การเวก

การเวก

การเวก

การเวก เป็นไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์ Annonaceae ที่มีดอกหอมเป็นเอกลักษณ์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับสำหรับทำซุ้มและให้ร่มเงา อีกทั้งมีประวัติการใช้ใน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการใช้ดอกในตำรับยาหอม และการนำส่วนต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ด้านเครื่องหอม การเวกมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันว่า Artabotrys siamensis Miq. และมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในเมียนมาและประเทศไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : การเวก
  • ชื่อท้องถิ่น : กระดังงัว, กระดังงาป่า, กระดังงาเถา, สะบันงาเครือ, สะบันงาจีน, กระดังงาจีน, หนามควายนอน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artabotrys siamensis Miq.
  • ชื่อสามัญ : Climbing ylang-ylang, Gara-Wek
  • วงศ์ : Annonaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : ไม้ประดับ ไม้ให้ร่มเงา ไม้ดอกหอม เครื่องหอม และสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีส่วนของกิ่งหรือก้านที่ดัดแปลงเป็น ตะขอสำหรับยึดเกาะ และมีดอกหอมมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นถึงกลางคืน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : การเวกเป็น ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง อายุหลายปี สามารถเลื้อยหรือพาดพันต้นไม้อื่นและโครงสร้างต่าง ๆ ได้ เถามีขนาดใหญ่ เมื่อเจริญเต็มที่อาจสูงได้ประมาณ 10–20 เมตร เปลือกกิ่งและลำต้นมีสีเทา น้ำตาลถึงเทาแกมดำ และค่อนข้างเรียบ กิ่งอ่อนมีขนละเอียดก่อนที่จะค่อย ๆ เกลี้ยงเมื่อแก่ จุดเด่นที่ใช้จำแนกการเวกคือ ก้านหรือกิ่งที่เปลี่ยนรูปเป็นตะขอ ช่วยให้พืชยึดเกาะและไต่ขึ้นที่สูง
  • ใบ : เป็น ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบค่อนข้างหนาและเหนียว รูปรี รูปรีแกมขอบขนาน หรือรูปขอบขนาน ขนาดประมาณ 5.7–19 × 3–8.5 เซนติเมตร โคนใบมนถึงสอบ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างอาจมีขนตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ มีเส้นแขนงใบประมาณ 6–11 คู่ ก้านใบสั้นประมาณ 3–10 มิลลิเมตร
  • ดอก : ดอกออกบริเวณกิ่งและส่วนปลายของกิ่ง โดยอาจออกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มประมาณ 1–3 ดอก ดอกมีก้านโค้งงอและสัมพันธ์กับส่วนที่มีลักษณะคล้ายตะขอ ดอกตูมมีสีเขียว เมื่อดอกแก่และบานจะเปลี่ยนเป็น สีเหลือง และมีกลิ่นหอมชัดเจน กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ ส่วนกลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ กลีบดอกชั้นนอกและชั้นในมีรูปร่างคล้ายใบหอกหรือขอบขนาน กลีบดอกเมื่อบานจะแผ่ออกและมีกลิ่นหอมมาก โดยกลิ่นมักเด่นในช่วงบ่าย เย็น และกลางคืน
  • ผล : เป็น ผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยหลายผลรวมกันเป็นกระจุก ผลย่อยมีลักษณะค่อนข้างรีถึงรูปไข่กลับ เมื่อแห้งมีสีน้ำตาลดำ แต่ละผลย่อยมีเมล็ดประมาณ 1 เมล็ดหรือมากกว่านั้น เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้มและผิวค่อนข้างหยาบ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

การเวกมีเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติใน เมียนมาและประเทศไทย และจัดเป็นไม้เถาที่พบในเขตร้อนซึ่งมีฤดูแล้งชัดเจน ในประเทศไทยพบในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม และมีการนำมาปลูกอย่างแพร่หลายเป็นไม้ประดับตามบ้าน สวน และบริเวณซุ้มไม้เลื้อย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแสง : ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมากหรือแสงแดดโดยตรง
  • ดิน : เหมาะกับดินที่ระบายน้ำได้ดีและมีความชื้นพอเหมาะ
  • น้ำ : ต้นที่ปลูกใหม่ควรให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้รากตั้งตัว เมื่อเจริญเติบโตดีแล้วสามารถลดความถี่ในการให้น้ำได้ โดยไม่ควรปล่อยให้ดินแฉะเป็นเวลานาน
  • สถานที่ปลูก : เหมาะสำหรับปลูกริมรั้ว ซุ้มประตู ซุ้มนั่งเล่น หรือบริเวณที่มีโครงสร้างให้เถาเลื้อยเกาะ
  • การขยายพันธุ์ : นิยม ตอนกิ่ง เนื่องจากช่วยให้ได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงต้นแม่และตั้งตัวได้เร็วกว่าการเพาะเมล็ดในบางกรณี
  • การดูแล : ควรจัดทำค้างหรือโครงสร้างสำหรับให้เถาเกาะ และตัดแต่งกิ่งที่รกเกินไปเพื่อควบคุมทรงพุ่มและช่วยให้เกิดการระบายอากาศที่ดี

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นยาขับปัสสาวะ
  • ดอก : ใช้ปรุงเป็น ยาหอม และใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อแก้ลมวิงเวียน
  • เปลือกต้น : มีรายงานการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาหอม ในการแพทย์แผนไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร

การใช้การเวกในทางสมุนไพรส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจาก ตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มากกว่าหลักฐานการทดลองทางคลินิก

  • ใบ : ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นใช้เป็น ยาขับปัสสาวะ
  • ดอก : ใช้ปรุงเป็น ยาหอม แก้ลมวิงเวียน และใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องหอม
  • เปลือกต้น : มีข้อมูลว่าใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับ ยาหอม ของไทย
  • ดอกและกลิ่นหอม : นิยมใช้ในบุหงา เครื่องหอม น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ที่มุ่งให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาไทย : ใช้ใบเป็นส่วนประกอบของตำรับยาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขับปัสสาวะ และใช้ดอกหรือเปลือกต้นเป็นส่วนประกอบในตำรับ ยาหอม
  • ด้านเครื่องหอม : ใช้ดอกสดในการทำบุหงา หรือใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการสกัดสารหอมและน้ำมันหอมระเหย
  • การสูดดมกลิ่น : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำดอกหอมมาใช้เพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย

หมายเหตุ : ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานของการเวกที่ได้รับการยืนยันจากการศึกษาทางคลินิก จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเองจากข้อมูลสมุนไพรทั่วไป

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของการเวกที่ได้รับความสนใจมีทั้ง สารระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม และสารเมแทบอไลต์จากส่วนใบและส่วนอื่น ๆ ของพืช งานศึกษาด้านกลิ่นพบว่าดอกการเวกปลดปล่อยสารระเหยอย่างเด่นชัดเมื่อดอกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และสารระเหยกลุ่มเอสเทอร์มีบทบาทสำคัญต่อกลิ่นของดอก

งานวิจัยใหม่เกี่ยวกับใบ A. siamensis ยังพบสารกลุ่มไฟโตสเตอรอลหลายชนิด โดยสารที่พบในปริมาณเด่น ได้แก่ 22-dihydrospinasterol acetate, 1-hexacosanol และ brassicasterol

องค์ประกอบทางเคมี

  • สารระเหยและน้ำมันหอมระเหย : มีสารระเหยหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมของดอก โดยเฉพาะสารกลุ่ม เอสเทอร์
  • ไฟโตสเตอรอล : การวิเคราะห์สารสกัดเฮกเซนจากใบ A. siamensis พบ 22-dihydrospinasterol acetate, brassicasterol และ 1-hexacosanol เป็นองค์ประกอบเด่น
  • ในภาพรวมของสกุล Artabotrys มีรายงานสารหลายกลุ่ม เช่น alkaloids, terpenoids, sterols, flavonoids, fatty acids และ acetogenins แต่ไม่ควรเหมารวมว่าสารทุกชนิดที่พบในสกุล Artabotrys จะพบใน A. siamensis ในปริมาณหรือรูปแบบเดียวกัน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ Artabotrys siamensis ยังมีจำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง โดยงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาด้าน องค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ทางชีวภาพในหลอดทดลอง และการศึกษาสารระเหยของดอก

งานศึกษาปี 2026 เปรียบเทียบสารสกัดจากใบ A. siamensis กับ A. hexapetalus พบว่าสารสกัดเฮกเซนจากใบ A. siamensis สามารถยับยั้งเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase ในหลอดทดลองได้ และผลการวิเคราะห์สารพบไฟโตสเตอรอลหลายชนิดที่อาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลนี้เป็นหลักฐานระดับ in vitro และ in silico ไม่ใช่หลักฐานว่าการรับประทานการเวกสามารถรักษาหรือควบคุมโรคเบาหวานในมนุษย์ได้

นอกจากนี้มีงานศึกษาสารสกัดเฮกเซนของการเวกต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง แต่ผลการศึกษาที่มีอยู่ไม่ได้เพียงพอที่จะสรุปว่าการเวกเป็น สมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง ได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและตำรายาไทย : มีข้อมูลการใช้ดอก ใบ และเปลือกต้นในตำรับและการใช้พื้นบ้าน
  • ระดับองค์ประกอบทางเคมี : มีหลักฐานจากการวิเคราะห์สารระเหยและสารเมแทบอไลต์
  • ระดับหลอดทดลอง : มีข้อมูลฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์และการทดสอบฤทธิ์ต่อเซลล์
  • ระดับสัตว์ทดลอง : ข้อมูลเฉพาะ A. siamensis ยังมีจำกัด
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของการเวกในข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต : สารสกัดเฮกเซนจากใบ A. siamensis แสดงฤทธิ์ยับยั้ง α-amylase และ α-glucosidase ในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 ประมาณ 0.249 และ 0.709 มิลลิกรัม/มิลลิลิตรตามลำดับในการศึกษาปี 2026
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีรายงานการทดสอบสารสกัดการเวกในเซลล์มะเร็งบางชนิด แต่ผลไม่ได้แสดงหลักฐานเพียงพอสำหรับนำไปใช้เป็นการรักษามะเร็งในมนุษย์
  • ด้านสารระเหย : ดอกมีการเปลี่ยนแปลงการปลดปล่อยสารระเหยตามระยะการบาน และสารกลุ่มเอสเทอร์มีบทบาทสำคัญต่อกลิ่นหอม

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของการเวกในมนุษย์ ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้น น้ำมันหอมระเหย หรือการรับประทานต่อเนื่องในปริมาณสูง จึงไม่ควรถือว่าการเป็นพืชสมุนไพรหรือพืชเครื่องหอมหมายความว่าปลอดภัยในทุกขนาด

การศึกษาทางเภสัชวิทยาที่มีอยู่จำนวนหนึ่งเป็นเพียงการทดลองในหลอดทดลอง ดังนั้นผลที่พบยังไม่สามารถใช้กำหนดขนาดยาสำหรับมนุษย์ได้

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้การเวกเป็นยารับประทานในหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงให้นมบุตร หากไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์ เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดการเวก
  • ไม่ควรรับประทาน น้ำมันหอมระเหยการเวก โดยตรง เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเป็นสารสกัดเข้มข้นและไม่ได้มีขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับการรักษาโรค

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างการเวกกับยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะสารสกัดมาตรฐานหรือผลิตภัณฑ์รับประทาน

จากงานวิจัยปี 2026 ที่พบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase ในหลอดทดลอง จึงควรระมัดระวังการนำสารสกัดการเวกไปใช้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดจนกว่าจะมีข้อมูลในมนุษย์ที่ชัดเจน

หมายเหตุ : ผลการทดลองในหลอดทดลองไม่สามารถใช้ยืนยันว่าจะเกิดปฏิกิริยากับยาลดน้ำตาลในผู้ป่วยจริง แต่เป็นเหตุผลที่ควรใช้ความระมัดระวัง

การใช้ในอาหาร

การเวกไม่ได้มีบทบาทเป็น พืชอาหารหลัก และไม่ควรนำส่วนต่าง ๆ มารับประทานเป็นอาหารโดยถือว่าปลอดภัยเพียงเพราะเป็นพืชสมุนไพร อย่างไรก็ตาม ดอกหอมอาจถูกนำมาใช้ในบริบทของเครื่องหอมและวัฒนธรรมการบริโภคแบบดั้งเดิมมากกว่าการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารโดยตรง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำหอม
  • น้ำมันหอมระเหย
  • เครื่องหอมไทย
  • บุหงา
  • ผลิตภัณฑ์สปาและผลิตภัณฑ์เพื่อความหอม
  • ยาหอมตามตำรับไทย
  • ไม้ประดับสำหรับซุ้มประตู ซุ้มนั่งเล่น และสวน

ดอกการเวกเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเครื่องหอม เนื่องจากมีกลิ่นหอมเด่นและมีสารระเหยที่สามารถนำไปศึกษาและใช้ประโยชน์ด้านกลิ่นได้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอก : ควรเก็บในช่วงที่ดอกเริ่มบานและมีกลิ่นหอมชัดเจน หากต้องการนำไปใช้ทำเครื่องหอมควรลดการสัมผัสความร้อนและแสงโดยตรง
  • ใบและเปลือกต้น : หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกส่วนที่สมบูรณ์ ไม่ขึ้นรา และไม่มีการปนเปื้อนสารเคมี
  • การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย : ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและป้องกันแสง เพื่อช่วยลดการเสื่อมสภาพของสารระเหย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย การเวก มีความสัมพันธ์กับการใช้พืชหอมอย่างชัดเจน ดอกใช้ทำ บุหงาและน้ำหอม และมีการใช้ในตำรับยาหอม โดยแหล่งข้อมูลล้านนาระบุชื่อท้องถิ่นว่า สะบันงาเครือ และกล่าวถึงการใช้ใบเป็นยาขับปัสสาวะ ดอกปรุงเป็นยาหอมแก้ลมวิงเวียน

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “การเวก” มีความเกี่ยวข้องกับนกการเวกในวรรณคดีไทย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนกที่มีเสียงไพเราะมาก การนำชื่อดังกล่าวมาตั้งเป็นชื่อไม้ดอกหอมสื่อถึงความหอมที่โดดเด่นและชวนให้หลงใหล

การเวกยังเป็นไม้ที่คนไทยนิยมปลูกเป็น ไม้มงคลและไม้ประดับ โดยเฉพาะบริเวณบ้าน ซุ้มประตู และซุ้มนั่งเล่น เนื่องจากเถาสามารถเลื้อยคลุมโครงสร้างได้และให้กลิ่นหอมเมื่อออกดอก

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Artabotrys siamensis เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และระบุถิ่นกำเนิดใน เมียนมาและประเทศไทย นอกจากนี้ระบบ Angiosperm Extinction Risk Predictions ที่ Kew อ้างถึงได้ประเมินความเสี่ยงของพืชชนิดนี้ในเชิงคาดการณ์ว่าอยู่ในกลุ่ม threatened แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ความเสี่ยง มิใช่การประกาศสถานะบัญชีแดงของ IUCN โดยตรง

การอนุรักษ์จึงควรเน้นการรักษา ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ การขยายพันธุ์ในแหล่งเพาะปลูก และการเก็บวัตถุดิบอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร : Plantae
  • ไฟลัม/ดิวิชัน : Streptophyta
  • ชั้น : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย : Magnoliidae
  • อันดับ : Magnoliales
  • วงศ์ : Annonaceae
  • สกุล : Artabotrys R.Br.
  • ชนิด : Artabotrys siamensis Miq.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Artabotrys vanprukii Craib

ชื่อ Artabotrys siamensis Miq. ได้รับการยอมรับเป็นชื่อที่ถูกต้องในปัจจุบัน โดย Artabotrys vanprukii Craib เป็นชื่อพ้องต่างชนิด (heterotypic synonym) ที่ปรากฏในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์การเวก ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกันหลายประการ ได้แก่

  • ลักษณะต้น : ไม้เถาเนื้อแข็ง มีส่วนที่เป็นตะขอสำหรับยึดเกาะ
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบหนา รูปรีถึงขอบขนาน ปลายแหลม
  • ดอก : ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลีบดอก 6 กลีบ สีเขียวเมื่ออ่อนและเปลี่ยนเป็นเหลืองเมื่อแก่ มีกลิ่นหอม
  • ผล : ผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยหลายผล
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบให้ตรงกับ Artabotrys siamensis Miq. เนื่องจากในแหล่งข้อมูลเก่าอาจพบการใช้ชื่อ Artabotrys hexapetalus กับพืชที่มีชื่อไทยว่า “การเวก” ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน

การตรวจสอบวัตถุดิบสมุนไพรเชิงเภสัชเวทควรใช้ ตัวอย่างอ้างอิง (voucher specimen) และตรวจสอบลักษณะทางสัณฐานวิทยาหรือกายวิภาคศาสตร์ร่วมกับข้อมูลอนุกรมวิธาน เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุล Artabotrys ชนิดอื่น

คำเตือนทางการแพทย์

*ข้อมูลการใช้การเวกเป็นยาหลายประการมาจากภูมิปัญญาไทยและการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ การศึกษาปี 2026 ที่พบฤทธิ์ต่อเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase เป็นการศึกษาในหลอดทดลองและการจำลองระดับโมเลกุล จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวไปกล่าวอ้างว่าการเวกรักษาโรคเบาหวานได้ *

ผู้ที่ต้องการใช้การเวกในรูปแบบรับประทาน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ และไม่ควรใช้สมุนไพรทดแทนยาที่แพทย์สั่ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สนั่น ธรรมธิ. (ม.ป.ป.). สะบันงาเครือ. สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
  2. กรมป่าไม้. (2565). e-Flora of Thailand: Artabotrys siamensis Miq. สำนักหอพรรณไม้ กรมป่าไม้.
  3. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. (ม.ป.ป.). การเวก: Artabotrys siamensis Miq.
  4. โรงเรียนสตรีนครสวรรค์. (ม.ป.ป.). การเวก: Artabotrys siamensis Miq. งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน.
  5. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2544). การเวก มงคลนามแห่งความหอม และความไพเราะ. หมอชาวบ้าน.
  6. Edmond, M. P., Fayez, S., Mostafa, N. M., Eldahshan, O. A., & Singab, A. N. B. (2026). Comparative metabolomic profiling and antihyperglycemic activity of Artabotrys hexapetalus and Artabotrys siamensis leaf extracts: In vitro and in silico studies. Chemistry & Biodiversity. https://doi.org/10.1002/cbdv.202502599
  7. Hop, N. Q., & Son, N. T. (2022). Botanical description, traditional uses, phytochemistry, and pharmacology of the genus Artabotrys: A review. Chemistry & Biodiversity. https://doi.org/10.1002/cbdv.202200725
  8. Padungha, et al. (2016). การศึกษาองค์ประกอบสารระเหยของดอกการเวกและการเปลี่ยนแปลงสารระเหยระหว่างการบาน. วารสารวิทยาศาสตร์เกษตร, 47(3 พิเศษ), 185–188.
  9. Uthaisang, W., & Khawsak, P. (2005). Cytotoxicity of crude extracts from Allamanda cathartica, Guaiacum officinale, and Artabotrys siamensis to cancer cells. Journal of Medicine and Health Sciences, 12(2), 59–69.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Artabotrys siamensis Miq. Plants of the World Online.
  11. World Flora Online. (2026). Artabotrys siamensis Miq.
Scroll to top