กะเพรา
กะเพรา เป็นสมุนไพรและผักพื้นบ้านที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทย ใช้ทั้งเป็น สมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย และเป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยเฉพาะ กะเพราขาวและกะเพราแดง ซึ่งนิยมนำใบและยอดมาใช้ประกอบอาหาร นอกจากนี้ยังมีการใช้กะเพราในตำรับยาไทยเพื่อช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง จุกเสียด และขับลม ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ของกะเพราอย่างต่อเนื่อง โดยพบศักยภาพด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และควบคุมระดับน้ำตาล โดยหลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับการทดลองก่อนคลินิกและการศึกษาขนาดเล็กในมนุษย์
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กะเพรา, กะเพราขาว, กะเพราแดง, กะเพราบ้าน
- ชื่อท้องถิ่น : กอมก้อ, กอมก้อดง, ผักอีตู่ไทย และชื่อท้องถิ่นอื่นตามภูมิภาค
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum tenuiflorum L.
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Ocimum sanctum L.
- ชื่อสามัญ : Holy basil, Sacred basil, Tulsi
- วงศ์ : Lamiaceae หรือ Labiatae
- ลักษณะเด่น : เป็นพืชหอมที่มี น้ำมันหอมระเหย ในใบและส่วนเหนือดิน ทำให้มีกลิ่นฉุนหอมเฉพาะตัว
- ชนิดที่พบในประเทศไทย : โดยทั่วไปกล่าวถึง กะเพราขาว และ กะเพราแดง ซึ่งมีความแตกต่างกันด้านสีของลำต้น ใบ และดอก รวมถึงองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น : เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นและกิ่งอ่อนมีขน และลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม
- ใบ : ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปไข่ถึงรูปรี ปลายใบแหลมหรือมน ขอบใบหยัก มีขนและมีต่อมน้ำมันหอมระเหย มีกลิ่นหอมฉุนเมื่อขยี้
- กะเพราขาว : ลำต้นและใบมีสีเขียว ดอกโดยทั่วไปมีสีขาว
- กะเพราแดง : ลำต้นและใบมีสีม่วงหรือเขียวอมม่วง ดอกมีสีชมพูอมม่วง
- ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะตั้งขึ้น ดอกเรียงเป็นวงหรือชั้นตามแกนช่อ
- ผล : เป็นผลแห้งไม่แตก มีขนาดเล็ก
- เมล็ด : รูปรีขนาดเล็ก และเมื่อสัมผัสน้ำสามารถพองตัวและเกิดเมือกได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- การกระจายพันธุ์ : พบในอินเดีย เนปาล ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และหมู่เกาะต่าง ๆ ในเขตร้อน
- ในประเทศไทย : พบปลูกทั่วไปตามบ้าน สวนครัว และพื้นที่เกษตร เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่ายและใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านอาหารและสมุนไพร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในสภาพอากาศร้อนและมีแสงแดดเพียงพอ
- ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ
- การให้น้ำ : ควรรดน้ำสม่ำเสมอโดยไม่ปล่อยให้ดินแห้งจัดหรือมีน้ำขัง
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป สามารถเพาะเมล็ดในแปลงเพาะหรือภาชนะแล้วจึงย้ายปลูก
- การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ : สามารถใช้กิ่งที่สมบูรณ์ปักชำในวัสดุเพาะที่มีความชื้นเหมาะสม
- การดูแล : การเด็ดยอดอย่างสม่ำเสมอช่วยกระตุ้นให้แตกกิ่งใหม่และเพิ่มผลผลิตใบ
- การเก็บเมล็ดพันธุ์ : ควรปล่อยให้ช่อดอกแก่และเมล็ดสมบูรณ์ก่อนเก็บ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : ใช้เป็นยาสมุนไพรและเป็นส่วนสำคัญในตำรับยาไทย
- ยอด : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
- ราก : มีการใช้ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
- ทั้งต้น : ใช้ในตำรับยาบางชนิด
- เมล็ด : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ แต่การใช้เป็นยาควรคำนึงถึงรูปแบบและขนาดที่เหมาะสม
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามตำรายาไทย : ใบกะเพรามีรสเผ็ดร้อน ใช้ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ แก้ลม ขับลม ทำให้เรอ และแก้จุกเสียดแน่นท้อง
- ระบบทางเดินอาหาร : ภูมิปัญญาไทยใช้กะเพราเพื่อช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ และอาการที่เกี่ยวข้องกับลมในทางเดินอาหาร
- ขับเหงื่อและขับเสมหะ : มีการใช้ใบสดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- อาการทางผิวหนัง : น้ำคั้นจากใบมีการใช้ภายนอกในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับปัญหาผิวหนังบางชนิด
- ตำรับยาประสะกะเพรา : ใช้สำหรับ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ และท้องแน่น โดยใบกะเพราเป็นตัวยาสำคัญของตำรับ
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร : ใช้ใบสดและยอดอ่อนประกอบอาหาร เช่น ผัดกะเพรา แกง และอาหารประเภทผัด
- ใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาไทย : กรมการแพทย์แผนไทยฯ ระบุการใช้ใบสดหรือยอดอ่อนประมาณ 1 กำมือ หรือใบแห้งประมาณ 4 กรัม ต้มกับน้ำแล้วดื่มสำหรับอาการปวดท้อง ท้องขึ้น และจุกเสียดตามภูมิปัญญา
- ใช้เป็นน้ำคั้น : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้น้ำคั้นจากใบสดในบางกรณี
- ตำรับยาประสะกะเพรา : ใช้ในรูปแบบยาผง/ยาเม็ดตามสูตรตำรับ ไม่ควรนำสูตรตำรับไปปรับใช้เองโดยไม่ทราบขนาดยาและข้อจำกัดของผู้ใช้
หมายเหตุ : หากต้องการใช้กะเพราในรูปแบบยาสมุนไพรเข้มข้น ควรใช้ตามตำรับและคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- ยาประสะกะเพรา : เป็นตำรับยาที่มีใบกะเพราเป็นส่วนประกอบสำคัญ ใช้ตามตำรับสำหรับ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ และท้องแน่น
- ตำรับยาประสะกะเพราประกอบด้วย ใบกะเพรา พริกไทย ขิง ดีปลี กระเทียม ชะเอมเทศ มหาหิงคุ์ เกลือสินเธาว์ และผิวมะกรูด ตามสัดส่วนที่กำหนดในตำรับยา
- กะเพราจึงมีบทบาททั้งในฐานะ สมุนไพรเดี่ยว และ ตัวยาสำคัญในตำรับยาแผนไทย
สาระสำคัญ
- น้ำมันหอมระเหย เป็นกลุ่มสารสำคัญที่ทำให้กะเพรามีกลิ่นเฉพาะตัว
- Eugenol เป็นสารสำคัญที่พบได้ในน้ำมันหอมระเหยของกะเพรา
- Methyl eugenol และ β-caryophyllene เป็นสารระเหยที่พบในกะเพราบางสายพันธุ์หรือบาง chemotype
- Rosmarinic acid, ursolic acid, oleanolic acid และ luteolin เป็นสารกลุ่มโพลีฟีนอลและสารทุติยภูมิที่มีการรายงานใน O. tenuiflorum
- ปริมาณสารสำคัญอาจแตกต่างกันตาม พันธุ์ แหล่งปลูก อายุพืช ส่วนของพืช ฤดูกาล และวิธีการสกัด
องค์ประกอบทางเคมี
- Eugenol
- Methyl eugenol
- β-Caryophyllene
- β-Elemene
- Rosmarinic acid
- Ursolic acid
- Oleanolic acid
- Luteolin
- Linalool
- Phenolic compounds
- Flavonoids
- Organic acids
องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยกะเพรามีความแปรผันสูง โดยงานวิจัยหนึ่งพบว่า O. tenuiflorum มี eugenol เป็นองค์ประกอบหลัก ขณะที่การศึกษาตัวอย่างจากหลายแหล่งพบความแตกต่างของสัดส่วน β-caryophyllene, β-elemene และ eugenol อย่างชัดเจน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดและสารประกอบบางชนิดจากกะเพราแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากการทดลองก่อนคลินิกสนับสนุนศักยภาพในการลดกระบวนการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากกะเพรามีฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาลและไขมัน : การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดกะเพรามีศักยภาพในการลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปเป็นการรักษาในมนุษย์
- ความเครียดและการนอนหลับ : การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในมนุษย์บางการศึกษาพบว่าสารสกัด O. tenuiflorum อาจช่วยลดตัวชี้วัดด้านความเครียดและปรับปรุงการนอนหลับบางด้าน แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่และเป็นอิสระเพิ่มเติม
- ฤทธิ์ต่อแมลง : น้ำมันหอมระเหยมีศักยภาพในการไล่หรือควบคุมยุงและแมลงบางชนิดในการทดลอง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ภูมิปัญญาและการใช้ดั้งเดิม : มีประวัติการใช้ยาวนานในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของเอเชีย รวมถึงการแพทย์แผนไทย
- ระดับห้องปฏิบัติการ (in vitro) : มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น
- ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีงานวิจัยสนับสนุนหลายด้าน โดยเฉพาะการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมัน รวมถึงการศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ระดับมนุษย์ : มีการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมบางส่วน โดยเฉพาะด้าน ความเครียดและคุณภาพการนอนหลับ แต่จำนวนการศึกษาและขนาดตัวอย่างยังจำกัด
- ภาพรวม : หลักฐานปัจจุบันสนับสนุนศักยภาพทางเภสัชวิทยา แต่ยังไม่ควรสรุปว่ากะเพราสามารถใช้ทดแทนยามาตรฐานในการรักษาโรคได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ระบบทางเดินอาหาร : พบฤทธิ์ช่วยลดการหดเกร็งของลำไส้และมีข้อมูลเกี่ยวกับการปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารจากการทดลองก่อนคลินิก
- ระบบเมแทบอลิซึม : มีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
- ระบบการอักเสบ : สารสกัดและสารสำคัญบางชนิดแสดงฤทธิ์ลดกระบวนการอักเสบ
- ระบบประสาทและความเครียด : มีการศึกษาในมนุษย์เกี่ยวกับผลต่อความเครียดและการนอนหลับ
- ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิด
- ต้านอนุมูลอิสระ : พบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดและน้ำมันหอมระเหย
ความปลอดภัย
- การใช้เป็นอาหารในปริมาณปกติ : กะเพราเป็นผักที่บริโภคกันทั่วไปและโดยทั่วไปถือว่ามีความปลอดภัยเมื่อใช้ในอาหาร
- สารสกัดเข้มข้น : ความปลอดภัยอาจแตกต่างจากการบริโภคใบสด เนื่องจากมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์สูงกว่า
- น้ำมันหอมระเหย : ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและไม่ควรรับประทานโดยตรงโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- การแพ้ : การใช้ภายนอกอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือปฏิกิริยาทางผิวหนังในผู้ที่มีความไวต่อสารจากพืช
- การศึกษาทางคลินิกของสารสกัดมาตรฐานบางผลิตภัณฑ์รายงานว่าสามารถทนต่อการใช้ได้ดีในช่วงเวลาที่ศึกษา แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวไปสรุปว่าผลิตภัณฑ์กะเพราทุกชนิดมีความปลอดภัยเท่ากัน
ข้อห้ามใช้
- ผู้แพ้กะเพรา หรือพืชในวงศ์ Lamiaceae ควรหลีกเลี่ยง
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยในขนาดเข้มข้น หากไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดกะเพราในขนาดสูง
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกะเพราเป็นประจำ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- หลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกะเพรากับยาโดยตรง ยังมีจำกัด และไม่ควรสรุปจากผลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองเพียงอย่างเดียว
- ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ สารสกัดกะเพราขนาดเข้มข้น ร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีผลต่อความดันโลหิต เนื่องจากมีข้อมูลทางเภสัชวิทยาที่อาจบ่งชี้ถึงผลเสริมกัน แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ
- ผู้ที่ใช้ warfarin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน ไม่ควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้นเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะข้อมูลเรื่องปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยากลุ่มนี้โดยทั่วไปยังมีข้อจำกัดและอาจแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์
การใช้ในอาหาร
- ผัดกะเพรา : เป็นเมนูอาหารไทยที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
- แกงและอาหารผัด : ใช้ใบสดเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
- เครื่องเทศและเครื่องปรุง : ใบกะเพราสามารถใช้เป็นวัตถุดิบเพิ่มกลิ่นรสในอาหาร
- เครื่องดื่มสมุนไพร : มีการนำใบกะเพราไปใช้ทำเครื่องดื่มหรือชาสมุนไพรในบางวัฒนธรรม
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากกะเพรามีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบแต่งกลิ่นรสและผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ใบแห้ง ผงสมุนไพร ชาชง และสารสกัด
- ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม : ชาสมุนไพรและเครื่องดื่มจากใบกะเพรา
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยสามารถนำไปศึกษาต่อยอดในผลิตภัณฑ์สำหรับผิวและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอม
- ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง : น้ำมันหอมระเหยกะเพรามีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไล่ยุงและควบคุมแมลง
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : ใช้เป็นแหล่งสารให้กลิ่นรสและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบสด : ควรเก็บในช่วงที่ใบสมบูรณ์ สีเขียวสด และก่อนที่พืชจะแก่หรือออกดอกมากเกินไป
- การเก็บเพื่อทำยาแห้ง : ควรเก็บในสภาพอากาศแห้งและหลีกเลี่ยงการเก็บในช่วงที่มีน้ำค้างหรือความชื้นสูง
- การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท หรือใช้วิธีอบแห้งที่ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาสารสำคัญและกลิ่นหอม
- การเก็บรักษา : ใบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน
- น้ำมันหอมระเหย : ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและป้องกันแสง เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีอาจเปลี่ยนแปลงตามวิธีการสกัดและสภาพการเก็บรักษา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคกลาง : พบชื่อกะเพรา กะเพราขาว และกะเพราแดง
- ภาคเหนือ : เรียกกอมก้อหรือกอมก้อดง
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : เรียกผักอีตู่ไทย
- ภูมิปัญญาด้านยา : ใช้กะเพราเป็นสมุนไพรรสร้อนสำหรับ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียด
- ภูมิปัญญาด้านอาหาร : ใช้ใบกะเพราเป็นผักและเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อนในอาหารไทย
ประวัติและวัฒนธรรม
- กะเพราในวัฒนธรรมเอเชีย : กะเพรามีประวัติการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของอินเดียและภูมิภาคเอเชียมาเป็นเวลานาน
- ในอายุรเวท : Ocimum tenuiflorum หรือ Tulsi เป็นพืชที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและศาสนาในอินเดีย
- ในประเทศไทย : กะเพราเป็นทั้ง ผักสวนครัว สมุนไพร และเครื่องเทศ ที่อยู่คู่กับอาหารไทยมายาวนาน
- อาหารไทย : เมนูผัดกะเพรากลายเป็นหนึ่งในอาหารไทยที่มีชื่อเสียงและเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมอาหารไทยในระดับนานาชาติ
- การใช้ทางสังคมและวัฒนธรรม : Kew ระบุว่ากะเพรามีทั้งการใช้เป็นอาหาร ยา และมีความสำคัญทางสังคมและวัฒนธรรมในหลายพื้นที่
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะโดยรวม : Ocimum tenuiflorum เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและมีการปลูกอย่างแพร่หลาย
- สถานะการคุกคาม : ข้อมูลจาก Kew ระบุว่าชนิดพันธุ์นี้มีการกระจายพันธุ์กว้าง และการประเมินความเสี่ยงระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม
- การอนุรักษ์เชิงภูมิปัญญา : การรักษาพันธุ์กะเพราท้องถิ่นและความหลากหลายของสายพันธุ์ยังมีความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ด้านอาหาร สมุนไพร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Lamiales
- Family : Lamiaceae
- Genus : Ocimum
- Species : Ocimum tenuiflorum L.
ชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานที่สำคัญ : Ocimum sanctum L. ซึ่งเป็นชื่อที่พบในเอกสารวิชาการและเอกสารสมุนไพรจำนวนมาก
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบรูปร่างใบ ขอบใบ สี กลิ่น ลักษณะลำต้น ช่อดอก และลักษณะผล
- กลิ่น : ใบสดเมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมฉุนจากน้ำมันหอมระเหย
- ลักษณะใบแห้ง : ใบแห้งมีลักษณะยับย่น สีเขียวถึงน้ำตาลอมเขียว มีกลิ่นหอม และมีรสเผ็ดร้อน
- การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : ใช้ลักษณะเซลล์ผิวใบ ขนพืช ต่อมน้ำมัน และโครงสร้างเนื้อเยื่อประกอบการยืนยันชนิด
- การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ TLC, HPLC, GC-MS หรือ GC-FID เพื่อวิเคราะห์สารสำคัญและลักษณะทางเคมีของน้ำมันหอมระเหย
- การตรวจสอบระดับโมเลกุล : ในงานวิจัยสามารถใช้เทคนิค DNA barcoding หรือวิธีทางพันธุศาสตร์ร่วมกับข้อมูลทางสัณฐานวิทยาเพื่อยืนยันชนิดพันธุ์
- ข้อควรระวังในการระบุชนิด : กะเพราอาจสับสนกับพืชสกุล Ocimum ชนิดอื่น เช่น โหระพาและแมงลัก จึงควรตรวจสอบทั้งลักษณะพฤกษศาสตร์และองค์ประกอบทางเคมีประกอบกัน
คำเตือนทางการแพทย์
- กะเพราไม่ควรใช้แทนยามาตรฐาน สำหรับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือโรคเรื้อรังอื่น แม้ว่าจะมีงานวิจัยก่อนคลินิกที่แสดงศักยภาพของสารสกัดก็ตาม
- การใช้เป็นอาหาร แตกต่างจากการใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าและอาจมีความเสี่ยงแตกต่างกัน
- ผู้ที่รับประทาน ยาลดน้ำตาล ยาลดความดัน หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกะเพราเป็นประจำ
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่เตรียมเข้ารับการผ่าตัด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กะเพราในรูปแบบเข้มข้น
- หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น ผื่น คัน บวม หายใจลำบาก คลื่นไส้รุนแรง หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรหยุดใช้และพบแพทย์ทันที
หมายเหตุ : ข้อมูลสมุนไพรหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาโรค หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกะเพราแตกต่างกันตามส่วนของพืช ชนิดสารสกัด ขนาด และรูปแบบผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรนำผลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาใช้แทนหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). กะเพรา: แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น แก้ลม ขับลม แก้จุกเสียดแน่นในท้อง. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กะเพราแดง. กระทรวงสาธารณสุข.
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556: ยาประสะกะเพรา.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). ข้อมูลยาสมุนไพรเดี่ยวและยาสมุนไพรตำรับ. กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2558). สมุนไพรป้องกันยุง. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- Kew Science. (2026). Ocimum tenuiflorum L. Plants of the World Online.
- Maluwa, C., Zinan’dala, B., Chuljerm, H., Parklak, W., & Kulprachakarn, K. (2026). Ethnobotany, phytochemistry, and pharmacological activities of Ocimum species in low- and middle-income countries: A systematic review. International Journal of Molecular Sciences, 27(12), 5540.
- Jamshidi, N., & Cohen, M. M. (2017). The clinical efficacy and safety of Tulsi in humans: A systematic review of the literature. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2017, 9217567.
- Lopresti, A. L., Smith, S. J., Metse, A. P., & Drummond, P. D. (2022). A randomized, double-blind, placebo-controlled trial investigating the effects of an Ocimum tenuiflorum (Holy Basil) extract on stress, mood, and sleep in adults experiencing stress. Frontiers in Nutrition, 9, 965130.
- Cohen, M. M. (2014). Tulsi—Ocimum sanctum: A herb for all reasons. Journal of Ayurveda and Integrative Medicine, 5(4), 251–259.
- Freitas, J. V. B., et al. (2018). Chemometric analysis of NMR and GC datasets for chemotype characterization of essential oils from different species of Ocimum. Talanta, 183, 70–79.
- Khatun, M. A., et al. (2017). Yield, composition and antioxidant capacity of the essential oil of sweet basil and holy basil as influenced by distillation methods. Flavour and Fragrance Journal.
- Malekmohammad, K., Rafieian-Kopaei, M., & Abbasi, B. (2024). A comprehensive review of the phytochemical constituents and bioactivities of Ocimum tenuiflorum.
- Tan, C. S. S., & Lee, S. W. H. (2021). Warfarin and food, herbal or dietary supplement interactions: A systematic review. British Journal of Clinical Pharmacology.
