กระดังงาไทย
กระดังงาไทย เป็นไม้ต้นดอกหอมในวงศ์กระดังงา (Annonaceae) ที่มีความสำคัญทั้งด้าน สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย น้ำมันหอมระเหย เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ดอกมีกลิ่นหอมเด่น โดยเฉพาะในช่วงเย็นถึงกลางคืน จึงถูกนำมาใช้เป็นทั้งเครื่องยาและวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำหอมมาอย่างยาวนาน ในประเทศไทย กระดังงาไทยแตกต่างจาก กระดังงาสงขลา ซึ่งเป็นอีกพันธุ์หนึ่งของชนิดเดียวกันแต่มีลักษณะเป็นไม้พุ่มมากกว่า
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กระดังงาไทย
- ชื่อท้องถิ่น: กระดังงา, กระดังงาใบใหญ่, กระดังงาใหญ่, สะบันงา, สะบันงาต้น
- ชื่อสามัญ: Ylang-ylang, Ylang-ylang tree, Cananga tree, Kenanga
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson var. odorata
- วงศ์: Annonaceae
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสารอนุกรมวิธาน: Cananga odorata, Canangium odoratum, Unona odorata, Uvaria odorata และชื่อพ้องอื่น ๆ ที่ใช้ในเอกสารอนุกรมวิธานรุ่นเก่า
- ลักษณะเด่น: เป็นไม้ต้นเขตร้อน ดอกสีเขียวเมื่อเริ่มบานและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่ มีกลิ่นหอมมาก และเป็นแหล่งของ น้ำมันหอมระเหยกระดังงา หรือ Ylang-ylang oil
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ต้นไม่ผลัดใบ สูงโดยทั่วไปประมาณ 6–18 เมตร และอาจสูงได้ถึงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีเทา กิ่งอ่อนมีขนละเอียด เมื่อแก่จะเกลี้ยง กิ่งมักแผ่ออกและห้อยลง
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเรียงเป็นสองแถว รูปไข่ รูปรี หรือรูปรีแกมขอบขนาน ใบมีขนาดประมาณ 9–23 × 4–14 เซนติเมตร โคนใบมนหรือสอบและมักไม่สมมาตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม เส้นแขนงใบเห็นได้ชัด โดยเฉพาะด้านท้องใบ
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือกิ่งแก่ ช่อหนึ่งมีประมาณ 1–หลายดอก ดอกห้อยลง มีกลิ่นหอมแรง กลีบดอก 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น กลีบดอกมีสีเขียวในระยะแรกและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่ กลีบเรียวยาวและมีลักษณะเป็นคลื่นเล็กน้อย
- ผล: เป็นผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยหลายผล ผลรูปรีถึงรูปไข่ เมื่ออ่อนมีสีเขียวและเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำถึงดำ
- เมล็ด: เมล็ดมีสีน้ำตาลอ่อน รูปไข่ค่อนข้างแบน มีผิวเป็นหลุมหรือรอยขรุขระเล็กน้อย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: กระดังงาไทยอยู่ในเขตร้อนของเอเชีย โดยแหล่งข้อมูลอนุกรมวิธานระบุเขตพื้นเมืองตั้งแต่ประเทศไทยลงไปจนถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะมลายู ฟิลิปปินส์ นิวกินี และควีนส์แลนด์
- ในประเทศไทย: สามารถปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่เขตร้อน และมีการปลูกเป็นไม้ประดับและปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากดอกและน้ำมันหอมระเหย
- ต่างประเทศ: พบหรือปลูกในประเทศเขตร้อนหลายแห่ง เช่น อินเดีย ศรีลังกา อินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น ต้องการแสงแดดเพียงพอและดินที่ระบายน้ำได้ดี
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถเพาะจากเมล็ดได้ แต่เมล็ดกระดังงามีการงอกไม่สม่ำเสมอ และการเก็บรักษาเมล็ดมีผลต่อการงอก
- การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ: มีรายงานการใช้กิ่งปักชำและการติดตา แต่ความสำเร็จแตกต่างกันตามวิธีและสภาพแวดล้อม
- การปลูก: ต้นกล้ามีรากแก้วค่อนข้างยาว จึงควรระมัดระวังขณะย้ายปลูก แหล่งข้อมูลด้านการปลูกเชิงเกษตรระบุว่าการเพาะจากเมล็ดและการย้ายต้นกล้าต้องให้ความสำคัญกับระบบรากเป็นพิเศษ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ดอก: เป็นส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยาสำคัญ มีรสหอมเย็น และใช้ในตำรับยาไทยหลายรูปแบบ
- ใบ: ใช้ตามภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการขับปัสสาวะ
- เนื้อไม้: ใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในฐานะยาขับปัสสาวะ
- เปลือกต้น: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
- ราก: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ไม่ควรนำมาใช้เองโดยปราศจากคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพ
- น้ำมันหอมระเหยจากดอก: ใช้ในงาน สุคนธบำบัด เครื่องหอม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์น้ำหอม
สรรพคุณทางสมุนไพร
-
ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
-
ดอกกระดังงา: มีรสหอมเย็น ใช้ แก้ลมวิงเวียน ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย กระหายน้ำ บำรุงโลหิต และบำรุงธาตุ
-
ดอกกระดังงาเป็นหนึ่งในเครื่องยาที่อยู่ใน พิกัดเกสรทั้ง 7 และพิกัดเกสรทั้ง 9 ตามตำราแพทย์แผนไทย
-
-
ตามตำรายาไทย
-
ดอก: ใช้ปรุงเป็น ยาหอม แก้ลมวิงเวียน ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย และใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงโลหิตและธาตุ
-
ใบและเนื้อไม้: ใช้เป็นยาขับปัสสาวะตามตำราและภูมิปัญญาไทย
-
-
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
-
ใบ: ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และมีการใช้ภายนอกเกี่ยวกับอาการคันหรือโรคผิวหนังในบางท้องถิ่น
-
เนื้อไม้: ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
-
ดอก: ใช้แก้ลม บำรุงเลือด และนำไปอบขนมหวาน
-
น้ำมันหอมระเหย: ใช้เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายและเป็นส่วนประกอบของเครื่องหอม
-
-
ในตำรับยา
-
ยาหอมทิพโอสถ: ดอกกระดังงาเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับยาหอมทิพโอสถ ซึ่งอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร กลุ่มยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือกลุ่มยาแก้ลม
-
พิกัดเกสรทั้ง 7 และเกสรทั้ง 9: ดอกกระดังงาเป็นเครื่องยาที่ใช้ร่วมกับดอกไม้หรือเกสรจากสมุนไพรชนิดอื่นตามหลักเภสัชกรรมไทย
-
มีการกล่าวถึงการใช้ดอกกระดังงาในตำรับยาแผนโบราณ เช่น ยามาลาสันนิบาต ตามองค์ความรู้และเอกสารภูมิปัญญาไทย
-
วิธีใช้
- ใช้เป็นเครื่องยา: ดอกกระดังงาแห้งนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทย โดยเฉพาะกลุ่ม ยาหอมและตำรับพิกัดเกสร
- ใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย: ใช้ในการสูดดมหรือสุคนธบำบัดตามรูปแบบผลิตภัณฑ์และคำแนะนำของผู้ผลิต
- ใช้ในอาหาร: ดอกสดนำมาใช้แต่งกลิ่นขนม น้ำเชื่อม หรือกะทิ โดยเป็นภูมิปัญญาการใช้กลิ่นหอมของดอกกระดังงา
- ใช้ภายนอก: น้ำมันหอมระเหยควรใช้ในรูปแบบที่ผ่านการเจือจางและตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรใช้น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นสัมผัสผิวโดยตรง
หมายเหตุ : การใช้กระดังงาเพื่อรักษาโรคควรยึดตามตำรับยา ขนาด และวิธีใช้ที่กำหนดโดยผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรนำข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญามาแทนการรักษามาตรฐาน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ดอกกระดังงาไทย เป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอมทิพโอสถ ซึ่งปรากฏในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร กลุ่ม ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ไม่ได้หมายความว่ากระดังงาไทยเดี่ยว ๆ เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้แยกต่างหากในบัญชีดังกล่าว
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของกระดังงาไทยอยู่ที่ ดอกและน้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำหอม เครื่องสำอาง และสุคนธบำบัด โดยน้ำมันดังกล่าวเรียกว่า Ylang-ylang oil หรือ Cananga oil และมีองค์ประกอบทางเคมีหลายกลุ่มที่มีส่วนทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวและฤทธิ์ทางชีวภาพ
องค์ประกอบทางเคมี
น้ำมันหอมระเหยจากดอกกระดังงามีองค์ประกอบแตกต่างกันได้ตามแหล่งปลูก พันธุ์ ระยะการเก็บเกี่ยว และวิธีการสกัด โดยสารที่พบรายงาน ได้แก่
- Linalool (ไลนาโลออล)
- Benzyl acetate (เบนซิลอะซีเตต)
- Benzyl benzoate (เบนซิลเบนโซเอต)
- Methyl benzoate (เมทิลเบนโซเอต)
- Methyl salicylate (เมทิลซาลิไซเลต)
- β-Caryophyllene
- Germacrene D
- α-Farnesene
- Geranyl acetate
- Farnesyl acetate
- Farnesol
-
สารกลุ่ม terpenes, terpene alcohols, esters, ethers, phenols และ aldehydes
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Cananga odorata มีทั้งการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการ สัตว์ทดลอง และมนุษย์ โดยเน้นที่น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืช
- งานทบทวนวรรณกรรมพบรายงานฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อระบบประสาท จากการศึกษาพรีคลินิกหลายรูปแบบ
- การศึกษาทางคลินิกขนาดเล็กพบว่า น้ำมันกระดังงาในรูปแบบสุคนธบำบัด อาจมีผลต่อความวิตกกังวลและตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาบางชนิด แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษาโรควิตกกังวลหรือโรคอื่นได้
- งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับการดูดซึมผ่านผิวหนังพบผลด้าน ความผ่อนคลายและการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดทางสรีรวิทยา หลังได้รับน้ำมันกระดังงา
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับพรีคลินิก: มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อระบบประสาท
- ระดับการศึกษาในมนุษย์: มีการศึกษาขนาดเล็กเกี่ยวกับ สุคนธบำบัด ความวิตกกังวล ความผ่อนคลาย ความดันโลหิต และชีพจร
- ระดับหลักฐานเพื่อใช้รักษาโรค: ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ากระดังงาหรือน้ำมันกระดังงาสามารถใช้แทนยามาตรฐานสำหรับโรคใดโรคหนึ่งได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยมีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการศึกษาพรีคลินิก
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีรายงานการยับยั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ lipoxygenase และกลไกการอักเสบบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยมีรายงานการยับยั้งจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: การสูดดมน้ำมันกระดังงามีรายงานผลด้านความผ่อนคลายและการเปลี่ยนแปลงของการตื่นตัว
- ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: งานวิจัยในมนุษย์บางการศึกษาพบการเปลี่ยนแปลงของ ความดันโลหิตและชีพจร หลังได้รับน้ำมันกระดังงา แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็นยารักษาความดันโลหิตสูง
ความปลอดภัย
โดยทั่วไป น้ำมันหอมระเหยกระดังงา สามารถใช้ในผลิตภัณฑ์สุคนธบำบัดและเครื่องสำอางได้เมื่อใช้ในระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นอาจทำให้เกิด การระคายเคืองผิวหนังและดวงตา และมีความเสี่ยงต่อการเกิด การแพ้สัมผัสผิวหนัง ในผู้ที่ไวต่อสารดังกล่าว
ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลาก โดยเฉพาะน้ำมันหอมระเหยซึ่งไม่ควรรับประทานเองหรือใช้เข้มข้นโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรรับประทาน น้ำมันหอมระเหยกระดังงาเข้มข้น เอง
- ผู้ที่เคยแพ้น้ำมันหอมระเหยหรือผลิตภัณฑ์จากกระดังงาควรหลีกเลี่ยง
- ไม่ควรใช้กับผิวหนังหรือรอบดวงตาโดยตรงในรูปแบบน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น
- หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ในรูปแบบเข้มข้นหรือเพื่อวัตถุประสงค์ทางการรักษา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกระดังงาไทยกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าการได้รับน้ำมันกระดังงาอาจมีผลต่อความดันโลหิตและชีพจร ดังนั้นผู้ที่ใช้ ยาลดความดันโลหิต ยากล่อมประสาท หรือยาที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นหรือใช้เป็นประจำ
การใช้ในอาหาร
- ดอกกระดังงา ใช้เป็นเครื่องหอมสำหรับอาหารและขนมไทย
- ในภูมิปัญญาดั้งเดิมมีการนำดอกกระดังงาแก่จัดมาลนไฟเพื่อช่วยให้ต่อมน้ำมันหอมระเหยแตกตัวและมีกลิ่นหอมมากขึ้น จากนั้นนำไปอบหรืออบน้ำสำหรับใช้แต่งกลิ่น กะทิ น้ำเชื่อม และขนมไทย
- วิธีการดังกล่าวสัมพันธ์กับสำนวนไทย “กระดังงาลนไฟ”
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- น้ำหอมและหัวน้ำหอม
- น้ำมันหอมระเหย
- ผลิตภัณฑ์สุคนธบำบัด
- เครื่องสำอาง
- สบู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
- ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
- เครื่องหอมและผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและยาหอมบางตำรับ
น้ำมันกระดังงาเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำหอมและเครื่องสำอาง และมีการใช้ในผลิตภัณฑ์ด้านความงามอย่างกว้างขวาง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ดอก: เก็บเกี่ยวเมื่อดอกแก่และเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ซึ่งเป็นระยะที่มีกลิ่นหอมเด่นและเหมาะสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ด้านน้ำมันหอมระเหย
- การทำแห้ง: หากใช้เป็นเครื่องยา ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
- การเก็บรักษา: ดอกแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- น้ำมันหอมระเหย: ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสงและความร้อน และหลีกเลี่ยงการเปิดภาชนะทิ้งไว้นาน เพราะองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยอาจเปลี่ยนแปลงได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระดังงาไทยเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์ในภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายด้าน โดยเฉพาะ การใช้ดอกเป็นเครื่องยาและเครื่องหอม การใช้ใบและเนื้อไม้เป็นยาขับปัสสาวะ และการนำดอกมาแต่งกลิ่นอาหารและขนมไทย นอกจากนี้ยังใช้ในงานด้านความงามและการดูแลเส้นผมตามภูมิปัญญาดั้งเดิม
ประวัติและวัฒนธรรม
ดอกกระดังงามีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมไทยทั้งด้าน อาหาร เครื่องหอม ยาสมุนไพร และภาษา การนำดอกกระดังงามาลนไฟเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมก่อนนำไปอบขนม เป็นภูมิปัญญาที่สะท้อนการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติ และเป็นที่มาของสำนวน “กระดังงาลนไฟ” ซึ่งสื่อถึงผู้ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตหรือผ่านการฝึกฝนจนมีคุณค่าและเสน่ห์มากขึ้น
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Clade: Angiosperms
- Clade: Magnoliids
- Order: Magnoliales
- Family: Annonaceae
- Subfamily: Ambavioideae
- Genus: Cananga
- Species: Cananga odorata
- Variety: Cananga odorata var. odorata
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม: Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson var. odorata
ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Cananga odorata var. odorata เป็นชื่อระดับพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Annonaceae อันดับ Magnoliales
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของกระดังงาไทยควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะเครื่องยา และข้อมูลทางเคมี ได้แก่
- เอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์: ตรวจสอบว่าเป็นไม้ต้น ลักษณะใบ ดอกห้อย กลีบดอก 6 กลีบ เรียวยาว และมีกลิ่นหอมเฉพาะ
- เอกลักษณ์ของดอกแห้ง: ดอกแห้งมีลักษณะกลีบเรียวยาว หงิกงอ สีเขียวแกมน้ำตาลถึงดำ และมีกลิ่นหอมเฉพาะ
- การตรวจสอบทางเภสัชเวท: พิจารณาลักษณะมหภาคและจุลทรรศน์ของวัตถุดิบ เพื่อแยกจากพืชชนิดอื่นหรือสิ่งปลอมปน
- การตรวจสอบทางเคมี: สามารถใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย เช่น linalool, benzyl acetate, benzyl benzoate และสารเทอร์พีน เป็นข้อมูลประกอบการยืนยันเอกลักษณ์และคุณภาพ
คำเตือนทางการแพทย์
กระดังงาไทยเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในตำรับยาไทยมาเป็นเวลานาน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาโรคโดยตรง งานวิจัยที่มีอยู่จำนวนมากเป็นการศึกษาพรีคลินิกหรือการศึกษาทางคลินิกขนาดเล็ก จึงไม่ควรนำผลการทดลองเหล่านี้ไปกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคได้โดยตรง
น้ำมันหอมระเหยกระดังงา เป็นสารเข้มข้นและอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้สัมผัสได้ ควรใช้ตามวิธีและความเข้มข้นที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันหอมระเหยเอง และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากกำลังใช้ยาประจำ มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือจำเป็นต้องใช้สมุนไพรเพื่อการรักษา
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). กระดังงาไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). กระดังงา พืชสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม บำรุงหัวใจ. กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระดังงาไทย: Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- ศูนย์ข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระดังงาไทย (Cananga odorata var. odorata).
- สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Cananga odorata var. odorata. Flora of Thailand.
- Nurhayani, F. O., Wulandari, A. S., & Suharsi, T. K. (2019). Morphology and anatomy of the fruit and seed of Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson. Biodiversitas, 20(11), 3199–3206. https://doi.org/10.13057/biodiv/d201112
- NCBI. (2026). Cananga odorata var. fruticosa: Taxonomy browser. National Center for Biotechnology Information.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cananga odorata var. odorata. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson. Plants of the World Online.
- Sriboonlert, J., Munkong, W., Rintawut, S., Paladkhua, S., Suwongsa, R., Kirisattayakul, W., & colleagues. (2023). Cananga odorata aromatherapy reduces anxiety in unexperienced patients hospitalized for interventional neuroradiology procedures: A randomized control trial. Journal of Integrative and Complementary Medicine.
- Hongratanaworakit, T., & Buchbauer, G. (2006). Relaxing effect of ylang ylang oil on humans after transdermal absorption. Phytotherapy Research, 20(9), 758–763. https://doi.org/10.1002/ptr.1950
- Bampidis, V., Azimonti, G., Bastos, M. L., et al. (2022). Safety and efficacy of a feed additive consisting of an essential oil from the flowers of Cananga odorata (ylang ylang oil) for use in all animal species. EFSA Journal, 20(2), e07159. https://doi.org/10.2903/j.efsa.2022.7159
- Givaudan-related review literature. (2015). Traditional uses, phytochemistry, and bioactivities of Cananga odorata (Ylang-Ylang). Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine.
