กราย

กราย

กราย

กราย เป็นไม้ต้นพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบได้ในประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น หางกราย หนามกราย ขี้อ้าย ตานแดง และหนองมึงโจ้ จัดอยู่ในวงศ์ Combretaceae เป็นสมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ เปลือกและผล ซึ่งมีรสฝาดและนำมาใช้เกี่ยวกับอาการท้องร่วง อุจจาระเป็นมูกเลือด และโรคบิด นอกจากนี้งานวิจัยสมัยใหม่ยังพบสารกลุ่มฟีนอลิกและศึกษาฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิดของสารสกัดจากกราย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กราย
  • ชื่อท้องถิ่น : หางกราย, หนามกราย, แนอาม, ตานแดง, หนองมึงโจ้, แสมดำ, ขี้อ้าย, คำเจ้า, ปู่เจ้า, หามกราย, หอมกราย, สลิง และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ตามภูมิภาค
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness.
  • วงศ์ : Combretaceae
  • สกุล : Terminalia
  • ลักษณะพืช : ไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ โดยแหล่งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์รายงานความสูงประมาณ 5–25 เมตร
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือก และผล

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ต้นผลัดใบ ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 5–25 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือเทา แตกเป็นร่องตื้น เปลือกด้านในสีน้ำตาลแดง เมื่อสับหรือทำให้เกิดบาดแผลบริเวณลำต้นจะพบยางหรือสารคัดหลั่งสีแดงอมส้ม กิ่งอ่อนมีขนสั้น และกิ่งบริเวณต้นอ่อนบางครั้งลดรูปคล้ายหนาม
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเกือบตรงข้าม รูปไข่หรือรูปมนแกมไข่ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ มีต่อมหนึ่งคู่ใกล้โคนใบ ใบกว้างประมาณ 3–6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6–10 เซนติเมตร ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาล เมื่อแก่ขนจะลดลงและใบก่อนร่วงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  • ดอก : ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ช่อดอกมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ดอกย่อยมีลักษณะเป็นถ้วยและกลีบเลี้ยงมีขนทั้งด้านนอกและด้านใน
  • ผล : ผลเป็นผลแห้งไม่แตก รูปกระสวยหรือรูปขอบขนาน มีสันหรือครีบ 3 ครีบจัดเรียงเกือบเท่ากัน ผลแก่มีสีน้ำตาลอ่อน ผิวค่อนข้างเกลี้ยง ขนาดประมาณ 1.5–2.5 เซนติเมตร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : อยู่ในเขตร้อนของเอเชีย
  • การกระจายพันธุ์ : พบในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู และประเทศไทย
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบได้หลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยพบใน ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบแล้ง ป่าคืนสภาพ รวมถึงพื้นที่บนเขาหินทรายและหินปูน โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเป็นไม้ที่ชอบแสงแดด

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์โดย การเพาะเมล็ด ซึ่งเป็นวิธีที่มีการระบุไว้ในฐานข้อมูลพรรณไม้ของประเทศไทย
  • สภาพแวดล้อม : กรายเป็นไม้ป่าที่พบในพื้นที่ค่อนข้างเปิดและได้รับแสงแดด สามารถพบได้ในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบแล้ง
  • การดูแล : ในการปลูกควรจัดพื้นที่ให้มีแสงแดดเพียงพอและมีการระบายน้ำเหมาะสม โดยการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ต้นพันธุ์จากแหล่งธรรมชาติร่วมด้วย

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือก : มีรสฝาด ใช้เป็นสมุนไพรตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • ผล : มีรสฝาด ใช้เป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านสำหรับอาการท้องร่วงและบิด

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • เปลือก : ตามตำรายาไทยใช้เป็น ยากล่อมเสมหะและอาจม คุมธาตุ แก้อุจจาระเป็นฟอง แก้ท้องร่วง และแก้บิด รวมถึงใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ และในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้กินร่วมกับหมากเพื่อแก้ปากเปื่อย นอกจากนี้มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อช่วยขับปัสสาวะ
  • ผล : มีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้เสมหะเป็นพิษ และใช้สำหรับ อาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเป็นมูกเลือด และโรคบิด ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • ภูมิปัญญาการใช้เป็นยาฝาดสมาน : กรายถูกจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มีรสฝาด และมีการใช้ เปลือกและผลสำหรับอาการท้องเสียและบิด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทางเภสัชวิทยาที่ตรวจพบสารกลุ่มฟีนอลิกและแทนนินในส่วนต่าง ๆ ของพืช

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ โดยเฉพาะกรณีท้องร่วงรุนแรงหรือถ่ายเป็นเลือด

สาระสำคัญ

  • สารกลุ่มฟีนอลิก : ตรวจพบในผลกราย โดยสารสกัดน้ำและเอทานอลมีปริมาณฟีนอลิกรวมแตกต่างกันตามชนิดของตัวทำละลาย
  • ฟลาโวนอยด์ : ตรวจพบในสารสกัดจากผลกราย โดยมีการประเมินปริมาณฟลาโวนอยด์รวมด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ
  • แทนนิน : เปลือกกรายมีสารกลุ่มแทนนินและสารฝาด ซึ่งมีความสอดคล้องกับการใช้เปลือกเป็นสมุนไพรสำหรับอาการท้องร่วงและบิด
  • กรดแกลลิก (Gallic acid) : มีรายงานการแยกกรดแกลลิกจากเปลือกของกราย และพบฤทธิ์ทางชีวภาพในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
  • กรด 3,4-ไดไฮดรอกซีเบนโซอิก (3,4-Dihydroxybenzoic acid; 3,4-DHBA) : เป็นสารฟีนอลิกที่มีการแยกจากเปลือกกรายและนำไปศึกษาฤทธิ์ต้านไส้เดือนฝอยในระดับห้องปฏิบัติการ

องค์ประกอบทางเคมี

  • Gallic acid (กรดแกลลิก) : พบและสามารถแยกได้จากสารสกัดเปลือกกราย โดยมีการยืนยันโครงสร้างด้วยเทคนิคทางเคมีวิเคราะห์ เช่น NMR และ LC-MS/MS
  • 3,4-Dihydroxybenzoic acid (กรด 3,4-ไดไฮดรอกซีเบนโซอิก) : มีรายงานการแยกสารชนิดนี้จากเปลือกกรายและศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • สารฟีนอลิกรวม : ผลกรายมีสารฟีนอลิกรวมในสารสกัดน้ำประมาณ 157.70±2.83 mg GAE/g extract และสารสกัดเอทานอลประมาณ 371.97±6.13 mg GAE/g extract ในการศึกษาหนึ่ง
  • สารฟลาโวนอยด์รวม : ตรวจพบในสารสกัดผลกราย โดยมีค่าที่แตกต่างกันระหว่างสารสกัดน้ำและเอทานอล
  • สารแทนนิน : ตรวจพบแทนนินชนิดควบแน่นในสารสกัดเปลือกกราย

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับโรคท้องร่วง : การศึกษาในปี พ.ศ. 2564 พบว่าสารสกัดเอทานอลจากผลกรายสามารถยับยั้งเชื้อ Shigella sonnei, Shigella flexneri, Shigella dysenteriae, Salmonella typhimurium, Escherichia coli, Bacillus subtilis และ Staphylococcus aureus ในการทดสอบแบบห้องปฏิบัติการ โดยมีค่า MIC ของสารสกัดผลกราย 16.12 mg/mL ขณะที่ ciprofloxacin มีค่า 0.01 mg/mL
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : กรดแกลลิกที่แยกจากเปลือกกรายแสดงฤทธิ์ต้านเชื้อรา Fusarium solani ในการทดลอง และสารสกัดเปลือกกรายสามารถช่วยลดการเกิดโรครากเน่าของแตงกวาที่เกิดจากเชื้อดังกล่าวในการทดลองในกระถาง
  • ฤทธิ์ต้านไส้เดือนฝอย : มีการศึกษากรด 3,4-DHBA ที่แยกจากเปลือกกรายและพบฤทธิ์ต่อไส้เดือนฝอยรากปม Meloidogyne incognita ในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีการศึกษาสารกรดแกลลิกและกรด 3,4-DHBA จากเปลือกกรายร่วมกับโอลิโกไคโตซาน พบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระในระบบทดลอง

หมายเหตุ : หลักฐานดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับสารสกัด เซลล์ หรือห้องปฏิบัติการ และบางการศึกษาเป็นงานด้านโรคพืช จึงยังไม่สามารถสรุปว่ากรายใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและตำรายาไทย : มีข้อมูลการใช้ เปลือกและผลกราย สำหรับอาการท้องร่วง บิด และอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
  • ระดับการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านไส้เดือนฝอย และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหรือสารสำคัญจากกราย
  • ระดับการทดลองในสัตว์หรือมนุษย์ : หลักฐานที่พบจากการค้นคว้าครั้งนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของกรายสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์
  • สรุประดับหลักฐาน : ปัจจุบันหลักฐานเด่นของกรายอยู่ในระดับ ภูมิปัญญา/การศึกษาก่อนคลินิกและห้องปฏิบัติการ มากกว่าหลักฐานการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดผลกรายโดยเฉพาะสารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับอาการท้องเสียและบิดในการทดสอบแบบ in vitro
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : กรดแกลลิกจากเปลือกกรายสามารถยับยั้งการเจริญของ Fusarium solani และมีการทดสอบสารสกัดเปลือกกรายในระบบควบคุมโรครากเน่าของพืช
  • ฤทธิ์ต้านไส้เดือนฝอย : กรด 3,4-DHBA จากเปลือกกรายมีฤทธิ์ต่อ Meloidogyne incognita ในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่มฟีนอลิกจากเปลือกกราย โดยเฉพาะกรดแกลลิกและ 3,4-DHBA มีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระบบทดลอง

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของ กราย (Terminalia nigrovenulosa) ในมนุษย์ ยังมีจำกัด โดยงานวิจัยที่ค้นพบส่วนใหญ่เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการหรือการประเมินองค์ประกอบทางเคมี
  • การใช้ เปลือกหรือผลกรายเป็นยา ควรใช้ตามตำรับและขนาดที่เหมาะสม ไม่ควรนำข้อมูลจากการทดลองสารสกัดเข้มข้นมาเทียบเท่ากับการรับประทานสมุนไพรในรูปแบบดั้งเดิมโดยตรง
  • ผู้ที่มีอาการท้องร่วงมาก ถ่ายเป็นเลือด มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้กรายเพื่อทดแทนการรักษาทางการแพทย์ในกรณี ท้องร่วงรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือสงสัยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยเฉพาะกลุ่มไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้สมุนไพรที่ไม่สามารถยืนยันชนิดพืชได้ เพราะชื่อพื้นเมือง กราย หางกราย หนามกราย และขี้อ้าย อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดในบางพื้นที่

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกรายกับยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะในรูปแบบสารสกัดมาตรฐาน
  • เนื่องจากเปลือกและผลมีสารกลุ่ม แทนนินและโพลีฟีนอล จึงควรระมัดระวังการรับประทานสารสกัดเข้มข้นร่วมกับยารับประทานหลายชนิด และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากใช้ยาประจำ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เปลือก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และเลือกส่วนที่สะอาด ไม่ปนเปื้อนเชื้อรา ดิน หรือสารเคมี
  • ผล : ควรเก็บผลที่สมบูรณ์และเหมาะสมตามระยะการใช้ประโยชน์
  • การทำให้แห้ง : หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และควรติดฉลากระบุชื่อสมุนไพรและวันที่เก็บ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคกลาง : พบชื่อเรียก กราย หางกราย และหนามกราย
  • ภาคเหนือ : มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ขี้อ้าย แนอาม ตานแดง หนองมึงโจ้ และปู่เจ้า
  • ภาคอื่น ๆ : ยังพบชื่อท้องถิ่น เช่น ตานแดง แสงคำ สลิง หอมกราย หามกราย และชื่ออื่นตามพื้นที่
  • การใช้เป็นยา : ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ความสำคัญกับ เปลือกและผล ในการใช้เป็นยารสฝาดสำหรับอาการท้องเสีย บิด และอุจจาระผิดปกติ

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กรายเป็นพรรณไม้พื้นถิ่นที่มีชื่อปรากฏในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายภูมิภาคของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นการนำพรรณไม้ในป่ามาประยุกต์ใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้านและวัตถุดิบทางยา
  • เปลือกกรายมีรสฝาดและมีการใช้ในลักษณะคล้ายกลุ่มสมุนไพรฝาดสมาน โดยแหล่งข้อมูลด้านการใช้ประโยชน์ของกรมป่าไม้ระบุว่ามีการใช้เปลือกกินกับหมาก และมีการใช้ผลแก้บิดและท้องร่วง ขณะที่เปลือกมีแทนนินสูงและเคยใช้ประโยชน์ด้านการฟอกหนัง
  • กรายยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพรรณไม้ใน ป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบแล้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและการฟื้นฟูพื้นที่ป่า

สถานะการอนุรักษ์

  • กรายมีการกระจายพันธุ์ในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพบในประเทศไทยหลายภูมิภาค
  • จากข้อมูลที่ค้นพบ ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากรายเป็นพืชสมุนไพรที่มีสถานะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม พืชอนุรักษ์หรือพืชใกล้สูญพันธุ์ระดับสากล อย่างไรก็ตาม การเก็บเปลือกจากต้นธรรมชาติโดยการทำลายลำต้นอาจส่งผลกระทบต่อต้นไม้ จึงควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนและการปลูกขยายพันธุ์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Myrtales
  • วงศ์ (Family) : Combretaceae
  • สกุล (Genus) : Terminalia
  • ชนิด (Species) : Terminalia nigrovenulosa
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness.
  • ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลบางแหล่ง : Terminalia triptera Stapf และชื่อพ้องอื่น ๆ
  • สถานะทางอนุกรมวิธาน : ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยยังใช้ Terminalia nigrovenulosa เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของกราย/ขี้อ้าย ขณะที่ Plants of the World Online ของ Kew จัด T. nigrovenulosa Pierre ex Gagnep. เป็นชื่อพ้องของ Terminalia triptera ดังนั้นการอ้างอิงควรระบุชื่อพ้องเพื่อป้องกันความสับสนในการตรวจสอบเอกลักษณ์

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะเด่นที่ใช้ตรวจสอบ : ไม้ต้นผลัดใบ เปลือกด้านในสีน้ำตาลแดง กิ่งอ่อนบางส่วนมีลักษณะคล้ายหนาม ใบเดี่ยวรูปไข่ มีต่อมหนึ่งคู่ใกล้โคนใบ และผลแห้งไม่แตกมี ครีบ 3 ครีบ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญในการแยกชนิด
  • การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบร่วมกันระหว่างลักษณะทางสัณฐานวิทยา ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง และฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน เนื่องจากมีการใช้ชื่อ Terminalia nigrovenulosa และ Terminalia triptera ในฐานข้อมูลต่างกัน
  • การตรวจสอบวัตถุดิบยา : วัตถุดิบเปลือกและผลควรตรวจสอบสี กลิ่น ลักษณะเนื้อวัตถุดิบ และลักษณะทางจุลทรรศน์หรือวิธีทางเภสัชเวทเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

คำเตือนทางการแพทย์

  • กรายเป็นข้อมูลสมุนไพรตามภูมิปัญญา ไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาโรคได้โดยอัตโนมัติ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการ
  • งานวิจัยที่พบว่าสารสกัดผลกรายมีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียก่อโรคท้องร่วงเป็นการทดลอง in vitro และค่า MIC ของสารสกัดกรายสูงกว่ายาปฏิชีวนะ ciprofloxacin อย่างมาก จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวไปตีความว่ากรายสามารถใช้แทนยาปฏิชีวนะได้
  • หากมีอาการ ถ่ายเป็นเลือด ท้องเสียรุนแรง ไข้สูง ปวดท้องมาก อาเจียนมาก หรือมีอาการขาดน้ำ ควรพบแพทย์ทันที
  • ไม่ควรใช้กรายต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือใช้สารสกัดเข้มข้นโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
  • หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านควรแยกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และไม่ควรใช้เป็นข้อกล่าวอ้างในการรักษาโรคโดยปราศจากหลักฐานทางคลินิก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมป่าไม้. (2559). สารานุกรมพืช: ขี้อ้าย (Terminalia nigrovenulosa Pierre). กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กรมป่าไม้.
  2. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness. คลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  3. กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์พรรณไม้: หนามกราย (Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness).
  4. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กราย. สมุนไพรดอทคอม.
  5. Padumanonda, T., & Phontree, K. (2021). Total phenolic, total flavonoid, total condensed tannin contents and antimicrobial activity against diarrheal bacteria of the bark and fruit of Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness. Science & Technology Asia, 26(1), 162–169.
  6. Nguyen, D.-M.-C., Seo, D.-J., Lee, H.-B., Kim, I.-S., Kim, K.-Y., Park, R.-D., & Jung, W.-J. (2013). Antifungal activity of gallic acid purified from Terminalia nigrovenulosa bark against Fusarium solani. Microbial Pathogenesis, 56, 8–15. https://doi.org/10.1016/j.micpath.2013.01.001
  7. Nguyen, D.-M.-C., Seo, D.-J., Nguyen, V.-N., Kim, K.-Y., Park, R.-D., & Jung, W.-J. (2013). Nematicidal activity of 3,4-dihydroxybenzoic acid purified from Terminalia nigrovenulosa bark against Meloidogyne incognita. Microbial Pathogenesis, 59–60, 52–59. https://doi.org/10.1016/j.micpath.2013.04.005
  8. Nguyen, D.-M.-C., Seo, D.-J., Song, Y.-S., Ju, W.-T., Park, R.-D., & Jung, W.-J. (2013). Effect of chitosan oligosaccharide and plant compounds on plant pathogenic fungi. Journal of Natural Polymers, 18(3), 170–175.
  9. Nguyen, D.-M.-C., Seo, D.-J., & Jung, W.-J. (2014). Antioxidant and antifungal activity of mixtures of oligochitosan and benzoic analogues. Journal of Natural Polymers, 19(4), 247–252.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Gagnep. Plants of the World Online.
Scroll to top