กระสัง

กระสัง

กระสัง หรือ ผักกระสัง เป็นพืชล้มลุกอวบน้ำขนาดเล็กที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ชื้นของประเทศไทย นิยมนำยอดอ่อนและใบอ่อนมารับประทานเป็น ผักพื้นบ้าน และมีการใช้เป็น สมุนไพรกระสัง ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในหลายประเทศ โดยชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Peperomia pellucida (L.) Kunth อยู่ในวงศ์ Piperaceae หรือวงศ์พริกไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระสัง, ผักกระสัง
  • ชื่อท้องถิ่น: ผักราชวงศ์, ผักกูด, ผักสังเขา, ผักฮากกล้วย, ชากรูด, ตาฉี่โพ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Peperomia pellucida (L.) Kunth
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Piper pellucidum L., Micropiper pellucidum (L.) Miq.
  • วงศ์: Piperaceae
  • สกุล: Peperomia
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์: เป็นทั้ง ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และพืชอาหาร ในหลายพื้นที่ของเขตร้อน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นอวบน้ำ สีเขียว เปราะและหักง่าย โดยทั่วไปสูงประมาณ 15–30 เซนติเมตร และอาจพบขนาดใหญ่กว่านี้ตามสภาพแวดล้อม
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่กว้าง ปลายใบแหลม โคนใบเว้าตื้น ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างอวบน้ำและมีลักษณะโปร่งแสงบางส่วน
  • ดอก: ออกเป็นช่อแบบแท่งยาวหรือช่อเชิงลดตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กมาก สีเขียวอ่อนถึงสีครีม และเรียงตัวหนาแน่นตามแกนช่อ
  • ผล: เป็นผลขนาดเล็ก มีเมล็ดเดี่ยว โดยผลและเมล็ดมีขนาดเล็กมาก
  • ราก: เป็นระบบรากขนาดเล็ก เหมาะกับดินที่มีความชื้นและอินทรียวัตถุพอสมควร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา รวมถึงบางพื้นที่ของแอฟริกาเขตร้อนและมาดากัสการ์
  • การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ประเทศไทย: พบได้ทั่วไปหลายภูมิภาค มักขึ้นในพื้นที่ชื้น แปลงผัก สวน สนามหญ้า และบริเวณที่ดินมีอินทรียวัตถุ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก: ควรปลูกในดินร่วนหรือดินร่วนปนอินทรียวัตถุที่ระบายน้ำได้ดี แต่มีความชื้นสม่ำเสมอ
  • แสง: เจริญได้ดีในบริเวณที่มีแสงรำไรถึงแสงปานกลาง และสามารถพบขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่ที่ไม่แห้งแล้ง
  • น้ำ: ต้องการความชื้นพอเหมาะ ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งจัดเป็นเวลานาน
  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด โดยเมล็ดมีขนาดเล็กมากและสามารถงอกได้เมื่อมีความชื้นและสภาพแวดล้อมเหมาะสม
  • การเก็บเมล็ดพันธุ์: ควรเลือกต้นแข็งแรงสมบูรณ์และปล่อยให้ช่อดอกพัฒนาเต็มที่ก่อนเก็บเมล็ด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น
  • ใบ
  • ส่วนเหนือดิน
  • น้ำคั้นจากใบ
  • ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งมีการใช้ ราก ด้วย

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาและตำรายาพื้นบ้าน: มีการใช้ กระสัง สำหรับอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดข้อ และอาการอักเสบ รวมถึงใช้ภายนอกกับฝี แผล และผื่นคัน
  • การใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย: มีรายงานการใช้ใบหรือทั้งต้นตำพอกบริเวณฝีและแผล และใช้น้ำคั้นจากใบในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิด
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านในต่างประเทศ: มีการใช้กระสังสำหรับอาการปวดข้อ โรคเกาต์ และการอักเสบ โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์ ขณะที่บางพื้นที่ใช้เป็นยาขับปัสสาวะหรือใช้เกี่ยวกับโรคผิวหนัง
  • ด้านการอักเสบและอาการปวด: งานวิจัยก่อนคลินิกหลายงานรายงานฤทธิ์ ต้านการอักเสบและลดปวด ของสารสกัดหรือสารสำคัญจากกระสัง แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังมาจากการทดลองในเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ด้านกรดยูริกและโรคเกาต์: มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาที่สนับสนุนศักยภาพของกระสังต่อโรคเกาต์และการอักเสบ แต่ยังไม่ควรนำผลจากสัตว์ทดลองมาเทียบเท่าประสิทธิผลการรักษาในมนุษย์
  • ด้านตา: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับโรคตาและต้อในบางประเทศ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกสำหรับการรักษาโรคตายังไม่เพียงพอ

วิธีใช้

  • รับประทานเป็นผัก: ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนรับประทานสด ลวก นึ่ง หรือประกอบอาหาร
  • น้ำต้ม: ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่ม โดยเฉพาะการใช้สำหรับอาการปวดข้อหรือเกาต์
  • ใช้ภายนอก: ใบหรือทั้งต้นนำมาตำหรือบดแล้วใช้กับบริเวณผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • น้ำคั้นใบ: มีรายงานการใช้ภายนอกและรับประทานในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่

หมายเหตุ: วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้แทนการรักษามาตรฐาน และยังไม่มีขนาดยามาตรฐานสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ที่ได้รับการยืนยันอย่างเพียงพอ

สาระสำคัญ

สารสำคัญที่ได้รับความสนใจใน กระสัง (Peperomia pellucida) ได้แก่กลุ่ม ฟีนิลโพรพานอยด์ ลิกแนน ฟลาโวนอยด์ เทอร์พีน และสารระเหย โดยมีสาร dillapiol (dillapiole), pellucidin A, sesamin, 2,4,5-trimethoxystyrene และ 5,6,7-trimethoxyflavone เป็นสารที่มีรายงานการแยกและตรวจสอบจากพืชชนิดนี้

องค์ประกอบทางเคมี

  • Dillapiol / Dillapiole: เป็นสารกลุ่ม phenylpropanoid ที่พบเด่นในน้ำมันหอมระเหยของกระสัง
  • Pellucidin A: เป็นสารกลุ่ม neolignan ที่เป็นสารสำคัญเฉพาะที่ได้รับการศึกษาจากกระสัง
  • Sesamin: เป็นสารกลุ่ม lignan ที่พบในส่วนของใบ
  • 2,4,5-Trimethoxystyrene
  • 2,4,5-Trimethoxybenzaldehyde
  • 2,4,5-Trimethoxycinnamic acid
  • 5,6,7-Trimethoxyflavone
  • ในน้ำมันหอมระเหยยังตรวจพบ carotol, β-caryophyllene, β-elemene, germacrene D, β-bisabolene, apiole และ camphor โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก ส่วนของพืช และวิธีสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Peperomia pellucida มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ลดปวด ลดความดัน และอาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมเมแทบอลิซึมของกลูโคสและไขมัน อย่างไรก็ตาม การทบทวนงานวิจัยล่าสุดระบุว่าการประยุกต์ใช้ทางคลินิกยังมีข้อจำกัด เนื่องจากงานศึกษาในมนุษย์ยังมีจำนวนไม่มาก และยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับขนาดยา ความปลอดภัยระยะยาว และประสิทธิผลที่ยืนยันได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพ
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีรายงานฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปวด ลดความดัน และผลต่อเมแทบอลิซึมบางด้าน
  • ระดับมนุษย์: หลักฐานยังจำกัดและยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคอย่างเป็นมาตรฐาน
  • ภาพรวม: ควรจัดเป็นสมุนไพรที่มี หลักฐานก่อนคลินิกค่อนข้างน่าสนใจ แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากกระสังมีรายงานว่าสามารถเกี่ยวข้องกับเส้นทางการส่งสัญญาณ เช่น NF-κB, COX และ NOS ซึ่งมีบทบาทต่อกระบวนการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: มีการศึกษาพบความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระของสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด รวมถึงเชื้อแกรมบวกและแกรมลบ
  • ฤทธิ์ลดปวด: มีข้อมูลจากการทดลองก่อนคลินิกที่สนับสนุนฤทธิ์ antinociceptive
  • ฤทธิ์ต่อความดันโลหิต: มีรายงานการทดลองในสัตว์และการศึกษากลไกระดับโมเลกุลเกี่ยวกับศักยภาพในการลดความดันโลหิต
  • ฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาล: มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่ศึกษาผลของสารสกัดต่อภาวะน้ำตาลในเลือดและภาวะเครียดออกซิเดชัน
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับกระดูก: มีงานวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับศักยภาพของสารจากกระสังต่อการสร้างและซ่อมแซมกระดูก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปเป็นการรักษาโรคกระดูกในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยในปัจจุบันชี้ว่า สารสกัดกระสังบางรูปแบบมีความเป็นพิษเฉียบพลันต่ำในการทดลองสัตว์ แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ต่อเนื่องในมนุษย์ได้ มีการศึกษาพบว่าองค์ประกอบทางเคมีของกระสังแตกต่างกันมากตามแหล่งปลูกและส่วนของพืช โดยเฉพาะสารในน้ำมันหอมระเหย เช่น dillapiol และ apiole จึงควรระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้นที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพ

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้กระสังหรือพืชในวงศ์ Piperaceae ควรหลีกเลี่ยง
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัด
  • ไม่ควรใช้กระสังเป็นการรักษาโรคเกาต์ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคตาแทนยาที่แพทย์สั่ง
  • ควรระมัดระวังการรับประทานในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยระยะยาวที่เพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

มีข้อมูลก่อนคลินิกที่ศึกษาความเป็นไปได้ของการออกฤทธิ์ต่อ เอนไซม์ cytochrome P450 ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการกำจัดยาบางชนิดออกจากร่างกาย แต่ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างยากับกระสังอย่างชัดเจน

หมายเหตุ: หากใช้ยาลดความดัน ยาลดน้ำตาล ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระสังในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • ใบอ่อนและยอดอ่อน: รับประทานเป็นผักสดได้
  • ผักลวกหรือผักนึ่ง: ใช้เป็นเครื่องเคียงหรือรับประทานร่วมกับน้ำพริก
  • ผัดและยำ: กระสังสามารถนำมาประกอบอาหารพื้นบ้านได้หลายรูปแบบ
  • ในประเทศไทยกระสังจัดเป็น ผักพื้นบ้าน ที่มีการบริโภคในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ สารสกัดจากกระสัง
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มุ่งเน้นคุณสมบัติ ต้านอนุมูลอิสระ
  • ผลิตภัณฑ์ด้านการดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอกตามแนวทางภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • มีการศึกษาการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ เช่น สารสกัด แผ่นแปะ และรูปแบบรับประทาน แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ควรผ่านการประเมินคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลก่อนนำไปใช้ในเชิงการรักษา

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเก็บเกี่ยว ยอดอ่อนและใบอ่อน สำหรับใช้เป็นอาหาร
  • หากใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกต้นที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา แมลง หรือสารปนเปื้อน
  • ควรล้างดินและสิ่งสกปรกออกก่อนนำไปใช้
  • กระสังเป็นพืชอวบน้ำ จึงเน่าเสียง่ายเมื่อเก็บในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน
  • หากต้องการเก็บรักษา ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และการปนเปื้อน
  • วัตถุดิบสำหรับผลิตสารสกัดควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์และควบคุมคุณภาพก่อนใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระสังเป็นหนึ่งใน ผักพื้นบ้านและสมุนไพรพื้นบ้าน ที่มีการใช้ในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนหลายแห่ง โดยภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การนำใบและยอดอ่อนมารับประทาน ไปจนถึงการใช้ทั้งต้นหรือใบในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดข้อ ฝี แผล และอาการอักเสบ ในฟิลิปปินส์มีการใช้กระสังหรือ pansit-pansitan เป็นผักและสมุนไพรพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับ โรคเกาต์และอาการปวดข้อ ซึ่งต่อมาได้รับความสนใจในการศึกษาทางเภสัชวิทยา

ประวัติและวัฒนธรรม

กระสังมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการบริโภค ผักพื้นบ้านในเขตร้อน เนื่องจากเป็นพืชที่ขึ้นง่ายและสามารถนำส่วนอ่อนมารับประทานได้ ชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามชุมชนและภูมิภาค สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชท้องถิ่นในวิถีชีวิตของประชาชน ในประเทศไทยกระสังยังมีคุณค่าในฐานะทรัพยากรอาหารพื้นบ้านและพืชสมุนไพร โดยมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับองค์ประกอบของเซลล์พืชและ ผลึกแคลเซียมออกซาเลต ในใบและลำต้นของกระสังไทยด้วย

สถานะการอนุรักษ์

ปัจจุบัน Peperomia pellucida มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อน และไม่ได้ถูกจัดเป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลกจากข้อมูลที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม การเก็บกระสังจากธรรมชาติควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการใช้ สารกำจัดวัชพืช โลหะหนัก น้ำเสีย หรือสารเคมีทางการเกษตร เพราะอาจทำให้วัตถุดิบที่นำมารับประทานหรือใช้เป็นสมุนไพรมีสารปนเปื้อน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • อันดับ (Order): Piperales
  • วงศ์ (Family): Piperaceae
  • สกุล (Genus): Peperomia
  • ชนิด (Species): Peperomia pellucida
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม: Peperomia pellucida (L.) Kunth
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Piper pellucidum L.; Micropiper pellucidum (L.) Miq.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะมหภาค: ตรวจสอบลำต้นอวบน้ำสีเขียว ใบรูปหัวใจ แผ่นใบค่อนข้างโปร่งแสง และช่อดอกแบบแท่ง
  • ลักษณะจุลทรรศน์: สามารถตรวจสอบลักษณะเซลล์ใบและผลึกแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งมีรายงานพบผลึกหลายรูปแบบในลำต้นและใบของกระสังไทย
  • การตรวจสอบทางเคมี: สามารถใช้ chromatographic fingerprint เช่น TLC, HPLC หรือ GC-MS เพื่อเปรียบเทียบสารสำคัญและองค์ประกอบของสารสกัด
  • สารบ่งชี้: สามารถพิจารณาสารกลุ่ม dillapiol, pellucidin A และสาร phenylpropanoid เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางเคมี
  • การยืนยันชนิด: ควรเปรียบเทียบตัวอย่างกับตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้หรือใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานพืชเพื่อป้องกันการระบุชนิดผิด

คำเตือนทางการแพทย์

กระสัง เป็นทั้งผักพื้นบ้านและสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญามายาวนาน และมีงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองที่ให้ผลน่าสนใจหลายด้าน แต่ ยังไม่ควรกล่าวอ้างว่ากระสังสามารถรักษาโรคได้โดยตรง เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้เพื่อ รักษาโรคเกาต์ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตา มะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ไม่ควรหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งด้วยตนเอง การใช้กระสังในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับการวินิจฉัย ป้องกัน หรือรักษาโรค และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). กระสัง. Smart Herb Platform, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
  2. เผ่าเพ็ญ, ป., และคณะ. (2565). Calcium oxalate crystals in Thai Peperomia pellucida (L.) Kunth stems and leaves. Microscopy and Microanalysis Research, 35(1), 26–32.
  3. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2561). กระสัง: บำรุงร่างกาย. หมอชาวบ้าน.
  4. Paopun, Y., Thanomchat, P., Umroong, P., & Seraphin, S. (2022). Calcium oxalate crystals in Thai Peperomia pellucida (L.) Kunth stems and leaves. Microscopy and Microanalysis Research, 35(1), 26–32.
  5. Ho, K. L., et al. (2022). Peperomia pellucida (L.) Kunth and eye diseases: A review on phytochemistry, pharmacology and toxicology. Journal of Integrative Medicine. https://doi.org/10.1016/j.joim.2022.02.002
  6. Teodhora, Hendriani, R., Sumiwi, S. A., & Levita, J. (2025). Peperomia pellucida (L.) Kunth: A decade of ethnopharmacological, phytochemical, and pharmacological insights (2014–2025). Journal of Experimental Pharmacology, 17, 417–454.
  7. Paopun, Y., Thanomchat, P., Umroong, P., & Seraphin, S. (2022). Calcium oxalate crystals in Thai Peperomia pellucida (L.) Kunth stems and leaves. Microscopy and Microanalysis Research, 35, 26–32.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Peperomia pellucida (L.) Kunth. Plants of the World Online.
  9. National Center for Biotechnology Information. (2026). Peperomia pellucida Taxonomy ID: 352190. NCBI Taxonomy.
  10. Teodhora, Hendriani, R., Sumiwi, S. A., & Levita, J. (2026). Nutritional and phytochemical compositions of Peperomia pellucida (L.) Kunth from Bogor, West Java, Indonesia, and its hypoglycemic effects in normoglycemic Sprague-Dawley rats subjected to an acute glucose load. Journal of Experimental Pharmacology, 18.
  11. Verma, R. S., et al. (2015). Essential oil composition of Peperomia pellucida (L.) Kunth from India. Journal of Essential Oil Research, 27(2), 89–95.
  12. Biosynthesis of Pellucidin A in Peperomia pellucida (L.) HBK. (2021). Frontiers in Plant Science, 12.
Scroll to top