กำจัด

กำจัด

กำจัด

กำจัด หรือ กำจัดต้น เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Rutaceae ที่คนไทยรู้จักในชื่อ มะแขว่น มะข่วง หมักข่วง พริกหอม และลูกระมาศ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ผลและเมล็ดมีกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดอุ่น จึงใช้เป็นทั้ง สมุนไพรไทยและเครื่องเทศพื้นบ้าน มีการนำส่วนต่าง ๆ มาใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้เพื่อขับลม บรรเทาอาการปวดเมื่อย และใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาบางชนิด

หมายเหตุ : ชื่อวิทยาศาสตร์ของกำจัดที่ใช้ในเอกสารไทยบางแหล่งอาจพบเป็น Zanthoxylum limonella (Dennst.) Alston แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล Plants of the World Online (Kew) ปัจจุบันยอมรับ Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัด Z. limonella เป็นชื่อพ้องของชนิดเดียวกัน จึงควรระบุชื่อพ้องไว้ในการตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพรเพื่อป้องกันความสับสน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กำจัด, กำจัดต้น
  • ชื่อท้องถิ่น : มะแขว่น, มะข่วง, หมักข่วง, พริกหอม, ลูกระมาศ, หมากแคว่น และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารเดิม : Zanthoxylum limonella (Dennst.) Alston
  • วงศ์ : Rutaceae
  • สกุล : Zanthoxylum
  • ลักษณะเด่น : ไม้ยืนต้นมีหนาม ใบประกอบแบบขนนก ดอกออกเป็นช่อ และผลกลมเมื่อแก่จะแตกเผยเมล็ดสีดำ
  • การใช้ประโยชน์เด่น : สมุนไพร เครื่องเทศ อาหารพื้นบ้าน และวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์จากน้ำมันหอมระเหย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบหรือมีลักษณะกึ่งไม่ผลัดใบตามสภาพแวดล้อม โดยมีรายงานความสูงประมาณ 5–20 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมรูปกรวย หนามอาจพบตามกิ่ง ก้านใบ และส่วนต่าง ๆ ของลำต้น เปลือกมีสีอ่อนออกเทาหรือขาว ต้นมีทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง
  • ใบ : เป็น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมีหลายใบ รูปรีถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือเรียว ขอบใบเรียบหรือมีลักษณะเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบค่อนข้างเรียบ ใบมีกลิ่นหอมเมื่อขยี้ เนื่องจากมีสารระเหยและน้ำมันหอมระเหย
  • ดอก : ออกเป็น ช่อดอกแบบแตกแขนง บริเวณปลายยอดหรือซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวถึงขาวอมเทา และอาจพบดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกันคนละต้น ข้อมูลจากฐานข้อมูลพรรณไม้ของไทยระบุช่วงออกดอกประมาณเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม ขณะที่ข้อมูลจากภูมิภาคอื่นอาจแตกต่างตามสภาพภูมิอากาศ
  • ผล : ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเข้มและแตกออกตามแนว ทำให้เห็นเมล็ดภายใน
  • เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะกลม ผิวเรียบ เมื่อแก่มีสีดำเป็นมัน เป็นส่วนที่มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดอุ่น และนิยมใช้เป็น เครื่องเทศมะแขว่น ในอาหารพื้นเมือง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กำจัด (Zanthoxylum rhetsa) มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไปจนถึงหมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซียและบางพื้นที่ของออสเตรเลีย โดยพบได้ในเขตร้อนชื้นและพื้นที่ป่าธรรมชาติ ในประเทศไทยพบชื่อและการใช้ประโยชน์เด่นใน ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมการใช้มะแขว่นเป็นเครื่องเทศและสมุนไพรพื้นบ้าน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : วิธีที่ใช้ได้คือ การเพาะเมล็ด โดยเลือกเมล็ดจากผลแก่สมบูรณ์และมีคุณภาพดี
  • การเตรียมเมล็ด : ควรคัดเมล็ดที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา หรือความเสียหายจากแมลง
  • วัสดุเพาะ : ใช้วัสดุที่ระบายน้ำดี มีความโปร่งและเก็บความชื้นได้พอเหมาะ
  • การย้ายปลูก : เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายลงแปลงหรือพื้นที่ปลูกที่มีแสงเพียงพอ
  • สภาพแวดล้อม : เหมาะกับพื้นที่เขตร้อนและพื้นที่ที่มีความชื้นพอสมควร ดินควรระบายน้ำได้ดี
  • การดูแล : ควรกำจัดวัชพืช ให้น้ำในระยะต้น และป้องกันความเสียหายจากแมลงหรือโรคพืชตามความเหมาะสม
  • การเก็บผลผลิต : สำหรับใช้เป็นเครื่องเทศควรเก็บผลเมื่อแก่เต็มที่ จากนั้นทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม

ฐานข้อมูลพรรณไม้ของไทยระบุว่า กำจัดต้นสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และกรมวิชาการเกษตรจัดมะแขว่น/กำจัดต้นไว้ในกลุ่มพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ผลและเปลือกผล
  • เมล็ด
  • ใบ
  • ราก
  • เนื้อไม้
  • น้ำมันหอมระเหยจากผลหรือเปลือกผล

ในตำรับและภูมิปัญญาไทยมีการใช้ส่วนของผลและเปลือกผล โดยเฉพาะเพื่อบรรเทาอาการเกี่ยวกับ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และอาการปวดเมื่อย ขณะที่ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้ใบ ราก และเนื้อไม้ในข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ขับลม : ผลและเมล็ดใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยขับลมในลำไส้และบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  • บรรเทาอาการปวดเมื่อย : มีการใช้ผลหรือเปลือกผลในตำรับยาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
  • บรรเทาอาการปวดข้อ : มีข้อมูลการใช้ในตำรับโบราณเกี่ยวกับอาการปวดข้อและโรคข้อ และมีงานวิจัยทางคลินิกสมัยใหม่ศึกษาการใช้ภายนอกในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
  • บรรเทาอาการอักเสบ : งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากเปลือกผลและเมล็ดสามารถยับยั้งตัวกลางการอักเสบบางชนิดได้
  • แก้ปวดฟันและรำมะนาด : ใบมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านโดยนำมาขยี้หรือใช้เฉพาะที่
  • ขับลมเบื้องบนและบรรเทาอาการวิงเวียน : เป็นการใช้ตามตำรายาและภูมิปัญญาเดิม
  • บำรุงธาตุและบำรุงร่างกาย : มีการกล่าวถึงในการแพทย์พื้นบ้าน แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยัน
  • ใช้ในตำรับยาสมุนไพรไทย : ผลและเปลือกผลปรากฏในตำรับโบราณบางตำรับสำหรับอาการทางกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นการรวบรวมจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และงานวิจัย ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคโดยบุคลากรทางการแพทย์

วิธีใช้

  • ใช้เป็นเครื่องเทศ : ผลแก่ทำให้แห้งแล้วนำมาบดหรือใช้ทั้งเมล็ดเพื่อปรุงอาหาร
  • ใช้ในตำรับยาไทย : ใช้ผลหรือเปลือกผลเป็นส่วนประกอบของตำรับตามหลักการแพทย์แผนไทย
  • ใช้ภายนอก : มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลเพื่อใช้บริเวณที่มีอาการปวด โดยงานวิจัยทางคลินิกใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะสูตรและขนาดที่กำหนด ไม่ควรนำไปเลียนแบบเป็นสูตรใช้เอง

สาระสำคัญ

สารสำคัญที่ได้รับความสนใจใน กำจัด ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย (essential oils) และกลุ่มสารพฤกษเคมีหลายประเภท เช่น แอลคาลอยด์ ลิกแนน คูมาริน เอไมด์ และเทอร์พีน โดยองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยแตกต่างกันตามส่วนของพืช แหล่งปลูก และวิธีสกัด

องค์ประกอบทางเคมี

  • น้ำมันหอมระเหย : พบสารกลุ่มโมโนเทอร์พีนและเซสควิเทอร์พีนเป็นองค์ประกอบสำคัญ
  • Sabinene : พบในน้ำมันหอมระเหยจากหลายส่วน โดยเฉพาะเมล็ดและผล
  • Limonene : เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยจากผลในบางแหล่ง
  • Terpinen-4-ol : พบในน้ำมันหอมระเหยจากเมล็ดและส่วนอื่น ๆ
  • α-Pinene และ β-Pinene : พบเป็นองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย
  • Linalool และ terpinolene : พบในน้ำมันหอมระเหยจากบางส่วนของพืช
  • Alkaloids : มีรายงานการแยกสารแอลคาลอยด์หลายชนิดจากเปลือกต้นและส่วนอื่น ๆ
  • Benzophenanthridine alkaloids : มีรายงานสารกลุ่มนี้ เช่น nitidine-related compounds และ chelerythrine-related compounds
  • สารกลุ่ม lignans, coumarins และ amides : เป็นกลุ่มสารพฤกษเคมีที่มีรายงานในสกุล Zanthoxylum และใน Z. rhetsa

งานวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยจากเมล็ดของ Z. rhetsa รายงานว่า sabinene เป็นองค์ประกอบหลักในตัวอย่างหนึ่ง ขณะที่งานอื่นพบความแตกต่างขององค์ประกอบ เช่น limonene, terpinen-4-ol และ linalool ตามส่วนของพืชและแหล่งปลูก

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Zanthoxylum rhetsa ครอบคลุมทั้งด้านองค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง และการศึกษาทางคลินิก การศึกษาที่สำคัญในประเทศไทยพบว่าสารสกัดจากเปลือกผลและน้ำมันหอมระเหยจากเมล็ดสามารถยับยั้งการสร้าง NO และ TNF-α ในเซลล์ macrophage ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ งานวิจัยทางคลินิกปี 2025 เป็นการทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และมีกลุ่มเปรียบเทียบในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมจำนวน 60 คน พบว่าสเปรย์ที่มีน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผล Z. rhetsa ช่วยลดอาการปวดและปรับปรุงการทำงานของข้อเข่าได้ โดยผลโดยรวมไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากสเปรย์ diclofenac ในการศึกษานี้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับหลักฐานสูงสุดที่พบสำหรับกำจัดโดยตรง : มีหลักฐานจาก การศึกษาทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มเปรียบเทียบ สำหรับการใช้ภายนอกในอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม แต่เป็นการศึกษาขนาดเล็กและใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะสูตร จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลของสมุนไพรในทุกข้อบ่งใช้
  • ระดับก่อนคลินิก : มีหลักฐานจากการทดลองในเซลล์และการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
  • หลักฐานจากภูมิปัญญา : มีการใช้เป็นเครื่องเทศและสมุนไพรมาเป็นเวลานานในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากเปลือกผลและเมล็ดสามารถลดการสร้าง NO และ TNF-α ในแบบจำลองเซลล์ macrophage
  • ฤทธิ์ระงับปวด : น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลมีความเกี่ยวข้องกับการลดตัวกลางการอักเสบ และมีการศึกษาทางคลินิกในอาการปวดข้อเข่าเสื่อม
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารแอลคาลอยด์บางชนิดที่แยกได้จาก Z. rhetsa แสดงฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลชีพในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารสกัดและสารบริสุทธิ์บางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งในระดับหลอดทดลอง แต่ยังไม่ควรนำผลดังกล่าวไปสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในคนได้

ความปลอดภัย

การศึกษาทางคลินิกของสเปรย์น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมพบว่าสามารถใช้เฉพาะที่ตามสูตรและระยะเวลาที่ศึกษาได้ ส่วนการศึกษาทดสอบการแพ้ทางผิวหนังในอาสาสมัครสุขภาพดีพบว่าผลิตภัณฑ์บางความเข้มข้นมีการระคายเคืองเล็กน้อยและปฏิกิริยาส่วนใหญ่หายไปภายใน 24 ชั่วโมง

หมายเหตุ : ข้อมูลความปลอดภัยที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปความปลอดภัยของการรับประทานสารสกัดเข้มข้น น้ำมันหอมระเหย หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นเวลานาน

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์โดยอาศัยข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ในขนาดยาเพื่อกระตุ้นการขับระดู
  • ไม่ควรรับประทานน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นโดยตรง
  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้พืชหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย ควรหลีกเลี่ยง
  • ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ภายนอกบนแผลเปิด เยื่อบุ หรือบริเวณผิวหนังที่มีการอักเสบรุนแรง เว้นแต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคำแนะนำให้ใช้
  • เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้ในรูปแบบยา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกำจัดกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นสารสกัดเข้มข้นหรือรับประทานในขนาดยา ควรระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อ การแข็งตัวของเลือด ความดันโลหิต ระบบประสาท หรือยาที่มีการเปลี่ยนแปลงผ่านเอนไซม์ตับ เนื่องจากมีข้อมูลระดับห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกำหนดคู่ยาที่มีปฏิกิริยาแน่นอนได้

การใช้ในอาหาร

กำจัดหรือมะแขว่น เป็นเครื่องเทศสำคัญของอาหารพื้นเมืองภาคเหนือ โดยเฉพาะอาหารที่ต้องการกลิ่นหอมและรสเผ็ดอุ่น

  • ใช้ผลแห้งเป็นเครื่องเทศ
  • ใช้ปรุง ลาบ หลู้ น้ำพริก และยำ
  • ใช้ใน แกงแคและแกงอ่อม
  • ใช้ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์
  • ใบอ่อนสามารถใช้เป็นผักพื้นบ้านในบางพื้นที่

การใช้เป็นอาหารถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่แพร่หลายที่สุดของพืชชนิดนี้ในภาคเหนือของประเทศไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • เครื่องเทศแห้งและผงมะแขว่น
  • ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นเมือง
  • น้ำมันหอมระเหย
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรใช้ภายนอก
  • ผลิตภัณฑ์สำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์จากกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย

มีงานวิจัยพัฒนาสเปรย์ใช้ภายนอกที่มีน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผล Z. rhetsa โดยศึกษาทั้งด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยทางผิวหนัง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผลเพื่อใช้เป็นเครื่องเทศ : เก็บเมื่อผลแก่เต็มที่และมีสีเปลี่ยนจากเขียวเป็นสีน้ำตาล
  • คัดผลที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อราและแมลงทำลาย
  • ทำความสะอาดและทำให้แห้งโดยหลีกเลี่ยงความชื้นสะสม
  • เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
  • น้ำมันหอมระเหย ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและเหมาะสมกับสารระเหย เพื่อช่วยลดการเสื่อมจากแสง ออกซิเจน และความร้อน
  • วัตถุดิบที่นำไปทำยาและผลิตภัณฑ์ควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์และคุณภาพก่อนใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในภาคเหนือของไทย มะแขว่นหรือกำจัด เป็นทั้งอาหาร เครื่องเทศ และสมุนไพรพื้นบ้าน มีการใช้ผลและเมล็ดเพื่อขับลมและบรรเทาอาการไม่สบายทางระบบทางเดินอาหาร ขณะที่ใบ ราก และเนื้อไม้มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยยังนำผลหรือเปลือกผลเข้าสู่ตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับ อาการปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทางเภสัชวิทยาและการทดลองทางคลินิกในยุคปัจจุบันบางส่วน

ประวัติและวัฒนธรรม

มะแขว่น เป็นเครื่องเทศที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารล้านนาและอาหารพื้นเมืองภาคเหนือ โดยมีบทบาททั้งในด้านการปรุงรส การเพิ่มกลิ่นหอม และการใช้เป็นสมุนไพรในครัวเรือน ผลแห้งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสเผ็ดอุ่น จึงถูกนำมาใช้ในอาหารหลายชนิด เช่น ลาบ หลู้ แกงแค และแกงอ่อม การใช้ประโยชน์ดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง อาหารพื้นบ้านกับภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ ของชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ชนิด Zanthoxylum rhetsa มีสถานะการประเมินด้านการอนุรักษ์เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และมีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนของเอเชียถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม การเก็บผลหรือส่วนของต้นจากธรรมชาติอย่างต่อเนื่องควรดำเนินการอย่างเหมาะสม และส่งเสริม การปลูกกำจัดหรือมะแขว่นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรและเครื่องเทศ เพื่อลดแรงกดดันต่อประชากรพืชในธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Sapindales
  • วงศ์ (Family) : Rutaceae
  • สกุล (Genus) : Zanthoxylum
  • ชนิด (Species) : Zanthoxylum rhetsa
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Fagara rhetsa Roxb.; Zanthoxylum limonella (Dennst.) Alston; Zanthoxylum budrunga (Roxb.) DC.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ กำจัด ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกับข้อมูลทางเภสัชเวท ได้แก่

  • ลักษณะมหภาค : ไม้ยืนต้นมีหนาม ใบประกอบแบบขนนก ผลกลมและมีกลิ่นหอม
  • ลักษณะผลและเมล็ด : ผลแห้งแตก มีเมล็ดสีดำเป็นมัน
  • กลิ่น : มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : ใช้ลักษณะเนื้อเยื่อและโครงสร้างทางกายวิภาคประกอบการยืนยัน
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ TLC/HPTLC และ GC-MS เพื่อสร้างลักษณะพิมพ์ทางเคมีของวัตถุดิบและตรวจสอบองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย

การยืนยันชื่อวิทยาศาสตร์ควรใช้ตัวอย่างพรรณไม้หรือ voucher specimen ที่ผ่านการตรวจสอบโดยนักพฤกษศาสตร์ โดยงานวิจัยทางคลินิกของ Z. rhetsa ในประเทศไทยได้ตรวจสอบตัวอย่างพืชเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจาก Forest Herbarium ก่อนนำมาใช้วิจัย

คำเตือนทางการแพทย์

กำจัดเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิมและมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนบางด้าน แต่ไม่ควรนำผลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาอ้างว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านจุลชีพ หรือต้านการอักเสบ หลักฐานทางคลินิกที่มีในปัจจุบันสนับสนุนเฉพาะ การใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลในรูปแบบใช้ภายนอกสำหรับอาการปวดข้อเข่าเสื่อม ภายใต้สูตรและขนาดที่ศึกษา ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานผล เมล็ด หรือสารสกัดเข้มข้นจะให้ผลเช่นเดียวกัน หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาประจำ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้ในรูปแบบยา โดยเฉพาะ สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สุทธา, พ. (ม.ป.ป.). การใช้ประโยชน์ทางยาพื้นบ้าน สารพฤกษเคมี และฤทธิ์ทางชีวภาพของมะขว่ง. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  2. กรมวิชาการเกษตร. (2569). มะแขว่น/กำจัดต้น (Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC.). ฐานข้อมูลพืชกรมวิชาการเกษตร.
  3. สำนักงานนโยบายแห่งชาติด้านยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย. (2563). Zanthoxylum rhetsa. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  5. Imphat, C., Woottisin, N., & Chiewsilp, W. (2025). Efficacy of topical analgesia Zanthoxylum rhetsa in the treatment of primary knee osteoarthritis: A randomized, double-blind, positive-controlled clinical trial. Journal of Ayurveda and Integrative Medicine, 16(3), 101108.
  6. Imphat, C., & Woottisin, N. (2025). Formulation and topical safety evaluation of Zanthoxylum rhetsa spray containing essential oil from pericarp: A phase 1, double-blind, non-randomized, single-arm patch test trial. Tropical Journal of Natural Product Research, 9(10).
  7. Prapasanobol, V., Sudta, P., Prapasanobol, M., Suntornhong, S., & Chaiyana, P. (2026). Chemical composition, antioxidant and anticancer activities of essential oils from the pericarp of Zanthoxylum rhetsa. YRU Journal of Science and Technology.
  8. Pham, C. B., et al. (2021). The chemical composition and biological activities of essential oils from Zanthoxylum rhetsa grown in Son La, Northwest Vietnam. Journal of Food Quality, 2021, 9922283.
  9. Deka, A. J., Barua, S., Upadhaya, D., Barman, M., Deka, B., & Medhi, S. (2026). Therapeutic potential of Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC.: A systematic review of bioactive drug-like compounds and natural drug leads. Xenobiotica, 56(5), 424–442.
  10. Kew Science. (2026). Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. Plants of the World Online.
Scroll to top