กาลพฤกษ์

กาลพฤกษ์

กาลพฤกษ์ หรือ กัลปพฤกษ์ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบในวงศ์ Fabaceae มีดอกสีชมพูถึงชมพูอมขาวขนาดใหญ่และโดดเด่น มักปลูกเป็นไม้ประดับและไม้สิริมงคลของไทย นอกจากคุณค่าด้านภูมิทัศน์แล้ว เนื้อในฝักกาลพฤกษ์ ยังมีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเป็น ยาระบายอ่อน ๆ และมีรายงานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเอนไซม์บางชนิด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กาลพฤกษ์, กัลปพฤกษ์
  • ชื่อท้องถิ่น : กานล์ ในพื้นที่เขมร-สุรินทร์ และชัยพฤกษ์ในภาคเหนือ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia bakeriana Craib
  • ชื่อสามัญ : Pink Shower, Wishing Tree, Pink Cassia
  • วงศ์ : Fabaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ ไม้ยืนต้น และมีการใช้ เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูงโดยทั่วไปประมาณ 5–15 เมตร ลำต้นและกิ่งมีเปลือกสีเทา กิ่งอ่อนมีขนนุ่มปกคลุมหนาแน่น เรือนยอดแผ่กว้าง กิ่งแตกแขนงค่อนข้างต่ำและทอดออกด้านข้าง
  • ใบ : เป็น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ใบประกอบยาวประมาณ 15–40 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 5–8 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานถึงรูปใบหอกกลับ ปลายใบมนและอาจมีติ่งแหลมสั้น โคนใบมน ขอบใบเรียบ ทั้งสองด้านอาจมีขนนุ่ม โดยเฉพาะในใบอ่อน
  • ดอก : ออกเป็น ช่อกระจะ ตามกิ่งด้านข้าง โดยเฉพาะบริเวณกิ่งที่ใบร่วงหรือกำลังผลิใบใหม่ ช่อดอกยาวประมาณ 5–12 เซนติเมตร ดอกมีขนาดใหญ่ กลีบดอกสีชมพูหรือชมพูอมขาว เมื่อดอกใกล้โรยมักมีสีอ่อนลง ดอกของกาลพฤกษ์จัดว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งในสกุล Cassia ที่พบในประเทศไทย เกสรเพศผู้มี 10 อัน แบ่งเป็นเกสรขนาดยาว 3 อัน ขนาดสั้น 4 อัน และเกสรลดรูปอีก 3 อัน
  • ผล : เป็น ฝักทรงกระบอก ยาวประมาณ 30–40 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1–2.5 เซนติเมตร ผิวฝักมีขนนุ่มสีเทาถึงน้ำตาล ภายในแบ่งเป็นช่องด้วยผนังกั้นและมีเมล็ดประมาณ 30–40 เมล็ด
  • เมล็ด : มีจำนวนมากเรียงอยู่ภายในฝัก โดยแต่ละเมล็ดถูกคั่นด้วยผนังกั้นลักษณะคล้ายเนื้อฟองน้ำ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กาลพฤกษ์มีถิ่นกำเนิดใน ประเทศไทยและเมียนมาตอนเหนือ โดยในประเทศไทยพบกระจายเป็นหย่อม ๆ ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และบางพื้นที่ของภาคตะวันออก แหล่งธรรมชาติพบตาม ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงประมาณ 300–1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมักพบในพื้นที่เปิดหรือบริเวณที่มีแสงค่อนข้างมาก

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแสง : ชอบแสงแดดจัดและเหมาะกับพื้นที่กลางแจ้ง
  • ดิน : สามารถเจริญได้ในดินหลายประเภท แต่ควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี โดยดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายเหมาะสำหรับการปลูก
  • การให้น้ำ : เมื่อปลูกตั้งตัวได้แล้วสามารถทนสภาพค่อนข้างแล้งได้ ควรให้น้ำอย่างเหมาะสมโดยไม่ปล่อยให้มีน้ำขัง
  • การขยายพันธุ์ : นิยม เพาะเมล็ด และสามารถขยายพันธุ์โดย การตอนกิ่ง ได้
  • การปลูก : ควรเลือกพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ มีการระบายน้ำดี และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการขยายตัวของทรงพุ่ม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เนื้อในฝัก : ใช้เป็น ยาระบายอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • เปลือกฝักและเมล็ด : มีการกล่าวถึงในภูมิปัญญาพื้นบ้านว่าใช้ทำให้อาเจียนและช่วยถ่ายพิษไข้

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • เนื้อในฝัก : มีรสหวานเอียนปนขม ใช้เป็น ยาระบายอ่อน ๆ ช่วยระบายอุจจาระ และมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับเด็ก
  • เปลือกฝักและเมล็ด : ตามตำรายาและภูมิปัญญาไทยมีการใช้ในลักษณะ ทำให้อาเจียนและถ่ายพิษไข้
  • กิ่งและไม้ : ในทางวัฒนธรรมถือเป็นไม้ที่มีความเป็นสิริมงคลและนำไปใช้ประโยชน์ด้านงานไม้บางประเภท
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบัน

วิธีใช้

  • ใช้เป็นยาระบาย : ในภูมิปัญญาไทยใช้ เนื้อในฝักกาลพฤกษ์ เป็นยาระบายอ่อน ๆ
  • การใช้เปลือกฝักและเมล็ด : มีบันทึกการใช้ตามตำรับพื้นบ้านเพื่อทำให้อาเจียนและถ่ายพิษ แต่ไม่ควรนำไปใช้เองโดยไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรมไทย เนื่องจากการทำให้อาเจียนหรือการใช้ในขนาดสูงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

สาระสำคัญ

งานวิจัยสมัยใหม่พบว่าส่วนต่าง ๆ ของ Cassia bakeriana มีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ โปรแอนโทไซยานิดิน แอนทราควิโนน กรดไขมัน และสารระเหย ซึ่งมีความแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีการสกัด

องค์ประกอบทางเคมี

  • ฟลาโวนอยด์ : มีรายงานการตรวจพบ kaempferol และ kaempferol-3-O-rhamnoside
  • แอนทราควิโนน : มีการแยกพบ rhein (cassic acid) จากสารสกัดเปลือก
  • สารฟีนอลิกและโปรแอนโทไซยานิดิน : ตรวจพบในสารสกัดจากเปลือกและใบ
  • น้ำมันหอมระเหย : ประกอบด้วยแอลกอฮอล์ แอลดีไฮด์ กรดไขมัน และสารเทอร์พีนบางชนิด เช่น linalool, (E)-nerolidol และ phytol
  • กรดไขมัน : น้ำมันจากเนื้อไม้มีกรด palmitic, oleic และ linoleic เป็นองค์ประกอบสำคัญ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีการศึกษาสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจาก Cassia bakeriana หลายด้าน แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลอง (in vitro) และยังมีข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด

  • งานวิจัยด้านน้ำมันหอมระเหยจากใบ เปลือก และเนื้อไม้พบว่าสารสกัดจากใบและเปลือกมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากหลายชนิด โดยค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อได้อยู่ในช่วง 62.5–125 ไมโครกรัม/มิลลิลิตรสำหรับแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่ทดสอบ
  • งานวิจัยด้านสารสกัดใบพบฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ และสามารถยับยั้งเอนไซม์ α-amylase, α-glucosidase และ pancreatic lipase รวมทั้งยับยั้งกระบวนการ glycation ในระดับหลอดทดลอง
  • งานวิจัยปี 2024 ที่ศึกษาสารสกัดจากเปลือกพบฤทธิ์ยับยั้ง α-amylase และ α-glucosidase รวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้าน glycation ในหลอดทดลอง และตรวจพบกลุ่ม proanthocyanidins, flavonoids และ anthraquinones เป็นองค์ประกอบสำคัญ
  • การแยกสารจากสารสกัดเปลือกพบ rhein ซึ่งเป็นสารกลุ่ม anthraquinone และมีฤทธิ์ต้านจุลชีพต่อแบคทีเรียในช่องปากในการทดลอง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์และการจำแนกชนิด : มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจากฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์และ Flora of Thailand
  • ระดับสารพฤกษเคมี : มีหลักฐานจากการวิเคราะห์ด้วย GC-MS, HPLC-ESI-MS/MS และการแยกสารบริสุทธิ์
  • ระดับเภสัชวิทยา : มีหลักฐานจากการทดลองในหลอดทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเอนไซม์ และยับยั้ง glycation
  • ระดับสัตว์ทดลองและการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง
หมายเหตุ : ผลการทดลองในหลอดทดลองไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันว่ากาลพฤกษ์สามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์ ความปลอดภัย การทดลองในสัตว์ และการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยจากใบและเปลือกมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคในช่องปากหลายชนิด รวมถึง Streptococcus mutans ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคฟันผุ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบและเปลือกแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และ ORAC
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ : สารสกัดจากใบและเปลือกสามารถยับยั้ง α-amylase, α-glucosidase และ pancreatic lipase ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้าน glycation : สารสกัดและสารบางชนิดที่แยกได้จากใบมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการ glycation ในหลอดทดลอง
  • ความเป็นพิษต่อเซลล์ : การทดลองกับเซลล์ Vero พบว่าสารสกัดบางชนิดมีความเป็นพิษต่อเซลล์ต่ำ แต่ความเป็นพิษแตกต่างกันตามส่วนของพืชและชนิดของสารสกัด โดยน้ำมันจากเนื้อไม้แสดงความเป็นพิษสูงกว่าน้ำมันจากใบในการศึกษาหนึ่ง

ความปลอดภัย

การใช้ เนื้อในฝักกาลพฤกษ์ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดการถ่ายมากหรือถ่ายไม่หยุดตามข้อมูลภูมิปัญญาที่มีการบันทึกไว้ จึงควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ควรนำสารสกัดเข้มข้นมาใช้แทนยารักษาโรคโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านระบุว่า เนื้อในฝักกาลพฤกษ์ สามารถรับประทานได้ และมีการกล่าวถึงการรับประทานเนื้อในฝักร่วมกับหมากในวิถีการใช้ประโยชน์แบบดั้งเดิม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ไม้ประดับ : นิยมปลูกตามสวน สถานที่ราชการ ถนน และพื้นที่ภูมิทัศน์ เนื่องจากมีดอกสีชมพูสวยงาม
  • ผลิตภัณฑ์จากไม้ : เนื้อไม้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านงานไม้
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อยอดสารสกัดจากใบและเปลือก เนื่องจากมีรายงานสารฟลาโวนอยด์ แอนทราควิโนน และสารฟีนอลิกหลายชนิด แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษาโรคยังจำเป็นต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ฝัก : ควรเก็บเมื่อฝักแก่เต็มที่ โดยข้อมูลพฤกษศาสตร์ระบุว่าฝักติดผลประมาณเดือนเมษายน–พฤษภาคมในบางพื้นที่
  • เมล็ด : ควรนำเมล็ดจากฝักแก่ที่สมบูรณ์มาตากหรือผึ่งให้แห้งก่อนเก็บ
  • การเก็บรักษา : ส่วนที่ใช้เป็นยาควรทำให้แห้งสนิท เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กาลพฤกษ์ มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ ได้แก่ กัลปพฤกษ์ กานล์ และชัยพฤกษ์ สะท้อนการกระจายพันธุ์และการใช้ประโยชน์ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับ เนื้อในฝัก ในฐานะยาระบายอ่อน ๆ ขณะที่ส่วนเปลือกฝักและเมล็ดมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อทำให้อาเจียนและถ่ายพิษไข้

ประวัติและวัฒนธรรม

กาลพฤกษ์หรือกัลปพฤกษ์มีความหมายเชิงมงคลในสังคมไทย ชื่อ กัลปพฤกษ์ เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องต้นไม้แห่งความปรารถนาหรือสิ่งที่ให้ความสมหวัง จึงได้รับความนิยมในการปลูกเป็นไม้ประดับและไม้สิริมงคล นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงการนำกิ่งก้านไปทำด้ามธงในอดีตด้วยความเชื่อว่าเป็นสิริมงคล กัลปพฤกษ์ยังเป็น พันธุ์ไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ซึ่งทำให้ต้นไม้ชนิดนี้มีความสำคัญทั้งในด้านพฤกษศาสตร์ ภูมิทัศน์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Cassia bakeriana เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และระบุถิ่นกำเนิดอยู่ในเมียนมาและประเทศไทย ขณะที่ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงเชิงคาดการณ์ของพืชดอกปี 2024 จัดให้ชนิดนี้มี ความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามตามแบบจำลองการคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำไปแทนที่สถานะบัญชีแดง IUCN อย่างเป็นทางการ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Fabales
  • วงศ์ (Family) : Fabaceae
  • สกุล (Genus) : Cassia L.
  • ชนิด (Species) : Cassia bakeriana Craib

ชื่อ Cassia bakeriana Craib ได้รับการยอมรับเป็นชื่อที่ถูกต้องในฐานข้อมูล Plants of the World Online และมีการตีพิมพ์ชื่อครั้งแรกใน Bulletin of Miscellaneous Information, Kew ในปี ค.ศ. 1911

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของกาลพฤกษ์ควรพิจารณาลักษณะสำคัญร่วมกัน ได้แก่

  • ต้น : ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม
  • ใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ มีใบย่อยประมาณ 5–8 คู่
  • ดอก : ดอกขนาดใหญ่สีชมพูถึงชมพูอมขาว ออกเป็นช่อกระจะตามกิ่งด้านข้าง
  • เกสร : มีเกสรเพศผู้ 10 อัน โดยมี 3 อันยาวและโค้งเด่นชัด
  • ผล : ฝักทรงกระบอกยาวประมาณ 30–40 เซนติเมตร มีเมล็ดจำนวนมากและมีผนังกั้นระหว่างเมล็ด
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia bakeriana Craib

ลักษณะดังกล่าวสามารถใช้ประกอบการตรวจสอบร่วมกับตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ภาพถ่าย และข้อมูลจากฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ โดยเฉพาะลักษณะ ดอกสีชมพูขนาดใหญ่ ฝักยาวทรงกระบอก และใบประกอบที่มีใบย่อยหลายคู่ ซึ่งช่วยแยกจากพืชสกุล Cassia ชนิดอื่นได้

คำเตือนทางการแพทย์

การใช้กาลพฤกษ์เป็นยาควรอยู่บนพื้นฐานของตำรับยา ปริมาณ และวิธีเตรียมที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้ส่วนเปลือกฝักหรือเมล็ดซึ่งมีการกล่าวถึงฤทธิ์ทำให้อาเจียน ไม่ควรนำมาใช้เองเพื่อกระตุ้นให้อาเจียน
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันของ Cassia bakeriana ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับหลอดทดลอง จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ากาลพฤกษ์สามารถรักษาโรคเบาหวาน โรคติดเชื้อ หรือโรคอื่นในมนุษย์ได้ การใช้เพื่อการรักษาควรปรึกษาแพทย์แผนไทย เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ด้านสมุนไพร
หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรในรูปแบบเข้มข้นด้วยตนเอง และควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กัลปพฤกษ์: Cassia bakeriana Craib. สารานุกรมพืช.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Cassia bakeriana Craib. e-Flora of Thailand.
  3. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กัลปพฤกษ์ (Cassia bakeriana Craib).
  4. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2549). กาลพฤกษ์ : ดอกไม้แห่งกาลเวลาของชาวไทย.
  5. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). Cassia bakeriana Craib: ข้อมูลอนุกรมวิธาน. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์.
  6. Cunha, L. C. S., de Morais, S. A. L., Martins, C. H. G., Martins, M. M., Chang, R., de Aquino, F. J. T., de Oliveira, A., Moraes, T. S., Machado, F. C., da Silva, C. V., & do Nascimento, E. A. (2013). Chemical composition, cytotoxic and antimicrobial activity of essential oils from Cassia bakeriana Craib. against aerobic and anaerobic oral pathogens. Molecules, 18(4), 4588–4598.
  7. Silva, T. C., Justino, A. B., Prado, D. G., Koch, G. A., Martins, M. M., Santos, P. S., de Morais, S. A. L., Goulart, L. R., Cunha, L. C. S., de Sousa, R. M. F., Espindola, F. S., & de Oliveira, A. (2019). Chemical composition, antioxidant activity and inhibitory capacity of α-amylase, α-glucosidase, lipase and non-enzymatic glycation, in vitro, of the leaves of Cassia bakeriana Craib. Industrial Crops and Products, 140, 111641.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cassia bakeriana Craib. Plants of the World Online.
  9. World Flora Online. (2026). Cassia bakeriana Craib. World Flora Online.
  10. Phytochemical profiling by HPLC-ESI-MS/MS and in vitro investigation of the antidiabetic activity of Cassia bakeriana bark extract and fractions. (2024). Phytotherapy Research.
Scroll to top