กระทือ
กระทือ เป็นพืชสมุนไพรในวงศ์ขิง มีเหง้าใต้ดินมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสขม ขื่น ปร่า และเผ็ดเล็กน้อย นิยมใช้ เหง้ากระทือ เป็นยาสมุนไพรตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน โดยเฉพาะด้าน ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด และช่วยย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่ได้รับความสนใจทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากพบสารสำคัญกลุ่มเซสควิเทอร์พีน โดยเฉพาะ zerumbone ซึ่งมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กระทือ
- ชื่อท้องถิ่น: หัวทือ, อีทือ, กระทือบ้าน และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ในแต่ละภูมิภาค
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารบางแหล่ง: Zingiber zerumbet (L.) Sm.
- วงศ์: Zingiberaceae
- ชื่อสามัญ: Bitter Ginger, Pinecone Ginger, Shampoo Ginger, Zerumbet Ginger
- ประเภทพืช: ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน
- ส่วนที่ใช้ทางยา: เหง้าแก่ โดยเฉพาะเหง้าแห้งสำหรับเป็นวัตถุดิบสมุนไพร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเหนือดินเกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกัน สูงประมาณ 1–1.8 เมตร
- เหง้า: อยู่ใต้ดิน มีลักษณะหนา เนื้อด้านในสีเหลืองนวลถึงเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมคล้ายพืชในวงศ์ขิง และมีรสขม ขื่น ปร่า และเผ็ดเล็กน้อย
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปรีถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลม ใบมีสีเขียว
- ช่อดอก: ช่อดอกเกิดจากเหง้าโดยตรง ก้านช่อดอกตั้งตรง ช่อมีลักษณะคล้ายรูปกรวยหรือโคนสน จึงมีชื่อสามัญว่า Pinecone Ginger
- ดอก: ดอกมีขนาดเล็ก เกิดอยู่ระหว่างใบประดับของช่อดอก
- ผล: เป็นผลแห้งแตก มีเมล็ดภายใน
- ลักษณะเด่น: ช่อดอกมีลักษณะคล้ายหัวสนและเมื่อแก่ใบประดับอาจเปลี่ยนเป็นสีแดง ทำให้จำแนกจากพืชสกุลขิงชนิดอื่นได้ค่อนข้างง่าย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย
- การกระจายพันธุ์: พบตามธรรมชาติในหลายพื้นที่ของเอเชีย ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ จีนตอนใต้ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ประเทศไทย: พบได้ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชื้นและมีร่มเงา
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อนที่มีความชื้นเพียงพอ และสามารถเจริญได้ทั้งบริเวณที่มีแสงรำไรและพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดพอเหมาะ
- ดิน: ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนอินทรียวัตถุ ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีน้ำขัง
- การเตรียมดิน: ไถพรวนและปรับดินให้ร่วน ใส่อินทรียวัตถุหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดี
- การขยายพันธุ์: นิยมใช้ เหง้า แบ่งเป็นท่อนที่มีตาหรือหน่อ แล้วนำไปปลูกในดินที่เตรียมไว้
- การดูแล: ควรรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืช และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำขัง
- การเก็บเกี่ยว: หากต้องการใช้เป็นวัตถุดิบยา นิยมเก็บ เหง้าแก่ ซึ่งมีสารสำคัญและน้ำมันหอมระเหยเหมาะสมสำหรับการนำไปแปรรูปเป็นยาสมุนไพร
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้า: ใช้เป็นยาสมุนไพร โดยเฉพาะ เหง้าแก่สด และ เหง้าแห้ง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ระบุในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยในชื่อ Zerumbet Ginger หรือ Zingiberis Zerumbeti Rhizoma
- ราก: มีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านบางแห่ง แต่ข้อมูลมาตรฐานทางเภสัชเวทและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มีน้อยกว่าเหง้า
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย: เหง้ากระทือมีรสขมและขื่นเล็กน้อย ใช้ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ลมจุกเสียด ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดมวนในท้อง แก้บิด บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ และบำรุงน้ำนม นอกจากนี้ยังมีการใช้ในกรณีช้ำบวมและอาการที่เกี่ยวข้องกับเสมหะตามตำรับยาไทย
- ตามตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: จัดวัตถุดิบ Zerumbet Ginger ไว้ในกลุ่มสมุนไพรที่ใช้ในลักษณะ Antiflatulent และ Stomachic หรือใช้เพื่อช่วยลดอาการท้องอืดและส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีรายงานการใช้เหง้ากระทือสำหรับ แก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการอักเสบ ปวดเมื่อย ไข้ ท้องเสีย และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย โดยรูปแบบการใช้แตกต่างกันตามท้องถิ่น
- ในตำรับยา: กระทืออาจถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรหลายชนิด โดยเฉพาะตำรับที่มุ่งแก้อาการทางระบบทางเดินอาหารและตำรับยาพื้นบ้าน นอกจากนี้มีรายงานว่ากระทือปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับสมุนไพรบางตำรับในบัญชียาสมุนไพรของไทยในเอกสารทางวิชาการบางรายการ
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการศึกษาวิจัย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ทุกประการ
วิธีใช้
- ใช้เป็นยาสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย: นำเหง้ากระทือแก่สดหรือแห้งมาใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา โดยวิธีการเตรียมขึ้นอยู่กับสรรพคุณและตำรับยา
- แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อและขับลม: ใช้เหง้าเป็นส่วนประกอบของตำรับยาขับลมหรือยาช่วยย่อย
- ตามตำรับพื้นบ้าน: มีการนำเหง้าไป เผาไฟ ฝน หรือคั้นน้ำ แล้วใช้ร่วมกับส่วนประกอบอื่นตามตำรับ เช่น การใช้ร่วมกับไพลในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
หมายเหตุ: การใช้เพื่อรักษาโรคควรยึดตามตำรับมาตรฐานและคำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรนำวิธีใช้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านมาใช้แทนการรักษาโรคโดยพลการ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- วัตถุดิบกระทือ: มีมาตรฐานเป็นยาสมุนไพรในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยในรูป Zingiberis Zerumbeti Rhizoma (Zerumbet Ginger) และจัดอยู่ในกลุ่มวัตถุที่มีการใช้เพื่อ ขับลมและช่วยการย่อยอาหาร
- สถานะในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร: การกล่าวถึงกระทือในบริบทบัญชียาสมุนไพรควรแยกระหว่าง วัตถุดิบเดี่ยว กับ ตำรับยาที่มีกระทือเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากการมีชื่อสมุนไพรอยู่ในสูตรตำรับไม่ได้หมายความว่าสมุนไพรเดี่ยวดังกล่าวได้รับการรับรองเป็นยารักษาโรคโดยตรง
สาระสำคัญ
- Zerumbone: เป็นสารกลุ่ม sesquiterpene ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งของกระทือ
- น้ำมันหอมระเหย: เป็นองค์ประกอบสำคัญของเหง้า
- Polyphenols และ flavonoids: พบในสารสกัดจากเหง้าและมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด
- สารกลุ่ม terpenoids: เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบในน้ำมันหอมระเหยของกระทือ
องค์ประกอบทางเคมี
- Zerumbone: เป็นสาร sesquiterpene ที่พบเด่นในเหง้าและน้ำมันหอมระเหยของกระทือ
- α-Caryophyllene
- β-Caryophyllene
- Caryophyllene oxide
- β-Eudesmol
- Camphene
- Camphor
- 1,8-Cineole
- α-Pinene และ β-Pinene
- Zingiberene
- Flavonoids และ kaempferol derivatives
- สารประกอบฟีนอลิก
- สารเทอร์พีนอยด์อื่น ๆ
องค์ประกอบทางเคมีของกระทืออาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก พันธุ์ ส่วนของพืช วิธีการสกัด อายุของเหง้า และสภาพแวดล้อม
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษากระทืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เหง้ากระทือและสาร zerumbone งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง พบศักยภาพด้าน ต้านการอักเสบ บรรเทาปวด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านเบาหวาน ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง และปกป้องระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังเป็นหลักฐานก่อนการทดลองในมนุษย์
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับหลอดทดลอง: มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต่อเส้นทางสัญญาณของเซลล์
- ระดับสัตว์ทดลอง: มีการศึกษาหลายรูปแบบ โดยเฉพาะด้าน ลดปวดและต้านการอักเสบ รวมถึงฤทธิ์ด้านเมแทบอลิซึมและระบบทางเดินอาหาร
- ระดับการศึกษาในมนุษย์: หลักฐานยังไม่เพียงพอ โดยการทบทวนวรรณกรรมแบบ scoping review พบงานวิจัยก่อนคลินิกจำนวนมาก แต่ไม่พบการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ที่เข้าเกณฑ์การทบทวน
- สรุประดับหลักฐาน: มีหลักฐาน ระดับก่อนคลินิก ที่น่าสนใจ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดและ zerumbone มีผลต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสารก่อการอักเสบ เช่น NF-κB, MAPK และตัวกลางการอักเสบต่าง ๆ
- ฤทธิ์บรรเทาปวด: การทดลองในสัตว์พบศักยภาพในการลดการตอบสนองต่อความเจ็บปวด
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: น้ำมันหอมระเหยและ zerumbone มีฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด ทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารกลุ่ม polyphenols และ flavonoids มีส่วนช่วยในกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านเบาหวานและเมแทบอลิซึม: มีการศึกษาการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง: zerumbone และสารสกัดจากกระทือมีผลต่อการเพิ่มจำนวนและการตายของเซลล์ในแบบจำลองการทดลอง แต่ยังไม่ควรนำผลดังกล่าวมาอ้างว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยในปัจจุบันมาจากการศึกษาก่อนคลินิกเป็นหลัก การทบทวนงานวิจัยพบว่าสารสกัดเอทานอลจากกระทือมีความทนต่อยาได้ดีในสัตว์ทดลองระยะสั้น และการศึกษาหลายฉบับไม่พบการเสียชีวิตหรือความผิดปกติรุนแรงในขนาดที่ศึกษา แต่ข้อมูลดังกล่าว ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้โดยตรง
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ สารสกัดเข้มข้นหรือน้ำมันหอมระเหยจากกระทือในปริมาณสูง โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระทือในรูปแบบเข้มข้น
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงให้นมบุตร ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ไม่เพียงพอสำหรับการกำหนดขนาดที่เหมาะสม
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังมีข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระทือกับยา จำกัดมาก จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดเข้มข้นหรือ zerumbone ในปริมาณสูง งานทบทวนล่าสุดยังระบุว่าประเด็นด้าน herb–drug interactions เป็นช่องว่างสำคัญที่ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม
การใช้ในอาหาร
- เหง้า: มีการใช้เป็นเครื่องเทศและแต่งกลิ่นอาหารในบางประเทศของเอเชีย โดยมีรสและกลิ่นเฉพาะตัว
- อาหารพื้นบ้าน: มีรายงานการใช้เหง้ากระทือเป็นส่วนประกอบอาหารและใช้เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหารในบางวัฒนธรรม
- เครื่องดื่ม: สามารถนำส่วนต่าง ๆ ของพืชมาใช้ในเครื่องดื่มพื้นบ้านบางรูปแบบ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ใช้เหง้ากระทือเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
- น้ำมันหอมระเหย: ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการกลิ่นหอมและสารจากน้ำมันหอมระเหย
- ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม: น้ำจากช่อดอกของกระทือมีสารลดแรงตึงผิวตามธรรมชาติ และมีการใช้เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเส้นผมตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะในฮาวาย จึงเป็นที่มาของชื่อ Shampoo Ginger
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เก็บเกี่ยว: ควรเลือกเหง้าที่เจริญเต็มที่หรือเหง้าแก่ตามวัตถุประสงค์ของการใช้
- การเตรียมเป็นวัตถุดิบแห้ง: ล้างทำความสะอาด ตัดส่วนที่เสียออก หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้น
- การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และการปนเปื้อน
- คุณภาพวัตถุดิบ: ควรตรวจสอบเอกลักษณ์ ปริมาณความชื้น สิ่งแปลกปลอม และคุณภาพของสารสำคัญตามมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพร
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระทือมีการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิภาคเอเชียมายาวนาน โดยเฉพาะ เหง้า ซึ่งถูกนำมาใช้ในภูมิปัญญาของไทย มาเลย์ อินเดีย จีน และพื้นที่อื่น ๆ เพื่อดูแลอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาการปวด การอักเสบ ไข้ และอาการอื่น ๆ การใช้ในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันทั้งส่วนของพืช วิธีเตรียม และขนาดการใช้
ประวัติและวัฒนธรรม
กระทือเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการใช้พืชสมุนไพรของเอเชีย โดยมีชื่อพื้นเมืองหลากหลาย เช่น Lempoyang ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย และมีการใช้ทั้งเป็น อาหาร เครื่องเทศ สมุนไพร และไม้ประดับ ส่วนช่อดอกที่มีรูปร่างคล้ายโคนสนเป็นลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมและการใช้ประโยชน์ของพืชชนิดนี้ นอกจากนี้น้ำจากช่อดอกยังมีชื่อเสียงในด้านการใช้เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบบพื้นบ้าน
สถานะการอนุรักษ์
กระทือมีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน และฐานข้อมูล Kew ระบุว่าชนิด Zingiber zerumbet มีการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์จาก Angiosperm Extinction Risk Predictions ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม (not threatened) ขณะที่ข้อมูล IUCN ที่ Kew แสดงไว้ระบุสถานะ Data Deficient (DD) ดังนั้นการใช้ประโยชน์ควรคำนึงถึงการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมและการปลูกทดแทนอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Tracheophyta
- Class: Liliopsida
- Order: Zingiberales
- Family: Zingiberaceae
- Genus: Zingiber
- Species: Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm.
ชื่อพ้องที่สำคัญ: Amomum zerumbet L., Zerumbet zingiber T.Lestib. และชื่ออื่นตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะทางมหภาค: เหง้าแห้งมีลักษณะเป็นชิ้นแข็ง สีเหลืองนวลถึงเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะ และมีรสขม ขื่น ปร่า และเผ็ดเล็กน้อย
- เอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์: ตรวจสอบจากลักษณะของเหง้า ลำต้น ใบ และช่อดอก โดยเฉพาะช่อดอกที่เกิดจากเหง้าและมีลักษณะคล้ายโคนสน
- เอกลักษณ์ทางเคมี: สามารถใช้การตรวจสอบองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยและสารกลุ่ม sesquiterpenes โดยเฉพาะ zerumbone เป็นข้อมูลประกอบการยืนยันเอกลักษณ์
- มาตรฐานวัตถุดิบ: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนด Zingiberis Zerumbeti Rhizoma เป็นเหง้าแห้งของ Zingiber zerumbet และระบุองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยไว้เป็นข้อมูลมาตรฐาน
คำเตือนทางการแพทย์
- ข้อมูลสรรพคุณของกระทือมีทั้งจาก ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และงานวิจัยก่อนคลินิก จึงควรแยกออกจากข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์
- งานวิจัยปัจจุบันเกี่ยวกับ Zingiber zerumbet ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง โดยยังมีข้อจำกัดด้านการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
- ไม่ควรใช้ กระทือหรือสารสกัดกระทือเพื่อรักษามะเร็ง เบาหวาน การอักเสบ หรือโรคเรื้อรังแทนยาแผนปัจจุบัน แม้งานวิจัยบางส่วนจะพบผลทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจ
- หากมีอาการผิดปกติรุนแรงหรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์
- ผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระทือชนิดสารสกัดเข้มข้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: กระทือ (KRATHUE). สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
- สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระทือ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2023). Flora of Thailand: Zingiberaceae, Zingiber, Zingiber zerumbet.
- Haque, M. A., & Jantan, I. (2017). Recent updates on the phytochemistry, pharmacological, and toxicological activities of Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. Current Pharmaceutical Biotechnology, 18(9), 696–720. https://doi.org/10.2174/1389201018666171115115458.
- Koga, A. Y., Beltrame, F. L., & Pereira, A. V. (2016). Several aspects of Zingiber zerumbet: A review. Revista Brasileira de Farmacognosia, 26(3), 385–391. https://doi.org/10.1016/j.bjp.2016.01.006.
- Yob, N. J., Jofrry, S. M., Affandi, M. M. R. M. M., Teh, L. K., Salleh, M. Z., & Zakaria, Z. A. (2011). Zingiber zerumbet (L.) Smith: A review of its ethnomedicinal, chemical, and pharmacological uses. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2011, 543237. https://doi.org/10.1093/ecam/neq065.
- Jantan, I., & Haque, M. A. (2017). Recent updates on the phytochemistry, pharmacological, and toxicological activities of Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. Current Pharmaceutical Biotechnology, 18(9), 696–720.
- Chowdhury, M. R., et al. (2023). Zingiber zerumbet: A scoping review of its medicinal properties. Phytotherapy Research.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. Plants of the World Online.
- Chien, T. Y., Chen, L. G., Lee, C. J., Lee, F. Y., & Wang, C. C. (2008). Anti-inflammatory constituents of Zingiber zerumbet. Food Chemistry, 110(3), 584–589. https://doi.org/10.1016/j.foodchem.2008.02.038.
