กระเจานา
กระเจานา เป็นไม้ล้มลุกในสกุล Corchorus ที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่เกษตร ทุ่งนา พื้นที่รกร้าง และริมทางในเขตร้อนของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มีลักษณะคล้ายพืชกลุ่มปอกระเจา และมีการใช้ประโยชน์ทั้งในด้าน สมุนไพรพื้นบ้าน อาหาร และเส้นใยจากเปลือกลำต้น โดยชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Corchorus aestuans L.
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กระเจานา
- ชื่อท้องถิ่น : ขัดมอญตัวผู้ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กระเจา, เส้ง, ปอเส้ง (ภาคเหนือ)
- ชื่อสามัญ : East Indian mallow, East Indian jew’s-mallow, Jute
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Corchorus aestuans L.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Corchorus acutangulus Lam.
- วงศ์ : Malvaceae
- ลักษณะการเจริญเติบโต : ไม้ล้มลุกอายุปีเดียวหรืออายุสั้น
- การใช้ประโยชน์ : สมุนไพรพื้นบ้าน อาหาร และเส้นใยจากเปลือกลำต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรงหรือทอดเอน แตกกิ่งมาก สูงได้ประมาณ 1 เมตร ลำต้นอาจมีสีแดงหรือเขียวปนแดง ผิวลำต้นมีขนละเอียดหรือค่อนข้างเกลี้ยง
- ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ ปลายแหลม โคนมน ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบมีขน เส้นใบจากโคนใบเด่น ก้านใบมีขน
- หูใบ : มีลักษณะเรียวยาวคล้ายเส้นด้าย โดยกระเจนามีลักษณะหูใบที่ช่วยใช้แยกชนิดทางพฤกษศาสตร์ได้
- ดอก : ดอกสีเหลือง ออกเดี่ยวหรือเป็นช่อกระจุกประมาณ 2–3 ดอก ตามซอกใบหรือตรงข้ามใบ ดอกมีขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงประมาณ 5 กลีบ และกลีบดอกประมาณ 5 กลีบ
- ผล : ผลเป็นฝักทรงกระบอก มีสันหรือครีบตามยาว ปลายผลแยกเป็นพูและมีรยางค์ที่ปลาย ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
- เมล็ด : เมล็ดมีขนาดเล็ก สีน้ำตาลเข้ม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระเจานามีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลก โดยมีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่ในเอเชีย แอฟริกา และเขตร้อนหลายส่วนของโลก ปัจจุบันพบตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ อินโดจีน ไปจนถึงแอฟริกา ออสเตรเลีย และบางส่วนของทวีปอเมริกา ในประเทศไทยมีรายงาน พบกระเจานาได้หลายภูมิภาค และมักขึ้นตามพื้นที่โล่ง ทุ่งนา พื้นที่รกร้าง ริมทาง และพื้นที่เกษตรกรรม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- สภาพพื้นที่ : เจริญได้ดีในพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่เกษตร ทุ่งนา และพื้นที่รกร้าง
- แสงแดด : ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก
- ดิน : สามารถขึ้นได้ในดินทั่วไปที่ระบายน้ำได้ดี
- การให้น้ำ : ต้องการความชื้นพอเหมาะ แต่ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
- การเพาะปลูก : หว่านหรือหยอดเมล็ดในดินที่เตรียมไว้ เมื่อต้นกล้างอกจึงดูแลเรื่องวัชพืชและความชื้นตามความเหมาะสม
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านในบางพื้นที่
- เมล็ด : มีการกล่าวถึงการใช้ในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีข้อมูลด้านพิษวิทยาจำกัดและมีข้อห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ตามข้อมูลภูมิปัญญาไทย
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- ใบ : มีรสขมเล็กน้อย ใช้ต้มดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อ แก้ร้อนใน ทำให้เลือดเย็น แก้เจ็บคอ และแก้อุจจาระเป็นเลือด
- ใบ : ใช้ภายนอกโดยนำมาพอกเพื่อ แก้พิษและแก้อาการบวม รวมถึงใช้ทาบริเวณผิวหน้าที่มีอาการแดงและบวม
- ใบ : มีการกล่าวถึงการใช้สำหรับ แก้พิษปลาปักเป้า ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ โดยมีการระบุว่าเป็นกระเจาชนิดฝักยาว
- เมล็ด : มีการระบุในข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้านว่ามีรสเมาเบื่อ และเคยใช้สำหรับ เบื่อสุนัข ซึ่งเป็นการใช้ที่ไม่ควรนำมาประยุกต์ใช้เอง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพิษของพืช
ภูมิปัญญาพื้นบ้านในต่างประเทศ
มีรายงานการใช้กระเจานาในภูมิปัญญาพื้นบ้านของบางประเทศสำหรับอาการเกี่ยวกับ การอักเสบ ไข้ ระบบทางเดินปัสสาวะ โรคบิด ท้องผูก และโรคบางชนิด แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
ในตำรับยา
ข้อมูลจากการสำรวจพืชสมุนไพรในประเทศไทยมีการบันทึกภูมิปัญญาการใช้ ใบและเมล็ด ในตำรับยาแผนโบราณสำหรับอาการต่าง ๆ เช่น แก้บิด แก้ไอ แก้ไข้ และอาการปวดท้อง รวมถึงการกล่าวถึงเมล็ดในด้านแก้ไข้และช่วยเจริญอาหาร
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรถือเป็นข้อยืนยันว่ากระเจานาสามารถใช้รักษาโรคแทนการแพทย์แผนปัจจุบันได้
สาระสำคัญ
กระเจานามีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แทนนิน ซาโปนิน ไกลโคไซด์ ไตรเทอร์พีนอยด์ ไฟโตสเตอรอล กรดไขมัน และสารกลุ่มคาร์ดิแอกไกลโคไซด์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพที่พบจากการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการ
องค์ประกอบทางเคมี
การศึกษาสารสกัดจากใบด้วย GC-MS ตรวจพบสารหลายชนิด เช่น
- n-Hexadecanoic acid (Palmitic acid)
- Phytol
- 9,12,15-Octadecatrienoic acid methyl ester
- Squalene
- Vitamin E
- 3,7,11,15-Tetramethyl-2-hexadecen-1-ol
- Trans-2-undecen-1-ol
- E-7-Tetradecenol
- Docosanoic acid ethyl ester
นอกจากนี้ การศึกษาส่วนผลหรือแคปซูลของกระเจานายังรายงานการแยกสาร β-sitosterol, lupeol, betulin, 2-methyl anthraquinone, scopoletin และ corchoroside-A ออกมาได้
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Corchorus aestuans ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง มีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านการแข็งตัวของเลือด และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค งานวิจัยปี 2024 พบว่าสารสกัดจากใบมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพในหลอดทดลอง และมีผลต่อการสลายลิ่มเลือดในระบบทดลองบางรูปแบบ
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและการใช้ดั้งเดิม : มีข้อมูลการใช้ในหลายประเทศ
- ระดับสารสกัดและหลอดทดลอง (in vitro) : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพบางประการ
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบและพิษเฉียบพลัน
- ระดับการวิเคราะห์สารสำคัญ : มีการตรวจวิเคราะห์ด้วย GC-MS และการแยกสารบริสุทธิ์
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ
ดังนั้น กระเจานาควรจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มี หลักฐานเบื้องต้นทางเภสัชวิทยา แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการกล่าวอ้างสรรพคุณรักษาโรคในมนุษย์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและมีค่าความสามารถต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบหลายระบบ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบและส่วนต่าง ๆ แสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานการทดลองในสัตว์ที่สารสกัดจากส่วนเหนือดินสามารถลดการอักเสบที่เหนี่ยวนำด้วย carrageenan
- ฤทธิ์สลายลิ่มเลือด : งานวิจัยสมัยใหม่พบฤทธิ์ในระบบทดลองบางรูปแบบ
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีรายงานฤทธิ์ต่อเซลล์ในระดับหลอดทดลองจากสารหรือสารสกัดบางชนิด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งในคน
- ฤทธิ์อื่น ๆ : มีรายงานการศึกษาด้านหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นจากการทบทวนวรรณกรรม
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของกระเจานายังมีจำกัด การศึกษาพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดน้ำของ C. aestuans มีความเป็นพิษระดับเล็กน้อยภายใต้เงื่อนไขการทดลอง โดยรายงานค่า LD50 ทางปากประมาณ 3,999.93 มก./กก. ในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตาม ค่าในสัตว์ไม่สามารถนำมาแปลงเป็นขนาดใช้ในมนุษย์ได้โดยตรง
หมายเหตุ: ไม่ควรนำผลการทดลองพิษในสัตว์มาใช้กำหนดขนาดรับประทานเอง และควรใช้วัตถุดิบที่จำแนกชนิดพืชได้ถูกต้อง เนื่องจากพืชในสกุล Corchorus มีหลายชนิดที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์ : ข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรไทยระบุว่าไม่ควรรับประทานกระเจานา
- การใช้เมล็ดเพื่อให้เกิดพิษ : ไม่ควรนำเมล็ดมาใช้เป็นสารเบื่อสัตว์หรือรับประทานเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกระเจานากับยาในมนุษย์ อย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีการตรวจพบสารหลายกลุ่มและมีรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาประจำโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลจากฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลว่ากระเจานาสามารถใช้เป็น พืชอาหาร โดยเฉพาะใบ ในบางพื้นที่ของโลก อย่างไรก็ตาม การนำพืชที่ขึ้นตามทุ่งนาและพื้นที่เกษตรมารับประทานควรคำนึงถึง การปนเปื้อนสารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก และการจำแนกชนิดพืชให้ถูกต้อง ก่อนบริโภค
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- เส้นใยธรรมชาติ : เปลือกลำต้นมีเส้นใยเหนียว สามารถนำไปทำเชือกหรือวัสดุจากเส้นใยได้
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบสารสกัดเพื่อการศึกษาด้านสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านจุลชีพ แต่ยังควรมีข้อมูลด้านมาตรฐานและความปลอดภัยเพิ่มเติมก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษา
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : มีรายงานการนำสารสกัดจากใบไปศึกษาในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แต่หลักฐานดังกล่าวยังอยู่ในระดับการวิจัย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : เก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่มีร่องรอยการปนเปื้อนสารเคมี
- เมล็ด : เก็บจากผลที่แก่เต็มที่และแห้ง
- ส่วนลำต้น : หากต้องการเส้นใย ควรเก็บต้นที่มีขนาดเหมาะสมและผ่านกระบวนการแยกเส้นใยตามวิธีที่เหมาะสม
- การเก็บรักษาสมุนไพรแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ บรรจุในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และเก็บในที่แห้ง พ้นแสงและความชื้น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในประเทศไทยกระเจานามีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น ขัดมอญตัวผู้ กระเจา เส้ง และปอเส้ง และมีการกล่าวถึงการใช้ใบและเมล็ดในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านหลายรูปแบบ นอกจากด้านสมุนไพรแล้ว เปลือกลำต้นยังมีเส้นใยเหนียว ซึ่งเป็นลักษณะที่เชื่อมโยงกระเจานากับพืชกลุ่มปอและการใช้ประโยชน์จากเส้นใยธรรมชาติ
ประวัติและวัฒนธรรม
กระเจานาเป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรมในหลายพื้นที่ เนื่องจากพบได้ตาม ทุ่งนา พื้นที่เกษตร และพื้นที่รกร้าง จึงถูกจัดเป็นทั้งพืชสมุนไพรพื้นบ้านและวัชพืชในระบบเกษตร ขณะเดียวกันลักษณะทางพฤกษศาสตร์และการใช้เส้นใยทำให้กระเจานามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มพืชปอที่มีประวัติการใช้ประโยชน์จากเส้นใยมายาวนาน
สถานะการอนุรักษ์
กระเจานาเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและสามารถพบได้ในพื้นที่เกษตรและพื้นที่รกร้างหลายแห่ง แต่ สถานะการอนุรักษ์ระดับโลกที่เป็นมาตรฐานเดียวกันยังไม่ปรากฏชัดในฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้สำหรับการจัดอันดับ IUCN ของชนิดนี้ จึงไม่ควรระบุว่าเป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์หรือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงต่ำโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงเฉพาะ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Malvales
- วงศ์ (Family) : Malvaceae
- สกุล (Genus) : Corchorus L.
- ชนิด (Species) : Corchorus aestuans L.
- ชื่อพ้องสำคัญ (Synonym) : Corchorus acutangulus Lam.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์กระเจานาควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ ได้แก่
- ลำต้นล้มลุก แตกกิ่ง และมีขนละเอียด
- ใบรูปไข่ ขอบจักฟันเลื่อย และมีลักษณะรยางค์บริเวณฟันใบคู่ล่าง
- หูใบเรียวยาวคล้ายเส้นด้าย
- ดอกสีเหลืองขนาดเล็ก ออกเดี่ยวหรือเป็นช่อ 2–3 ดอก
- ผลทรงกระบอก มีสันหรือครีบตามยาว และปลายผลแยกเป็นพู
- การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ควรยืนยันกับตัวอย่างอ้างอิงหรือฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน เช่น TH-BIF และฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์มาตรฐาน เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุล Corchorus ชนิดอื่น
คำเตือนทางการแพทย์
กระเจานาไม่ควรใช้แทนยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะในการรักษาโรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภาวะฉุกเฉิน แม้งานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองจะพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและขนาดการใช้ที่เหมาะสม กรณี พิษปลาปักเป้า หรืออาการได้รับพิษ ไม่ควรใช้กระเจานารักษาเอง ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: กระเจานา (Corchorus aestuans L.). สำนักหอพรรณไม้.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). TH-BIF: Corchorus aestuans L. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย.
- สถาบันวิจัยข้าว กรมการข้าว. (ม.ป.ป.). ปอวัชพืช (Corchorus aestuans L.). Rice Knowledge Bank.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระเจานา. ฐานข้อมูลพรรณไม้ท้องถิ่น.
- Dhanalakshmi, R., & Manavalan, R. (2014). Determination of bioactive constituents of leaves of Corchorus aestuans (L.) by GC-MS analysis. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences.
- Devarakonda, D. R., & Ganapaty, S. (2012). Phytochemical examination of Corchorus aestuans (Tiliaceae) capsule. International Journal of Pharmacognosy and Phytochemical Research, 4(2), 54–58.
- Al-Snafi, A. E. (2016). The constituents and pharmacology of Corchorus aestuans: A review. The Pharmaceutical and Chemical Journal, 3(4), 208–214.
- Jannat, N., Fatema, K., Haque, M. A., Fatema, J., Rahman, M., Shimu, M. S. S., & Uzzaman, M. (2024). Evaluation of the antioxidant, thrombolytic, and antimicrobial effects of Corchorus aestuans L. leaf extracts: An in-vitro and in-silico study. South African Journal of Botany, 164, 322–333. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2023.11.045
- Honoré, T. B. I., Delphine, M. E., Stéphane, D. K., & Koffi, N. (2022). Evaluation of the acute toxicity of aqueous extracts from two species of Corchorus genus: Corchorus aestuans L. and Corchorus olitorius L. (Malvaceae). Asian Research Journal of Agriculture, 15(4), 245–253. https://doi.org/10.9734/arja/2022/v15i4375
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Corchorus aestuans L. Plants of the World Online.
