กัญชา

กัญชา

กัญชา เป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์ อาหาร เส้นใย และวัฒนธรรมมาเป็นเวลานาน ปัจจุบัน กัญชา (Cannabis sativa L.) ได้รับความสนใจอย่างมากในด้าน กัญชาทางการแพทย์ สารแคนนาบินอยด์ (cannabinoids) THC และ CBD รวมถึงการพัฒนาตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ อย่างไรก็ตาม การใช้กัญชาต้องคำนึงถึงปริมาณสารสำคัญ ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ช่อดอกกัญชา ซึ่งประเทศไทยกำหนดเป็นสมุนไพรควบคุมและมีข้อกำกับการใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ตามกฎหมายปัจจุบัน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กัญชา
  • ชื่อสามัญ : Cannabis, Marijuana, Hemp*
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cannabis sativa L.
  • วงศ์ : Cannabaceae
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Cannabis sativa L. และชื่อทางอนุกรมวิธานอื่นที่เคยใช้ในอดีต
  • ชื่อที่ใช้ในทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ : Cannabis, Cannabis extract, Cannabis oil, THC, CBD
  • ลักษณะสำคัญ : เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว มีกลิ่นเฉพาะ ลำต้นตั้งตรง ใบประกอบแบบนิ้วมือ และมีดอกแยกเพศ โดยสารแคนนาบินอยด์สะสมในปริมาณสูงบริเวณช่อดอกเพศเมีย
กัญชาและกัญชงอยู่ในชนิดพืชเดียวกันตามการจัดจำแนกทางพฤกษศาสตร์สมัยใหม่ แต่มีความแตกต่างด้านสายพันธุ์/พันธุกรรม ลักษณะการใช้ประโยชน์ และระดับสารสำคัญตามวัตถุประสงค์การผลิต
หมายเหตุ : ข้อมูลด้านกฎหมายและการใช้ประโยชน์จากกัญชาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบประกาศของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก่อนนำข้อมูลไปใช้ในเชิงการค้า การแพทย์ หรือการจำหน่าย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ประเภทพืช : ไม้ล้มลุกอายุปีเดียว มีกลิ่นเฉพาะตัว ลำต้นตั้งตรงและอาจแตกแขนง
  • ลำต้น : มีลักษณะค่อนข้างเป็นเหลี่ยม ผิวมีขนสั้นแข็งปกคลุม ความสูงแตกต่างกันตามพันธุ์และสภาพแวดล้อม
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบฝ่ามือ มีใบย่อยประมาณ 3–7 ใบ และอาจพบได้มากกว่านั้น ใบย่อยรูปแคบยาว ปลายเรียวแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย
  • การเรียงใบ : ใบบริเวณโคนอาจเรียงตรงข้าม ส่วนบริเวณยอดมักเรียงสลับ
  • ดอก : เป็นดอกแยกเพศ โดยทั่วไปดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างต้น ดอกเพศผู้รวมเป็นช่อค่อนข้างโปร่ง ส่วนดอกเพศเมียรวมเป็นช่อสั้นและแน่นกว่า
  • ช่อดอก : ช่อดอกเพศเมียมีใบประดับหุ้มจำนวนมากและเป็นบริเวณที่พบต่อมเรซินซึ่งมีแคนนาบินอยด์และสารระเหยหลายชนิด
  • ผล : เป็นผลแห้งชนิด achene รูปร่างกลมหรือรูปไข่ ผิวค่อนข้างเรียบ
  • เมล็ด : มีลักษณะกลมหรือรูปไข่ สีเทาหรือเทาอมเขียว และมีลวดลายบนเปลือก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณ เอเชียกลางไปจนถึงซินเจียงและปากีสถาน
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันพบการปลูกและการนำไปใช้ประโยชน์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงเอเชีย ยุโรป อเมริกา และประเทศไทย
  • ประเทศไทย : มีการปลูกและพัฒนากัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการแพทย์ การวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ระบบกฎหมายและการกำกับดูแลของรัฐ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และในระบบการผลิตบางรูปแบบอาจใช้วิธีปักชำหรือการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
  • สภาพแวดล้อม : ต้องการแสง น้ำ อุณหภูมิ ความชื้น และวัสดุปลูกที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อปริมาณและสัดส่วนของสารแคนนาบินอยด์
  • การผลิตเพื่อการแพทย์ : ควรใช้พันธุ์และระบบการผลิตที่สามารถควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้
  • การเก็บเกี่ยว : ต้องกำหนดระยะเก็บเกี่ยวให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องควบคุมปริมาณ THC และ CBD
  • การควบคุมคุณภาพ : ควรควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช สารปนเปื้อน และปริมาณสารสำคัญก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบทางยา
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีการศึกษาการผลิตกัญชาคุณภาพเพื่อสนับสนุนตำรับยาแผนไทย โดยศึกษาการปลูก การจัดการน้ำ การป้องกันศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังเก็บเกี่ยว และการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ช่อดอก : เป็นส่วนที่มีต่อมเรซินและแคนนาบินอยด์ในระดับสูง จึงเป็นส่วนสำคัญในการผลิตสารสกัดและยากัญชาหลายชนิด
  • ใบ : มีการใช้ในภูมิปัญญาไทยและผลิตภัณฑ์บางประเภท แต่มีปริมาณสารสำคัญแตกต่างจากช่อดอก
  • เมล็ด : มีน้ำมันและสารอาหารหลายชนิด แต่มีองค์ประกอบแคนนาบินอยด์แตกต่างจากช่อดอก
  • ส่วนอื่นของต้น : ราก ลำต้น กิ่ง ก้าน และส่วนต่าง ๆ อาจถูกใช้ในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ เช่น ยาน้ำมันกัญชาทั้งห้า

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : กัญชาถูกนำมาเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ โดยมีการใช้เพื่อบรรเทาอาการตามแนวคิดการแพทย์แผนไทย เช่น อาการเกี่ยวกับลม อาการปวด อาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และอาการอื่นตามข้อบ่งใช้ของตำรับ
  • ยาประสะกัญชา : เป็นตำรับยาในบัญชียาสมุนไพรที่ใช้ในกลุ่มอาการ ช่วยให้นอนหลับ
  • ตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสม : มีตำรับยาแผนไทยจำนวนมากที่ใช้กัญชาเป็นองค์ประกอบ เช่น ยาแก้ลมแก้เส้น ยาศุขไสยาศน์ ยาทำลายพระสุเมรุ และตำรับอื่นตามบัญชีและแนวทางการใช้
  • น้ำมันกัญชาและสารสกัดกัญชา : ในระบบการแพทย์สมัยใหม่มีการศึกษาการใช้เพื่อบรรเทาอาการบางประเภท โดยหลักฐานแตกต่างกันไปตามชนิดสารสกัด สัดส่วน THC:CBD โรค และรูปแบบการใช้
หมายเหตุ : สรรพคุณของกัญชาตามภูมิปัญญาไทยเป็นข้อมูลทางตำรับยาและองค์ความรู้ดั้งเดิม ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกของกัญชาทุกรูปแบบ

วิธีใช้

  • ในตำรับยาแผนไทย : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับที่มีสูตรและวิธีปรุงเฉพาะ โดยควรใช้ตามตำรับที่ได้รับการรับรองและคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพ
  • ในรูปสารสกัดหรือน้ำมัน : ใช้ตามชนิดผลิตภัณฑ์ ความเข้มข้น และข้อบ่งใช้ที่กำหนด
  • การใช้ทางการแพทย์ : ควรอยู่ภายใต้การประเมินและสั่งจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีอำนาจตามกฎหมาย
  • การใช้ช่อดอกกัญชา : ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายและการสั่งจ่ายเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน
หมายเหตุ : ไม่ควรแนะนำขนาดรับประทานของกัญชาแบบทั่วไปโดยไม่ทราบชนิดผลิตภัณฑ์ ปริมาณ THC/CBD อายุ โรคประจำตัว และยาที่ผู้ใช้รับประทานอยู่

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กัญชาและผลิตภัณฑ์ยาที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบมีรายการอยู่ในระบบ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร และบัญชีราคากลางยาจากสมุนไพร พ.ศ. 2569 ตัวอย่างรายการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
  • ยาประสะกัญชา
  • ยาน้ำมันกัญชาทั้งห้า
  • ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี CBD และ THC ในอัตราส่วนที่กำหนด
  • ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี THC และ CBD อัตราส่วน 1:1
  • ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี THC ตามความแรงที่กำหนด
  • ยาน้ำมันกัญชาที่ผลิตจากช่อดอก
  • ตำรับยาสมุนไพรที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ เช่น ยาแก้ลมแก้เส้น ยาศุขไสยาศน์ และยาทำลายพระสุเมรุ

สาระสำคัญ

  • THC (Δ9-tetrahydrocannabinol) : เป็นแคนนาบินอยด์ที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและเป็นสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางจิตประสาทของกัญชา
  • CBD (cannabidiol) : เป็นแคนนาบินอยด์ที่ไม่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการเมาแบบ THC และได้รับการศึกษาทางการแพทย์อย่างกว้างขวาง
  • CBG (cannabigerol) : เป็นสารตั้งต้นทางชีวสังเคราะห์ของแคนนาบินอยด์หลายชนิด
  • CBN (cannabinol) : เป็นแคนนาบินอยด์ที่พบในกัญชาและเกิดขึ้นสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของ THC
  • Terpenes : สารระเหยที่มีบทบาทต่อกลิ่นและองค์ประกอบทางชีวภาพของกัญชา
  • Flavonoids : กลุ่มสารพฤกษเคมีที่พบในพืชกัญชาและอยู่ระหว่างการศึกษา

องค์ประกอบทางเคมี

  • Phytocannabinoids : พบแคนนาบินอยด์จากพืชมากกว่า 100 ชนิด โดย THC และ CBD เป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษามากที่สุด
  • Terpenes และ terpenoids : เช่น myrcene, limonene, α-pinene, β-pinene, linalool และสารกลุ่มเทอร์พีนอื่น ๆ
  • Flavonoids : เป็นสารพฤกษเคมีอีกกลุ่มหนึ่งที่พบในพืช
  • สารอื่น ๆ : ประกอบด้วยกรดไขมัน น้ำตาล โปรตีน กรดอะมิโน สเตอรอล และสารประกอบพืชอีกหลายกลุ่ม

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • อาการปวดเรื้อรัง : มีการศึกษาทางคลินิกจำนวนมาก แต่ผลประโยชน์โดยรวมมีขนาดค่อนข้างเล็ก และความแน่นอนของหลักฐานยังมีข้อจำกัด งานทบทวนอย่างเป็นระบบปี 2025 ยังคงพบว่าหลักฐานสำหรับผลิตภัณฑ์หลายชนิดไม่เพียงพอที่จะสรุปประโยชน์ในระยะยาว
  • โรคลมชักบางชนิด : หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดอยู่ที่ CBD ในโรคลมชักบางกลุ่ม เช่น Dravet syndrome และ Lennox-Gastaut syndrome ภายใต้ผลิตภัณฑ์และการใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง ขณะที่กัญชาที่มี THC หรือผลิตภัณฑ์กัญชาทั่วไปยังไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับโรคลมชักทุกชนิด
  • อาการคลื่นไส้และอาเจียนจากการรักษามะเร็ง : แคนนาบินอยด์บางชนิดได้รับการศึกษาสำหรับการบรรเทาอาการดังกล่าว แต่ต้องแยกจากการใช้กัญชาทั่วไป
  • ความวิตกกังวล : มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ CBD แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากัญชาเป็นการรักษามาตรฐานสำหรับโรควิตกกังวล
  • โรคและอาการอื่น ๆ : มีการศึกษาด้านการอักเสบ ระบบประสาท โรคผิวหนัง และมะเร็งจำนวนมาก โดยงานส่วนหนึ่งยังอยู่ในระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการทดลองเหล่านี้มาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในมนุษย์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • หลักฐานค่อนข้างสูง : CBD ในข้อบ่งใช้เฉพาะของโรคลมชักบางชนิด เมื่อใช้ในผลิตภัณฑ์มาตรฐานและอยู่ภายใต้การดูแลทางการแพทย์
  • หลักฐานระดับปานกลางถึงต่ำ : แคนนาบินอยด์บางรูปแบบสำหรับอาการปวดเรื้อรัง โดยผลประโยชน์มักมีขนาดไม่มากและขึ้นกับชนิดผลิตภัณฑ์
  • หลักฐานยังจำกัด : การใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคอื่น ๆ จำนวนมาก เช่น ความวิตกกังวล โรคมะเร็ง การอักเสบ หรือโรคทางระบบประสาทหลายชนิด
  • หลักฐานก่อนคลินิก : งานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางระบบประสาทยังมาจากการทดลองในเซลล์หรือสัตว์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ : THC และแคนนาบินอยด์อื่นสามารถมีผลต่อระบบ endocannabinoid ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวรับ CB1 และ CB2
  • ตัวรับ CB1 : พบมากในระบบประสาทส่วนกลาง จึงเกี่ยวข้องกับผลต่อการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเคลื่อนไหว และความอยากอาหาร
  • ตัวรับ CB2 : เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและกระบวนการอักเสบ
  • THC : ออกฤทธิ์ที่ระบบแคนนาบินอยด์และเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต่อการรับรู้และจิตประสาท
  • CBD : มีกลไกหลายทางและไม่ได้ออกฤทธิ์เหมือน THC ที่ตัวรับ CB1 โดยตรง
  • ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีการศึกษา : การระงับปวด การปรับการอักเสบ การควบคุมอาการชัก ผลต่อความอยากอาหาร และผลต่อระบบประสาท

ความปลอดภัย

  • ผลต่อระบบประสาท : THC อาจทำให้เกิดง่วงซึม เวียนศีรษะ การตอบสนองช้าลง ความจำและสมาธิลดลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการรับรู้
  • ผลต่อหัวใจและหลอดเลือด : อาจมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต
  • ผลต่อจิตเวช : การใช้กัญชาที่มี THC ในปริมาณสูงหรือใช้เป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาการใช้สารเสพติด และในบางคนอาจเกี่ยวข้องกับอาการทางจิต
  • การพึ่งพา : กัญชามีความเสี่ยงต่อการเกิด cannabis use disorder โดยเฉพาะเมื่อใช้บ่อยหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี THC สูง
  • การสูดควัน : การสูบกัญชาทำให้เกิดการสัมผัสสารจากการเผาไหม้ จึงไม่ควรถือว่าเป็นวิธีใช้ที่ปลอดภัยเพียงเพราะเป็นสมุนไพร
  • CBD : แม้มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทน้อยกว่า THC แต่สามารถเกิดอาการไม่พึงประสงค์และปฏิกิริยาระหว่างยาได้
หมายเหตุ : กัญชาไม่ใช่สมุนไพรที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน และความเสี่ยงแตกต่างกันตามสายพันธุ์ ปริมาณ THC/CBD รูปแบบผลิตภัณฑ์ อายุ สุขภาพ และยาที่ใช้ร่วมกัน

ข้อห้ามใช้

  • ผู้มีประวัติแพ้กัญชาหรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้กัญชาที่ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  • เด็กและวัยรุ่น : ไม่ควรใช้กัญชาที่มี THC โดยไม่มีข้อบ่งใช้และการดูแลจากแพทย์
  • ผู้มีประวัติโรคจิตหรือความผิดปกติทางจิตบางชนิด : ควรหลีกเลี่ยง THC หรือใช้เฉพาะเมื่อแพทย์ประเมินแล้ว
  • ผู้มีโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด : ควรประเมินความเสี่ยงก่อนใช้
  • ผู้ที่ต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร : ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดง่วงซึมหรือมีผลต่อการตอบสนองก่อนทำกิจกรรมดังกล่าว

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยาที่กดประสาทส่วนกลาง : การใช้ร่วมกับกัญชาที่มี THC อาจเพิ่มอาการง่วงซึมและลดการตอบสนอง
  • ยากันชัก : CBD สามารถมีปฏิกิริยากับยากันชักบางชนิด จึงควรติดตามการรักษาและระดับยาโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • ยาที่ผ่านเอนไซม์ CYP450 : CBD และ THC สามารถมีผลต่อเอนไซม์เมแทบอลิซึมของยา จึงอาจเปลี่ยนระดับยาบางชนิดในเลือด
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด : ควรระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์กัญชาบางชนิด เนื่องจากอาจมีผลต่อการเมแทบอลิซึมของยา
  • แอลกอฮอล์ : การใช้ร่วมกับ THC อาจเพิ่มอาการมึนงง ง่วงซึม และการตอบสนองลดลง
หมายเหตุ : ผู้ที่ใช้ยาประจำหลายชนิดควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มี THC หรือ CBD ในความเข้มข้นสูง

การใช้ในอาหาร

  • ใบกัญชา : ในประเทศไทยมีการนำใบกัญชาที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายไปใช้ประกอบอาหารและเครื่องดื่มในบางผลิตภัณฑ์
  • เมล็ดกัญชา : สามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารและเป็นแหล่งโปรตีน ไขมัน และสารอาหาร
  • น้ำมันเมล็ดกัญชา : ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารบางประเภท
  • การควบคุมสารสำคัญ : การใช้กัญชาในอาหารต้องคำนึงถึงปริมาณ THC/CBD และข้อกำหนดด้านอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศไทย
หมายเหตุ : การนำกัญชามาประกอบอาหารไม่ได้หมายความว่าอาหารนั้นปราศจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอาหารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ยาแผนไทย : ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาหลายชนิด
  • น้ำมันกัญชา : มีทั้งผลิตภัณฑ์สารสกัดและตำรับน้ำมันตามระบบผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์จากเมล็ด : เช่น น้ำมันเมล็ดกัญชาและผลิตภัณฑ์อาหาร
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : มีการศึกษาการใช้สารจากกัญชาและกัญชงในเครื่องสำอาง โดยต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย
  • ผลิตภัณฑ์วิจัยและการแพทย์ : มีการพัฒนาสารสกัดที่ควบคุมปริมาณ THC และ CBD เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและสม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : ควรเก็บเกี่ยวตามระยะที่กำหนดในมาตรฐานการผลิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อควบคุมปริมาณสารสำคัญ
  • การทำให้แห้ง : ควรควบคุมความชื้นเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสภาพของสารสำคัญ
  • ภาชนะบรรจุ : ควรใช้ภาชนะที่สะอาด ปิดสนิท และเหมาะสมกับวัตถุดิบ
  • แสง : ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและแสงที่มีความเข้มสูง
  • อุณหภูมิและความชื้น : ควรควบคุมให้เหมาะสมเพื่อรักษาคุณภาพและป้องกันการปนเปื้อน
  • การเก็บช่อดอกกัญชา : ควรเก็บแยกเป็นสัดส่วน มีระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น และไม่วางสัมผัสพื้นโดยตรงตามแนวทางสำหรับสถานที่เก็บรักษาสมุนไพรควบคุม

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : กัญชาปรากฏในตำรับยาไทยหลายตำรับ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นตามแนวคิดและหลักการปรุงยาแผนไทย
  • ตำรับหมอพื้นบ้าน : มีการพัฒนาตำรับน้ำมันกัญชาจากองค์ความรู้พื้นบ้าน เช่น น้ำมันกัญชาตำรับหมอเดชา
  • น้ำมันกัญชาทั้งห้า : เป็นตัวอย่างตำรับที่ใช้ส่วนต่าง ๆ ของกัญชา ได้แก่ ราก ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก และเมล็ด ตามองค์ความรู้ของตำรับ
  • การสืบทอดองค์ความรู้ : ปัจจุบันมีการรวบรวม ศึกษา และพัฒนาภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับกัญชาเข้าสู่ระบบการแพทย์แผนไทยและการวิจัยมากขึ้น

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ประวัติการใช้ : กัญชามีประวัติการใช้ในเอเชียมาเป็นเวลาหลายพันปี ทั้งในด้านยา อาหาร เส้นใย และพิธีกรรม
  • ในเอเชีย : มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการใช้กัญชาในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย
  • ในประเทศไทย : กัญชาปรากฏในองค์ความรู้ด้านตำรับยาแผนไทยและเอกสารตำรายาโบราณ โดยใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับร่วมกับสมุนไพรอื่น
  • ยุคสมัยใหม่ : กัญชากลายเป็นหัวข้อสำคัญทั้งด้านการแพทย์ เศรษฐกิจ กฎหมาย และการวิจัยสารแคนนาบินอยด์
  • การอนุรักษ์ภูมิปัญญา : หน่วยงานภาครัฐมีการรวบรวมตำรับยาและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกัญชา เพื่อการศึกษาและพัฒนาการแพทย์แผนไทย

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะทางอนุกรมวิธาน : Cannabis sativa L. เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน
  • สถานะด้านทรัพยากรพันธุกรรม : ควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองและความหลากหลายทางพันธุกรรมของกัญชา
  • การอนุรักษ์ภูมิปัญญา : ประเทศไทยมีการรวบรวมตำรับยาแผนไทยและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับกัญชา รวมทั้งส่งเสริมการศึกษาวิจัยและการใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Rosales
  • Family : Cannabaceae
  • Genus : Cannabis
  • Species : Cannabis sativa L.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะทางมหภาค : ตรวจสอบลักษณะใบประกอบแบบฝ่ามือ ใบย่อยรูปแคบยาว ขอบใบจักฟันเลื่อย ลำต้น และลักษณะช่อดอก
  • ลักษณะทางจุลทรรศน์ : ตรวจสอบโครงสร้างของใบและส่วนประกอบที่มีต่อมเรซิน
  • การตรวจสอบทางเคมี : ตรวจวิเคราะห์ลักษณะและปริมาณ THC, CBD และแคนนาบินอยด์อื่น
  • การตรวจสอบสารปนเปื้อน : ตรวจเชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช สารพิษจากเชื้อรา และสิ่งแปลกปลอม
  • การตรวจสอบทางพันธุกรรม : สามารถใช้วิธีทาง DNA ในกรณีที่ต้องการยืนยันชนิดหรือสายพันธุ์ในระดับที่ละเอียดขึ้น
  • การตรวจสอบวัตถุดิบทางการแพทย์ : ควรมีระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่แหล่งปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป จนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

คำเตือนทางการแพทย์

  • กัญชาไม่ใช่ยารักษาโรคได้ทุกชนิด : ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกันตามโรคและชนิดผลิตภัณฑ์
  • THC มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท : อาจทำให้มึนเมา การรับรู้เปลี่ยนแปลง และความสามารถในการขับรถลดลง
  • ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน : ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งแล้วเปลี่ยนมาใช้กัญชาเอง
  • ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน : ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณ THC/CBD ไม่แน่นอนอาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากการได้รับสารมากหรือน้อยเกินไป
  • ต้องระวังในกลุ่มเสี่ยง : เด็ก วัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ให้นมบุตร ผู้มีประวัติโรคจิตเวช โรคหัวใจ และผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • กฎหมายไทยปัจจุบัน : ช่อดอกกัญชาเป็น สมุนไพรควบคุม (กัญชา) และการศึกษาวิจัย การส่งออก การจำหน่าย หรือการแปรรูปเพื่อการค้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีการกำกับการใช้กัญชาในลักษณะที่มุ่งเน้น ประโยชน์ทางการแพทย์ และมีการบังคับใช้กฎหมายกับสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนอย่างต่อเนื่อง
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อเป็นฐานความรู้ด้านสมุนไพรและการแพทย์ ไม่ใช่คำแนะนำในการวินิจฉัยหรือรักษาโรค การใช้กัญชาเพื่อการรักษาควรอยู่ภายใต้การประเมินของผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และควรตรวจสอบกฎหมายและประกาศฉบับล่าสุดก่อนใช้หรือจำหน่าย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2569). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568. กองกัญชาทางการแพทย์.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2569). คู่มือการจัดตั้งสถานประกอบการให้บริการกัญชาทางการแพทย์ ภายใต้กฎกระทรวงใหม่ พ.ศ. 2569. กองกัญชาทางการแพทย์.
  3. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2569). รหัสยาแผนไทย 24 หลัก: ตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ. กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร.
  4. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2569). การผลิตกัญชาคุณภาพเพื่อสนับสนุนการผลิตตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม. คลังความรู้การแพทย์แผนไทย.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2569). บัญชียาหลักแห่งชาติและหลักฐานเชิงประจักษ์. กองนโยบายแห่งชาติด้านยา.
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2569). บัญชีท้ายประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง กำหนดราคากลางยาจากสมุนไพร.
  7. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2567). กัญชงกับการใช้ประโยชน์ทางด้านเครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. Bernal, R., Galeano, G., Rodríguez, A., Sarmiento, H., & Gutiérrez, M. (2017). Nombres comunes de las plantas de Colombia. Universidad Nacional de Colombia.
  9. Kew Science. (2026). Cannabis sativa L. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
  10. Mallick, K., Khan, M. F., & Banerjee, S. (2024). The anxiolytic effects of cannabinoids: A comprehensive review. Pharmacology Biochemistry and Behavior, 243, 173828.
  11. Martín-Sánchez, E., Furukawa, T. A., Taylor, J., & Martin, J. L. R. (2009). Systematic review and meta-analysis of cannabis treatment for chronic pain. Pain Medicine, 10(8), 1353–1368.
  12. National Center for Complementary and Integrative Health. (2026). Cannabis (marijuana) and cannabinoids: What you need to know. National Institutes of Health.
  13. National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine. (2017). The health effects of cannabis and cannabinoids: The current state of evidence and recommendations for research. National Academies Press.
  14. World Health Organization. (2018). Cannabidiol (compound of cannabis). World Health Organization.
  15. Cannabinoids—Multifunctional compounds, applications and challenges—Mini review. (2024). Molecules.
Scroll to top