กำลังวัวเถลิง

กำลังวัวเถลิง

กำลังวัวเถลิง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น จัดอยู่ในวงศ์ Annonaceae หรือวงศ์กระดังงา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A.Gray เป็นไม้พุ่มหรือไม้เถาเนื้อแข็งที่พบในป่าดิบชื้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรไทยนำส่วนของเนื้อไม้และเถามาใช้เป็นยา โดยเฉพาะในกลุ่มตำรับที่เกี่ยวข้องกับ การบำรุงกำลัง บำรุงโลหิต แก้ปวดเมื่อย และแก้กษัย ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่พบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ แซนโทน และสารพฤกษเคมีอื่น ๆ ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กำลังวัวเถลิง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anaxagorea luzonensis A.Gray
  • วงศ์ : Annonaceae
  • สกุล : Anaxagorea
  • ชื่อสามัญ : Dalairo
  • ชื่อท้องถิ่น :
    • ช้าวัวเถลิง พบในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    • ชะแมบ พบในจังหวัดตราด
    • ปุนทา พบในจังหวัดนราธิวาส
    • ปูน หรือปูนทา พบทางภาคใต้
    • กำลังทรพี
    • ตีนตั่ง หรือตีนต้าง
    • แหลขี้ควาย
  • ลักษณะการใช้ในภูมิปัญญาไทย : นิยมใช้เนื้อไม้หรือเถาเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพร โดยเกี่ยวข้องกับการบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต และบรรเทาอาการปวดเมื่อย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : กำลังวัวเถลิงเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงไม้พุ่มรอเลื้อย หรืออาจมีลักษณะเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งมีสีเทาถึงเทาอมดำ เนื้อไม้ค่อนข้างเหนียว มีกลิ่นเฉพาะตัว ลำต้นหรือกิ่งบางส่วนมีหนามแข็งห่าง ๆ และบริเวณกิ่งอาจพบรยางค์ลักษณะคล้ายตะขอ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ช่วยในการจำแนกพืชชนิดนี้ แหล่งข้อมูลของไทยรายงานความสูงตั้งแต่ประมาณ 50–80 เซนติเมตร ขณะที่แหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแห่งรายงานว่าสามารถพบเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้มากกว่านั้น
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับและมักเรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน ใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปรีถึงรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอกกลับ แผ่นใบค่อนข้างหนา แข็งและเหนียว ผิวใบเป็นมัน ขนาดที่มีรายงานในแหล่งข้อมูลไทยอยู่ประมาณกว้าง 3–6 เซนติเมตร และยาว 10–18 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบกลมหรือสอบแหลม
  • ดอก : ดอกออกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกขนาดเล็กประมาณ 2–3 ดอก บริเวณซอกใบ ตามกิ่ง หรือตามลำต้น ดอกมีสีเขียวอมขาวหรือขาวครีม เมื่อดอกบานอาจมีสีเหลืองเข้มขึ้นและมีกลิ่นหอม กลีบดอกค่อนข้างหนาและเรียงเป็นชั้น โดยข้อมูลพฤกษศาสตร์ของไทยบางแหล่งระบุว่าดอกมีขนาดประมาณ 0.8–1 เซนติเมตรในระยะบาน
  • ผล : เป็นผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยหลายผล โดยพบประมาณ 3–7 ผล หรือมากกว่านั้นตามแหล่งข้อมูล ผลย่อยมีลักษณะคล้ายกระบอง เมื่อแก่จะแห้งและแตกบริเวณกลางผล สามารถดีดเมล็ดออกไปได้ไกล ผลอ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีเข้มเมื่อแก่
  • เมล็ด : มีลักษณะรูปไข่กลับหรือค่อนข้างรี มีสีดำหรือน้ำตาลดำเป็นมัน แต่ละผลย่อยมักมีประมาณ 1–2 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กำลังวัวเถลิงมีเขตการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่ศรีลังกา อินเดียและบังกลาเทศ ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ รวมถึงหมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบในพื้นที่ป่าดิบชื้นทั้งบริเวณที่ราบและเนินเขา โดยมีรายงานว่าพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล แหล่งข้อมูลท้องถิ่นระบุการพบในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทยเป็นสำคัญ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีการกล่าวถึงสำหรับกำลังวัวเถลิง โดยเก็บเมล็ดจากผลแก่ที่สมบูรณ์แล้วนำไปเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • สภาพแวดล้อม : เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและบริเวณที่มีความชื้นในดินค่อนข้างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับถิ่นอาศัยตามธรรมชาติซึ่งมักอยู่ในป่าดิบชื้น
  • การดูแล : ควรจัดให้มีแสงรำไรหรือสภาพใกล้เคียงป่าธรรมชาติ ดินควรมีอินทรียวัตถุและระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปล่อยให้น้ำขังเป็นเวลานาน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เนื้อไม้หรือแก่นไม้ : เป็นส่วนที่มีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรไทยและมีการศึกษาทางพฤกษเคมีจำนวนมาก
  • เถาและลำต้น : ใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงกำลังและแก้กษัย
  • เปลือก : มีการศึกษาพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม
  • ใบ : มีการศึกษาสารระเหยและสารพฤกษเคมี แต่การใช้เป็นยารับประทานควรยึดตามตำรับและผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน กำลังวัวเถลิงถูกนำมาใช้ในตำรับยาหลายลักษณะ โดยมีข้อมูลสำคัญดังนี้

  • บำรุงกำลัง : ใช้เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายและเพิ่มพละกำลัง
  • บำรุงโลหิต : เนื้อไม้หรือแก่นไม้ถูกใช้ในตำรับยาบำรุงโลหิต
  • บำรุงร่างกาย : ใช้ในตำรับยาบำรุงและยากลุ่มอายุวัฒนะ
  • แก้ปวดเมื่อย : มีการใช้เนื้อไม้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดเมื่อย
  • แก้กษัย : ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีการใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับกษัยและความเสื่อมของร่างกาย
  • ขับลมและช่วยเจริญอาหาร : มีรายงานการใช้ในตำรับยาที่มีฤทธิ์บำรุงและเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

วิธีใช้

  • การใช้ตามตำรับยาไทย : เนื้อไม้หรือเถาอาจนำมาหั่นเป็นชิ้นหรือทำเป็นเครื่องยา แล้วใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นตามสูตรตำรับ
  • การต้มเป็นยา : มีภูมิปัญญาการนำเถาหรือเนื้อไม้ไปต้มเป็นน้ำสมุนไพรเพื่อใช้ในกลุ่มตำรับบำรุงกำลังและแก้กษัย
  • การใช้ในตำรับยา : การใช้ควรพิจารณาชนิดของส่วนพืช ปริมาณ วิธีเตรียม และสมุนไพรอื่นที่อยู่ร่วมในตำรับ ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองโดยตรง
หมายเหตุ : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานของกำลังวัวเถลิงสำหรับการรักษาโรคด้วยตนเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กำลังวัวเถลิงมีข้อมูลการใช้เป็น ส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรไทย โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงและกลุ่มยาแก้กษัยเส้น มีแหล่งข้อมูลด้านสมุนไพรระบุการใช้เป็นส่วนประกอบของ ยากษัยเส้น และตำรับ ยากำลังราชสีห์ อย่างไรก็ตาม การมีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไม่ได้หมายความว่าสมุนไพรเดี่ยวชนิดนั้นสามารถใช้แทนตำรับยาหรือยามาตรฐานได้

สาระสำคัญ

สาระสำคัญที่น่าสนใจของกำลังวัวเถลิงอยู่ที่ สารกลุ่มแซนโทน (xanthones) และ ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ซึ่งตรวจพบจากเปลือกและเนื้อไม้ รวมถึงสารพฤกษเคมีประเภทอื่น ๆ งานวิจัยหลายฉบับพบว่าสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ ในระดับการทดลอง

องค์ประกอบทางเคมี

มีการแยกและระบุสารจากกำลังวัวเถลิงได้หลายชนิด ได้แก่

  • Xanthones : เช่น 1,3,6-trihydroxy-5-methoxy-4-prenylxanthone, 1,3,5-trihydroxy-6-methoxy-2-prenylxanthone และ xanthone อื่น ๆ
  • Flavonoids : เช่น quercetin, kaempferol, naringenin, aromadendrin, taxifolin, orobol และสารฟลาโวนอยด์อื่น ๆ
  • Isoflavonoids : เช่น daidzein, genistein และ biochanin A
  • Sterols : มีรายงานการพบ stigmasterol และงานวิจัยปี 2025 รายงานการแยก spinasterol
  • สารระเหยในใบ : พบสารสำคัญ เช่น bulnesol, cubitene, β-eudesmol, epi-longipinanol และ (Z)-nerolidyl acetate
  • สารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์รวม : พบในสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชและสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Anaxagorea luzonensis มีทั้งด้านพฤกษเคมีและเภสัชวิทยา โดยส่วนใหญ่ยังเป็น งานวิจัยระดับพรีคลินิก ได้แก่

  • การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากเปลือกพบแซนโทนและฟลาโวนอยด์หลายชนิด และสารหลายชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • การศึกษาสารสกัดจากลำต้นพบฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระและต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส ในระดับหลอดทดลอง
  • การศึกษาเนื้อไม้พบสารหลายชนิดที่มีฤทธิ์ต่อเอนไซม์ acetylcholinesterase, butyrylcholinesterase และ phosphodiesterase ในระดับการทดลอง
  • การศึกษาสารระเหยจากใบพบฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการต้านการอักเสบในระบบทดลอง
  • งานวิจัยปี 2025 ในสัตว์ทดลองรายงานฤทธิ์ลดไข้และบรรเทาปวดของสารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้น

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและการแพทย์แผนไทย : มีข้อมูลการใช้ต่อเนื่องในตำรับยาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ระดับพฤกษเคมี : มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับการตรวจพบและแยกสารฟลาโวนอยด์ แซนโทน และสารกลุ่มอื่น
  • ระดับหลอดทดลอง : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเอนไซม์ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับฤทธิ์แก้ปวดและลดไข้ รวมถึงการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : หลักฐานยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและกำหนดขนาดใช้มาตรฐานเพื่อรักษาโรค
หมายเหตุ : หลักฐานจากสารบริสุทธิ์หรือสารสกัดในหลอดทดลองไม่สามารถนำมาเทียบโดยตรงกับประสิทธิผลของการรับประทานสมุนไพรทั้งต้นในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากกำลังวัวเถลิงแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในระบบ DPPH และการทดสอบอนุมูลชนิดอื่น โดยมีความแตกต่างกันตามส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด
  • ฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส : สารสกัดจากลำต้นบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้ง tyrosinase ในระดับหลอดทดลอง และพบสารที่มีศักยภาพต่อเอนไซม์ดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารระเหยจากใบ เช่น bulnesol, cubitene และ β-eudesmol แสดงผลที่น่าสนใจในแบบจำลองการอักเสบระดับหลอดทดลองและการวิเคราะห์แบบ molecular docking
  • ฤทธิ์บรรเทาปวดและลดไข้ : งานวิจัยในสัตว์ทดลองปี 2025 พบว่าสารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้นมีฤทธิ์บรรเทาปวดและลดไข้ในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ PDE : มีรายงานสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และแซนโทนหลายชนิดจากเนื้อไม้ที่สามารถยับยั้ง phosphodiesterase ในระดับการทดลอง

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของกำลังวัวเถลิงในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าสามารถใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูทดลองปี 2012 เป็นหนึ่งในงานที่ศึกษาสารสกัดของ A. luzonensis โดยตรง ขณะที่งานวิจัยปี 2025 พบว่าสารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้นไม่ทำให้เกิดการตายในหนูที่ขนาดทดลองสูงสุด 4,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่สารสกัดด้วยคาร์บอนเตตระคลอไรด์แสดงความเป็นพิษที่ขนาดสูง ดังนั้นผลการทดลองไม่ควรนำไปใช้กำหนดขนาดรับประทานในมนุษย์ นอกจากนี้มีรายงานในฐานข้อมูลพืชเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าพบ cyanogenic glycosides ในใบ จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานใบหรือส่วนของพืชโดยตรงโดยไม่มีข้อมูลด้านปริมาณและวิธีเตรียมที่ปลอดภัย

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
  • ไม่ควรใช้ในเด็ก โดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ไม่ควรใช้ในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานาน เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวยังไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ไม่ควรนำผลการทดลองสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์มาใช้กำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกำลังวัวเถลิงกับยาแผนปัจจุบัน ยังมีจำกัด จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่ปลอดภัยหรือเป็นอันตรายได้อย่างชัดเจน เนื่องจากงานวิจัยพบว่าสารบางชนิดจากกำลังวัวเถลิงมีฤทธิ์ต่อเอนไซม์หลายชนิด เช่น phosphodiesterase และมีสารบางกลุ่มที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูง ผู้ที่รับประทาน ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดความดัน ยารักษาโรคหัวใจ ยาที่มีผลต่อฮอร์โมน หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกำลังวัวเถลิงเป็นส่วนประกอบ

การใช้ในอาหาร

กำลังวัวเถลิง ไม่ได้เป็นสมุนไพรที่มีการใช้เป็นอาหารทั่วไปอย่างแพร่หลาย การใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชมีลักษณะเกี่ยวข้องกับตำรับยาและภูมิปัญญาสมุนไพรมากกว่า จึงไม่ควรนำใบ ผล เมล็ด หรือส่วนอื่นมารับประทานเป็นอาหารโดยไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยและวิธีเตรียมที่เหมาะสม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

กำลังวัวเถลิงมีศักยภาพในการนำไปศึกษาต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เนื่องจากมีรายงานสารกลุ่ม flavonoids และ xanthones รวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพ การกำหนดสารสำคัญ การประเมินความปลอดภัย และการตรวจสอบตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : ควรเลือกต้นที่มีความสมบูรณ์และเก็บส่วนที่ต้องการใช้ตามมาตรฐานของตำรับ
  • การเตรียมวัตถุดิบ : เนื้อไม้หรือเถาที่ใช้เป็นเครื่องยาควรทำความสะอาดและหั่นเป็นชิ้นให้เหมาะสมก่อนทำให้แห้ง
  • การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งในบริเวณที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท แห้ง และป้องกันแสง ความร้อน ความชื้น และแมลง
  • การตรวจสอบก่อนใช้ : วัตถุดิบที่มีเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรือเปลี่ยนสีอย่างชัดเจนไม่ควรนำมาใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กำลังวัวเถลิงเป็นสมุนไพรที่มีชื่อเรียกหลากหลายตามภูมิภาค สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชป่าของชุมชนในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ในประเทศไทยมีรายงานการนำ ชิ้นเนื้อไม้หรือแก่นไม้ ไปใช้เป็นยาบำรุงโลหิตและบำรุงร่างกาย รวมถึงใช้สำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อ ส่วนภูมิปัญญาบางพื้นที่ใช้เถาต้มเป็นน้ำดื่มสำหรับบำรุงกำลังและแก้กษัย

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ กำลังวัวเถลิง และชื่อ กำลังทรพี สื่อถึงแนวคิดด้านพละกำลังและความแข็งแรง จึงสอดคล้องกับการใช้ในตำรับสมุนไพรไทยที่มุ่งบำรุงร่างกายและกำลัง พืชชนิดนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ช้าวัวเถลิง ชะแมบ ปูน ปุนทา และตีนตั่ง ซึ่งสะท้อนความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมของการเรียกชื่อพืชในแต่ละพื้นที่

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลของ Plants of the World Online (Kew) กำลังวัวเถลิง (Anaxagorea luzonensis) มีสถานะการประเมินตามข้อมูล IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และฐานข้อมูล Kew ระบุว่าไม่อยู่ในกลุ่มพืชที่ถูกคาดการณ์ว่าถูกคุกคามในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การเก็บส่วนของลำต้นหรือเนื้อไม้จากธรรมชาติมากเกินไปอาจส่งผลต่อประชากรพืชในพื้นที่ จึงควรสนับสนุนการขยายพันธุ์และการใช้วัตถุดิบจากแหล่งปลูกที่มีการจัดการอย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Magnoliales
  • วงศ์ (Family) : Annonaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Anaxagoreoideae
  • สกุล (Genus) : Anaxagorea A.St.-Hil.
  • ชนิด (Species) : Anaxagorea luzonensis A.Gray

ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน ได้แก่ Anaxagorea fruticosa (Teijsm. & Binn. ex Miq.) Scheff., Anaxagorea zeylanica Hook.f. & Thomson และ Rhopalocarpus fruticosus Teijsm. & Binn. ex Miq. ปัจจุบันชื่อที่ยอมรับคือ Anaxagorea luzonensis A.Gray

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบกำลังวัวเถลิงควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ ได้แก่

  • ลักษณะเป็นไม้พุ่มหรือไม้เถาเนื้อแข็ง
  • ลำต้นหรือกิ่งมีหนามแข็งห่าง ๆ
  • กิ่งมีรยางค์ลักษณะคล้ายตะขอ
  • ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีถึงรูปขอบขนาน
  • แผ่นใบหนา แข็ง และมีผิวค่อนข้างมัน
  • ดอกออกตามซอกใบ กิ่ง หรือลำต้น สีขาวครีมหรือเขียวอมขาว
  • ผลเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยหลายผล ลักษณะคล้ายกระบอง
  • ผลแก่แห้งและแตก สามารถดีดเมล็ดออกได้
  • เมล็ดแก่มีสีดำหรือน้ำตาลดำและเป็นมัน

สำหรับวัตถุดิบที่นำไปผลิตยา ควรยืนยันชนิดด้วย ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen), การตรวจลักษณะทางจุลทรรศน์ และ/หรือการตรวจสอบทางเคมีหรือ DNA barcoding ตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น

คำเตือนทางการแพทย์

กำลังวัวเถลิงเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ในตำรับยาไทย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาระดับพรีคลินิก การพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ แก้ปวด หรือลดไข้ในสารสกัดหรือสัตว์ทดลอง ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ ผู้ที่ต้องการใช้กำลังวัวเถลิงเป็นยา โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ และไม่ควรใช้สมุนไพรเพื่อทดแทนยาที่แพทย์สั่ง

หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับการวินิจฉัยหรือรักษาโรค และไม่ควรนำผลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาใช้กำหนดขนาดยาสำหรับมนุษย์ด้วยตนเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). คู่มือกำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกสมุนไพรเพื่อใช้ในทางเภสัชกรรมไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กำลังวัวเถลิง ดอกขาว. สถาบันการแพทย์แผนไทย.
  3. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2564). กำลังวัวเถลิง (Anaxagorea luzonensis).
  4. มหาวิทยาลัยมหิดล, บัณฑิตวิทยาลัย. (2553). Phytochemistry and anti-tyrosinase activity of Anaxagorea luzonensis A. Gray.
  5. Kunhachan, P., Sematong, T., Siriarchavatana, P., Poonsiri, C., Khayungamnawee, A., Laovitthayanggoon, S., Reungpathanapong, S., Nakakaew, S., Kaeynok, V., & Banchonglikitkul, C. (2012). Acute oral toxicity test of Anaxagorea luzonensis A. Gray and Ziziphus attopensis Pierre extract in rats. Thai Journal of Pharmaceutical Sciences, 36, 51–54.
  6. Gonda, R., Takeda, T., & Akiyama, T. (2000). Studies on the constituents of Anaxagorea luzonensis A. Gray. Chemical and Pharmaceutical Bulletin, 48(8), 1219–1222. https://doi.org/10.1248/cpb.48.1219
  7. Nooring, W. (2010). Phytochemistry and anti-tyrosinase activity of Anaxagorea luzonensis A. Gray [Master’s thesis, Mahidol University].
  8. Sabphon, C. (2008). Bioactive compounds from the heartwood of dalairo Anaxagorea luzonensis A. Gray [Master’s thesis, Chulalongkorn University].
  9. Sabphon, C., Temkitthawon, P., Ingkaninan, K., & Sawasdee, P. (2015). Phosphodiesterase inhibitory activity of the flavonoids and xanthones from Anaxagorea luzonensis. Natural Product Communications, 10(2), 301–303.
  10. Rahman, S., Zohora, F.-T., Anjum, R., Hasan, A. H. M. N., Bhuiyan, M. A., Hasan, C. M., & Shahriar, M. (2025). Isolation and characterization of phytoconstituents and exploration of in vitro and in vivo biological activities of Anaxagorea luzonensis A. Gray (Annonaceae). Translational Phytomedicine, 9. https://doi.org/10.57647/tpr.2025.0902.12
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Anaxagorea luzonensis A.Gray. Plants of the World Online.
  12. Lemmens, R. H. M. J. (n.d.). Anaxagorea luzonensis (PROSEA). PlantUse.
  13. Turner, I. M. (2018). Asia-Pacific Annonaceae: Names and types. Gardens’ Bulletin Singapore, 70(2), 409–744.
  14. World Flora Online. (2026). Anaxagorea luzonensis A.Gray.
Scroll to top