การะเกด

การะเกด

การะเกด เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นในวงศ์เตยทะเล (Pandanaceae) มีจุดเด่นคือใบยาวเรียวขอบมีหนาม รากอากาศช่วยค้ำจุนลำต้น และดอกมีกลิ่นหอมเย็น จึงมีทั้งการใช้เป็น สมุนไพรไทย พืชหอม ไม้ประดับ อาหาร และวัสดุจักสาน ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะ ดอกการะเกด ที่มีการนำมาใช้ปรุงยาหอมและใช้เพื่อให้กลิ่นหอมมาแต่โบราณ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : การะเกด
  • ชื่ออื่น : การะเกดด่าง, การเกดด่าง, ลำเจียกหนู, เตยดง, เตยด่าง, เตยหอม, เกด, ดอกเกด, ปะหนัน, ปะแนะ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus tectorius Parkinson ex Du Roi
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Pandanus tectorius Blume
  • ชื่อสามัญ : Screw pine, Hala
  • วงศ์ : Pandanaceae
  • ลักษณะเด่น : ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น มีรากอากาศ ใบยาวเรียวมีหนาม ดอกแยกเพศต่างต้น และผลรวมมีลักษณะเป็นก้อนกลมขนาดใหญ่
  • กลุ่มการใช้ประโยชน์ : สมุนไพร พืชหอม อาหาร ไม้ประดับ และงานจักสาน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : การะเกดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น สูงประมาณ 3–7 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก รูปทรงโดยรวมคล้ายพืชในกลุ่มเตยทะเล ลำต้นส่วนบนสามารถสร้าง รากอากาศหรือรากค้ำจุน ขนาดใหญ่และยาว หยั่งลงสู่พื้นดินเพื่อช่วยพยุงลำต้น โดยเฉพาะในบริเวณดินทรายหรือพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง
  • ใบ : เป็น ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับกันเป็นเกลียวบริเวณปลายกิ่ง ใบมีลักษณะยาวแคบคล้ายแถบหรือรูปรางน้ำ ปลายใบเรียวแหลม แผ่นใบค่อนข้างเหนียวและแข็ง ขอบใบมี หนามแข็ง เรียงเป็นระยะ ด้านล่างของใบอาจมีนวลหรือสีอ่อนกว่าด้านบน ใบที่โตเต็มที่อาจยาวได้ประมาณ 1–2 เมตร
  • ดอก : เป็น ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้นกัน ดอกออกบริเวณปลายยอด มีจำนวนมาก ดอกไม่มีโครงสร้างกลีบเลี้ยงและกลีบดอกที่เด่นชัด ช่อดอกเพศผู้ตั้งตรง มีกาบสีอ่อนหุ้มและมีกลิ่นหอม ส่วนช่อดอกเพศเมียมีลักษณะค่อนข้างกลม ประกอบด้วยกลุ่มของเกสรเพศเมียหลายกลุ่ม
  • ผล : เป็น ผลรวม เกิดจากผลย่อยจำนวนมากเบียดติดกันแน่นจนมีลักษณะเป็นก้อนกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10–20 เซนติเมตร ผลย่อยมีขนาดประมาณ 2–6.5 × 4–7.5 เซนติเมตร เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม สีบริเวณโคนออกเหลือง ส่วนกลางออกส้มถึงแสด และปลายออกน้ำตาลอมเหลือง ภายในผลสุกมีโพรงอากาศจำนวนมาก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและเขตกระจายพันธุ์ : มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อน ตั้งแต่บริเวณฟิลิปปินส์ไปจนถึงหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก และพบในพื้นที่เขตร้อนของเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิกหลายแห่ง
  • ในประเทศไทย : พบและมีการปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพเหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณชายหาด พื้นที่ใกล้ชายฝั่ง ดินทราย ริมลำธาร และพื้นที่ชื้น
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ชอบแสงแดดและพื้นที่ค่อนข้างชื้น สามารถทนต่อสภาพพื้นที่ชายฝั่งและดินทรายได้ดี

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก : เลือกพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นเหมาะสม การะเกดเหมาะกับการปลูกในพื้นที่กว้าง สวน หรือบริเวณที่ต้องการพืชที่ช่วยยึดดิน
  • การขยายพันธุ์ : นิยมใช้ หน่อหรือหน่อที่เกิดบริเวณโคนต้น แยกออกไปปลูกใหม่ หลังปลูกควรรักษาความชื้นของดินในระยะแรกจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้
  • การดูแล : เมื่อเจริญเติบโตดีแล้วเป็นพืชที่ค่อนข้างแข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อม โดยควรระมัดระวังหนามบริเวณขอบใบและลำต้น

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอก : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในตำรายาไทยและภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร โดยนำไปปรุงเป็น ยาหอม
  • ยอด : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ โดยเฉพาะการนำไปต้มเป็นเครื่องดื่มสำหรับสตรีหลังคลอด
  • รากและรากอากาศ : มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ แต่รายละเอียดการใช้แตกต่างกันตามท้องถิ่น จึงไม่ควรนำไปใช้เป็นยารับประทานเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ดอกการะเกด : ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย ใช้ปรุงเป็น ยาหอม มีรสและกลิ่นหอม ใช้เพื่อทำให้ชุ่มชื่นหัวใจและบำรุงหัวใจ
  • ดอก : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ แก้เสมหะ แก้เจ็บคอ บำรุงธาตุ และแก้อาการเกี่ยวกับทรวงอก ตามแนวทางการแพทย์แผนไทย
  • ดอก : นอกจากการใช้เป็นยาแล้ว ยังนำมาใช้เพื่อให้กลิ่นหอมและอบเสื้อผ้า
  • ยอด : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งนำยอดมาต้มกับน้ำให้สตรีดื่มในระยะหลังคลอด
  • รากและรากอากาศ : มีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิด เช่น การขับปัสสาวะหรืออาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาไทย ไม่ได้หมายความว่าได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบันทุกข้อ

วิธีใช้

  • การใช้ดอกเป็นสมุนไพร : ในภูมิปัญญาไทยนำดอกไปใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาหอม หรือตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงหัวใจและระบบทางเดินหายใจ
  • การใช้เพื่อแต่งกลิ่น : ดอกสดหรือดอกแห้งใช้สำหรับอบเสื้อผ้าและให้กลิ่นหอม
  • การใช้เป็นอาหาร : ผลสุกสามารถรับประทานได้ในบางท้องถิ่น โดยควรใช้ผลที่สุกและมีการจำแนกชนิดพืชอย่างถูกต้อง
  • การใช้ยอด : มีบันทึกการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่ง แต่ไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ยืนยันทางคลินิก

หมายเหตุ : ไม่ควรนำส่วนต่าง ๆ ของการะเกดมาปรุงรับประทานเป็นยาด้วยตนเองเพื่อรักษาโรค โดยเฉพาะการใช้รากหรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านขนาดยาที่ปลอดภัยและประสิทธิผลในมนุษย์อย่างเพียงพอ

สาระสำคัญ

  • การะเกดมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ซึ่งพบแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีการสกัด
  • งานวิจัยพบสารกลุ่ม ฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ เทอร์พีนอยด์ สเตียรอยด์ ซาโปนิน และไกลโคไซด์ ในสารสกัดจากผล
  • สารสกัดจากใบพบสารที่มีศักยภาพด้าน ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
  • รากพบสารกลุ่ม cycloartane triterpenoids, phytosterols และกรดไขมัน
  • รากอากาศของการะเกดจากประเทศไทยมีการแยกสารกลุ่ม aromatic glycosides และ caffeoylquinic acid derivatives ได้หลายชนิด

องค์ประกอบทางเคมี

  • สารฟีนอลิกและโพลีฟีนอล : พบในสารสกัดจากผลและมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฟลาโวนอยด์ : ตรวจพบในสารสกัดจากผลและใบ
  • เทอร์พีนอยด์และสเตียรอยด์ : พบในสารสกัดจากผล ใบ และราก
  • ซาโปนินและไกลโคไซด์ : ตรวจพบจากการคัดกรองทางพฤกษเคมีของสารสกัดจากผล
  • สารกลุ่ม cycloartane triterpenoids : พบในราก เช่น cyclotectorone และสารอนุพันธ์ของ cycloartane
  • β-sitosterol และ β-stigmasterol : พบในสารสกัดจากราก
  • palmitic acid : พบในราก
  • สารกลุ่ม aromatic rutinosides : พบในรากอากาศ เช่น benzyl rutinoside และอนุพันธ์ทางอะโรมาติกหลายชนิด
  • isopentenyl acetate, dimethylallyl acetate และอนุพันธ์ cinnamate : มีรายงานในน้ำมันหอมระเหยจากผลสุก

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยในสารสกัดจาก ผลการะเกด พบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ได้แก่ ฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ เทอร์พีนอยด์ สเตียรอยด์ ซาโปนิน และไกลโคไซด์
  • สารสกัดบางส่วนจากผลแสดง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และ ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ในการทดลองภายนอกร่างกาย
  • งานวิจัยดังกล่าวยังศึกษาความเป็นพิษต่อเซลล์ พบว่าสารสกัดหลายชนิดไม่แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ที่ทดสอบในช่วงความเข้มข้นที่ศึกษา อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานในมนุษย์ได้
  • งานวิจัยเกี่ยวกับ ใบการะเกด พบศักยภาพด้านการต้านอนุมูลอิสระและการต้านการอักเสบจากการทดลองในห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์บางรูปแบบ
  • งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีของรากพบสารใหม่และสารที่มีรายงานแล้วหลายชนิด ซึ่งช่วยสนับสนุนการศึกษาศักยภาพทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับข้อมูลพฤกษเคมี : มีหลักฐานจากการวิเคราะห์และแยกสารประกอบจากส่วนต่าง ๆ ของพืช
  • ระดับหลอดทดลอง (in vitro) : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย และต้านการอักเสบ
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากใบ
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัด และยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันการใช้การะเกดเพื่อรักษาโรคเฉพาะชนิด

หมายเหตุ : หลักฐานจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากผลและใบมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากผลสามารถยับยั้งแบคทีเรียบางชนิดในการทดสอบแบบ in vitro
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากใบแสดงผลต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อ COX : มีการศึกษาการปรับการทำงานของ cyclooxygenase-2 (COX-2) จากสารสกัดใบ
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารพฤกษเคมี : สารหลายกลุ่มที่พบในราก ใบ และผลมีคุณสมบัติทางชีวภาพที่ควรศึกษาเพิ่มเติม

ความปลอดภัย

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์เพียงพอสำหรับกำหนด ขนาดรับประทานที่ปลอดภัย ของการะเกดหรือสารสกัดมาตรฐาน
  • ผลการทดลองในเซลล์ของสารสกัดจากผลบางชนิดไม่พบความเป็นพิษในระดับที่ศึกษา แต่ไม่สามารถใช้แทนการศึกษาความปลอดภัยในมนุษย์ได้
  • การรับประทานส่วนต่าง ๆ ของพืชในปริมาณมากหรือการใช้สารสกัดเข้มข้นควรหลีกเลี่ยงหากไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิด ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีความจำเป็นต้องใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้การะเกดเพื่อทดแทนยาที่แพทย์สั่ง
  • ไม่ควรใช้ในขนาดสูงหรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์เพียงพอ
  • ผู้แพ้พืชในวงศ์เตยทะเลหรือเคยมีอาการแพ้จากการใช้การะเกดควรหลีกเลี่ยง
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้เป็นยา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างการะเกดกับยาแผนปัจจุบัน
  • เนื่องจากสารสกัดการะเกดมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อนำไปใช้ร่วมกับยาทุกชนิด
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์การะเกด

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่นำมารับประทานได้ โดยมีรสเปรี้ยวอมหวานและมีกลิ่นหอม
  • ดอก : มีบันทึกการนำดอกมาใช้รับประทานในบางพื้นที่
  • ในภูมิภาคหมู่เกาะแปซิฟิก ผลการะเกดเป็นพืชอาหารที่มีการใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน
  • ควรรับประทานเฉพาะส่วนของพืชที่ทราบชนิดและแหล่งที่มาอย่างแน่นอน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและยาหอม : ดอกใช้เป็นวัตถุดิบที่ให้กลิ่นหอมในตำรับพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น : ดอกมีกลิ่นหอม จึงใช้สำหรับอบเสื้อผ้าและสิ่งของ
  • ผลิตภัณฑ์จักสาน : ใบสามารถนำมาตากแห้งและแปรรูปเป็นเสื่อ กระเป๋า หมวก กระสอบ และเครื่องใช้ต่าง ๆ
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : ผลสุกสามารถนำไปใช้เป็นอาหารในพื้นที่ที่มีภูมิปัญญาการบริโภคผลการะเกด
  • น้ำมันและผลิตภัณฑ์ให้กลิ่นหอม : มีการศึกษาสารระเหยและองค์ประกอบของน้ำมันจากส่วนต่าง ๆ ของพืช

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอก : เก็บในช่วงที่ดอกมีสภาพสมบูรณ์และมีกลิ่นหอม แล้วนำไปใช้สดหรือทำให้แห้งตามวัตถุประสงค์
  • ใบ : เลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อราและแมลงทำลาย หากต้องการนำไปจักสานควรตากให้แห้งสนิท
  • ผล : เก็บเมื่อผลสุกและมีสีตามลักษณะของผลสุก
  • การเก็บรักษาสมุนไพรแห้ง : ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • ควรแยกวัตถุดิบที่ใช้เป็นยาออกจากวัตถุดิบที่ใช้เป็นอาหาร เพื่อป้องกันการปะปนและการปนเปื้อน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ดอกการะเกด เป็นส่วนที่มีความสำคัญในภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรไทย โดยเฉพาะการนำไปปรุงเป็น ยาหอม
  • ดอกยังใช้สำหรับ อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม และเป็นพืชหอมที่ได้รับความนิยมในอดีต
  • ยอด มีการใช้ต้มกับน้ำสำหรับสตรีหลังคลอดตามภูมิปัญญาบางท้องถิ่น
  • ใบ ใช้ประโยชน์ด้านงานจักสาน เช่น เสื่อ หมวก กระเป๋า และเครื่องใช้ในครัวเรือน
  • ผลสุก มีการใช้เป็นอาหารในภูมิปัญญาของหลายพื้นที่ในเขตร้อนและหมู่เกาะแปซิฟิก

ประวัติและวัฒนธรรม

การะเกดเป็นพืชที่คนไทยรู้จักมาเป็นเวลานาน และปรากฏชื่อใน วรรณคดีไทยและวัฒนธรรมการชมสวนชมป่า หลายยุคสมัย ดอกที่มีกลิ่นหอมทำให้การะเกดมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตไทยในด้านการอบเครื่องนุ่งห่มและการใช้พืชหอม นอกจากนี้ยังมีการบันทึกชื่อและลักษณะของการะเกดไว้ในพจนานุกรมและเอกสารภาษาไทยโบราณ เช่น อักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลใน พ.ศ. 2416 ซึ่งกล่าวถึงดอกการะเกดว่าเป็นดอกไม้สีเหลือง มีกลิ่นหอม และขึ้นบริเวณพื้นที่ชื้นริมน้ำ

สถานะการอนุรักษ์

  • Pandanus tectorius ได้รับการประเมินในข้อมูลของ IUCN ว่าอยู่ในระดับ Least Concern (LC) หรือกังวลน้อยที่สุด
  • เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและมีการนำไปปลูกในหลายพื้นที่
  • อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมในธรรมชาติ โดยเฉพาะประชากรท้องถิ่นตามพื้นที่ชายฝั่ง ยังคงมีความสำคัญต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากพืช

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Pandanales
  • Family : Pandanaceae
  • Genus : Pandanus Parkinson
  • Species : Pandanus tectorius Parkinson ex Du Roi

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบจากลักษณะไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น รากอากาศ ใบยาวเรียวขอบมีหนาม ช่อดอกแยกเพศต่างต้น และผลรวมเป็นก้อนกลมขนาดใหญ่
  • เอกลักษณ์ของดอก : ดอกมีกลิ่นหอมและช่อดอกเพศผู้มีลักษณะเด่นที่มีกาบหุ้ม
  • เอกลักษณ์ของใบ : ใบเรียงเวียนบริเวณปลายกิ่งและมีหนามแข็งตามขอบใบ
  • เอกลักษณ์ทางอนุกรมวิธาน : ควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์กับตัวอย่างพรรณไม้หรือฐานข้อมูลอนุกรมวิธานมาตรฐาน เพื่อป้องกันความสับสนกับพืชสกุล Pandanus ชนิดอื่น
  • การตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ : หากนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบสมุนไพรเชิงพาณิชย์ ควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์และคุณภาพวัตถุดิบตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

คำเตือนทางการแพทย์

ข้อมูลสรรพคุณของการะเกดส่วนหนึ่งมาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาไทย ไม่ควรใช้ข้อมูลดังกล่าวแทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับพฤกษเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการทดลองก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่

ผู้ที่ต้องการใช้การะเกดเพื่อวัตถุประสงค์ทางยา โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ราชบัณฑิตยสถาน. (2538). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. กรุงเทพฯ: เพื่อนพิมพ์.
  2. มูลนิธิโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). การะเกด (Pandanus tectorius Blume). ฐานข้อมูลพรรณไม้.
  3. มูลนิธิโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด: การะเกด. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  4. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2548). การะเกด: ความหอมในกลิ่นอายชาตินิยม. หมอชาวบ้าน.
  5. Royal Park Rajapruek. (ม.ป.ป.). การะเกด. ศูนย์รวมพรรณไม้และข้อมูลพืช.
  6. Sahakitpichan, P., Chimnoi, N., Thamniyom, W., Ruchirawat, S., & Kanchanapoom, T. (2020). Aromatic rutinosides from the aerial roots of Pandanus tectorius. Phytochemistry Letters, 37, 47–50.
  7. Liu, J.-W., Peng, L.-H., Xian, M.-T., Cheng, J.-L., & Chen, W.-W. (2012). Chemical constituents in roots of Pandanus tectorius. Chinese Traditional and Herbal Drugs, 43(4), 636–639.
  8. Vahirua-Lechat, I., Menut, C., Roig, B., Bessiere, J.-M., & Lamaty, G. (1996). Isoprene related esters, significant components of Pandanus tectorius. Phytochemistry, 43(6), 1277–1279.
  9. [ผู้แต่งตามบทความ]. (2016). Phytochemical analysis, antioxidant, antibacterial and cytotoxicity properties of keys and cores part of Pandanus tectorius fruits. Arabian Journal of Chemistry.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Pandanus tectorius Parkinson. Plants of the World Online.
  11. International Plant Names Index. (2026). Pandanus tectorius Parkinson ex Du Roi. IPNI.
Scroll to top