กะเม็งตัวผู้
กะเม็งตัวผู้ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีดอกสีเหลือง อยู่ในวงศ์ Asteraceae และมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันว่า Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski โดยมีชื่อพ้องที่พบในเอกสารเก่าว่า Wedelia chinensis (Osbeck) Merr. เป็นพืชที่มีความสำคัญในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ ทั้งต้นและใบ ในตำรับดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม กะเม็งตัวผู้มีลักษณะใกล้เคียงกับ กะเม็งตัวเมีย และ กระดุมทองเลื้อย จึงควรตรวจสอบเอกลักษณ์ของพืชก่อนนำมาใช้เป็นยา
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กะเม็งตัวผู้
- ชื่อท้องถิ่น : ฮ่อมเกี่ยวคำ (เชียงใหม่), กะเม็งดอกเหลือง, อึ้งปั้วกีเชา
- ชื่อสามัญ : Chinese wedelia, Creeping daisy
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับปัจจุบัน : Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Wedelia chinensis (Osbeck) Merr., Complaya chinensis (Osbeck) Strother
- วงศ์ : Asteraceae หรือ Compositae
- ลักษณะเด่น : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยหรือเอนราบและสามารถเกิดรากบริเวณข้อ ดอกสีเหลือง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยหรือเอนราบและชูขึ้นบางส่วน ลำต้นมีขน และสามารถออกรากตามข้อที่สัมผัสดินได้
- ใบ : ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปหอกถึงรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบมีรอยหยักแบบฟันเลื่อยละเอียด ผิวใบค่อนข้างสากและมีขน
- ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกแน่นแบบดอกเดี่ยวตามปลายยอดหรือซอกใบ ดอกวงนอกเป็นดอกลิ้น กลีบดอกมีสีเหลืองสด ส่วนดอกวงในเป็นดอกหลอด
- ผล : เป็นผลแห้งขนาดเล็ก รูปค่อนข้างสอบ ผิวไม่เรียบ และมีส่วนของรยางค์บริเวณปลายผล

หมายเหตุ : กะเม็งตัวผู้ควรแยกจากกระดุมทองเลื้อย (Sphagneticola trilobata) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน โดยเฉพาะรูปทรงใบ แต่กระดุมทองเลื้อยมักมีใบเว้าเป็นพูเด่นกว่า ขณะที่กะเม็งตัวผู้มีขอบใบหยักฟันเลื่อยละเอียด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ตั้งแต่จีนตอนใต้ ญี่ปุ่นตอนกลางและตอนใต้ ไปจนถึงเขตร้อนของเอเชีย
- การกระจายพันธุ์ : พบในประเทศไทย อินเดีย บังกลาเทศ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น และพื้นที่อื่นในเอเชียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
- ถิ่นอาศัย : พบได้ในพื้นที่ชื้น ดินที่มีความชื้นเพียงพอ ริมทาง พื้นที่รกร้าง และบริเวณที่มีแสงแดดค่อนข้างมาก
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นและมีการระบายน้ำเหมาะสม ควรได้รับแสงแดดเพียงพอ
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด และการใช้ส่วนของลำต้นที่มีข้อซึ่งสามารถออกรากได้
- การปลูกเพื่อเป็นวัตถุดิบยา : ควรเลือกต้นพันธุ์ที่สามารถตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ได้ เพื่อป้องกันการปะปนกับกะเม็งตัวเมียหรือกระดุมทองเลื้อย
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ทั้งต้น : โดยเฉพาะส่วนเหนือดินหรือทั้งต้นที่เก็บเป็นเครื่องยา
- ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับเตรียมยารับประทานและใช้ภายนอก
- ลำต้น : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับตำพอกบริเวณที่มีอาการปวดบวม
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามตำราและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : ทั้งต้นใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับ แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต และบำรุงโลหิต
- ใบ : ใช้เป็นยาบำรุง แก้ไอ แก้ปวดศีรษะ และใช้กับโรคผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ทั้งต้น : มีการกล่าวถึงการใช้สำหรับ บำรุงร่างกาย แก้กระเพาะอาหารอักเสบ และกระเพาะคราก
- ลำต้น : ตำให้ละเอียดผสมกับข้าวแล้วใช้พอกบริเวณที่มีอาการปวดบวมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ด้านการแพทย์พื้นบ้านจีน : มีการใช้กะเม็งตัวผู้เป็นเครื่องยาสมุนไพร โดยเฉพาะส่วนทั้งต้น
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
วิธีใช้
- ยาต้ม : ตำราไทยและเอกสารด้านเภสัชกรรมแผนไทยระบุการใช้ทั้งต้นต้มหรือเตรียมเป็นยารับประทานตามภูมิปัญญาดั้งเดิม
- ยาผง : ทั้งต้นที่ทำให้แห้งสามารถนำมาบดเป็นผงตามวิธีเตรียมเครื่องยาแบบดั้งเดิม
- ใช้ภายนอก : ลำต้นสดตำละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณที่มีอาการปวดบวมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
หมายเหตุ : ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลสมุนไพรทั่วไป เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานสำหรับกะเม็งตัวผู้ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- กะเม็งตัวผู้ มีข้อมูลการใช้ในตำราและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แต่จากข้อมูลวิชาการที่ตรวจสอบได้ ไม่พบหลักฐานว่ากะเม็งตัวผู้เป็นตัวยาสำคัญในรายการ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร เช่นเดียวกับกะเม็งตัวเมีย
- งานวิจัยเปรียบเทียบกะเม็งตัวเมีย กะเม็งตัวผู้ และกระดุมทองเลื้อยระบุว่าในบัญชียาหลักแห่งชาติมีการใช้ กะเม็งตัวเมีย ในตำรับยาผสมเพชรสังฆาตสูตรที่ 2 แต่ไม่พบการใช้กะเม็งตัวผู้ในตำรับดังกล่าว
สาระสำคัญ
- กะเม็งตัวผู้มีความน่าสนใจในฐานะ สมุนไพรที่มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม
- สารที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ wedelolactone และสารในกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
- งานวิจัยพบความแตกต่างขององค์ประกอบทางเคมีและลักษณะทางชีวภาพระหว่างกะเม็งตัวผู้ กะเม็งตัวเมีย และกระดุมทองเลื้อย จึงมีความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร
องค์ประกอบทางเคมี
- Wedelolactone
- Nor-wedelolactone
- Nor-wedelic acid
- Flavonoids
- Tannins
- Saponins
- Alkaloids
- Terpenoids
- Steroids
- Glycosides
- Triterpenoids
- สารกลุ่มฟีนอลิกและสารออกฤทธิ์รองอื่น ๆ
นอกจากนี้ งานวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยของส่วนเหนือดินพบสาร เช่น α-pinene, spathulenol, limonene, myrcene, δ-cadinene และ caryophyllene โดยสัดส่วนของสารอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูกและวิธีสกัด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยสมัยใหม่ของ Sphagneticola calendulacea ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระจากการทดสอบหลายระบบ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานผลการทดลองในระดับสารสกัดและแบบจำลองทางห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากดอกและส่วนต่าง ๆ ของพืชแสดงฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : การศึกษาสารสกัดเมทานอลจากใบในสัตว์ทดลองพบผลต่อเซลล์มะเร็งชนิด Ehrlich ascites carcinoma แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษามะเร็งในมนุษย์ได้
- การวิเคราะห์สารฟีนอลิก : งานวิจัยล่าสุดพบว่าวิธีสกัดมีผลต่อปริมาณสารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัด
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและการใช้ดั้งเดิม : มีข้อมูลค่อนข้างมากจากตำรายาไทยและการแพทย์พื้นบ้าน
- ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานสนับสนุนหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และต้านการอักเสบ
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเบื้องต้น โดยเฉพาะด้านฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง
- ระดับการทดลองในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัดมาก จึงยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลและขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบมีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบหลายวิธี
- ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากดอกแสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิดในการทดลองแบบ well diffusion
- ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลการทดลองสนับสนุนฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ
- ต้านเซลล์มะเร็ง : สารสกัดเมทานอลจากใบแสดงผลยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งในสัตว์ทดลองและสัมพันธ์กับการเหนี่ยวนำ apoptosis
- ด้านสารสำคัญ : มีการศึกษาการเพิ่มปริมาณ wedelolactone ในระบบเพาะเลี้ยงรากและการใช้สารตั้งต้นเพื่อเพิ่มการสร้างสารทุติยภูมิ
ความปลอดภัย
- ข้อมูลความปลอดภัยของ กะเม็งตัวผู้โดยตรงในมนุษย์ยังมีจำกัด
- ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลองไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานในมนุษย์ระยะยาวได้
- ควรเลือกใช้วัตถุดิบที่ผ่านการ ตรวจสอบชนิดพืชและควบคุมคุณภาพ เพราะมีความเสี่ยงต่อการปะปนกับกะเม็งตัวเมียและกระดุมทองเลื้อย
- ไม่ควรนำสารสกัดเข้มข้นมาใช้แทนยาโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยาหรือสารสกัดเข้มข้น หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- ผู้ที่มี โรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
- ห้ามใช้พืชที่ไม่สามารถยืนยันชนิดได้ โดยเฉพาะเมื่อเก็บจากธรรมชาติและมีลักษณะคล้าย กระดุมทองเลื้อย
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกะเม็งตัวผู้กับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน
- ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน ยารักษาโรคตับ หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดเข้มข้น
- ไม่ควรสรุปว่าการไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างยา หมายถึงไม่มีความเสี่ยง
การใช้ในอาหาร
- ในบางพื้นที่ของเอเชียมีรายงานการนำ Sphagneticola calendulacea มาใช้ในเครื่องดื่มสมุนไพรและชาสมุนไพรพื้นบ้าน
- การใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่มควรแยกจากการใช้เป็น เครื่องยา เนื่องจากขนาดและความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์แตกต่างกัน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สามารถพบการศึกษาการใช้สารสกัดในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและการประยุกต์ด้านสุขภาพ
- ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับการดูแลเส้นผมและผมหงอก
- ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก : มีการศึกษาการนำสารสกัดไปประยุกต์ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- ผลิตภัณฑ์สบู่ : มีงานวิจัยในเวียดนามที่ศึกษาการเตรียมสบู่จากสารสกัด Sphagneticola calendulacea
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : ควรเลือกต้นที่สมบูรณ์ ปลอดจากโรค แมลง และสารปนเปื้อน โดยเก็บส่วนที่ต้องการใช้ในช่วงที่ต้นมีความสมบูรณ์
- การทำแห้ง : ล้างสิ่งสกปรกออกและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนนำไปเก็บเป็นเครื่องยา
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา
- ควรติดฉลากระบุ ชื่อพืช ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ แหล่งที่มา และวันที่เก็บ เพื่อช่วยในการควบคุมคุณภาพ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กะเม็งตัวผู้ปรากฏในองค์ความรู้ด้าน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน โดยมีการใช้ทั้งต้นเป็นเครื่องยา และมีการกล่าวถึงการใช้สำหรับแก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต และบำรุงโลหิต นอกจากนี้ยังมีการใช้ใบและลำต้นในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการต่าง ๆ เช่น ปวดศีรษะ โรคผิวหนัง และอาการปวดบวม
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ กะเม็งตัวผู้ ใช้เพื่อแยกจาก กะเม็งตัวเมีย ซึ่งเป็นพืชคนละชนิดกันและมีลักษณะดอกแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกะเม็งตัวผู้มีดอกสีเหลือง ส่วนกะเม็งตัวเมียมีดอกสีขาว ในเอกสารแพทย์แผนไทยยังพบชื่อกะเม็งตัวผู้ในฐานะเครื่องยาที่ใช้ทั้งต้นแห้ง และมีการกล่าวถึงการใช้ในตำรายาไทยและตำราไม้เทศเมืองไทย
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะระดับโลก : ข้อมูลของ Kew ระบุ Sphagneticola calendulacea เป็นชนิดที่ยอมรับในปัจจุบัน และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ระบุว่า ไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม โดยข้อมูลภายใต้ชื่อพ้อง Wedelia chinensis ระบุสถานะ IUCN เป็น Least Concern (LC)
- อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ แหล่งพันธุกรรมสมุนไพรท้องถิ่น และการเก็บตัวอย่างอ้างอิงที่ตรวจสอบเอกลักษณ์ได้ยังมีความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Asterales
- Family : Asteraceae
- Genus : Sphagneticola O.Hoffm.
- Species : Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski
ชื่อพ้องสำคัญ : Wedelia chinensis (Osbeck) Merr.; Complaya chinensis (Osbeck) Strother; Wedelia calendulacea Less. เป็นต้น โดยปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับชื่อ Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะภายนอก : ตรวจสอบลำต้นทอดเลื้อย ใบออกตรงข้าม ขอบใบหยักละเอียด และดอกสีเหลือง
- การเปรียบเทียบกับกะเม็งตัวเมีย : กะเม็งตัวผู้มีดอกสีเหลือง ขณะที่กะเม็งตัวเมีย (Eclipta prostrata) มีดอกสีขาว
- การเปรียบเทียบกับกระดุมทองเลื้อย : ควรพิจารณารูปทรงและขอบใบ เพราะกระดุมทองเลื้อยมักมีใบเว้าเป็น 3 พู ซึ่งแตกต่างจากกะเม็งตัวผู้
- การตรวจสอบทางเภสัชเวท : สามารถใช้ลักษณะทางกายวิภาคของใบ เช่น ชนิดปากใบ ขนพืช เซลล์ที่มีผลึกแคลเซียมออกซาเลต เม็ดแป้ง และองค์ประกอบทางจุลกายวิภาคเพื่อช่วยยืนยันเอกลักษณ์
- การตรวจสอบทางเคมี : การทำ TLC fingerprint สามารถใช้แยกกะเม็งตัวผู้จากกะเม็งตัวเมียและกระดุมทองเลื้อยได้
หมายเหตุ : การใช้ชื่อพ้องเก่า เช่น Wedelia chinensis หรือ Complaya chinensis ในเอกสารเดิมไม่ได้หมายความว่าเป็นพืชคนละชนิดกับ Sphagneticola calendulacea เสมอไป ควรอ้างอิงชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบันควบคู่กับชื่อพ้องเพื่อป้องกันความสับสน
คำเตือนทางการแพทย์
ข้อมูลสรรพคุณของกะเม็งตัวผู้ในเว็บไซต์นี้เป็นการรวบรวมจากตำรายาไทย ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไม่ควรใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาอาการไอ อาเจียนเป็นเลือด เลือดออก หรือโรคเรื้อรัง เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน
การใช้สมุนไพรควรเลือกวัตถุดิบที่ยืนยันชนิดพืชได้อย่างถูกต้อง เพราะกะเม็งตัวผู้ กะเม็งตัวเมีย และกระดุมทองเลื้อยมีลักษณะคล้ายกัน และการใช้พืชผิดชนิดอาจทำให้ได้ผลทางยาแตกต่างจากที่ต้องการ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ราชบัณฑิตยสภา. (2549). พจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมแผนไทย. ราชบัณฑิตยสภา.
- วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. โอเดียนสโตร์.
- วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. (2539). พจนานุกรมสมุนไพรไทย (พิมพ์ครั้งที่ 4). ประชุมทองการพิมพ์.
- นิศารัตน์ สังคะรัมย์, บรรลือ สังข์ทอง, และรุจิลักขณ์ รัตตะรมย์. (2564). ฤทธิ์ทางชีวภาพ ปริมาณฟีนอลิกรวม และรอยพิมพ์โครมาโตกราฟีของกะเม็งตัวเมีย กะเม็งตัวผู้ และกระดุมทองเลื้อย. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
- แสงเงิน, ภ. (2567). ตำรายาแพทย์แผนไทยของจังหวัดพิษณุโลก: การศึกษาต้นฉบับตัวเขียนและสารัตถะ. มหาวิทยาลัยศิลปากร.
- Chitra, R., & Vasantha, S. (2019). Research article phytochemical screening and antimicrobial activities of Sphagneticola calendulacea L. flower extracts. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 8(6), 841–843.
- Khandekar, R., & Gopalkrishnan, B. (2022). Pharmacognostic evaluation of Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski: Leaves. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 11(3), 65–71. https://doi.org/10.22271/phyto.2022.v11.i3a.14425
- Khandekar, R., & Gopalkrishnan, B. (2023). Standardization of Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski stem. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 12(3), 111–115. https://doi.org/10.22271/phyto.2023.v12.i3b.14671
- Pruski, J. F. (1996). Compositae of the Guayana Highland—XI. Tuberculocarpus gen. nov. and some other Ecliptinae (Heliantheae). Novon, 6(4), 404–418.
- Govaerts, R., et al. (2026). Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Sarker, M. R., et al. (2021). Determination of in vitro antioxidant activity and in vivo antineoplastic effects against Ehrlich ascites carcinoma of methanolic extract of Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski. Heliyon, 7(6), e07228. https://doi.org/10.1016/j.heliyon.2021.e07228
- Kundu, S., Salma, U., Ali, M. N., Hazra, A. K., & Mandal, N. (2018). Development of transgenic hairy roots and augmentation of secondary metabolites by precursor feeding in Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski. Industrial Crops and Products, 121, 206–215. https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2018.05.009
