กาฝากมะม่วง

กาฝากมะม่วง

กาฝากมะม่วง เป็นพืชกาฝากกึ่งปรสิตที่อาศัยอยู่บนกิ่งหรือลำต้นของไม้ชนิดอื่น โดยชื่อที่ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมักเรียกตามต้นไม้เจ้าบ้านที่กาฝากขึ้น เช่น กาฝากมะม่วง เมื่อพบขึ้นบนต้นมะม่วง มีการนำส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะ ใบ กิ่ง และทั้งต้น มาใช้เป็นสมุนไพรในตำรับยาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อ ลดความดันโลหิต แก้ปวดศีรษะ ขับปัสสาวะ และดูแลบาดแผล อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อพิสูจน์ทางการแพทย์สมัยใหม่

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กาฝากมะม่วง
  • ชื่ออื่น : กาฝากมะม่วงพรวน, กาฝากมะม่วงกะล่อน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.
  • วงศ์ : Loranthaceae
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : เป็น พืชกาฝากกึ่งปรสิต (hemiparasite) สามารถสังเคราะห์แสงได้เอง แต่มีรากเบียนหรือ haustorium เชื่อมเข้าสู่ระบบท่อลำเลียงของพืชเจ้าบ้านเพื่อดูดน้ำและแร่ธาตุ
  • พืชเจ้าบ้าน : พบได้บนไม้ยืนต้นหลายชนิด รวมถึง มะม่วง (Mangifera) และไม้ในหลายวงศ์
  • การใช้ประโยชน์ทางสมุนไพร : ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้ ใบ กิ่ง ต้น และทั้งต้น

หมายเหตุ : คำว่า “กาฝากมะม่วง” ในภูมิปัญญาพื้นบ้านอาจหมายถึงกาฝากชนิดเดียวกันที่ขึ้นบนต้นเจ้าบ้านต่างชนิดกัน ดังนั้นแหล่งที่มาของพืชเจ้าบ้านจึงมีความสำคัญต่อการระบุเอกลักษณ์และคุณภาพของสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มกาฝากเนื้อไม้แข็ง แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งอาจห้อยหรือแผ่จากบริเวณที่เกาะอยู่บนต้นเจ้าบ้าน ลำต้นและกิ่งอ่อน ช่อดอก และดอกอาจมีขนสั้นนุ่มสีขาว เทา หรือออกน้ำตาล กาฝากมะม่วงเป็นพืชกึ่งปรสิต รากพิเศษหรือ haustorium แทงเข้าสู่เนื้อเยื่อของต้นเจ้าบ้านและเชื่อมกับระบบท่อลำเลียง เพื่อดูดน้ำและสารอาหารมาใช้ในการเจริญเติบโต
  • ใบ : เป็น ใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเกือบตรงข้ามกันตามกิ่ง แผ่นใบรูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่แคบ ขนาดโดยทั่วไปประมาณ 6–14 เซนติเมตร ยาว และกว้างประมาณ 1.5–8 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา คล้ายแผ่นหนัง ผิวด้านบนมักมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน เส้นกลางใบและเส้นแขนงเห็นได้ค่อนข้างชัด ก้านใบยาวประมาณ 0.5–2 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็น ช่อกระจะตามซอกใบหรือบริเวณข้อของกิ่ง แต่ละช่อมีดอกหลายดอก โดยทั่วไปประมาณ 6–12 ดอก ดอกมีลักษณะเป็นหลอด กลีบดอก 5 กลีบ เมื่อดอกบานกลีบจะโค้งหรือพับกลับ สีของดอกอาจเป็นสีเขียว เหลืองอมเขียว และเปลี่ยนเป็นสีส้มมากขึ้นเมื่อดอกแก่ ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน
  • ผล : เป็นผลเดี่ยว รูปไข่หรือรูปคนโท เมื่อสุกมีสีส้มถึงแดงหรือแดงคล้ำ ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก โดยเมล็ดมีชั้นเมือกเหนียวช่วยให้เกาะติดกับเปลือกไม้ เมล็ดเป็นส่วนสำคัญในการแพร่กระจายของกาฝาก โดยเฉพาะผ่านสัตว์และนกที่กินผลแล้วนำเมล็ดไปติดบนกิ่งไม้
  • เมล็ด : มีขนาดเล็กและมีสารเมือกเหนียว เมื่อสัมผัสกับกิ่งไม้ที่เหมาะสมสามารถงอกและสร้างส่วนยึดเกาะ ก่อนพัฒนาเป็นรากเบียนเข้าสู่ต้นเจ้าบ้าน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กาฝากมะม่วง (Dendrophthoe pentandra) มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่เนปาล อินเดียตะวันออก บังกลาเทศ จีนตอนใต้ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และหมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซีย ในประเทศไทยพบได้ในป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง พื้นที่ป่าละเมาะ ป่าชายหาด พื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงบริเวณเมืองและพื้นที่เกษตร โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเลตามข้อมูล e-Flora of Thailand มีรายงานว่ากาฝากมะม่วงสามารถอาศัยบนพืชเจ้าบ้านได้หลายสกุล เช่น Mangifera, Ficus, Terminalia, Acacia, Dalbergia, Litsea, Melaleuca, Phyllanthus, Quercus และ Vatica เป็นต้น

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • ลักษณะการปลูก : กาฝากมะม่วงไม่ใช่พืชที่เหมาะกับการปลูกลงดินโดยตรง แต่ต้องอาศัย ต้นไม้เจ้าบ้าน เพื่อให้รากเบียนเชื่อมเข้าสู่ระบบท่อลำเลียง
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เมล็ดจากผลสุกสามารถแพร่กระจายโดยนก เมื่อเมล็ดติดอยู่บนกิ่งไม้ที่เหมาะสม เมล็ดจะงอกและสร้างส่วนยึดเกาะ จากนั้นพัฒนารากเบียนเข้าสู่ต้นเจ้าบ้าน
  • การเพาะเลี้ยง : หากต้องการขยายพันธุ์เพื่อการศึกษา ควรใช้ต้นเจ้าบ้านที่เหมาะสมและควบคุมจำนวนกาฝาก เพราะกาฝากจำนวนมากอาจแย่งน้ำและธาตุอาหารจากต้นไม้เจ้าบ้าน
  • การจัดการในสวน : ไม่ควรปล่อยให้กาฝากแพร่กระจายในไม้ผลหรือไม้เศรษฐกิจมากเกินไป เนื่องจากการเข้าทำลายอย่างต่อเนื่องอาจทำให้กิ่งอ่อนแอและส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นเจ้าบ้าน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ
  • กิ่งและใบ
  • ต้น
  • ทั้งต้น
  • ราก

ข้อมูลการใช้ในไทยระบุว่ามีการนำหลายส่วนของกาฝากมะม่วงมาใช้เป็นเครื่องยา โดยเฉพาะใบและทั้งต้น ขณะที่การศึกษาด้านเภสัชเวทให้ความสำคัญกับ ใบกาฝากมะม่วง ในการจัดทำข้อกำหนดเอกลักษณ์และมาตรฐานของเครื่องยา

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการกล่าวถึงกาฝากมะม่วงในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • ลดความดันโลหิตสูง : มีการใช้ต้นหรือทั้งต้นต้มน้ำดื่ม และมีตำรับพื้นบ้านที่ใช้กาฝากมะม่วงร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น
  • แก้ปวดศีรษะ : ตำราสมุนไพรไทยระบุว่ากาฝากมะม่วงมีรสเย็นและใช้แก้อาการปวดศีรษะ
  • ขับปัสสาวะ : ใบกาฝากมะม่วงมีการกล่าวถึงการใช้เป็นน้ำกระสายยาเพื่อช่วยขับปัสสาวะ
  • ดูแลบาดแผลและสมานแผล : มีการใช้ทั้งต้นหรือใบในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • แก้ปัสสาวะผิดปกติ : มีการบันทึกการใช้ต้นและใบในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง
  • ใช้เกี่ยวกับเบาหวาน : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเบาหวานในคน
  • ใช้แก้ลมและอาการมึนงง : มีการระบุในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยและการใช้ตามภูมิปัญญา

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์

วิธีใช้

  • ยาต้มพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้กาฝากมะม่วงที่หั่นและตากแห้งประมาณ 2 กำมือ ต้มกับน้ำจนเดือดแล้วเคี่ยวต่อประมาณ 15 นาที ใช้ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรตามภูมิปัญญาที่มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลสมุนไพรไทย
  • ยาทา : ในตำรับ ยาทาแก้ฝี สูตร 2 ของรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ใช้ ใบกาฝากมะม่วง 1 ส่วน ร่วมกับใบกรดน้ำ ใบตะขบหนาม ขมิ้นอ้อย และตะลุ่มนก/กำแพงเจ็ดชั้น โดยบดละเอียดและใช้น้ำเป็นกระสายสำหรับทาบริเวณที่เป็นวันละ 2–3 ครั้ง ตำรับดังกล่าวระบุว่ากาฝากมะม่วงที่ใช้ควรเป็น กาฝากมะม่วงกะล่อน
  • การใช้เป็นส่วนประกอบตำรับยา : การใช้กาฝากมะม่วงตามภูมิปัญญาไทยควรพิจารณาชนิดของกาฝากและพืชเจ้าบ้านร่วมด้วย เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกัน

หมายเหตุ : ไม่ควรนำสูตรยาต้มพื้นบ้านไปใช้ทดแทนยาลดความดันโลหิตหรือยาเบาหวานที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด

ในบัญชียาจากสมุนไพร

มีหลักฐานว่ากาฝากมะม่วงถูกบันทึกเป็น ตัวยาในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยเฉพาะในตำรับ ยาทาแก้ฝี สูตร 2 ซึ่งใช้ใบกาฝากมะม่วงเป็นหนึ่งในตัวยา 5 ชนิด และระบุการใช้ กาฝากมะม่วงกะล่อน เป็นวัตถุดิบในตำรับดังกล่าว การมีชื่อเป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ไม่เท่ากับการรับรองว่ากาฝากมะม่วงเดี่ยว ๆ เป็นยารักษาโรคทุกข้อบ่งใช้ จึงควรแยกข้อมูลตำรับยาไทยออกจากหลักฐานประสิทธิผลทางคลินิก

สาระสำคัญ

สาระสำคัญที่ได้รับความสนใจใน กาฝากมะม่วง ได้แก่กลุ่ม ฟลาโวนอยด์ สารฟีนอลิก ซาโปนิน อัลคาลอยด์ และเทอร์พีนอยด์ โดยเฉพาะสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น quercetin และ quercitrin ซึ่งมีรายงานจากงานวิจัยหลายฉบับ นอกจากนี้ ปริมาณและชนิดของสารสำคัญอาจแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช ตัวทำละลายที่ใช้สกัด และต้นไม้เจ้าบ้าน จึงไม่ควรนำค่าปริมาณสารจากกาฝากที่ขึ้นบนต้นไม้ชนิดหนึ่งไปใช้แทนกาฝากจากต้นไม้ชนิดอื่นโดยตรง

องค์ประกอบทางเคมี

การศึกษาทางเคมีพบสารหลายกลุ่ม ได้แก่

  • Flavonoids : quercetin, quercitrin, rutin, kaempferol derivatives และ flavonoid glycosides
  • Phenolic compounds : สารฟีนอลิกหลายชนิด
  • Saponins : สารกลุ่มซาโปนิน
  • Alkaloids : สารกลุ่มอัลคาลอยด์
  • Terpenoids : สารกลุ่มเทอร์พีนอยด์
  • Tannins : สารแทนนิน
  • Steroids และ triterpenes : มีรายงานการตรวจพบในงานศึกษาทางพฤกษเคมี

งานศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในปี พ.ศ. 2567 พบว่า สารสกัดใบกาฝากมะม่วงที่ขึ้นบนต้นส้มโอ มีสารฟีนอลิกรวมและฟลาโวนอยด์ และการวิเคราะห์ด้วย LC-Q-TOF พบอนุพันธ์ของ quercetin และ myricetin หลายชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Dendrophthoe pentandra มีทั้งการศึกษาทาง เภสัชเวท เคมีของสารสกัด ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต่อความดันโลหิต และฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง งานศึกษาสารสกัดใบกาฝากมะม่วงบนต้นส้มโอพบว่า สารสกัดเอทานอล ให้ปริมาณสารสกัด สารฟีนอลิกรวม และสารฟลาโวนอยด์รวมสูงกว่าสารสกัดบางตัวทำละลาย และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระบบ DPPH โดยค่า IC50 ของสารสกัดเอทานอลอยู่ที่ประมาณ 87.15 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร การศึกษาทางเภสัชวิทยาในสัตว์ทดลองยังพบว่าสารสกัดใบสามารถมีผลต่อความดันโลหิตในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางชนิด ขณะที่งานทบทวนวรรณกรรมพบข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งในระดับก่อนคลินิก

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและตำรายาไทย : มีข้อมูลการใช้มายาวนาน โดยเฉพาะการใช้เกี่ยวกับความดันโลหิต ปวดศีรษะ ปัสสาวะ และบาดแผล
  • ระดับเภสัชเวท : มีข้อมูลค่อนข้างดีสำหรับการตรวจสอบลักษณะทางมหภาค จุลทรรศน์ และมาตรฐานทางเคมีของใบกาฝากมะม่วง
  • ระดับหลอดทดลอง : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพบางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ลดความดันโลหิต ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในแบบจำลองก่อนคลินิก
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัดมาก และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

สรุปภาพรวม : หลักฐานปัจจุบันอยู่ในระดับ ก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ จึงควรใช้ข้อมูลสรรพคุณด้วยความระมัดระวัง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบและดอกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระบบทดสอบ เช่น DPPH โดยสัมพันธ์กับปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต : งานทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดจากใบกาฝากมะม่วงสามารถลดความดันโลหิตในแบบจำลองสัตว์บางชนิด และมีข้อเสนอว่าอาจเกี่ยวข้องกับการขยายหลอดเลือดและการลดอัตราการเต้นของหัวใจ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีการศึกษาสารสกัดและ quercitrin ต่อเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Escherichia coli, Salmonella typhi, Staphylococcus aureus และ Pseudomonas
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีหลักฐานก่อนคลินิกสนับสนุนศักยภาพในการลดกระบวนการอักเสบบางรูปแบบ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : งานทบทวนล่าสุดพบการศึกษาก่อนคลินิกหลายฉบับที่รายงานฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งและกระตุ้น apoptosis แต่ยังไม่สามารถสรุปเป็นการรักษามะเร็งในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของ สารสกัดใบกาฝากมะม่วงของไทย ในหนูแรทสายพันธุ์ Wistar โดยให้สารสกัดทางปากขนาด 5, 50, 300 และ 2,000 มก./กก. และติดตามเป็นเวลา 14 วัน ไม่พบความผิดปกติสำคัญของน้ำหนักตัว ค่าเลือด ชีวเคมี รวมถึงเนื้อเยื่อตับและไตในช่วงการทดลองดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูล ความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง ไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานในมนุษย์เป็นเวลานานได้

หมายเหตุ : ความปลอดภัยอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช ต้นไม้เจ้าบ้าน วิธีการสกัด ปริมาณ และระยะเวลาที่ใช้

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้กาฝากมะม่วงเป็นยารักษาโรคแทนการรักษามาตรฐานโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มี ความดันโลหิตต่ำ หรือใช้ยาลดความดันโลหิตควรหลีกเลี่ยงการใช้เอง เนื่องจากมีข้อมูลการใช้และการทดลองที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ลดความดัน
  • ผู้ที่เป็น โรคเบาหวาน และใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ไม่ควรรับประทานในรูปแบบสารสกัดหรือยาต้มเข้มข้นโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกาฝากมะม่วงกับยาในมนุษย์ โดยตรง แต่จากข้อมูลฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับ

  • ยาลดความดันโลหิต : อาจมีความเป็นไปได้ของฤทธิ์เสริมกันจนความดันโลหิตต่ำเกินไป
  • ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด : ควรติดตามระดับน้ำตาล เนื่องจากมีข้อมูลการใช้พื้นบ้านเกี่ยวกับเบาหวาน
  • ยาขับปัสสาวะ : ควรระวังการเปลี่ยนแปลงสมดุลน้ำและเกลือแร่ หากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะร่วมกัน
  • ยาที่มีช่วงการรักษาแคบ : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดเข้มข้น

ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อควรระวังเชิงเภสัชวิทยา ไม่ใช่การยืนยันว่ามีปฏิกิริยาระหว่างยาเกิดขึ้นในมนุษย์

การใช้ในอาหาร

ผลกาฝากมะม่วงมีความสัมพันธ์กับระบบนิเวศของนกและสัตว์ที่กินผล โดยเมล็ดสามารถแพร่กระจายผ่านสัตว์และนก อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เป็นพืชอาหารที่มีการบริโภคทั่วไปในมนุษย์ และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนการนำผลหรือส่วนอื่นของกาฝากมะม่วงมาใช้เป็นอาหารประจำ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีศักยภาพในการนำ สารสกัดกาฝากมะม่วง ไปศึกษาต่อยอดในผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสารต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากพบสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในสารสกัด โดยเฉพาะอนุพันธ์ของ quercetin และ myricetin อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ควรมีการควบคุม ชนิดพืช ส่วนที่ใช้ ต้นไม้เจ้าบ้าน สารสำคัญ ปริมาณสารปนเปื้อน ความคงตัว และความปลอดภัย อย่างเป็นระบบ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เลือกเก็บจาก กาฝากมะม่วงที่ระบุชนิดทางพฤกษศาสตร์ได้ถูกต้อง
  • ควรบันทึก ชนิดของต้นไม้เจ้าบ้าน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทางเคมีของกาฝาก
  • ใบและกิ่งที่ใช้เป็นเครื่องยาควรเก็บจากต้นที่แข็งแรง ไม่ขึ้นรา และไม่มีสารเคมีตกค้าง
  • ล้างสิ่งสกปรกและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาวะที่เหมาะสม
  • เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • หากต้องการใช้เป็นวัตถุดิบทางเภสัชกรรม ควรตรวจสอบ เอกลักษณ์ทางเภสัชเวทและคุณภาพของเครื่องยา ก่อนนำไปใช้

การศึกษาด้านเภสัชเวทของใบกาฝากมะม่วงในประเทศไทยพบข้อมูลด้านความชื้น เถ้ารวม เถ้าที่ไม่ละลายในกรด และสารสกัดด้วยน้ำและเอทานอล ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางควบคุมคุณภาพวัตถุดิบได้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กาฝากเป็นพืชที่มีบทบาทใน ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยหมอพื้นบ้านมีการเรียกกาฝากตามต้นไม้เจ้าบ้าน เช่น กาฝากมะม่วง กาฝากมะกอก และกาฝากจากไม้ชนิดอื่น ๆ มีการเก็บข้อมูลภูมิปัญญาพบการใช้กาฝากมะม่วงในหลายพื้นที่เพื่อ ลดความดันโลหิต แก้ปวดศีรษะ ดูแลบาดแผล แก้ปัสสาวะผิดปกติ และใช้ในตำรับสมุนไพรสำหรับโรคต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่ากาฝากที่ขึ้นบนต้นไม้ต่างชนิดกันอาจมีคุณสมบัติทางยาแตกต่างกัน

ประวัติและวัฒนธรรม

กาฝากมีภาพลักษณ์สองด้านในวัฒนธรรมไทย ด้านหนึ่งถือเป็น พืชที่เกาะอาศัยและแย่งทรัพยากรจากต้นไม้ โดยเฉพาะในสวนไม้ผล แต่อีกด้านหนึ่งกาฝากหลายชนิดได้รับการยอมรับในฐานะ สมุนไพรพื้นบ้านและเครื่องยาในตำรายาไทย การที่ชื่อสมุนไพรเรียกตามต้นเจ้าบ้าน เช่น “กาฝากมะม่วง” สะท้อนองค์ความรู้ของหมอพื้นบ้านที่ให้ความสำคัญกับ ความสัมพันธ์ระหว่างพืชกาฝากกับพืชเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีคุณค่าต่อการศึกษาทางเภสัชพฤกษศาสตร์และชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์

สถานะการอนุรักษ์

Dendrophthoe pentandra มีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างในเอเชียเขตร้อน และข้อมูลจาก Kew Plants of the World Online ระบุการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ควรให้ความสำคัญกับ ความหลากหลายทางพันธุกรรม พืชเจ้าบ้าน และระบบนิเวศที่กาฝากอาศัยอยู่ มากกว่าการมองเฉพาะตัวกาฝาก เนื่องจากการดำรงชีวิตของกาฝากขึ้นอยู่กับพืชเจ้าบ้านและสัตว์ที่ช่วยแพร่กระจายเมล็ด

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Tracheophyta
  • Class : Magnoliopsida
  • Order : Santalales
  • Family : Loranthaceae
  • Genus : Dendrophthoe Mart.
  • Species : Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Loranthus pentandrus L., Scurrula pentandra (L.) G.Don รวมถึงชื่อพ้องอื่น ๆ ที่ปรากฏในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ กาฝากมะม่วง ควรใช้ทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเภสัชเวท โดยพิจารณา

  • ลักษณะมหภาค : ใบแห้งมีลักษณะหนา รูปไข่หรือรูปรี สีเขียวปนน้ำตาล ผิวค่อนข้างเรียบ
  • ลักษณะจุลทรรศน์ : มีลักษณะของเซลล์ผิวใบและปากใบที่สามารถใช้ช่วยแยกเอกลักษณ์ โดยมีรายงาน ปากใบแบบ paracytic และขนที่ไม่มีต่อม
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ TLC และการตรวจหาสารบ่งชี้ เช่น quercitrin เพื่อช่วยยืนยันคุณภาพและเอกลักษณ์
  • มาตรฐานทางกายภาพและเคมี : สามารถประเมินความชื้น เถ้ารวม เถ้าที่ไม่ละลายในกรด และปริมาณสารสกัดด้วยน้ำหรือเอทานอล

หมายเหตุ : การตรวจสอบควรดำเนินการโดยผู้มีความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ เภสัชเวท หรือห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อนำวัตถุดิบไปผลิตเป็นยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร

คำเตือนทางการแพทย์

กาฝากมะม่วงไม่ควรถูกใช้แทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ แม้งานวิจัยก่อนคลินิกจะพบศักยภาพบางด้าน แต่หลักฐานในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ ผู้ที่รับประทาน ยาลดความดัน ยาลดน้ำตาล ยาขับปัสสาวะ หรือยาประจำอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กาฝากมะม่วงในรูปแบบยาต้ม สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น หากมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น ความดันโลหิตผิดปกติ ผื่นแพ้ หรืออาการทางเดินอาหารหลังใช้ ควรหยุดใช้และพบแพทย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กาฝากมะม่วง: Dendrophthoe pentandra (L.) Miq. สารานุกรมพืช.
  3. คำไพเราะ, พ. (2567). การวิเคราะห์สารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดใบกาฝากมะม่วงบนต้นส้มโอ [การค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง].
  4. พรหมอินทร์, ส. (ม.ป.ป.). Pharmacognostic specification and quercitrin content of Dendrophthoe pentandra. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  5. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2566). กาฝากมะม่วง.
  6. Awang, M. A., Nik Mat Daud, N. N., Mohd Ismail, N. I., Abdullah, F. I., & Benjamin, M. A. Z. (2023). A review of Dendrophthoe pentandra (mistletoe): Phytomorphology, extraction techniques, phytochemicals, and biological activities. Processes, 11(8), 2348.
  7. Kong, D., Wang, L., Niu, Y., Cheng, L., Sang, B., Wang, D., Tian, J., Zhao, W., Liu, X., Chen, Y., Wang, F., Zhou, H., & Jia, R. (2023). Dendrophthoe falcata (L.f.) Ettingsh. and Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.: A review of traditional medical uses, phytochemistry, pharmacology, toxicity, and applications. Frontiers in Pharmacology, 14, 1096379.
  8. Maneechai, S., Konsue, A., & Katisart, T. (2023). Assessment of oral acute toxicity of Thai Dendrophthoe pentandra (L.) Miq. leaf extracts in Wistar rats. Tropical Journal of Natural Product Research, 7(3).
  9. Anggraini, L., Febriyanti, R. M., Muhaimin, M., & Endrini, S. (2026). Dendrophthoe pentandra (L.) Miq. as a source of anticancer agents: A review of phytochemical constituents and preclinical efficacy. Drug Design, Development and Therapy.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Dendrophthoe pentandra (L.) Miq. Plants of the World Online.
Scroll to top