กำลังพญาเสือโคร่ง
กำลังพญาเสือโคร่ง เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ในวงศ์ Betulaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betula alnoides Buch.-Ham. ex D.Don พบตามพื้นที่ภูเขาสูงของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะป่าดิบเขา เปลือกต้นมีกลิ่นหอมคล้ายการบูรและเป็นส่วนที่ใช้เป็น สมุนไพรในตำรายาไทย โดยใช้ในตำรับยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง เจริญอาหาร และบำรุงเส้นเอ็น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ ของสารสกัดจากเปลือกและลำต้น
หมายเหตุ : ชื่อ “กำลังเสือโคร่ง” หรือ “กำลังพญาเสือโคร่ง” อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดกันในบางท้องถิ่น ดังนั้นการระบุชื่อวิทยาศาสตร์ Betula alnoides จึงมีความสำคัญต่อการตรวจสอบเอกลักษณ์ของสมุนไพร
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กำลังพญาเสือโคร่ง, กำลังเสือโคร่ง
- ชื่อท้องถิ่น: กำลังเสือโคร่ง (เชียงใหม่), พญาเสือโคร่ง, นางพญาเสือโคร่ง (คนเมือง), ลำแค, ลำแคร่, ลำคิแย (ลั้วะ), เส่กวอเว (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน)
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Betula alnoides Buch.-Ham. ex D.Don
- ชื่อสามัญ: Birch, Himalayan Birch
- วงศ์: Betulaceae
- ส่วนที่ใช้เป็นยา: เปลือกต้น โดยเฉพาะเปลือกต้นที่ทำให้แห้ง
- ลักษณะเด่น: เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ เปลือกมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายการบูร
- ถิ่นที่พบในประเทศไทย: ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงและป่าดิบเขา
- สถานะในตำรามาตรฐาน: เปลือกกำลังพญาเสือโคร่งมี monograph ใน Thai Herbal Pharmacopoeia 2021 Supplement 2023 ในชื่อ Himalayan Birch Bark / Betulae Alnoides Cortex

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: กำลังพญาเสือโคร่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 20–35 เมตร และบางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 40 เมตร ลำต้นมีขนาดใหญ่ เปลือกด้านนอกมีสีน้ำตาลเทา น้ำตาลแดง หรือออกเทาเงิน เมื่ออายุมากเปลือกสามารถลอกออกเป็นแผ่นบาง ๆ คล้ายกระดาษ มีช่องระบายอากาศหรือต่อมกระจายอยู่บนเปลือก และเปลือกด้านในมีกลิ่นหอมเด่นคล้ายการบูร
- กิ่งและยอดอ่อน: กิ่งอ่อน ก้านใบ และช่อดอกอาจมีขนสีขาว เหลือง หรือสีน้ำตาลปกคลุม และมีต่อมเรซินขนาดเล็ก
- ใบ: เป็น ใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่แกมรูปหอก รูปไข่ รูปรีแกมรูปไข่ จนถึงรูปหอก ขนาดประมาณกว้าง 2.5–5.5 เซนติเมตร และยาว 4–14 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมหรือยาวคล้ายหาง โคนใบรูปลิ่มถึงรูปลิ่มกว้าง ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยสองหรือสามชั้น เนื้อใบค่อนข้างบางคล้ายกระดาษ ด้านล่างของใบมีจุดหรือต่อมโปร่งแสงจำนวนมาก
- ดอก: เป็น ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ออกเป็นช่อคล้ายหางกระรอกหรือช่อแบบ catkin ทั้งบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกเพศผู้ห้อยลง มีดอกย่อยจำนวนมาก สีเขียวอมเหลือง ส่วนช่อดอกเพศเมียมีขนาดเล็กกว่าและมักอยู่เป็นกลุ่มประมาณ 2–5 ช่อ
- ผล: เป็นผลแห้งขนาดเล็กแบบ nutlet มีลักษณะแบนหรือรูปไข่กลับ มี ปีกบางและโปร่งแสง ช่วยให้เมล็ดกระจายไปกับลม เมล็ดมีขนาดเล็กและแบน ผลแก่สามารถร่วงจากต้นได้ง่าย
- ช่วงออกดอกและติดผล: ในประเทศไทยมีรายงานช่วงออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ ส่วนช่วงติดผลแตกต่างกันตามพื้นที่และแหล่งข้อมูล โดยพบได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงประมาณเดือนเมษายน–มิถุนายน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
Betula alnoides มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่เขตเทือกเขาหิมาลัย จีนตอนใต้ ไปจนถึงอินโดจีน โดยมีการกระจายพันธุ์ใน อินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว เมียนมา เนปาล ไทย และเวียดนาม ในประเทศไทยพบมากในพื้นที่ภูเขาและ ป่าดิบเขา ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมักพบที่ระดับความสูงประมาณ 800–1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมีรายงานว่าเป็นพรรณไม้ประจำจังหวัดน่าน
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- สภาพแวดล้อม: เหมาะกับพื้นที่สูง อากาศค่อนข้างเย็น และมีความชื้นเพียงพอ โดยธรรมชาติพบได้ดีในป่าดิบเขา
- การดูแล: ควรเลือกพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุในดินเพียงพอ และควรดูแลต้นกล้าในระยะเริ่มต้นให้ได้รับน้ำอย่างเหมาะสม
- การเก็บเมล็ด: ควรเก็บผลที่แก่สมบูรณ์และนำเมล็ดไปเพาะในวัสดุเพาะที่สะอาดและระบายน้ำได้ดี
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น: เป็นส่วนที่มีข้อมูลการใช้เป็นยามากที่สุด และเป็นส่วนที่จัดทำเป็นเครื่องยามาตรฐานในชื่อ Himalayan Birch Bark หรือ Betulae Alnoides Cortex
- ราก: มีการกล่าวถึงการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ แต่หลักฐานด้านมาตรฐานเภสัชวัตถุและข้อมูลวิจัยยังมีน้อยกว่าเปลือกต้น
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและตำรายาไทย เปลือกต้นกำลังพญาเสือโคร่งมีรสร้อนเล็กน้อยและมีกลิ่นหอม ใช้ในแนวทาง บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น เจริญอาหาร และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- บำรุงธาตุ: ใช้ในตำรับยาไทยสำหรับปรับสมดุลและบำรุงกองธาตุ
- บำรุงกำลัง: ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาบำรุงกำลังและตำรับยาอายุวัฒนะตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- บำรุงเส้นเอ็น: มีการใช้เปลือกต้นในตำรับพื้นบ้านสำหรับบำรุงเส้นเอ็นและอาการปวดเมื่อย
- เจริญอาหาร: เป็นหนึ่งในสรรพคุณดั้งเดิมของเปลือกต้น
- แก้ปวดเมื่อย: มีการใช้ทั้งในตำรับพื้นบ้านและตำรับยาสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ขับลม: มีการบันทึกการใช้เปลือกต้นเพื่อช่วยขับลมในลำไส้
- บำรุงเลือด: เป็นสรรพคุณที่ปรากฏในข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแหล่ง
- แก้ท้องร่วง: มีรายงานการใช้เปลือกต้นในภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ใช้ในตำรับยาพื้นบ้านสำหรับอาการของสตรี: มีการบันทึกการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ แต่ยังไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- ยาต้ม: ในภูมิปัญญาพื้นบ้านนิยมใช้เปลือกต้นที่ทำให้แห้งมาต้มกับน้ำ แล้วนำส่วนของน้ำต้มมารับประทาน
- ยาดอง: มีการใช้เปลือกต้นเป็นส่วนประกอบของตำรับยาดองสุราหรือยาดองสมุนไพรเพื่อใช้เป็นยาบำรุงกำลังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ตำรับยาผสม: เปลือกต้นสามารถใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มตำรับที่มุ่งบำรุงกำลังและบรรเทาอาการปวดเมื่อย
หมายเหตุ : ไม่ควรนำวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านมาปรับเป็นขนาดรับประทานด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีขนาดมาตรฐานสำหรับการใช้รักษาโรคทั่วไปที่ยืนยันจากการศึกษาทางคลินิกอย่างเพียงพอ
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของกำลังพญาเสือโคร่งอยู่ที่เปลือกต้น ซึ่งมีสารกลุ่ม triterpenoids และสารประกอบฟีนอลิกหลายชนิด โดยสารที่ได้รับการระบุในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ได้แก่ betulin, betulinic acid, lupeol, oleanolic acid, ursolic acid, methyl salicylate และ arbutin สารกลุ่มดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ ของ Betula alnoides ในระดับก่อนคลินิก
องค์ประกอบทางเคมี
จากข้อมูลใน Thai Herbal Pharmacopoeia 2021 Supplement 2023 เปลือกกำลังพญาเสือโคร่งประกอบด้วยสารสำคัญหลายกลุ่ม ได้แก่
- Betulin
- Betulinic acid
- Lupeol
- Oleanolic acid
- Ursolic acid
- Methyl salicylate
- Arbutin
งานวิจัยด้าน phytochemistry ยังพบสารกลุ่ม phenolic compounds ได้แก่ chlorogenic acid, sinapic acid, caffeic acid, coumarin, p-coumaric acid และ gallic acid ในสารสกัดจากเปลือก โดย chlorogenic acid และ sinapic acid พบในปริมาณเด่นในการศึกษาหนึ่ง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ Betula alnoides แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ งานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากเปลือกพบ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในแบบจำลองการอักเสบเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรัง โดยสารสกัดแสดงกิจกรรมต้านการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญในหลายแบบจำลอง นอกจากนี้ยังพบรายงานฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase จากสารสกัดเปลือกในการทดลองในห้องปฏิบัติการ
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับเภสัชวัตถุและองค์ประกอบทางเคมี: มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากมี monograph ใน Thai Herbal Pharmacopoeia
- ระดับ in vitro: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเอนไซม์บางชนิด
- ระดับสัตว์ทดลอง: มีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ต้านมาลาเรีย รวมถึงการประเมินพิษเฉียบพลัน
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์: หลักฐานยังจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปว่าสามารถใช้รักษาโรคใดโรคหนึ่งในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิผล
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากเปลือกแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลองและการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับการคงสภาพเยื่อหุ้มเซลล์
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบระดับเซลล์: betulin และ betulinic acid รวมถึง lupeol, oleanolic acid และ ursolic acid สามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide ที่เหนี่ยวนำด้วย LPS ในเซลล์ RAW 264.7 โดย betulin และ betulinic acid มีค่า IC50 ประมาณ 30.1 และ 31.0 ไมโครโมลาร์ตามลำดับในการศึกษานั้น
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดเปลือกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบหลายระบบ และสัมพันธ์กับปริมาณสารกลุ่ม polyphenols
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต้านจุลชีพของสารสกัดเปลือกในการทดลอง
- ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase: มีการศึกษาพบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวในสารสกัดจากเปลือก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษาโรคเบาหวานในมนุษย์ได้
- ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย: สารสกัดน้ำจากลำต้นสามารถลดระดับปรสิต Plasmodium berghei ในหนูทดลองแบบ dose-dependent และขนาด 200, 400 และ 600 มก./กก. ให้การยับยั้ง parasitaemia ประมาณ 46.90%, 58.39% และ 71.26% ตามลำดับ
- ฤทธิ์ต่อ HIV-1 integrase: สาร triterpenoids ที่แยกได้จากลำต้น ได้แก่ betulinic acid, betulin, lupeol, oleanolic acid และ ursolic acid มีฤทธิ์ในระบบทดลอง โดย betulin มีฤทธิ์ยับยั้ง HIV-1 integrase เด่นที่สุดในการศึกษาดังกล่าว อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้เป็น การทดลองระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานว่ารักษา HIV ในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
การศึกษาพิษเฉียบพลันในหนูทดลองพบว่า สารสกัดน้ำจากลำต้นในขนาดรับประทานครั้งเดียว 5,000 มก./กก. ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญของค่าชีวเคมีหรือพยาธิสภาพของตับและไตภายในระยะติดตาม 14 วันในการศึกษานั้น อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นข้อมูล ในสัตว์ทดลองและใช้สารสกัดที่มีเงื่อนไขการเตรียมเฉพาะ จึงไม่สามารถนำมาใช้กำหนดขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง
หมายเหตุ : ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ การใช้ระยะยาว การใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และการใช้ร่วมกับยาหลายชนิดยังมีข้อมูลจำกัด ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานและอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลทางชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์และข้อมูลการใช้ประโยชน์ในบางประเทศระบุว่า เปลือกชั้นใน ของ Betula alnoides สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหาร เช่น บดผสมกับแป้งเพื่อทำขนมปังหรือเค้ก อย่างไรก็ตามการใช้ในลักษณะอาหารไม่ใช่การใช้เป็นยาตามมาตรฐานเภสัชวัตถุ และควรพิจารณาความสะอาด แหล่งที่มา และการปนเปื้อนก่อนนำมาใช้
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- วัตถุดิบยาสมุนไพร: เปลือกต้นเป็นส่วนที่มีมาตรฐาน monograph ใน Thai Herbal Pharmacopoeia
- ตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้าน: ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาต้มและยาดอง
- วัตถุดิบจากเปลือก: เปลือกมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ผลิตภัณฑ์จากเนื้อไม้: เนื้อไม้มีคุณสมบัติไสและขัดแต่งได้ดี จึงมีการใช้ทำกระดานพื้น เครื่องเรือน และด้ามเครื่องมือ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ส่วนที่ใช้: เปลือกต้น
- ควรเก็บเกี่ยวจากต้นที่มีการระบุชนิดพันธุ์ได้ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นไม้เสียหายหรือตาย
- หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาด คัดสิ่งแปลกปลอม และทำให้แห้งอย่างเหมาะสม
- การเก็บรักษาตามมาตรฐานเภสัชวัตถุ: ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในสถานที่เย็นและแห้ง
- มาตรฐานคุณภาพของเปลือกกำลังพญาเสือโคร่งใน THP กำหนด ความชื้นจากการสูญเสียน้ำหนักเมื่อทำให้แห้งไม่เกิน 9.0%, foreign matter ไม่เกิน 2.0%, total ash ไม่เกิน 3.0%, ethanol-soluble extractive ไม่น้อยกว่า 12.0% และ water-soluble extractive ไม่น้อยกว่า 8.0%
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กำลังพญาเสือโคร่งเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของภาคเหนือ โดยเฉพาะการใช้เปลือกต้นเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และแก้ปวดเมื่อย ในบางกลุ่มชาติพันธุ์มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น การนำเปลือกไปดอง การต้มรวมกับสมุนไพรชนิดอื่น และการใช้กลิ่นหอมของเปลือกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ประวัติและวัฒนธรรม
กำลังพญาเสือโคร่งมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของประเทศไทย และเป็นที่รู้จักในหลายชื่อท้องถิ่น นอกจากนี้ยังได้รับการระบุให้เป็น พรรณไม้ประจำจังหวัดน่าน และมีการปลูกอนุรักษ์ในแหล่งเรียนรู้และโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ชื่อ “กำลังพญาเสือโคร่ง” ยังสะท้อนภาพลักษณ์ด้าน กำลังและความแข็งแรง ซึ่งสอดคล้องกับการนำเปลือกไปใช้ในตำรับพื้นบ้านที่มีจุดประสงค์ด้านการบำรุงกำลังและบำรุงเส้นเอ็น
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูลของ Plants of the World Online (Royal Botanic Gardens, Kew) Betula alnoides มีสถานะ Least Concern (LC) ตามข้อมูล IUCN ที่ Kew อ้างอิง และการประเมินความเสี่ยงของ Angiosperm Extinction Risk Predictions จัดว่าไม่อยู่ในกลุ่มพืชที่ถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม การเก็บเปลือกจากต้นธรรมชาติโดยไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อต้นไม้โดยตรง ดังนั้นการใช้ วัตถุดิบจากแหล่งปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน จึงมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ในระยะยาว
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร: Plantae
- หมวด: Streptophyta
- ชั้น: Equisetopsida
- ชั้นย่อย: Magnoliidae
- อันดับ: Fagales
- วงศ์: Betulaceae
- สกุล: Betula L.
- ชนิด: Betula alnoides Buch.-Ham. ex D.Don
ฐานข้อมูล Kew ยอมรับชื่อ Betula alnoides Buch.-Ham. ex D.Don เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน และมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Betula affinis และ Betula nitida
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
ตาม Thai Herbal Pharmacopoeia 2021 Supplement 2023 เปลือกกำลังพญาเสือโคร่งมีลักษณะเป็นชิ้นเปลือกโค้ง หนาประมาณ 1.0–3.5 เซนติเมตร ผิวด้านนอกมีสีขาวน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง มีร่องแนวนอนตื้น ๆ จาก lenticels และผิวด้านในเรียบสีน้ำตาลแดง มีกลิ่นคล้าย methyl salicylate และมีรสเผ็ดเล็กน้อย
- ลักษณะทางจุลทรรศน์: พบชั้น cork หลายชั้น กลุ่ม sclereids เนื้อเยื่อ phloem ray, phloem fibres และ phloem parenchyma รวมถึงผลึกและเม็ดแป้งบางชนิด
- การตรวจเอกลักษณ์ทางเคมี: มีวิธีทดสอบด้วยปฏิกิริยาเคมีและ TLC โดยใช้ lupeol เป็นสารอ้างอิง ซึ่งให้แถบสีม่วงที่มีค่า hRf ประมาณ 62–67 ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในตำรามาตรฐาน
- ลักษณะผงยา: กลุ่ม sclereids ผนังหนาที่มีสารสีน้ำตาลหรือแดง และ parenchyma ผนังหนาที่มีสารสีน้ำตาล เป็นลักษณะสำคัญในการตรวจสอบเอกลักษณ์ของผงเปลือก
คำเตือนทางการแพทย์
กำลังพญาเสือโคร่งเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทยและมีงานวิจัยระดับก่อนคลินิก แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่งหรือใช้เพื่อรักษาโรคสำคัญด้วยตนเอง
หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกำลังพญาเสือโคร่ง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดเข้มข้นหรือสูตรผสมหลายชนิด
การศึกษาที่พบฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านมาลาเรีย หรือต่อ HIV-1 integrase เป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง ไม่ควรนำไปกล่าวอ้างว่าสมุนไพรชนิดนี้สามารถรักษาโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, สำนักยาและวัตถุเสพติด. (2023). Thai Herbal Pharmacopoeia 2021 Supplement 2023: กำลังเสือโคร่ง (KAMLANG SUEA KHRONG), Betulae Alnoides Cortex. กระทรวงสาธารณสุข.
- ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). กำลังพญาเสือโคร่ง. ฐานข้อมูลพรรณไม้ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ.
- มูลนิธิชัยพัฒนา. (ม.ป.ป.). กำลังพญาเสือโคร่ง ชื่อสามัญ Birch. ศูนย์เรียนรู้พรรณไม้และพันธุ์ผัก.
- Chaniad, P., Techarang, T., Phuwajaroanpong, A., & Punsawad, C. (2019). Antimalarial activity and toxicological assessment of Betula alnoides extract against Plasmodium berghei infections in mice. Journal of Evidence-Based Integrative Medicine, 24.
- Chaniad, P., et al. (2019). Evaluation of anti-HIV-1 integrase and anti-inflammatory activities of compounds from Betula alnoides Buch-Ham. Advances in Pharmacological and Pharmaceutical Sciences, 2019, 2573965.
- Sur, T. K., Pandit, S., Battacharyya, D., et al. (2002). Studies on the antiinflammatory activity of Betula alnoides bark. Phytotherapy Research, 16(7), 669–671. https://doi.org/10.1002/ptr.942
- Alam, M. B., et al. (2012). Antioxidant, antimicrobial activity and inhibition of α-glucosidase activity by Betula alnoides Buch. bark extract and their relationship with polyphenolic compounds concentration. Immunopharmacology and Immunotoxicology, 34(5).
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Betula alnoides Buch.-Ham. ex D.Don. Plants of the World Online.
