กำลังช้างเผือก

กำลังช้างเผือก

กำลังช้างเผือก เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น โดยชื่อดังกล่าวใช้เรียกพืชในสกุล Hiptage มากกว่าหนึ่งชนิด จึงควรระบุชื่อวิทยาศาสตร์กำกับเพื่อป้องกันความสับสน สำหรับข้อมูลนี้หมายถึง กำลังช้างเผือก (Hiptage candicans Hook.f.) ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับเป็นชนิดแยกจาก Hiptage benghalensis และเป็นพืชในวงศ์ Malpighiaceae ที่มีการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะในด้าน บำรุงกำลัง และ ยาอายุวัฒนะ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กำลังช้างเผือก
  • ชื่อท้องถิ่น : กำลังช้างเผือก, พญาช้างเผือก, สามโคย, สามควาย และชื่อท้องถิ่นอื่นที่ใช้ในแต่ละพื้นที่
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hiptage candicans Hook.f.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Hiptage benghalensis subsp. candicans (Hook.f.) Sirirugsa
  • วงศ์ : Malpighiaceae
  • สกุล : Hiptage
  • ลักษณะทั่วไป : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ผลัดใบในบางสภาพแวดล้อม เนื้อไม้แข็ง
  • การใช้ประโยชน์พื้นบ้าน : ใช้แก่นหรือเปลือกต้นเป็นเครื่องยาในตำรับพื้นบ้านสำหรับ บำรุงกำลัง เจริญอาหาร แก้อ่อนเพลีย ขับลม และแก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อ
หมายเหตุ : ชื่อ “กำลังช้างเผือก” อาจหมายถึงพืชชนิดอื่น เช่น Hiptage benghalensis (โนรา) หรือรางจืด (Thunbergia laurifolia) ในเอกสารบางแหล่ง ดังนั้นการระบุชื่อวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างมากในการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ลำต้นและกิ่งมีเนื้อไม้แข็ง แตกกิ่งเป็นพุ่ม กิ่งอ่อนมีลักษณะเรียว ส่วนต้นที่เจริญเต็มที่สามารถมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กได้ ใบอ่อนมีขนสีขาวปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่ช่วยแยกจาก Hiptage benghalensis ได้
  • เปลือกต้น : เปลือกค่อนข้างเรียบถึงมีร่องตามความแก่ของลำต้น สีออกน้ำตาลหรือเทา และเมื่อแก่จะมีลักษณะเป็นเนื้อไม้แข็ง
  • ใบ : เป็น ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบค่อนข้างกว้าง รูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบหรือมน ขอบใบเรียบหรือมีต่อมขนาดเล็กบางบริเวณ ใบอ่อนมีขนสีขาวหนาแน่น ส่วนใบแก่ด้านบนค่อนข้างเกลี้ยงและเป็นมัน ขณะที่ด้านล่างยังพบขนละเอียด เส้นใบด้านข้างหลายคู่โค้งเข้าหาปลายใบและเชื่อมต่อกันเป็นร่างแห
  • ดอก : ออกเป็น ช่อ บริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาวและอาจมีแต้มสีเหลืองหรือชมพู กลีบดอกแต่ละกลีบมีขนาดไม่เท่ากัน ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และมีเกสรเพศผู้หลายอัน
  • ผล : เป็น ผลแห้งมีปีก ลักษณะเด่นของพืชสกุล Hiptage คือผลมีปีกช่วยในการกระจายพันธุ์ โดยชนิด H. candicans มีโครงสร้างผลแตกต่างจากชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน
  • เมล็ด : อยู่ภายในผลและมีส่วนของผลที่ช่วยในการกระจายโดยอาศัยลมหรือการเคลื่อนที่ของผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเขตการกระจายตั้งแต่อัสสัม บังกลาเทศ จีนตอนใต้ เมียนมา ลาว กัมพูชา ไทย และเวียดนาม
  • ในประเทศไทย : มีรายงานพบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีหลักฐานตัวอย่างพรรณไม้จากพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่อื่นของประเทศไทย
  • ถิ่นอาศัย : พบในพื้นที่ป่าและบริเวณที่มีความชื้นเหมาะสม โดยพืชในชนิดนี้สัมพันธ์กับเขตร้อนชื้นและสามารถเจริญได้ในพื้นที่ป่าหลากหลายประเภท

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก : ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอถึงแสงรำไร มีความชื้นเหมาะสม และดินระบายน้ำได้ดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะเมล็ดได้ แต่เมล็ดอาจมีความงอกไม่สม่ำเสมอ การเพาะในวัสดุโปร่งและควบคุมความชื้นจะช่วยให้ต้นกล้าเจริญได้ดี
  • การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีรายงานการทดลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำ แต่ประสิทธิภาพการออกรากอาจแตกต่างตามวัสดุและสภาพแวดล้อม
  • การดูแล : ควรรักษาความชื้นในระยะต้นกล้า หลีกเลี่ยงน้ำขัง และเมื่อพืชตั้งตัวได้ควรจัดพื้นที่ให้มีการถ่ายเทอากาศที่ดี

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • แก่น : ใช้เป็นเครื่องยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะในตำรับ ยาบำรุงกำลังและยาอายุวัฒนะ
  • เปลือกต้น : มีรายงานการใช้ต้มเป็นยาบำรุงกำลังในภูมิปัญญาท้องถิ่น

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • บำรุงกำลัง : แก่นหรือเปลือกต้นใช้เป็นยาบำรุงกำลังในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ยาอายุวัฒนะ : มีการใช้แก่นในตำรับพื้นบ้านเพื่อบำรุงร่างกายและบำรุงกำหนัด
  • แก้อ่อนเพลีย : ใช้ในตำรับยาพื้นบ้านสำหรับผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียหรือร่างกายอ่อนแรง
  • เจริญอาหาร : มีการบันทึกการใช้แก่นเพื่อช่วยให้เจริญอาหาร
  • ขับลม : ใช้เพื่อบรรเทาอาการเกี่ยวกับลมในระบบทางเดินอาหาร
  • แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ : ใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียด

วิธีใช้

  • การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : นำแก่นหรือเปลือกต้นมาเป็นส่วนประกอบของตำรับยา โดยอาจต้มเป็นน้ำยาหรือใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น
  • ตำรับยาดองบำรุงกำลัง : มีบันทึกการใช้ กำลังช้างเผือก (Hiptage benghalensis var. candicans) เป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรหลายชนิด แล้วดองด้วยเหล้าเพื่อใช้เป็นยาบำรุงกำลัง
หมายเหตุ : ขนาดและวิธีใช้ของกำลังช้างเผือกเดี่ยว ๆ ยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานทางคลินิกที่เพียงพอ จึงไม่ควรนำข้อมูลตำรับพื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโดยตรง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • สถานะการใช้ในบัญชียาจากสมุนไพร : ไม่ควรนำข้อมูลของ รางจืด (Thunbergia laurifolia) ซึ่งมีชื่อพื้นเมืองว่า “กำลังช้างเผือก” ในบางพื้นที่ มาปะปนกับ Hiptage candicans เพราะเป็นพืชคนละวงศ์และคนละชนิดกัน
  • สำหรับ Hiptage candicans การใช้เป็นสมุนไพรที่พบในแหล่งภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรับยาโบราณ มากกว่าการเป็นตัวยามาตรฐานในบัญชียาจากสมุนไพร

สาระสำคัญ

  • สาระสำคัญด้านภูมิปัญญา : แก่นและเปลือกต้นเป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในฐานะเครื่องยาสำหรับ บำรุงกำลัง
  • สาระสำคัญด้านการวิจัย : มีงานศึกษาสารสกัดของ Hiptage candicans ในด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีการศึกษาการใช้สารสกัดในอาหารสัตว์ แต่หลักฐานดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในมนุษย์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดควายเก้าแม่ (Hiptage candicans Hook.f.) ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ซึ่งเป็นหลักฐานระดับงานวิจัยเบื้องต้น
  • มีงานวิจัยศึกษาการใช้สารสกัดหยาบ Hiptage candicans ในอาหารไก่เนื้อ โดยทดลองที่ระดับ 0.5, 1.0, 1.5 และ 2.0% พบว่าระดับ 1.5% มีผลดีต่ออัตราการเจริญเติบโตในบางช่วง และมีผลต่อการลดการตกค้างของยาปฏิชีวนะบางชนิดในการทดลองดังกล่าว
  • ผลการศึกษาข้างต้นเป็น งานทดลองในสัตว์ ไม่ใช่การทดลองรักษาในมนุษย์ จึงไม่ควรนำผลมาอ้างว่าเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคของคน

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับหลักฐานเบื้องต้น : มีข้อมูลจากการศึกษาพฤกษศาสตร์ การทดลองสารสกัด และการทดลองในสัตว์
  • ระดับพรีคลินิก : มีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัด
  • ระดับทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกคุณภาพสูงเพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของ Hiptage candicans ในการรักษาโรคหรือการบำรุงกำลังในมนุษย์
  • ข้อสรุป : ควรจัดให้เป็นสมุนไพรที่มี หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับเบื้องต้นถึงพรีคลินิก มากกว่าการจัดเป็นสมุนไพรที่มีหลักฐานทางคลินิกชัดเจน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานการศึกษาสารสกัดของ Hiptage candicans ในด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระดับงานวิจัยเบื้องต้น
  • การศึกษาด้านอาหารสัตว์ : สารสกัดหยาบของพืชถูกนำไปทดลองเสริมในอาหารไก่เนื้อ เพื่อประเมินผลต่อการเจริญเติบโตและการตกค้างของยาปฏิชีวนะ
  • การศึกษาทางคลินิก : ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันผลทางเภสัชวิทยาในมนุษย์อย่างเป็นระบบ

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของ Hiptage candicans ในมนุษย์ ยังมีจำกัด
  • ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับขนาดรับประทานที่เหมาะสม ระยะเวลาการใช้ และความเป็นพิษจากการใช้ต่อเนื่อง
  • การใช้แก่นหรือเปลือกต้นในรูปแบบยาพื้นบ้านจึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้เป็นยารักษาโรคด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านขนาดยาและความปลอดภัยในมนุษย์อย่างเพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
  • หากเกิดอาการผิดปกติหลังใช้ ควรหยุดใช้และพบแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่าง Hiptage candicans กับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สมุนไพรชนิดนี้
  • ไม่ควรนำข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาของ รางจืด (Thunbergia laurifolia) มาใช้กับกำลังช้างเผือก Hiptage candicans เนื่องจากเป็นพืชคนละชนิดกัน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • มีศักยภาพในการนำสารสกัดไปพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือผลิตภัณฑ์จากพืช แต่ควรมีการตรวจสอบชนิดพืช สารสำคัญ ความปลอดภัย และมาตรฐานวัตถุดิบก่อนนำไปใช้
  • มีงานศึกษาสารสกัดในด้านอาหารสัตว์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการต่อยอดเชิงผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานสนับสนุนการใช้ในมนุษย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • แก่น : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และผ่านการจำแนกชนิดอย่างถูกต้อง
  • เปลือกต้น : ควรเก็บจากต้นที่มีความสมบูรณ์ และไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นทั้งหมด เพราะอาจทำให้ต้นตาย
  • การทำให้แห้ง : หั่นส่วนที่ใช้เป็นชิ้นพอเหมาะและทำให้แห้งในบริเวณสะอาด อากาศถ่ายเท และไม่โดนแดดจัดเป็นเวลานาน
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา พร้อมติดฉลากชื่อสมุนไพรและชื่อวิทยาศาสตร์

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคเหนือ : มีการเรียกพืชชนิดนี้ว่า กำลังช้างเผือก และมีการใช้เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มีชื่อท้องถิ่น เช่น สามโคย หรือ สามควาย
  • การใช้พื้นบ้าน : มีการนำแก่นหรือเปลือกต้นมาต้มดื่มเพื่อ บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เจริญอาหาร ขับลม และแก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ กำลังช้างเผือก สะท้อนคติการตั้งชื่อสมุนไพรตามความเชื่อเกี่ยวกับพลังและความแข็งแรงของพืช โดยมีการใช้ในตำรับยาพื้นบ้านมาเป็นเวลานาน และปรากฏชื่อในองค์ความรู้เกี่ยวกับ ยาดองบำรุงกำลัง ของภาคเหนือ นอกจากนี้ชื่อเดียวกันยังถูกใช้เรียกพืชต่างชนิดในบางพื้นที่ จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำคัญในการใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ประกอบข้อมูลสมุนไพร

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานภาพระดับโลก : แหล่งข้อมูลอนุกรมวิธานที่ตรวจสอบไม่ได้ระบุสถานะการคุกคามของ Hiptage candicans ในหน้าข้อมูลดังกล่าว จึงไม่ควรระบุว่าเป็นพืชใกล้สูญพันธุ์โดยไม่มีหลักฐานเฉพาะ
  • การอนุรักษ์ในประเทศไทย : ควรส่งเสริมการเก็บรักษาพันธุกรรม การปลูกขยายพันธุ์ และการเก็บตัวอย่างพรรณไม้โดยระบุแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Malpighiales
  • วงศ์ (Family) : Malpighiaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Malpighioideae
  • เผ่า (Tribe) : Hiptageae
  • สกุล (Genus) : Hiptage Gaertn.
  • ชนิด (Species) : Hiptage candicans Hook.f.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Hiptage benghalensis subsp. candicans (Hook.f.) Sirirugsa
  • ชื่อพ้องอื่น : Hiptage arborea Kurz
  • ชนิดย่อย/วาไรตีที่ได้รับการยอมรับ : Hiptage candicans var. candicans และ Hiptage candicans var. harmandiana (Pierre) Dop

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ต้องยืนยันว่าเป็น Hiptage candicans Hook.f. ไม่ใช่ Hiptage benghalensis หรือรางจืด (Thunbergia laurifolia)
  • ตรวจสอบลักษณะต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เนื้อไม้แข็ง
  • ตรวจสอบใบ : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบอ่อนมีขนสีขาวค่อนข้างหนาแน่น และใบแก่ด้านล่างมีขนละเอียด
  • ตรวจสอบดอก : ดอกออกเป็นช่อ กลีบดอก 5 กลีบ มีสีขาวและอาจมีแต้มสีเหลืองหรือชมพู
  • ตรวจสอบผล : ผลมีโครงสร้างเป็นผลแห้งมีปีก ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของสกุล Hiptage
  • ตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืชหรือหอพรรณไม้ และตรวจสอบด้วยเอกสารอนุกรมวิธานที่เป็นปัจจุบัน
  • การตรวจสอบระดับโมเลกุล : ในงานวิจัยอนุกรมวิธานของสกุล Hiptage มีการใช้ข้อมูลลำดับดีเอ็นเอเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของชนิดต่าง ๆ รวมถึงตัวอย่าง H. candicans จากประเทศไทย

คำเตือนทางการแพทย์

กำลังช้างเผือก (Hiptage candicans Hook.f.) เป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการบำรุงกำลัง แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด ไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่งหรือใช้เพื่อรักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการเลือกซื้อวัตถุดิบ เนื่องจากชื่อ “กำลังช้างเผือก” สามารถหมายถึงพืชหลายชนิด การใช้สมุนไพรผิดชนิดอาจทำให้ได้รับสารออกฤทธิ์และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2564). สารานุกรมพืชในประเทศไทย. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. กรมวิชาการเกษตร. (2561). รายงานผลงานเรื่องเต็มการทดลองที่สิ้นสุด: ข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีของสมุนไพร. กรมวิชาการเกษตร.
  3. พันแสง, ส., & แก้วกรม, พ. (2021). ผลของการใช้สมุนไพรกำลังช้างเผือก (Hiptage candicans) ต่อสมรรถนะการเจริญเติบโต และลดการตกค้างของยาปฏิชีวนะในไก่เนื้อ. วารสารแก่นเกษตร, 50(4), 1053–1161.
  4. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2569). กำลังช้างเผือก. มูลนิธิสุขภาพไทย.
  5. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้และทรัพยากรพืช. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  6. พวงผกา แก้วกรม, ปอแก้ว พรมเพชร, และสมเพียร ฟักทอง. (2560). ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดควายเก้าแม่ (Hiptage candicans Hook.f.). ใน การประชุมวิชาการระดับชาติ เกษตรแฟร์นนทรีอีสาน ครั้งที่ 5: นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคมที่ยั่งยืน (น. 193–194).
  7. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Hiptage candicans Hook.f. Plants of the World Online.
  8. World Flora Online Consortium. (2026). Hiptage candicans Hook.f. World Flora Online.
  9. Tan, K., Dong, S. P., & Ren, M. X. (2019). Molecular phylogeny of Hiptage (Malpighiaceae) reveals a new species from Southwest China. PhytoKeys.
Scroll to top