กัญชง

กัญชง

กัญชง

กัญชง หรือ Hemp เป็นพืชในสกุล Cannabis ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในทางอนุกรมวิธานว่า Cannabis sativa L. โดยกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีประโยชน์หลายด้าน ทั้ง เส้นใย เมล็ด น้ำมันเมล็ดกัญชง อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และงานวิจัยด้านสารแคนนาบินอยด์ กัญชงมีความใกล้ชิดกับกัญชาและอยู่ในชนิดเดียวกันตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ แต่พันธุ์กัญชงที่ใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมโดยทั่วไปได้รับการคัดเลือกให้มีสาร THC ต่ำ และมีลักษณะเด่นด้านเส้นใยและเมล็ด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กัญชง
  • ชื่อสามัญ : Hemp, Industrial hemp
  • ชื่ออังกฤษ : Hemp
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cannabis sativa L.
  • วงศ์ : Cannabaceae
  • สกุล : Cannabis
  • ชื่อที่เกี่ยวข้อง : เฮมพ์, Hemp, Industrial hemp
  • ลักษณะสำคัญ : เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง มีกิ่งแขนง และมีใบประกอบแบบนิ้วมือ
  • จุดเด่นของกัญชง : มีเส้นใยจากลำต้นที่แข็งแรง เมล็ดมีโปรตีน ไขมัน และกรดไขมันไม่อิ่มตัว และพันธุ์ที่ใช้เป็นกัญชงโดยทั่วไปได้รับการคัดเลือกให้มี THC ต่ำ เมื่อเทียบกับกัญชาที่ปลูกเพื่อสารออกฤทธิ์

หมายเหตุ : คำว่า “กัญชง” และ “กัญชา” มีความแตกต่างกันในด้านพันธุ์ การใช้ประโยชน์ และปริมาณสารสำคัญ แต่ในระบบอนุกรมวิธานปัจจุบัน Kew ยอมรับ Cannabis sativa L. เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับ และไม่ได้แยกกัญชงออกเป็นชนิดพันธุ์อิสระ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลักษณะต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งฤดู ลำต้นตั้งตรง มีข้อและปล้องชัดเจน ลำต้นของกัญชงสำหรับผลิตเส้นใยมักสูงและเรียว
  • ลำต้น : มีลักษณะเป็นเหลี่ยมหรือมีสันตามแนวลำต้น ผิวมีขนสั้น ๆ และมีเส้นใยอยู่บริเวณเปลือกลำต้น
  • ใบ : ใบเดี่ยวที่มีแผ่นใบแยกเป็นแฉกแบบนิ้วมือ โดยทั่วไปมีประมาณ 3–7 หรือมากกว่านั้น ใบย่อยเรียวยาว ปลายแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย
  • ดอก : เป็นพืชแยกเพศ โดยดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอาจอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้รวมเป็นช่อโปร่ง ส่วนดอกเพศเมียมีช่อแน่นกว่าและมีต่อมสร้างเรซิน
  • ผล : ผลแห้งเมล็ดเดียว รูปค่อนข้างกลมหรือรี มีเปลือกแข็ง เรียกว่า เมล็ดกัญชง (hemp seed)
  • ราก : มีระบบรากแก้วและรากแขนง ช่วยยึดต้นและดูดน้ำกับธาตุอาหาร
  • ลักษณะที่มักใช้แยกกัญชงจากกัญชาในทางเกษตร : กัญชงสำหรับเส้นใยมักมีลำต้นสูงเรียว แตกกิ่งน้อย ข้อปล้องยาว และใบเรียวกว่า แต่ลักษณะภายนอกไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการระบุชนิดหรือปริมาณ THC

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณ เอเชียกลาง ไปจนถึงซินเจียงและปากีสถาน
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันพบการปลูกและการนำเข้าไปใช้ประโยชน์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ
  • ประเทศไทย : มีการปลูกกัญชงในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่สูงและพื้นที่ที่มีการส่งเสริมให้ใช้เป็นพืชเศรษฐกิจ รวมทั้งนำมาใช้ประโยชน์ด้านเส้นใย เมล็ด และผลิตภัณฑ์จากกัญชง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเตรียมดิน : ควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ
  • การเพาะเมล็ด : เป็นวิธีหลักในการขยายพันธุ์กัญชง โดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพและตรงตามวัตถุประสงค์การผลิต
  • การปลูกเพื่อเส้นใย : ปลูกค่อนข้างหนาแน่นเพื่อส่งเสริมการเจริญของลำต้นและลดการแตกกิ่ง
  • การปลูกเพื่อเมล็ด : ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมกับพันธุ์และสภาพพื้นที่ เพื่อให้ต้นแตกกิ่งและสร้างช่อเมล็ดได้ดี
  • การให้น้ำ : ต้องมีน้ำเพียงพอในระยะเริ่มเจริญ แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำขัง
  • การควบคุมวัชพืช : ควรควบคุมวัชพืชในช่วงต้นกล้า เพราะวัชพืชสามารถแย่งน้ำและธาตุอาหารได้
  • การเก็บเกี่ยว : แตกต่างตามวัตถุประสงค์ เช่น การผลิตเส้นใย การผลิตเมล็ด หรือการผลิตสารสกัด

หมายเหตุ : การปลูก ผลิต เก็บเกี่ยว แปรรูป จำหน่าย หรือครอบครองกัญชงและผลิตภัณฑ์จากกัญชงต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของประเทศไทยที่ใช้บังคับในขณะนั้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสาร THC หรือ CBD

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เมล็ดกัญชง : มีการนำมาใช้เป็นอาหารและวัตถุดิบด้านโภชนาการ และมีข้อมูลจากการแพทย์ดั้งเดิมบางระบบเกี่ยวกับการใช้เมล็ดกัญชง
  • น้ำมันเมล็ดกัญชง : ใช้เป็นแหล่งไขมันและนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • ส่วนใบและช่อดอก : มีสารแคนนาบินอยด์และสารพฤกษเคมีหลายชนิด แต่การใช้เป็นยาต้องพิจารณาชนิดพันธุ์ ปริมาณสารสำคัญ และข้อกำหนดทางกฎหมาย ไม่ควรถือว่ากัญชงทุกสายพันธุ์มีคุณสมบัติทางยาเหมือนกัน
  • สารสกัด CBD : เป็นสารที่ได้รับความสนใจด้านเภสัชวิทยา แต่หลักฐานทางคลินิกที่มีคุณภาพสูงจำนวนมากเป็นการศึกษาผลิตภัณฑ์ CBD ที่มีการควบคุมปริมาณสารอย่างชัดเจน ไม่ใช่การใช้กัญชงทั้งต้นโดยทั่วไป

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม : เมล็ดกัญชงมีการกล่าวถึงในตำรายาและระบบการแพทย์ดั้งเดิมบางแห่ง เช่น การใช้เกี่ยวกับ อาการท้องผูก ปัญหาทางเดินอาหาร และอาการบางชนิดของระบบสืบพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับหลักฐานทางคลินิกสมัยใหม่โดยตรง
  • ด้านโภชนาการ : เมล็ดกัญชงเป็นแหล่ง โปรตีน ไขมันไม่อิ่มตัว ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ และมีกรดไขมัน เช่น linoleic acid และ alpha-linolenic acid
  • ด้านสารสำคัญ : CBD และสารแคนนาบินอยด์อื่น ๆ ได้รับการศึกษาด้านการอักเสบ ระบบประสาท อาการปวด และกลไกอื่น ๆ แต่ผลการศึกษาขึ้นกับชนิดสาร ปริมาณ และรูปแบบผลิตภัณฑ์
  • ด้านการแพทย์ : ไม่ควรกล่าวว่า “กัญชงรักษาโรค” โดยทั่วไป เพราะหลักฐานของสาร CBD หรือ cannabinoid ที่ใช้ทางการแพทย์ไม่สามารถนำมาสรุปว่ากัญชงทั้งต้นรักษาโรคได้

หมายเหตุ : สรรพคุณตามภูมิปัญญาเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และการแพทย์ดั้งเดิม ไม่ใช่ข้อยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์ และควรแยกออกจากข้อบ่งใช้ของยาที่ผ่านการวิจัยและขึ้นทะเบียนแล้ว

วิธีใช้

  • เมล็ดกัญชง : ใช้เป็นวัตถุดิบอาหาร เช่น เมล็ดทั้งเมล็ด เมล็ดกะเทาะเปลือก หรือแปรรูปเป็นส่วนประกอบของอาหาร
  • น้ำมันเมล็ดกัญชง : ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารหรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์นั้น
  • ผลิตภัณฑ์ CBD : หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต ควรใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์/เภสัชกร
  • การใช้เป็นยา : ไม่ควรเตรียมสารสกัดจากกัญชงใช้เอง เนื่องจากความเข้มข้นของ THC/CBD แตกต่างกันมาก และอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • กัญชงไม่ได้เป็นตัวยาสำคัญมาตรฐานที่ควรนำไปกล่าวอ้างว่าอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรเพียงเพราะเป็นพืชในสกุล Cannabis
  • ประเทศไทยมี บัญชียาจากสมุนไพร และมีการกำกับตำรับที่เกี่ยวข้องกับกัญชาแยกต่างหาก การมี “กัญชา” ในตำรับจึงไม่ควรนำมาเหมารวมว่าเป็น “กัญชง”
  • หากมีการนำส่วนของกัญชงหรือสารสกัดกัญชงไปใช้เป็นยา ต้องพิจารณาการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายผลิตภัณฑ์

สาระสำคัญ

  • Cannabinoids : เช่น cannabidiol (CBD), cannabigerol (CBG), cannabichromene (CBC), cannabinol (CBN) และ THC ในระดับที่แตกต่างกันตามพันธุ์และส่วนของพืช
  • Terpenes : เป็นกลุ่มสารระเหยที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นและองค์ประกอบทางชีวภาพของพืช
  • Flavonoids : เช่น flavones และ flavonols รวมถึงกลุ่ม cannflavins
  • Phenolic compounds : สารฟีนอลหลายชนิด
  • Tocopherols และ phytosterols : พบโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดและน้ำมัน
  • โปรตีนและกรดไขมัน : เป็นองค์ประกอบสำคัญของเมล็ดกัญชง

องค์ประกอบทางเคมี

งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์พบสารพฤกษเคมีใน Cannabis sativa มากกว่า 500 ชนิด ประกอบด้วย cannabinoid ประมาณ 125 ชนิด terpene ประมาณ 120 ชนิด phenolic compounds ประมาณ 42 ชนิด และ flavonoids ประมาณ 34 ชนิด โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามพันธุ์ ส่วนของพืช สภาพแวดล้อม และกระบวนการสกัด

  • CBD (Cannabidiol) : cannabinoid ที่พบเด่นในกัญชงหลายสายพันธุ์และไม่มีฤทธิ์ทำให้เมาแบบ THC
  • THC (Δ9-Tetrahydrocannabinol) : สาร cannabinoid ที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ปริมาณแตกต่างกันตามพันธุ์และส่วนของพืช
  • CBG (Cannabigerol) : cannabinoid ที่เป็นสารตั้งต้นทางชีวสังเคราะห์ของ cannabinoid หลายชนิด
  • Terpenes : เช่น myrcene, limonene, α-pinene และ β-caryophyllene
  • Flavonoids : เช่น apigenin, luteolin, kaempferol และ quercetin รวมถึง cannflavins
  • เมล็ดกัญชง : มีไขมันประมาณ 29–34% โดยองค์ประกอบเด่นเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น linoleic acid และ linolenic acid และโดยธรรมชาติของเนื้อเมล็ดไม่มี THC/CBD; การตรวจพบอาจเกิดจากการปนเปื้อนจากเรซินของส่วนอื่นของต้น

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับกัญชงครอบคลุมทั้ง โภชนาการ เภสัชวิทยา สารแคนนาบินอยด์ เครื่องสำอาง วัสดุชีวภาพ และการเกษตร โดยหลักฐานทางการแพทย์ต้องพิจารณาแยกตามสารและผลิตภัณฑ์

  • งานวิจัยด้าน เมล็ดกัญชง สนับสนุนความสำคัญในฐานะแหล่งโปรตีนและกรดไขมันไม่อิ่มตัว
  • งานวิจัยด้าน CBD พบศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่ผลทางคลินิกไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์กัญชงทุกชนิดมีประสิทธิผลเหมือนกัน
  • ผลิตภัณฑ์ CBD ที่ได้รับการศึกษาอย่างเข้มงวดที่สุดบางส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคลมชักบางกลุ่ม โดยเป็น ผลิตภัณฑ์ยาที่มีสารบริสุทธิ์และขนาดยามาตรฐาน ไม่ใช่การใช้กัญชงทั่วไป
  • งานทบทวนด้านเภสัชวิทยาของ Cannabis sativa ระบุว่าสาร cannabinoid, terpene, flavonoid และสารฟีนอลมีศักยภาพทางชีวภาพหลายด้าน แต่หลายกลไกยังต้องการหลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับสูง : มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนสำหรับยาบางชนิดที่มี cannabinoid บริสุทธิ์และมีการควบคุมขนาดยา เช่น CBD สำหรับข้อบ่งใช้เฉพาะด้านโรคลมชักบางชนิด
  • ระดับปานกลาง : มีหลักฐานบางส่วนสำหรับประโยชน์ด้านโภชนาการของเมล็ดกัญชงและน้ำมันเมล็ดกัญชง
  • ระดับเบื้องต้น : ผลการศึกษาด้านต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ การปกป้องเซลล์ และกลไกอื่น ๆ จากการทดลองในเซลล์หรือสัตว์
  • ยังต้องศึกษาต่อ : การนำกัญชงทั้งต้นหรือผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบหลากหลายไปใช้รักษาโรคต่าง ๆ เพราะยังมีความแตกต่างของพันธุ์ สารสำคัญ ปริมาณ และรูปแบบผลิตภัณฑ์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ : CBD และสารจากกัญชงหลายชนิดมีการศึกษากลไกที่เกี่ยวข้องกับ inflammatory pathways
  • ต้านอนุมูลอิสระ : สารฟีนอลและ flavonoids มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลองบางระบบ
  • ระบบประสาท : cannabinoid มีปฏิสัมพันธ์กับระบบ endocannabinoid และตัวรับหลายชนิดในร่างกาย
  • อาการปวด : มีการศึกษาสาร cannabinoid ต่อกลไกการรับรู้และการส่งผ่านความเจ็บปวด
  • โรคลมชัก : CBD มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนที่สุดในข้อบ่งใช้เฉพาะของยาที่ได้รับอนุมัติ
  • ระบบทางเดินอาหาร : มีการศึกษาเกี่ยวกับ cannabinoid และระบบประสาทลำไส้ แต่หลักฐานสำหรับการใช้กัญชงทั่วไปยังไม่เพียงพอที่จะสรุปเป็นการรักษา
  • สารออกฤทธิ์ร่วมกัน : มีแนวคิดเรื่อง “entourage effect” ระหว่าง cannabinoid, terpene และ flavonoid แต่กลไกและความสำคัญทางคลินิกยังอยู่ระหว่างการศึกษา

ความปลอดภัย

  • เมล็ดกัญชง ที่ผ่านมาตรฐานอาหารโดยทั่วไปแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีสาร cannabinoid เข้มข้น
  • CBD อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม ท้องเสีย ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง และอาจส่งผลต่อตับหรือการทำงานของยาอื่น
  • ผลิตภัณฑ์จากกัญชงหรือกัญชาอาจมี THC ปนเปื้อน หากการผลิตหรือการเก็บเกี่ยวไม่ได้มาตรฐาน
  • ผู้บริโภคควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาและการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญชัดเจน
  • ควรระวังเป็นพิเศษใน หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคตับ และผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี cannabinoid ในขนาดยาเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง โดยไม่ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มี CBD/THC เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ผู้ที่มีโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ CBD หรือสารสกัดเข้มข้น
  • ผู้ที่แพ้กัญชงหรือโปรตีนจากพืช ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • เด็กและวัยรุ่น ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ cannabinoid เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์โดยไม่มีการดูแลจากแพทย์
  • ผู้ที่ต้องใช้ยาที่มีช่วงการรักษาแคบ เช่น warfarin, tacrolimus, cyclosporine หรือ digoxin ควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ CBD/cannabinoid

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • CBD กับยาที่ผ่านเอนไซม์ CYP450 : CBD สามารถมีผลต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยา จึงอาจเพิ่มหรือลดระดับยาบางชนิด
  • Warfarin : มีรายงานและหลักฐานระดับต่ำถึงปานกลางเกี่ยวกับการเพิ่มค่า INR และความเสี่ยงเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับ cannabinoid จึงควรติดตาม INR อย่างใกล้ชิด
  • ยากดประสาทส่วนกลาง : CBD/cannabinoid อาจเสริมอาการง่วงซึมเมื่อใช้ร่วมกับยาที่ทำให้กดระบบประสาทหรือแอลกอฮอล์
  • Tacrolimus, cyclosporine, sirolimus และ digoxin : มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิกิริยาผ่านระบบเอนไซม์และ P-glycoprotein โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ CBD ที่มีความเข้มข้นสูง

หมายเหตุ : ปฏิกิริยาระหว่างยาเกี่ยวข้องกับสารสกัด cannabinoid โดยเฉพาะ CBD/THC มากกว่าการรับประทานเมล็ดกัญชงเป็นอาหารในปริมาณปกติ ดังนั้นควรระบุชนิดผลิตภัณฑ์และปริมาณสารสำคัญทุกครั้งเมื่อปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การใช้ในอาหาร

  • เมล็ดกัญชง : ใช้เป็นแหล่งโปรตีนและไขมันในอาหาร
  • เมล็ดกะเทาะเปลือก : สามารถนำไปผสมในอาหาร เครื่องดื่ม ธัญพืช หรือผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ตามข้อกำหนด
  • น้ำมันเมล็ดกัญชง : ใช้เป็นน้ำมันบริโภคและส่วนประกอบอาหาร
  • โปรตีนจากเมล็ดกัญชง : ใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารที่ต้องการเพิ่มโปรตีน
  • ผลิตภัณฑ์อาหารจากใบหรือส่วนอื่นของกัญชง : ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านอาหารและปริมาณ THC/CBD ที่กฎหมายกำหนด

หมายเหตุ : ในประเทศไทย การผลิตและจำหน่ายอาหารที่มีส่วนประกอบของกัญชา/กัญชงต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและหลักเกณฑ์ของ อย. ที่เกี่ยวข้อง โดยเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายฉบับใหม่ ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดก่อนนำไปใช้เชิงพาณิชย์

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : เมล็ดกัญชง น้ำมันเมล็ดกัญชง และโปรตีนจากเมล็ดกัญชง
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : น้ำมันเมล็ดกัญชงและส่วนประกอบจากกัญชงสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์บางประเภทตามข้อกำหนด
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สารสกัดหรือส่วนของกัญชงอาจนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้เมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์การอนุญาต
  • สิ่งทอ : เส้นใยกัญชงใช้ผลิตเสื้อผ้า ผ้า กระดาษ เชือก และวัสดุเส้นใย
  • วัสดุชีวภาพ : เส้นใยและส่วนเหลือจากกระบวนการผลิตสามารถนำไปศึกษาพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
  • ผลิตภัณฑ์จาก CBD : ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมาย ปริมาณ THC และประเภทผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่าย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เมล็ด : ควรเก็บเกี่ยวเมื่อเมล็ดแก่เต็มที่และมีความชื้นเหมาะสม จากนั้นทำความสะอาดและลดความชื้นก่อนเก็บ
  • เส้นใย : เก็บเกี่ยวตามระยะที่เหมาะสมกับคุณภาพเส้นใยที่ต้องการ
  • วัตถุดิบสมุนไพร : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสม ป้องกันความชื้น เชื้อรา แสง และความร้อน
  • เมล็ดและน้ำมันเมล็ดกัญชง : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสงและความร้อน เพื่อชะลอการเหม็นหืนของกรดไขมันไม่อิ่มตัว
  • ผลิตภัณฑ์สารสกัด : ควรเก็บตามข้อกำหนดของผู้ผลิตและข้อมูลความคงตัวของผลิตภัณฑ์

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กัญชงในประเทศไทย มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะการใช้เส้นใยสำหรับ ทอผ้า เครื่องนุ่งห่ม เชือก และเครื่องใช้
  • การปลูกกัญชงในบางชุมชนมีทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และงานหัตถกรรม
  • เส้นใยกัญชง มีความเหนียว ทนทาน และมีคุณสมบัติเหมาะกับการนำมาทอเป็นผ้า
  • ในเชิงสมุนไพรควรแยก ภูมิปัญญาการใช้กัญชง ออกจากตำรับยากัญชา เนื่องจากเอกสารการแพทย์แผนไทยของไทยมีหลักฐานเกี่ยวกับ “กัญชา” ในตำรับยามากกว่าการใช้ “กัญชง” โดยตรง

ประวัติและวัฒนธรรม

กัญชงเป็นพืชที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์มาเป็นเวลายาวนาน ทั้งด้าน เส้นใย อาหาร น้ำมัน เมล็ด และการแพทย์ดั้งเดิม โดยมีหลักฐานการใช้ Cannabis sativa ในภูมิภาคเอเชียกลางและการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก

ในประเทศไทย ผ้าทอกัญชง ถือเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาการแต่งกายและงานหัตถกรรมของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยเส้นใยกัญชงมีความแข็งแรงและสามารถนำมาทอเป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ขณะเดียวกันกัญชงในยุคปัจจุบันได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะ พืชเศรษฐกิจและวัตถุดิบอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และวัสดุชีวภาพ

สถานะการอนุรักษ์

  • Cannabis sativa L. เป็นพืชที่มีการเพาะปลูกและใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย จึงไม่ใช่พืชที่มีสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์จากการเป็นพืชปลูกโดยทั่วไป
  • ประเด็นด้านการอนุรักษ์ในประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับ การอนุรักษ์พันธุกรรมพันธุ์พื้นเมือง การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ และการรักษาความหลากหลายของสายพันธุ์กัญชง
  • การปลูกเชิงอนุรักษ์หรือเชิงเศรษฐกิจควรใช้พันธุ์ที่ได้รับอนุญาตและตรวจสอบแหล่งพันธุ์อย่างถูกต้อง

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Rosales
  • วงศ์ (Family) : Cannabaceae
  • สกุล (Genus) : Cannabis
  • ชนิด (Species) : Cannabis sativa L.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Cannabis sativa L.
  • ชื่อพ้องที่เกี่ยวข้องกับการจำแนกกัญชง : Cannabis sativa subsp. sativa เป็นชื่อที่ใช้ในบางระบบและในเอกสารด้านอาหารของประเทศไทยสำหรับกัญชง

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : ตรวจลักษณะลำต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ดเทียบกับลักษณะมาตรฐานของ Cannabis sativa L.
  • การตรวจสอบทางกายภาพ : ตรวจสี กลิ่น รูปร่าง ขนาด ความชื้น และสิ่งปนปลอม
  • การตรวจสอบทางเคมี : วิเคราะห์สาร cannabinoid โดยเฉพาะ THC และ CBD ด้วยวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม
  • การตรวจสอบสารสำคัญด้วยโครมาโทกราฟี : เช่น HPLC หรือ GC ตามวิธีมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ
  • การตรวจสอบ DNA : สามารถใช้วิธีทางอณูชีววิทยาเพื่อยืนยันชนิดพันธุ์หรือแหล่งพันธุกรรมเมื่อจำเป็น
  • การตรวจสอบคุณภาพ : ควรตรวจสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก เชื้อจุลินทรีย์ สารกำจัดศัตรูพืช และสารพิษจากเชื้อรา โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ใช้ผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ

คำเตือนทางการแพทย์

กัญชงไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็น “ยารักษาโรค” โดยทั่วไป แม้สาร CBD และ cannabinoid บางชนิดจะมีหลักฐานทางเภสัชวิทยาและการแพทย์ก็ตาม หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดมักเป็นการศึกษาผลิตภัณฑ์ที่มีสารบริสุทธิ์และขนาดยามาตรฐาน ไม่ใช่กัญชงทั้งต้นหรือผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบไม่แน่นอน

ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากดประสาท ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ CBD/cannabinoid เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาได้

สถานะทางกฎหมายของกัญชาและกัญชงในประเทศไทยมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ ปี พ.ศ. 2569 รัฐบาลยังอยู่ในกระบวนการพัฒนากฎหมายกัญชา-กัญชงเพิ่มเติม ดังนั้นการปลูก ผลิต จำหน่าย แปรรูป หรือใช้ผลิตภัณฑ์บางประเภทควรตรวจสอบกฎหมายและประกาศของหน่วยงานรัฐฉบับล่าสุดก่อนดำเนินการ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). คู่มือการปรุงยาเฉพาะรายตำรับยากัญชาทางการแพทย์แผนไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกัญชาและกัญชง: เมล็ดกัญชง. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของกัญชา/กัญชง. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). การขออนุญาตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกัญชา-กัญชง. กระทรวงสาธารณสุข.
  5. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568. กระทรวงสาธารณสุข.
  6. รัฐบาลไทย. (2569). รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี.
  7. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2565). กัญชา กัญชง และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของกัญชา/กัญชง. กระทรวงสาธารณสุข.
  8. Im-iam, S., Saensanor, S., Sukcharoen, P., & Sawasdichai, C. (2019). Cannabis. The Journal of Prapokklao Hospital Clinical Medical Education Center, 36(4).
  9. Chandra, S., Lata, H., Khan, I. A., & ElSohly, M. A. (2021). Cannabis: Cannabinoids, phenolics, terpenes and alkaloids. Molecules, 26(10), 2778.
  10. Rehman, M. U., et al. (2021). Flavonoids in Cannabis sativa: Biosynthesis, bioactivities, and biotechnology. ACS Omega, 6(10), 6782–6790.
  11. Kew Science. (2026). Cannabis sativa L. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
  12. National Center for Complementary and Integrative Health. (2026). Cannabis (Marijuana) and cannabinoids: What you need to know. National Institutes of Health.
  13. U.S. Food and Drug Administration. (2022). What you need to know (and what we’re working to find out) about products containing cannabis or cannabis-derived compounds, including CBD.
  14. Nachnani, R., Knehans, A., Neighbors, M., Kocis, P., Lee, Y., Tegeler, S., & Vrana, K. E. (2024). Systematic review of drug-drug interactions of delta-9-tetrahydrocannabinol, cannabidiol, and cannabis. Clinical Pharmacology & Therapeutics.
  15. European Food Safety Authority. (2026). Safety of carbon dioxide extract from Cannabis sativa L. as a novel food pursuant to Regulation (EU) 2015/2283. EFSA Journal.
Scroll to top