป็นสารที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัว
  • น้ำมันหอมระเหยจากดอกตูมอาจมี eugenol ในสัดส่วนสูงมาก โดยแหล่งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่ายูจีนอลอาจมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 90% ของน้ำมันทั้งหมด ทั้งนี้ปริมาณจริงขึ้นกับพันธุ์ แหล่งปลูก อายุของวัตถุดิบ และวิธีสกัด
  • สารสำคัญอื่น ได้แก่ eugenyl acetate, β-caryophyllene, α-humulene, flavonoids และสารประกอบฟีนอลิก
  • คุณสมบัติทางชีวภาพที่มีการศึกษามาก ได้แก่ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และระงับปวด

องค์ประกอบทางเคมี

  • Eugenol (ยูจีนอล) : สารฟีนิลโพรพานอยด์ เป็นองค์ประกอบหลักของน้ำมันหอมระเหยกานพลู
  • Eugenyl acetate : เอสเทอร์ของยูจีนอล พบในน้ำมันกานพลู
  • β-Caryophyllene : สารกลุ่ม sesquiterpene ที่พบในน้ำมันหอมระเหย
  • α-Humulene : สารกลุ่ม sesquiterpene
  • Flavonoids : เช่น quercetin และ kaempferol
  • Phenolic acids : เช่น caffeic acid, ferulic acid และ ellagic acid
  • Tannins : พบในส่วนของดอกและเนื้อเยื่อพืช
  • สารประกอบระเหยอื่น ๆ : พบได้หลายชนิด และองค์ประกอบจะแตกต่างกันตามแหล่งปลูกและวิธีการสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ กานพลู (Syzygium aromaticum) และ eugenol มีจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ขณะที่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์สำหรับการใช้กานพลูรักษาโรคโดยตรงยังมีจำกัด

  • การศึกษาทางห้องปฏิบัติการพบว่า eugenol และน้ำมันกานพลูมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา หลายชนิด
  • มีรายงานฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ จากสารสกัดและ eugenol
  • การศึกษาเกี่ยวกับการระงับปวดพบว่า eugenol มีคุณสมบัติด้าน analgesic และ local anesthetic ซึ่งสอดคล้องกับการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม
  • มีงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านไวรัสและปรสิต แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนการทดลองทางคลินิก
  • มีการศึกษาฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของกลูโคส ไขมัน และกระบวนการอักเสบ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้กานพลูเป็นยารักษาโรคเรื้อรังแทนการรักษามาตรฐาน
  • งานทบทวนสมัยใหม่ยังให้ความสนใจ eugenol ในฐานะสารออกฤทธิ์ที่มีศักยภาพในด้าน ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และระงับปวด

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับสูง : มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนสำหรับการใช้ eugenol ในบางการประยุกต์ทางทันตกรรมและผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ภายใต้รูปแบบและความเข้มข้นที่เหมาะสม
  • ระดับปานกลาง : หลักฐานด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และระงับปวดจากการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองมีค่อนข้างมาก
  • ระดับจำกัด : หลักฐานจากการทดลองในมนุษย์สำหรับการใช้กานพลูหรือสารสกัดกานพลูเพื่อรักษาโรคระบบต่าง ๆ ยังมีไม่มากและยังไม่เพียงพอสำหรับการกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคได้
  • ข้อสรุป : ควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบในการทดลอง กับ ประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : eugenol สามารถรบกวนโครงสร้างและการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์จุลชีพ ทำให้เกิดการสูญเสียสมดุลของเซลล์และยับยั้งการเจริญเติบโต
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : มีการศึกษาน้ำมันกานพลูและ eugenol ต่อเชื้อราหลายชนิด รวมถึงเชื้อราที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเชื้อราก่อโรคบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลว่าสาร eugenol สามารถลดกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสารก่อการอักเสบ เช่น prostaglandins และการแสดงออกของ COX-2 ในระบบทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวดและชาเฉพาะที่ : eugenol มีคุณสมบัติช่วยลดความรู้สึกปวดและมีฤทธิ์ชาเฉพาะที่ จึงมีความสำคัญในงานทันตกรรม
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : โครงสร้างทางเคมีของ eugenol เอื้อต่อการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดลอง
  • ฤทธิ์อื่น ๆ : มีการศึกษาฤทธิ์ต้านไวรัส ต้านปรสิต ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกระบวนการเมแทบอลิซึม แต่ระดับหลักฐานแตกต่างกันและหลายประเด็นยังไม่สามารถสรุปเป็นประโยชน์ในการรักษาคนได้

ความปลอดภัย

  • ดอกกานพลูในปริมาณที่ใช้เป็นอาหาร โดยทั่วไปถือว่ามีความปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป
  • น้ำมันกานพลูมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์สูง จึงไม่ควรรับประทานหรือใช้ภายในร่างกายในปริมาณมาก
  • การใช้น้ำมันกานพลูเข้มข้นเฉพาะที่อาจทำให้เกิด การระคายเคือง แสบร้อน หรือปฏิกิริยาแพ้
  • การได้รับ eugenol ในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดพิษ โดยเฉพาะต่อ ตับและระบบประสาท และมีรายงานกรณีพิษจากการรับประทานน้ำมันกานพลูในปริมาณมาก
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาหลายชนิด ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือจะใช้สารสกัดเข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ข้อห้ามใช้

  • หลีกเลี่ยงการใช้ น้ำมันกานพลูเข้มข้นโดยตรง บนผิวหนังหรือเยื่อบุเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้กานพลูหรือ eugenol ไม่ควรใช้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันกานพลูในปริมาณมาก
  • เด็กเล็กไม่ควรได้รับน้ำมันกานพลูหรือผลิตภัณฑ์ eugenol เข้มข้นโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือกำลังใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สารสกัดหรือน้ำมันกานพลูในขนาดสูง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด : eugenol และสารจากกานพลูมีข้อมูลการทดลองเกี่ยวกับการยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด จึงควรระมัดระวังเมื่อนำมาใช้ในขนาดสูงร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • เอนไซม์ Cytochrome P450 : มีการทดลองพบว่า eugenol สามารถมีผลต่อเอนไซม์บางชนิดในระบบ CYP450 แต่หลักฐานส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาในเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปว่าการใช้กานพลูในอาหารตามปกติจะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่มีนัยสำคัญทางคลินิก
  • ยาที่มีผลต่อตับ : เนื่องจาก eugenol ปริมาณสูงอาจเกี่ยวข้องกับพิษต่อตับ จึงควรระมัดระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาที่มีความเสี่ยงต่อตับ
  • ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กานพลูในรูปแบบสารสกัดหรือน้ำมันเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • ใช้ ดอกกานพลูแห้งเป็นเครื่องเทศ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติในอาหาร
  • ใช้ในอาหารประเภทตุ๋น แกง เครื่องเทศหมัก เนื้อสัตว์ และอาหารที่ต้องการกลิ่นหอมร้อน
  • ใช้แต่งกลิ่นเครื่องดื่ม ขนม และผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิด
  • น้ำมันกานพลู และ eugenol สามารถใช้เป็นสารแต่งกลิ่นรสในอุตสาหกรรมอาหารภายใต้ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและปริมาณที่อนุญาต
  • กานพลูยังมีความสนใจด้านการใช้เป็น สารช่วยยับยั้งจุลินทรีย์และช่วยชะลอการเสื่อมของอาหาร จากคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก : ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก และผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปาก
  • ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม : eugenol ถูกนำไปใช้ในวัสดุและผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เนื่องจากมีคุณสมบัติด้านการระงับปวดและฆ่าเชื้อเฉพาะที่
  • ผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพร : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยบางชนิด
  • เครื่องสำอาง : ใช้ในผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย
  • อุตสาหกรรมอาหาร : ใช้เป็นสารแต่งกลิ่นและรส
  • น้ำมันหอมระเหย : ใช้ในผลิตภัณฑ์กลิ่นหอมและผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางประเภท

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : เก็บดอกตูมก่อนบานเต็มที่ โดยระยะที่เหมาะสมมักสังเกตจากดอกตูมที่เปลี่ยนสีและมีขนาดสมบูรณ์
  • การทำแห้ง : นำดอกตูมที่เก็บได้มาทำให้แห้งอย่างเหมาะสมจนมีความชื้นต่ำ เพื่อช่วยรักษากลิ่นและน้ำมันหอมระเหย
  • การคัดคุณภาพ : ควรเลือกดอกตูมที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา ไม่มีสิ่งแปลกปลอม และมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน
  • น้ำมันกานพลู : ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและป้องกันแสง เพื่อช่วยลดการเสื่อมของสารระเหยและการเกิดออกซิเดชัน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ดอกกานพลู เป็นเครื่องยารสร้อนที่ใช้ในตำรับสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดท้อง และอาหารไม่ย่อย
  • มีการใช้เพื่อ แก้ปวดฟัน แก้ปากเหม็น และขับเสมหะ
  • กานพลูถูกนำไปผสมกับสมุนไพรรสร้อนชนิดอื่นในตำรับยา เพื่อเสริมบทบาทในการดูแลระบบธาตุและลมตามแนวคิดการแพทย์แผนไทย
  • ในตำรับ ยาประสะกานพลู กานพลูเป็นตัวยาสำคัญในสูตรตำรับ และใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิดเพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด และแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย

ประวัติและวัฒนธรรม

กานพลูเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีประวัติการค้าระหว่างประเทศยาวนานที่สุดชนิดหนึ่ง มีต้นกำเนิดบริเวณ หมู่เกาะมาลูกูของอินโดนีเซีย และเคยเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงมากในตลาดเครื่องเทศของเอเชียและยุโรป ในประวัติศาสตร์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 การควบคุมแหล่งผลิตกานพลูในหมู่เกาะมาลูกูมีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้าของชาติตะวันตก โดยเฉพาะบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ต่อมากานพลูถูกนำไปปลูกในพื้นที่เขตร้อนอื่น ๆ ทำให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการผลิตอย่างแพร่หลายทั่วโลก

สถานะการอนุรักษ์

  • กานพลูเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกอย่างแพร่หลาย จึงไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนในภาพรวม
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่ากานพลูมีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในพื้นที่เพาะปลูกเขตร้อน และไม่มีภัยคุกคามเฉพาะชนิดที่ได้รับการระบุอย่างชัดเจน
  • อย่างไรก็ตาม การปลูกเชิงการค้าในบางพื้นที่อาจมี ความหลากหลายทางพันธุกรรมค่อนข้างต่ำ เนื่องจากใช้ต้นพันธุ์จากแหล่งกำเนิดจำนวนจำกัด จึงมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์พันธุกรรมและการปรับปรุงพันธุ์ในอนาคต
  • การประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่าคาดการณ์สถานะของกานพลูอยู่ในกลุ่ม ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) แต่มีระดับความเชื่อมั่นต่ำ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Myrtales
  • วงศ์ (Family) : Myrtaceae
  • สกุล (Genus) : Syzygium
  • ชนิด (Species) : Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew ยอมรับในปัจจุบันคือ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry โดยมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Caryophyllus aromaticus L. และ Eugenia caryophyllata Thunb.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะทางกายภาพ : ดอกกานพลูแห้งมีรูปร่างคล้ายตะปู มีส่วนฐานเป็นหลอดและส่วนปลายเป็นตุ่มกลมจากกลีบเลี้ยงและส่วนของดอก
  • สี : ดอกแห้งคุณภาพดีมักมีสีน้ำตาลแดงถึงน้ำตาลเข้ม
  • กลิ่น : มีกลิ่นหอมแรงและจำเพาะของน้ำมันกานพลู
  • รส : มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมติดปาก
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : สามารถตรวจลักษณะเนื้อเยื่อและโครงสร้างของดอก รวมถึงต่อมน้ำมันหอมระเหยเพื่อยืนยันเอกลักษณ์
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถตรวจหาและประเมินปริมาณ eugenol และสารสำคัญอื่นด้วยวิธีโครมาโทกราฟี เช่น GC-MS หรือ GC
  • การตรวจสอบระดับโมเลกุล : การใช้ DNA barcoding หรือข้อมูลลำดับ DNA สามารถช่วยยืนยันชนิดของพืชและแยกความแตกต่างจากพืชสกุลใกล้เคียงได้ โดยเฉพาะเมื่อวัตถุดิบอยู่ในรูปผงหรือผลิตภัณฑ์แปรรูป

คำเตือนทางการแพทย์

ข้อมูลสรรพคุณของกานพลูในตำราไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นข้อมูลการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่ากานพลูสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด
การรับประทานกานพลูในรูปอาหารแตกต่างจากการใช้สารสกัดหรือน้ำมันกานพลู เนื่องจากสารสกัดและน้ำมันมีความเข้มข้นของ eugenol สูงกว่า จึงมีโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้มากกว่า
ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาที่มีผลต่อตับ หรือยาประจำชนิดอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กานพลูในรูปสารสกัดหรือน้ำมันเข้มข้น
หากมีอาการปวดฟันต่อเนื่อง บวม มีหนอง มีไข้ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ควรพบทันตแพทย์ ไม่ควรใช้น้ำมันกานพลูเพื่อบรรเทาอาการแทนการรักษาสาเหตุ
น้ำมันกานพลูเข้มข้นอาจระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุ และการรับประทานในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดพิษได้ จึงควรใช้ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์หรือบุคลากรทางการแพทย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Flora of Thailand: Syzygium aromaticum.
  2. คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์: ยาประสะกานพลู.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์: ยาแก้ไอผสมกานพลู.
  5. มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). อันตรกิริยาของกานพลูและยาแผนปัจจุบัน.
  6. Kew Science, Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry. Plants of the World Online.
  7. Cortés-Rojas, D. F., de Souza, C. R. F., & Oliveira, W. P. (2014). Clove (Syzygium aromaticum): A precious spice. Asian Pacific Journal of Tropical Biomedicine, 4(2), 90–96.
  8. Kamatou, G. P. P., Vermaak, I., & Viljoen, A. M. (2012). Eugenol—from the remote Maluku Islands to the international market place: A review of a remarkable and versatile molecule. Molecules, 17, 6953–6981.
  9. Batiha, G. E.-S., et al. (2020). Syzygium aromaticum L. (Myrtaceae): Traditional uses, bioactive chemical constituents, pharmacological and toxicological activities. Biomolecules, 10, 202.
  10. Başaran, N., & colleagues. (2017). Pharmacological and toxicological properties of eugenol. Turkish Journal of Pharmaceutical Sciences, 14, 201–206.
  11. Chaieb, K., Hajlaoui, H., Zmantar, T., Kahla-Nakbi, A. B., Rouabhia, M., Mahdouani, K., & Bakhrouf, A. (2007). The chemical composition and biological activity of clove essential oil, Eugenia caryophyllata (Syzigium aromaticum L. Myrtaceae): A short review. Phytotherapy Research, 21(6), 501–506.
  12. Marchese, A., et al. (2021). Biological properties and prospects for the application of eugenol—A review. Molecules, 26, 740.
  13. Mahulette, A. S., Hariyadi, Yahya, S., Wachjar, A., & Alfian, A. (2019). Morphological traits of Maluku native forest clove (Syzygium aromaticum L. Merr. & Perry). Journal of Tropical Crop Science, 6(2).
Scroll to top