กาแฟ

กาแฟ

กาแฟ เป็นพืชเศรษฐกิจและพืชเครื่องดื่มที่มีความสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะ กาแฟอาราบิก้า (Coffea arabica L.) ซึ่งเป็นชนิดที่มีคุณภาพด้านกลิ่นและรสชาติเป็นที่นิยม เมล็ดกาแฟหลังผ่านการคั่วและบดนำมาใช้ชงเป็นเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน (caffeine) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกตื่นตัวและลดความง่วง นอกจากการใช้เป็นเครื่องดื่มแล้ว กาแฟยังมีสารกลุ่มโพลีฟีนอล โดยเฉพาะ กรดคลอโรจีนิก (chlorogenic acids) ที่ได้รับความสนใจในการศึกษาด้านสุขภาพและเภสัชวิทยา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กาแฟ
  • ชื่ออื่น : กาแฟอาราบิก้า
  • ชื่อสามัญ : Coffee, Arabica coffee, Arabian coffee
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coffea arabica L.
  • วงศ์ : Rubiaceae
  • ส่วนที่นิยมใช้ : เมล็ดกาแฟ หรือเมล็ดที่ผ่านการคั่วและบด
  • สารสำคัญเด่น : คาเฟอีน (caffeine), กรดคลอโรจีนิก (chlorogenic acids), trigonelline และสารประกอบฟีนอลิก
  • การใช้ประโยชน์หลัก : ใช้เป็นเครื่องดื่ม อาหาร สารแต่งกลิ่นรส และวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง และสารสกัดจากพืช

ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลมีฐานข้อมูลเฉพาะสำหรับสืบค้นข้อมูลด้านสรรพคุณ การวิจัย เภสัชวิทยา และอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษากาแฟและพืชสมุนไพรชนิดอื่น ๆ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : กาแฟอาราบิก้าเป็น ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก โดยทั่วไปสูงประมาณ 2–8 เมตร หากปลูกเชิงการค้าจะตัดแต่งกิ่งให้มีขนาดเล็กเพื่อสะดวกต่อการดูแลและเก็บเกี่ยว ลำต้นตั้งตรง เปลือกเมื่อแก่มีสีเทาและอาจแตกลาย กิ่งแขนงแตกออกในแนวนอนและเป็นบริเวณสำคัญที่เกิดดอกและผล
  • ใบ : เป็น ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปรีถึงรูปไข่แกมใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบหนา ผิวเรียบเป็นมัน สีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบและเส้นแขนงเห็นได้ชัด ใบเป็นพืชไม่ผลัดใบและสามารถคงอยู่บนต้นได้เป็นเวลานาน
  • ดอก : ดอกออกเป็น ช่อบริเวณซอกใบตามข้อของกิ่ง ดอกมีสีขาว มีกลิ่นหอม ลักษณะคล้ายดอกมะลิ ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน กลีบดอกเชื่อมเป็นหลอดและปลายแยกเป็นแฉก โดยทั่วไปประมาณ 5 แฉก
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นผลสดคล้ายผลเบอร์รีหรือผลแบบ drupe ขนาดประมาณ 1–2 เซนติเมตร เมื่ออ่อนมีสีเขียว และเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แดง หรือแดงเข้มตามสายพันธุ์และลักษณะการปลูก ภายในผลโดยทั่วไปมี เมล็ด 2 เมล็ด ซึ่งเป็นส่วนที่นำไปแปรรูปเป็นเมล็ดกาแฟ
  • เมล็ด : เมล็ดสดมีสีเขียวหรือเขียวอมเทา เมล็ดแต่ละเมล็ดมีร่องตามแนวยาวตรงกลาง เมื่อนำไปคั่วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเกิดสารประกอบกลิ่นรสจำนวนมากจากปฏิกิริยาระหว่างความร้อนกับองค์ประกอบภายในเมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : Coffea arabica มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณแอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเอธิโอเปีย เซาท์ซูดาน และบริเวณภูเขา Marsabit ทางตอนเหนือของเคนยา
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการนำไปปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก รวมถึงทวีปอเมริกา เอเชีย แอฟริกา และหมู่เกาะต่าง ๆ
  • ประเทศไทย : มีการปลูกกาแฟทั้ง อาราบิก้าและโรบัสต้า โดยกาแฟอาราบิก้าเหมาะกับพื้นที่สูงและอากาศค่อนข้างเย็น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่โรบัสต้ามีบทบาทสำคัญในพื้นที่ภาคใต้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : กาแฟอาราบิก้าเหมาะกับพื้นที่สูง อากาศเย็นถึงอบอุ่น มีความชื้นและน้ำเพียงพอ แต่ไม่ควรมีน้ำขัง ดินควรระบายน้ำดีและมีอินทรียวัตถุเพียงพอ
  • แสง : สามารถปลูกในพื้นที่มีแสงเพียงพอ แต่ระบบ ปลูกกาแฟใต้ร่มเงา (shade-grown coffee) สามารถช่วยลดความร้อนและรักษาความชื้นของดินได้
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้ทั่วไป โดยคัดเลือกเมล็ดจากต้นแม่พันธุ์ที่แข็งแรงและให้ผลผลิตดี เพาะในวัสดุเพาะที่สะอาดและมีความชื้นเหมาะสม
  • การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เมล็ด : สามารถใช้การปักชำหรือเทคนิคการขยายพันธุ์พืชอื่น ๆ ในระบบการผลิตพันธุ์ที่ต้องการรักษาลักษณะเฉพาะ
  • การดูแล : ควรควบคุมวัชพืช ใส่ปุ๋ยตามสภาพดิน ตัดแต่งกิ่ง และควบคุมโรคและแมลงอย่างเหมาะสม
  • การเก็บเกี่ยว : ควรเก็บผลกาแฟที่สุกสมบูรณ์ ซึ่งโดยทั่วไปมีสีแดงหรือสีตามลักษณะพันธุ์ เพราะผลสุกให้คุณภาพด้านกลิ่นและรสชาติที่เหมาะสมกว่า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เมล็ด : เป็นส่วนที่มีข้อมูลด้านเภสัชวิทยาและการใช้ประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะเมล็ดที่นำไปคั่วและชงเป็นเครื่องดื่ม
  • เมล็ดกาแฟดิบ : มีสาร กรดคลอโรจีนิก ในระดับสูงกว่าเมล็ดที่ผ่านการคั่ว และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการศึกษาสารสกัดเมล็ดกาแฟดิบ
  • ใบ : มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดใบกาแฟ แต่หลักฐานยังอยู่ในระดับการวิจัย ไม่ควรนำผลการทดลองไปเทียบเท่ากับการรักษาโรคในมนุษย์

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : กาแฟถูกใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยให้ร่างกายตื่นตัว ลดความง่วง และเพิ่มความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ซึ่งสัมพันธ์กับฤทธิ์ของคาเฟอีนต่อระบบประสาทส่วนกลาง
  • ด้านการขับปัสสาวะ : คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและมีผลต่อการทำงานของไต จึงอาจทำให้ปัสสาวะเพิ่มขึ้นในบางคน
  • ด้านความตื่นตัว : คาเฟอีนช่วยลดความรู้สึกง่วงและเพิ่มความตื่นตัว จึงเป็นเหตุผลหลักที่กาแฟถูกใช้เป็นเครื่องดื่มในช่วงทำงานหรือเรียน
  • ด้านสมรรถภาพทางกาย : หลักฐานจากงานทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่าคาเฟอีนอาจช่วยเพิ่มสมรรถภาพการออกกำลังกายหลายรูปแบบ โดยหลักฐานมีคุณภาพตั้งแต่ปานกลางถึงต่ำมากแตกต่างกันตามผลลัพธ์ที่ศึกษา
  • ด้านสารต้านอนุมูลอิสระ : กาแฟมีสารประกอบฟีนอลิกและสารกลุ่มคลอโรจีนิกที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง และอาจมีส่วนต่อผลทางชีวภาพของการบริโภคกาแฟ
  • ด้านสุขภาพระยะยาว : งานทบทวนขนาดใหญ่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับความเสี่ยงที่ลดลงของผลลัพธ์ด้านสุขภาพหลายชนิด แต่ผลส่วนใหญ่เป็นหลักฐานจากการศึกษาเชิงสังเกต จึงยังไม่ควรสรุปว่ากาแฟเป็นยาป้องกันหรือรักษาโรคโดยตรง
หมายเหตุ : สรรพคุณที่กล่าวถึงข้างต้นควรแยกระหว่าง “การใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม” กับ “การใช้เป็นยา” เพราะหลักฐานทางคลินิกของกาแฟไม่ได้สนับสนุนให้ใช้กาแฟทดแทนการรักษามาตรฐานของโรค

วิธีใช้

  • ชงเป็นเครื่องดื่ม : ใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดชงด้วยน้ำร้อนตามวิธีที่เหมาะสม เช่น espresso, drip, French press หรือวิธีการชงอื่น ๆ
  • กาแฟคั่วบด : ปริมาณคาเฟอีนแตกต่างกันมากตามชนิดเมล็ด ระดับการคั่ว วิธีชง และขนาดเสิร์ฟ
  • กาแฟสกัดเมล็ดดิบ : ใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด แต่ควรพิจารณาปริมาณคาเฟอีนและส่วนประกอบอื่นร่วมด้วย
  • แนวทางด้านความปลอดภัย : สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี EFSA ระบุว่าการได้รับคาเฟอีนรวมจากทุกแหล่งไม่เกินประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน โดยทั่วไปไม่ก่อข้อกังวลด้านความปลอดภัย และการรับประทานครั้งเดียวไม่เกินประมาณ 200 มิลลิกรัมโดยทั่วไปไม่ก่อข้อกังวลในผู้ใหญ่สุขภาพดี

สาระสำคัญ

  • คาเฟอีน (Caffeine) : เป็นสารอัลคาลอยด์ที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยเพิ่มความตื่นตัวและลดความง่วง
  • กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic acids) : เป็นกลุ่มสารประกอบฟีนอลิกที่พบมากในเมล็ดกาแฟดิบ และลดลงบางส่วนระหว่างการคั่ว
  • ไตรโกเนลลีน (Trigonelline) : เป็นสารอัลคาลอยด์ที่พบในเมล็ดกาแฟและมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลิ่นและรสชาติหลังการคั่ว
  • สารประกอบเมลานอยดิน : เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการคั่วและมีส่วนสำคัญต่อสี กลิ่น และคุณสมบัติทางชีวภาพของกาแฟ
  • สารประกอบระเหย : เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างการคั่ว ทำให้กาแฟมีกลิ่นเฉพาะตัว

องค์ประกอบทางเคมี

  • Alkaloids : caffeine, trigonelline
  • Phenolic compounds : chlorogenic acids, caffeic acid, ferulic acid
  • Diterpenes : cafestol, kahweol
  • Carbohydrates : polysaccharides และน้ำตาลชนิดต่าง ๆ
  • Proteins และ amino acids
  • Lipids
  • Minerals
  • Volatile compounds : สารระเหยจำนวนมากที่เกิดหรือเปลี่ยนแปลงระหว่างการคั่ว

องค์ประกอบทางเคมีจะแตกต่างกันตาม สายพันธุ์ แหล่งปลูก ระดับความสุก กระบวนการแปรรูป วิธีคั่ว และวิธีชง จึงไม่ควรใช้ค่าคาเฟอีนหรือสารสำคัญจากกาแฟชนิดหนึ่งเป็นตัวแทนของกาแฟทุกผลิตภัณฑ์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ด้านระบบประสาทและความตื่นตัว : คาเฟอีนมีฤทธิ์ต้านตัวรับ adenosine ในระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดความตื่นตัวและลดความง่วง
  • ด้านการออกกำลังกาย : Umbrella review ของ meta-analyses พบว่าคาเฟอีนช่วยเพิ่มสมรรถภาพด้านความทนทานแบบแอโรบิก ความแข็งแรง ความทนทานของกล้ามเนื้อ กำลัง และความเร็วในการออกกำลังกาย โดยคุณภาพหลักฐานแตกต่างกันตามผลลัพธ์
  • ด้านโรคเรื้อรัง : การทบทวนงานวิจัยจำนวนมากพบว่าการดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านสุขภาพหลายประการ เช่น โรคตับ โรคเมตาบอลิก โรคทางระบบประสาท และโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาเชิงสังเกต จึงไม่สามารถยืนยันเหตุและผลได้ทั้งหมด
  • ด้านมะเร็ง : IARC ประเมินว่าการดื่มกาแฟไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์จากหลักฐานที่มีในขณะนั้น และผลการประเมินในปี 2016 แตกต่างจากการจัดกาแฟเป็น Group 2B ในการประเมินก่อนหน้า
  • สารสกัดจากใบและผลพลอยได้ของกาแฟ : มีงานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง เช่น การศึกษาสารสกัดจากใบกาแฟและเยื่อหุ้มเมล็ด แต่ยังไม่ควรสรุปเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับสูงกว่า : มีงาน systematic review และ meta-analysis จำนวนมากเกี่ยวกับ กาแฟและสุขภาพ รวมถึงผลของ คาเฟอีนต่อสมรรถภาพทางกาย
  • ระดับปานกลาง : หลักฐานสนับสนุนผลของคาเฟอีนต่อความตื่นตัวและสมรรถภาพการออกกำลังกายบางด้าน
  • ระดับต่ำถึงปานกลาง : ความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด เนื่องจากงานจำนวนมากเป็น observational studies
  • ระดับก่อนคลินิก : ฤทธิ์ของสารสกัดจากใบ เยื่อหุ้มเมล็ด และสารเฉพาะบางชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ in vitro หรือสัตว์ทดลอง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง : คาเฟอีนออกฤทธิ์หลักผ่านการยับยั้ง adenosine receptors ทำให้เกิดความตื่นตัว ลดความรู้สึกง่วง และเพิ่มความสามารถในการคงความสนใจ
  • ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด : คาเฟอีนสามารถทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะในผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : กาแฟสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดและการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารในบางคน
  • ฤทธิ์ต่อระบบปัสสาวะ : คาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะในระดับหนึ่ง โดยผลขึ้นกับปริมาณและความเคยชินของผู้บริโภค
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่ม chlorogenic acids และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อการออกกำลังกาย : คาเฟอีนช่วยเพิ่มสมรรถภาพการออกกำลังกายหลายประเภท โดยมีหลักฐานจากการทบทวน meta-analysis สนับสนุน

ความปลอดภัย

  • การดื่มกาแฟในปริมาณพอเหมาะโดยทั่วไปปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี
  • คาเฟอีนมากเกินไป อาจทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว กระสับกระส่าย วิตกกังวล นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว
  • EFSA ประเมินว่าผู้ใหญ่สุขภาพดีสามารถได้รับคาเฟอีนรวมประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน โดยทั่วไปโดยไม่ก่อข้อกังวลด้านความปลอดภัย และปริมาณ 100 มิลลิกรัมใกล้เวลานอนอาจรบกวนการนอนในบางคน
  • หญิงตั้งครรภ์ ควรจำกัดคาเฟอีนจากทุกแหล่ง โดย EFSA ระบุระดับไม่เกินประมาณ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ว่าไม่ก่อข้อกังวลต่อทารกในครรภ์จากข้อมูลที่มี
  • ความไวต่อคาเฟอีนแตกต่างกันตามบุคคล น้ำหนักตัว พันธุกรรม การทำงานของตับ การนอน และยาที่ใช้ร่วมกัน
หมายเหตุ : ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟแต่ละแก้วแตกต่างกันมากตามชนิดเมล็ด วิธีคั่ว วิธีชง และขนาดภาชนะ จึงควรพิจารณาปริมาณคาเฟอีนจริงจากผลิตภัณฑ์และรวมคาเฟอีนจากเครื่องดื่มหรืออาหารชนิดอื่นด้วย

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีความไวต่อคาเฟอีนสูง ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการบริโภค
  • หญิงตั้งครรภ์ ควรจำกัดคาเฟอีนรวมไม่เกินระดับที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
  • ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับหรือวิตกกังวล ควรหลีกเลี่ยงกาแฟในช่วงก่อนนอน
  • ผู้ที่มีโรคบางชนิด เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตควบคุมไม่ได้ หรือโรคกรดไหลย้อน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม
  • เด็กและวัยรุ่นควรหลีกเลี่ยงการได้รับคาเฟอีนในปริมาณสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคาเฟอีนเข้มข้น
  • ไม่ควรใช้คาเฟอีนบริสุทธิ์หรือคาเฟอีนเข้มข้น ในการชงหรือผสมเอง เนื่องจากปริมาณเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เกิดพิษรุนแรงได้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • Levothyroxine : กาแฟอาจลดการดูดซึมยา levothyroxine โดยเฉพาะเมื่อรับประทานพร้อมกัน จึงควรแยกเวลารับประทานตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยแนวทางหนึ่งแนะนำให้เว้นกาแฟอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงหลังรับประทานยาเม็ด
  • ธาตุเหล็ก : สารประกอบในกาแฟสามารถลดการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non-heme ได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟพร้อมยาเสริมธาตุเหล็ก
  • Clozapine และยาที่เกี่ยวข้องกับ CYP1A2 : มีรายงานว่าคาเฟอีนสามารถมีผลต่อระดับยา clozapine และยาบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ CYP1A2 แต่ข้อมูลทางคลินิกมีความแตกต่างกัน จึงไม่ควรปรับปริมาณกาแฟหรือยาเอง
  • Theophylline และสารกระตุ้นอื่น : การได้รับคาเฟอีนร่วมกับสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทหรือหัวใจอาจเพิ่มผลไม่พึงประสงค์ เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือกระสับกระส่าย
  • ยาหลายชนิด : เนื่องจากคาเฟอีนถูกเปลี่ยนแปลงผ่าน CYP1A2 และมีความแตกต่างด้านพันธุกรรมของผู้บริโภค การเกิดอันตรกิริยากับยาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

การใช้ในอาหาร

  • ใช้ เมล็ดกาแฟคั่วบด เป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มร้อนและเย็น
  • ใช้เป็นส่วนประกอบของขนม เบเกอรี่ ไอศกรีม ช็อกโกแลต และผลิตภัณฑ์อาหารที่ต้องการกลิ่นรสกาแฟ
  • ใช้เป็นสารแต่งกลิ่นและรสในอาหาร
  • ใช้ กาแฟสกัดหรือกาแฟสำเร็จรูป เป็นวัตถุดิบในอาหารและเครื่องดื่ม
  • ดอกกาแฟ มีการศึกษาการนำมาใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่มในบางพื้นที่ โดยพบสารประกอบ เช่น trigonelline, chlorogenic acid, flavonoids, tannins และ caffeine

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม : กาแฟคั่วบด กาแฟสำเร็จรูป กาแฟสกัดเย็น และเครื่องดื่มกาแฟพร้อมดื่ม
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : ขนม เบเกอรี่ ไอศกรีม ลูกอม และผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นรส
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร : สารสกัดเมล็ดกาแฟ โดยเฉพาะ green coffee bean extract
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารสกัดเมล็ดกาแฟหรือส่วนอื่นของกาแฟถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยมุ่งเน้นคุณสมบัติด้านสารต้านอนุมูลอิสระและการดูแลผิว
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีคาเฟอีน : คาเฟอีนจากกาแฟสามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แต่ต้องควบคุมปริมาณอย่างเหมาะสม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผลกาแฟ : ควรเก็บเมื่อผลสุกเต็มที่และมีสีตามลักษณะพันธุ์
  • เมล็ดกาแฟดิบ : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในสถานที่แห้ง เย็น และอากาศถ่ายเท
  • เมล็ดกาแฟคั่ว : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น อากาศ แสง และความร้อน
  • กาแฟบด : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิทและใช้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากพื้นที่ผิวที่เพิ่มขึ้นทำให้สูญเสียกลิ่นหอมและเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้เร็วกว่าเมล็ดกาแฟเต็มเมล็ด
  • การป้องกันความชื้น : เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการเสื่อมคุณภาพและการเจริญของเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กาแฟถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วย แก้ง่วงและเพิ่มความสดชื่น มาเป็นเวลานาน โดยการใช้ประโยชน์แพร่กระจายจากภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังยุโรปและส่วนต่าง ๆ ของโลก ต่อมาพัฒนาเป็นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟหลากหลายรูปแบบ ในประเทศไทย กาแฟอาราบิก้ามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนพื้นที่สูง โดยเฉพาะภาคเหนือ มีการปลูกกาแฟร่วมกับพืชชนิดอื่นหรือภายใต้ร่มเงาของป่า ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและเป็นทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สูงอย่างเหมาะสม

ประวัติและวัฒนธรรม

กาแฟมีประวัติการใช้เป็นเครื่องดื่มมายาวนาน โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับพื้นที่แอฟริกาตะวันออกและคาบสมุทรอาหรับ ก่อนแพร่เข้าสู่ยุโรปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และพัฒนาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ชื่อ Arabica มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับการแพร่กระจายและการใช้กาแฟผ่านโลกอาหรับ แม้ว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ Coffea arabica จะอยู่ในแอฟริกาตะวันออกก็ตาม กาแฟยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสังคม ไม่ว่าจะเป็นการพบปะพูดคุยในร้านกาแฟ การทำงาน การต้อนรับแขก และพิธีกรรมหรือประเพณีของหลายประเทศ

สถานะการอนุรักษ์

  • Coffea arabica เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่ประชากรธรรมชาติของชนิดพันธุ์มีความเสี่ยงจากการสูญเสียถิ่นอาศัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัจจัยทางพันธุกรรม
  • ฐานข้อมูล Kew ระบุสถานะตาม IUCN ของ Coffea arabica ว่า Endangered (EN) – ใกล้สูญพันธุ์
  • การอนุรักษ์กาแฟจึงควรให้ความสำคัญทั้ง การอนุรักษ์ในถิ่นกำเนิด (in situ conservation) การเก็บรักษาพันธุกรรม และการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์นอกถิ่นกำเนิด
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟอาราบิก้าในอนาคต

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืช (Clade) : Tracheophytes
  • กลุ่มพืชมีดอก (Clade) : Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงแท้ (Clade) : Eudicots
  • อันดับ (Order) : Gentianales
  • วงศ์ (Family) : Rubiaceae
  • สกุล (Genus) : Coffea L.
  • ชนิด (Species) : Coffea arabica L.
  • ชื่อพ้องหรือชื่อที่เกี่ยวข้อง : มีการใช้ชื่อเรียกกาแฟอาราบิก้าหลายรูปแบบตามแหล่งข้อมูลและภูมิภาค

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew รับรอง Coffea arabica L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Rubiaceae อันดับ Gentianales

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • เอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ : ตรวจสอบจากลักษณะต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด โดยเฉพาะใบเดี่ยวออกตรงข้าม ดอกสีขาวหอมออกตามซอกใบ และผลสุกสีแดง
  • เอกลักษณ์ของวัตถุดิบ : เมล็ดกาแฟมีรูปร่างรีหรือรูปไข่ มีร่องยาวตรงกลาง เมล็ดคั่วมีสีน้ำตาลและมีกลิ่นเฉพาะ
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : สามารถใช้ลักษณะทางกายวิภาคของใบ เมล็ด และเนื้อเยื่อประกอบการยืนยันชนิด
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถตรวจหา caffeine, chlorogenic acids และ trigonelline เป็นสารบ่งชี้ทางเคมี
  • การตรวจสอบด้วยโครมาโทกราฟี : HPLC หรือวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสมสามารถใช้ตรวจสอบและหาปริมาณสารสำคัญ
  • การตรวจสอบระดับโมเลกุล : ในกรณีที่ต้องการยืนยันชนิดหรือแยกความแตกต่างทางพันธุกรรม สามารถใช้ DNA barcoding หรือเทคนิคทางโมเลกุลร่วมกับการตรวจสอบทางสัณฐานวิทยา

คำเตือนทางการแพทย์

  • กาแฟไม่ใช่ยารักษาโรค และไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
  • ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟแต่ละชนิดแตกต่างกันมาก การระบุจำนวน “แก้วต่อวัน” จึงไม่สามารถใช้แทนการพิจารณาปริมาณคาเฟอีนได้อย่างแม่นยำ
  • การบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปอาจทำให้ ใจสั่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะ levothyroxine, clozapine, theophylline หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มกาแฟ
  • หญิงตั้งครรภ์ควรจำกัดคาเฟอีนรวมจากทุกแหล่งให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดย EFSA ระบุ ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระดับที่ไม่ก่อข้อกังวลต่อทารกในครรภ์จากข้อมูลที่ประเมิน
  • ห้ามรับประทานคาเฟอีนบริสุทธิ์หรือคาเฟอีนเข้มข้นในปริมาณที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะอาจทำให้เกิดพิษรุนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชัก และอาจเสียชีวิตได้
หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณและงานวิจัยของกาแฟควรใช้เพื่อการศึกษา ไม่ควรนำไปใช้วินิจฉัยโรค ปรับยา หรือกำหนดขนาดการรักษาด้วยตนเอง หากมีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนปรับปริมาณกาแฟหรือคาเฟอีน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพรและฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. พิชานันท์ ลีแก้ว. (2556). การดื่มกาแฟกับสุขภาพ. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร: ฤทธิ์ต้านเบาหวานของสารสกัดจากเยื่อหุ้มเมล็ดกาแฟ.
  4. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สารสกัดจากใบกาแฟช่วยบรรเทาอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง.
  5. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). พืชให้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท: กาแฟ (Coffea arabica L.).
  6. สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย/ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (ม.ป.ป.). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย: การปลูกกาแฟ.
  7. Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Coffea arabica L. Plants of the World Online.
  8. European Food Safety Authority. (2015). Scientific Opinion on the safety of caffeine.
  9. U.S. Food and Drug Administration. (2024). Spilling the beans: How much caffeine is too much?
  10. van Dam, R. M., Hu, F. B., & Willett, W. C. (2020). Coffee, caffeine, and health. New England Journal of Medicine, 383(4), 369–378.
  11. Poole, R., et al. (2017). Coffee consumption and health: Umbrella review of meta-analyses of multiple health outcomes. BMJ, 359, j5024.
  12. Grgic, J., et al. (2020). Wake up and smell the coffee: Caffeine supplementation and exercise performance—An umbrella review of 21 published meta-analyses. British Journal of Sports Medicine, 54(11), 681–688.
  13. Loomis, D., et al. (2016). Carcinogenicity of drinking coffee, mate, and very hot beverages. The Lancet Oncology, 17(7), 877–878.
Scroll to top