กำลังช้างสาร
กำลังช้างสาร เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์ถั่ว มีลำต้นและกิ่งมีหนาม พบเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทยและมีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้านมีการใช้ เนื้อไม้หรือต้นกำลังช้างสาร เป็นยาสมุนไพร โดยเฉพาะสำหรับอาการไข้ ร้อนใน และอาการปวดเมื่อยบริเวณเส้นเอ็นและเอว
หมายเหตุ : ชื่อ “กำลังช้างสาร” เป็นชื่อพื้นเมืองที่อาจใช้กับพืชมากกว่าหนึ่งชนิด เช่น ช้างน้าว (Ochna integerrima) และพืชชนิดอื่น ดังนั้นข้อมูลในบทความนี้หมายถึง Thailentadopsis tenuis (Craib) Kosterm. หรือชื่อพ้องเดิม Pithecellobium tenue Craib เท่านั้น
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กำลังช้างสาร
- ชื่อท้องถิ่น : ฮ่อสะพายควาย พบรายงานชื่อดังกล่าวในจังหวัดกาญจนบุรี
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับปัจจุบัน : Thailentadopsis tenuis (Craib) Kosterm.
- ชื่อวิทยาศาสตร์เดิม/ชื่อพ้อง : Pithecellobium tenue Craib
- ชื่อพ้องอื่น : Acacia tenue (Craib) Kosterm. และ Acacia tenuis (Craib) Kosterm.
- วงศ์ : Fabaceae
- วงศ์ย่อย : Mimosoideae
- ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย
- ลักษณะทางนิเวศ : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก พบในพื้นที่ป่าและบริเวณริมลำธาร
- สถานะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย (endemic species)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ประมาณ 5 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม กิ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ลักษณะโดยรวมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่สามารถเจริญในพื้นที่ป่าธรรมชาติได้
- หนาม : หูใบเปลี่ยนรูปเป็นหนามแข็ง มีความยาวประมาณ 0.5–2 เซนติเมตร เป็นลักษณะเด่นที่ช่วยในการจำแนกชนิด
- ใบ : เป็น ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 1–3 เซนติเมตร และมีครีบเป็นปีกกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร
- ใบย่อย : ใบประกอบย่อยมีประมาณ 1 คู่ ใบย่อยออกตรงข้ามกัน ไม่มีก้านใบย่อย รูปรีหรือรูปไข่กลับ มีลักษณะเบี้ยว ความยาวประมาณ 2.5–6 เซนติเมตร และมีปลายใบเรียวแหลม
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งและตามซอกใบ ลักษณะช่อคล้ายช่อกระจายแขนงหรือช่อคล้ายซี่ร่ม ดอกมีสีขาวหรือขาวนวล และมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ทำให้ช่อดอกมีลักษณะเป็นพู่ฟูเด่นชัด
- ผล : เป็นฝัก ลักษณะค่อนข้างตรงถึงโค้งเล็กน้อย แบน และมีรอยคอดตามตำแหน่งเมล็ด ฝักแก่มีสีน้ำตาลและสามารถแตกเมื่อแก่
- เมล็ด : รูปรี แบน ยาวประมาณ 1.3 เซนติเมตร มีรอยเว้าบริเวณปลายทั้งสองด้าน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และเป็นพืชที่มีขอบเขตการกระจายพันธุ์จำกัด
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบแบบกระจายห่าง ๆ ในจังหวัด ตาก นครสวรรค์ และกาญจนบุรี
- สภาพแวดล้อม : พบตามริมลำธารในป่าเบญจพรรณและบริเวณเขาหินปูน
- ระดับความสูง : ประมาณ 200–900 เมตรจากระดับน้ำทะเล
- ลักษณะการกระจายพันธุ์ : ไม่ได้พบทั่วไปอย่างแพร่หลาย แต่พบเป็นหย่อม ๆ ตามถิ่นอาศัยที่เหมาะสม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถใช้เมล็ดจากฝักแก่ในการขยายพันธุ์ได้ โดยมีการรวบรวมเมล็ดและต้นกล้าของกำลังช้างสารเพื่อใช้ในการฟื้นฟูและปลูกเพิ่มในพื้นที่ป่า
- การเตรียมพื้นที่ : ควรเลือกพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ เช่น ดินระบายน้ำได้ดี มีความชื้นพอเหมาะ และมีสภาพแวดล้อมแบบป่า
- การดูแลต้นกล้า : ในระยะแรกควรควบคุมวัชพืชและรักษาความชื้นของดินอย่างเหมาะสม เมื่อเจริญแข็งแรงแล้วจึงย้ายปลูกในพื้นที่ถาวร
- การอนุรักษ์ : เนื่องจากเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทยและมีเขตกระจายพันธุ์จำกัด การปลูกเพื่อขยายพันธุ์ควรให้ความสำคัญกับการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมและหลีกเลี่ยงการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อไม้ : เป็นส่วนที่มีการระบุใช้เป็นยาสมุนไพรอย่างชัดเจน
- ต้น/ลำต้น : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำต้นหรือลำต้นมาต้มเป็นน้ำยาสมุนไพร
- การใช้ส่วนของ เนื้อไม้และต้น สอดคล้องกับข้อมูลจากฐานข้อมูลสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งระบุการใช้ลำต้นต้มกับน้ำซาวข้าวในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร
- เนื้อไม้ : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีรสสุขุม ใช้ แก้ไข้ แก้ร้อนใน และแก้ปวดเมื่อยเส้นเอ็น
- ต้นหรือลำต้น : ใช้ต้มกับน้ำซาวข้าวเป็นยาดื่มสำหรับ แก้ไข้และแก้อาการร้อนใน
- ต้น : มีการใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการปวดเส้น ปวดเอว และอาการเกี่ยวกับเส้นเอ็น
- การใช้ดังกล่าวเป็น ข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
วิธีใช้
- การต้มดื่ม : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ใช้ต้นหรือลำต้นต้มกับน้ำซาวข้าว แล้วดื่มเป็นยาสมุนไพรสำหรับอาการไข้และร้อนใน
- การใช้ในตำรับยา : เนื้อไม้หรือต้นอาจนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นตามตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะตำรับที่ใช้สำหรับอาการปวดเส้นเอ็นและปวดเอว
- การใช้ภายนอก : ไม่ควรนำข้อมูลจากสมุนไพรที่มีชื่อ “กำลังช้างสาร” ชนิดอื่นมาใช้แทนข้อมูลของ Thailentadopsis tenuis
หมายเหตุ : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับกำลังช้างสารชนิดนี้ จึงไม่ควรนำสูตรพื้นบ้านไปใช้เป็นขนาดยาทางการแพทย์โดยตรง
สาระสำคัญ
- กำลังช้างสารมีความสำคัญในฐานะ สมุนไพรพื้นบ้านของไทย และเป็นพืชที่มีการใช้เนื้อไม้หรือต้นในตำรับพื้นบ้าน
- มีความสำคัญด้านพฤกษศาสตร์ เนื่องจาก Thailentadopsis tenuis เป็น พืชถิ่นเดียวของประเทศไทย
- การศึกษาสมัยใหม่เกี่ยวกับสารออกฤทธิ์เฉพาะของ Thailentadopsis tenuis ยังมีข้อมูลจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรไทยที่มีการวิจัยอย่างกว้างขวาง
- การนำสารสกัดกำลังช้างสารไปพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงควรมีการตรวจสอบชนิดพืชและมาตรฐานวัตถุดิบอย่างชัดเจน
องค์ประกอบทางเคมี
- ปัจจุบันข้อมูลที่เผยแพร่ในแหล่งวิชาการมาตรฐานเกี่ยวกับ องค์ประกอบทางเคมีเฉพาะของ Thailentadopsis tenuis ยังมีจำกัด
- มีผลิตภัณฑ์สารสกัดจาก Pithecellobium tenue ที่ใช้ส่วนต้นหรือเนื้อไม้เป็นวัตถุดิบ แต่ข้อมูลทางการค้าหรือการตลาดไม่ควรนำมาใช้แทนการยืนยันสารสำคัญทางเภสัชเคมี
- จึงควรหลีกเลี่ยงการระบุชื่อสารสำคัญหรือปริมาณสารออกฤทธิ์เฉพาะชนิดโดยไม่มีข้อมูลจากการวิเคราะห์ทางเคมีที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ข้อมูลวิชาการที่มีอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับกำลังช้างสารชนิดนี้ส่วนหนึ่งเป็น ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ อนุกรมวิธาน นิเวศวิทยา และภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร
- มีรายงานด้านการสำรวจและการใช้ทรัพยากรพืชในพื้นที่ป่า รวมถึงการใช้กำลังช้างสารในการฟื้นฟูและปลูกเพิ่มในพื้นที่ป่า
- ฐานข้อมูลสมุนไพรของมหาวิทยาลัยมหิดลบันทึกการใช้ ลำต้น ต้มกับน้ำซาวข้าวสำหรับไข้ ร้อนใน และใช้ในตำรับสำหรับอาการเกี่ยวกับเส้นเอ็นและปวดเอว
- อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่ยืนยันประสิทธิผลและขนาดการใช้ของกำลังช้างสารยังมีจำกัด
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์ : สูง เนื่องจากมีข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ฐานข้อมูล TH-BIF และ Kew
- ระดับข้อมูลภูมิปัญญาการใช้ : ปานกลาง มีข้อมูลการใช้ในตำรายาและฐานข้อมูลสมุนไพร
- ระดับการศึกษาทางเภสัชวิทยา : จำกัด เมื่อพิจารณาเฉพาะ Thailentadopsis tenuis
- ระดับหลักฐานทางคลินิก : จำกัด ยังไม่มีหลักฐานการทดลองในมนุษย์เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- มีการนำ สารสกัดจากกำลังช้างสาร ไปใช้ในงานพัฒนาวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์บางประเภท โดยเฉพาะสารสกัดจากส่วนต้น
- ข้อมูลเชิงพาณิชย์บางแหล่งระบุการประยุกต์ใช้สารสกัดในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการบำรุงกำลังและสมรรถภาพชาย แต่ข้อมูลดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันผลการรักษา
- ดังนั้น การกล่าวอ้างฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และควรแยก ข้อมูลจากการตลาดผลิตภัณฑ์ ออกจาก ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการตีพิมพ์และตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
ความปลอดภัย
- ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ Thailentadopsis tenuis ในมนุษย์ยังมีจำกัด
- ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานสูงสุด ระยะเวลาการใช้ที่ปลอดภัย หรือความปลอดภัยเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- การใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการระบุชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ และมาตรฐานการผลิตอย่างชัดเจน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาประจำ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ถั่วควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
- ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐานสำหรับไข้ อาการปวด หรือโรคเรื้อรัง
- หลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร หากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกำลังช้างสารกับยาแผนปัจจุบัน
- เนื่องจากข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ยังมีจำกัด จึงไม่สามารถระบุรายการยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างกันอย่างแน่นอนได้
- ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กำลังช้างสาร
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- สารสกัดสมุนไพร : มีการนำส่วนต้นของ Pithecellobium tenue ซึ่งเป็นชื่อพ้องของชนิดนี้ไปพัฒนาเป็นวัตถุดิบสารสกัด
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สามารถพบการใช้ชื่อกำลังช้างสารในผลิตภัณฑ์วัตถุดิบสมุนไพรและสารสกัด
- การใช้เชิงพาณิชย์ควรระบุ ชื่อวิทยาศาสตร์ Thailentadopsis tenuis เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นเมืองเดียวกัน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ส่วนที่ใช้ : เนื้อไม้หรือลำต้น
- ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการเก็บจากประชากรธรรมชาติที่มีขนาดเล็ก
- วัตถุดิบที่เก็บเกี่ยวแล้วควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนจัดเก็บ
- การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะปิดสนิท บริเวณแห้ง อากาศถ่ายเท และป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
- ควรติดฉลากระบุชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนของพืช แหล่งที่มา และวันที่เก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันการปะปนกับสมุนไพรชื่อเดียวกัน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้ ต้นหรือลำต้นกำลังช้างสาร ต้มกับน้ำซาวข้าวเพื่อใช้แก้ไข้และร้อนใน
- มีการใช้เนื้อไม้เป็นสมุนไพรที่มีรสสุขุมสำหรับอาการ ปวดเมื่อยเส้นเอ็น
- ในตำรับพื้นบ้านมีการนำกำลังช้างสารไปใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นสำหรับอาการปวดเส้นและปวดเอว
- การใช้ดังกล่าวสะท้อนองค์ความรู้ของการแพทย์พื้นบ้านที่ให้ความสำคัญกับการใช้สมุนไพรหลายชนิดร่วมกันในตำรับ
ประวัติและวัฒนธรรม
- ชื่อ กำลังช้างสาร สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับการบำรุงกำลังและความแข็งแรงที่ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมการใช้สมุนไพรไทย
- ชื่อท้องถิ่น ฮ่อสะพายควาย มีรายงานในจังหวัดกาญจนบุรี
- ในทางพฤกษศาสตร์ สกุล Thailentadopsis มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากชื่อสกุลตั้งขึ้นโดยอ้างอิงประเทศไทย และชนิด T. tenuis เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย
สถานะการอนุรักษ์
- กำลังช้างสาร (Thailentadopsis tenuis) เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย และมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติค่อนข้างจำกัด
- ข้อมูลจาก Plants of the World Online ระบุการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของชนิดนี้ว่าอยู่ในกลุ่ม threatened โดยเป็นการประเมินเชิงคาดการณ์ ไม่ใช่การประกาศสถานะตามบัญชีแดง IUCN โดยตรง
- แหล่งข้อมูลพรรณไม้หายากของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ ระบุ Pithecellobium tenue ว่าเป็นพืชถิ่นเดียวและพืชหายากที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
- แนวทางอนุรักษ์ที่เหมาะสม : ควรเน้นการอนุรักษ์ถิ่นอาศัย การเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ และการปลูกคืนในพื้นที่ที่เหมาะสม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Mimosoideae
- สกุล (Genus) : Thailentadopsis
- ชนิด (Species) : Thailentadopsis tenuis
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Thailentadopsis tenuis (Craib) Kosterm.
- ชื่อพ้องสำคัญ : Pithecellobium tenue Craib, Acacia tenue (Craib) Kosterm., Acacia tenuis (Craib) Kosterm.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะเด่นของต้น : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึงประมาณ 5 เมตร และลำต้นมีกิ่งเป็นเหลี่ยมพร้อมหนาม
- ลักษณะเด่นของใบ : ใบประกอบสองชั้น มีใบย่อยประมาณ 1–3 คู่ และแกนใบมีลักษณะเป็นปีก
- ลักษณะเด่นของดอก : ดอกสีขาวหรือขาวนวล ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง
- ลักษณะเด่นของผล : ฝักแบน ค่อนข้างตรงถึงโค้งเล็กน้อย และมีรอยคอดตามตำแหน่งเมล็ด
- การตรวจสอบระดับวัตถุดิบ : ควรเปรียบเทียบลักษณะทางสัณฐานวิทยากับตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืชหรือเอกสารพฤกษศาสตร์ และหากใช้เป็นวัตถุดิบทางยาในระดับอุตสาหกรรมควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ด้วยวิธีทางเภสัชเวทหรือวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม
- เนื่องจากชื่อ “กำลังช้างสาร” มีการใช้กับพืชหลายชนิด การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
คำเตือนทางการแพทย์
- กำลังช้างสารเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทย แต่ยังมีหลักฐานทางคลินิกจำกัด
- ไม่ควรใช้ข้อมูลสรรพคุณพื้นบ้านแทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์
- หากมีไข้สูง ไข้ต่อเนื่อง ปวดหลังหรือปวดเอวรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
- ไม่ควรซื้อวัตถุดิบที่ไม่สามารถระบุชื่อวิทยาศาสตร์และส่วนของพืชได้อย่างแน่นอน
- ควรระวังการสับสนกับช้างน้าว (Ochna integerrima) และพืชชนิดอื่นที่ใช้ชื่อ “กำลังช้างสาร” เช่นเดียวกัน เพราะเป็นพืชต่างวงศ์และมีข้อมูลทางเภสัชวิทยาและการใช้ต่างกัน
- ผู้ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กำลังช้างสาร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2561). สารานุกรมพืช: กำลังช้างสาร (Thailentadopsis tenuis (Craib) Kosterm.). สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย. (2569). Thailentadopsis tenuis (Craib) Kosterm. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
- สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). พืชหายาก: Pithecellobium tenue Craib (กำลังช้างสาร).
- มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (2560). Kamlang chang san: Pithecellobium tenue Craib. ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- Lewis, G. P., & Schrire, B. (2003). Thailentadopsis Kostermans (Leguminosae: Mimosoideae: Ingeae) resurrected. Kew Bulletin, 58, 491–494.
- Nielsen, I. C. (1985). Leguminosae-Mimosoideae (Pithecellobium tenue). In Flora of Thailand (Vol. 4, Part 2, pp. 205–206).
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Thailentadopsis tenuis (Craib) Kosterm. Plants of the World Online.
