กระดังงาสงขลา
กระดังงาสงขลา เป็นไม้พุ่มหอมในวงศ์กระดังงา (Annonaceae) มีดอกสีเขียวอมเหลืองถึงเหลืองและมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะในช่วงเย็นและกลางคืน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและใช้ดอกเป็นเครื่องหอม นอกจากนี้ยังมีการใช้ใน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน โดยเฉพาะดอกที่ใช้บำรุงหัวใจและบำรุงธาตุ กระดังงาสงขลามีความใกล้เคียงกับกระดังงาไทย แต่มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กกว่าและดอกมีกลิ่นหอมอ่อนกว่า
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กระดังงาสงขลา
- ชื่อท้องถิ่น : กระดังงาเบา, กระดังงาสาขา, กระดังงอ
- ชื่อสามัญ : Dwarf Ylang-Ylang, Fragrant Cananga
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson var. fruticosa (Craib) J.Sinclair
- วงศ์ : Annonaceae
- สกุล : Cananga
- ประเภทพืช : ไม้พุ่มขนาดเล็ก
- ส่วนที่มีกลิ่นหอมเด่น : ดอก
- การใช้ประโยชน์เด่น : ไม้ประดับ เครื่องหอม น้ำมันหอมระเหย และสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย : จังหวัดสงขลา โดยมีข้อมูลว่าพบครั้งแรกบริเวณบ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น : เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงโดยทั่วไปประมาณ 1–3 เมตร บางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 4 เมตร ทรงพุ่มค่อนข้างแน่นหรือโปร่ง แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งแผ่ออกจากลำต้นและปลายกิ่งมักลู่ลง เปลือกลำต้นสีเทาถึงเทาอมสีน้ำตาล เนื้อไม้ค่อนข้างเปราะ และกิ่งอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้างประมาณ 6–9 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10–18 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียว เนื้อใบบางถึงค่อนข้างหนาคล้ายกระดาษ และเส้นใบมองเห็นได้ชัด
- ดอก : ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกบริเวณกิ่งและซอกใบ กลีบเลี้ยงประมาณ 3 กลีบ กลีบดอกมีหลายกลีบ เรียวยาว บิดเป็นเกลียวหรือเป็นคลื่น เรียงซ้อนหลายชั้น สีเขียวเมื่อดอกอ่อนและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียวเมื่อแก่ ดอกแก่จะมีกลิ่นหอมเด่น โดยเฉพาะช่วงเย็นและกลางคืน
- ผล : เป็นผลกลุ่ม ผลย่อยมีรูปร่างรีหรือกลมรี เมื่ออ่อนสีเขียวและเปลี่ยนสีเมื่อแก่ มีเมล็ดหลายเมล็ด
- การออกดอก : สามารถออกดอกได้ตลอดปีในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย : มีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่ากระดังงาสงขลาพบครั้งแรกที่บ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และเป็นที่มาของชื่อ “กระดังงาสงขลา”
- การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับกระดังงาสงขลาเป็น Cananga odorata var. fruticosa และระบุถิ่นกำเนิดของวาไรตีนี้ตั้งแต่ประเทศไทยถึงเวียดนาม
- ถิ่นอาศัย : เจริญได้ดีในเขตร้อนชื้น และมักพบหรือปลูกในบริเวณที่มีความชื้นเพียงพอและมีแสงแดดค่อนข้างมาก
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำดี มีความชื้นเหมาะสม แต่ไม่ควรมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน
- การเพาะเมล็ด : เป็นวิธีที่นิยมและสามารถให้ต้นที่แข็งแรง ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี แต่ต้นที่เกิดจากเมล็ดอาจใช้เวลานานกว่าจะออกดอก
- การตอนกิ่ง : สามารถใช้ขยายพันธุ์ได้ และทำให้ได้ต้นที่มีลักษณะใกล้เคียงต้นแม่และออกดอกได้เร็วกว่า แต่กิ่งของกระดังงาสงขลาค่อนข้างเปราะ จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง
- ช่วงขยายพันธุ์ที่เหมาะสม : ช่วงต้นฤดูฝนเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ โดยเฉพาะการตอนกิ่ง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ดอก : ใช้ตามภูมิปัญญาไทยเพื่อบำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ และบำรุงโลหิต
- ต้นและกิ่งก้าน : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านเป็นยาขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะพิการ
- เนื้อไม้ : มีการใช้เป็นยาขับปัสสาวะตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ราก : มีข้อมูลการใช้เป็นยาคุมกำเนิดในตำรับพื้นบ้าน แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัยในการคุมกำเนิดในมนุษย์
- ดอกสำหรับสกัดน้ำมันหอมระเหย : ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำมันหอมระเหยและเครื่องหอม
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- ดอก : มีรสหอมสุขุม ใช้ บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน และช่วยให้หัวใจชุ่มชื่น โดยสรรพคุณดังกล่าวเป็นองค์ความรู้ในกลุ่ม “กระดังงา” และมีการนำกระดังงาสงขลามาใช้แทนกระดังงาไทยในบางบริบท เนื่องจากมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน
- ต้นและกิ่งก้าน : ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะพิการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เนื้อไม้ : มีการใช้เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะพิการ
- ราก : มีการบันทึกการใช้เป็นยาคุมกำเนิดในภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้แทนวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ดอก : ใช้สำหรับบำรุงหัวใจ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ บำรุงเลือด แก้ไข้ อ่อนเพลีย วิงเวียน และอาการจุกเสียด
- เนื้อไม้ : ใช้ขับปัสสาวะ
- ราก : มีการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการคุมกำเนิดในบางตำรับพื้นบ้าน แต่ยังขาดหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอ
ในตำรับยา
- ดอกกระดังงา ปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอมไทยหลายตำรับ เช่น ยาหอมทิพโอสถ และ ยาหอมอินทจักร์ โดยในบัญชียาจากสมุนไพรของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระบุ “ดอกกระดังงา” เป็นหนึ่งในตัวยาของยาหอมทิพโอสถ
- การระบุ “ดอกกระดังงา” ในตำรับยาแผนไทย ไม่ได้หมายความว่าเป็นกระดังงาสงขลาโดยเฉพาะ จึงควรแยกข้อมูลของวัตถุดิบตามชนิดและส่วนที่ใช้ให้ชัดเจน
วิธีใช้
- ใช้เป็นเครื่องยา : ดอกกระดังงาสามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาหอมและตำรับยาแผนไทยตามตำรับที่กำหนด
- ใช้เป็นเครื่องหอม : ดอกแก่ที่มีกลิ่นหอมสามารถนำไปอบร่ำ ทำบุหงา หรือใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับสกัดน้ำมันหอมระเหย
- การใช้น้ำมันหอมระเหย : ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและเจือจางตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรรับประทานน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นเอง
หมายเหตุ : ขนาดและวิธีใช้เป็นยาไม่ควรกำหนดขึ้นเองจากข้อมูลภูมิปัญญา ควรอ้างอิงตำรับยาที่ได้รับการรับรองและคำแนะนำจากแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เหมาะสม
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- ดอกกระดังงา มีชื่ออยู่ในสูตรตำรับ ยาหอมทิพโอสถ ซึ่งเป็นตำรับยาในบัญชียาจากสมุนไพร โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระบุให้ใช้ “ดอกกระดังงา” เป็นส่วนประกอบของตำรับ
- อย่างไรก็ตาม ไม่พบการระบุชื่อ “กระดังงาสงขลา” โดยเฉพาะ ในฐานข้อมูลดังกล่าว จึงควรใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังว่า “ดอกกระดังงาเป็นส่วนประกอบของตำรับยา” มากกว่าการระบุว่ากระดังงาสงขลาเป็นตัวยาในบัญชีโดยตรง
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของกระดังงาสงขลาอยู่ที่ ดอกและสารระเหยที่ให้กลิ่นหอม โดยเฉพาะกลุ่มสารเทอร์พีนและสารอะโรมาติก ซึ่งมีบทบาทต่อกลิ่นเฉพาะของดอก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พืชชนิดนี้มีคุณค่าด้าน เครื่องหอม น้ำมันหอมระเหย และผลิตภัณฑ์น้ำหอม
องค์ประกอบทางเคมี
- น้ำมันหอมระเหย : เป็นองค์ประกอบสำคัญในดอกกระดังงา
- กลุ่มเซสควิเทอร์พีน : การศึกษาดอก C. odorata var. fruticosa พบว่าองค์ประกอบสารระเหยส่วนใหญ่เป็นเซสควิเทอร์พีน โดยในดอกแก่พบ α-farnesene, α-bergamotene, germacrene D และ β-caryophyllene ในสัดส่วนเด่น
- โมโนเทอร์พีน : พบสาร เช่น β-ocimene และ β-linalool
- สารอะโรมาติกและฟีนิลโพรพานอยด์ : พบสาร เช่น benzyl benzoate, benzyl salicylate และ eugenol ในปริมาณแตกต่างกันตามระยะการพัฒนาของดอก
- สารประกอบระเหยง่าย : งานวิจัยหนึ่งตรวจพบสารระเหยง่ายรวม 49 ชนิดจากดอกในระยะการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าปริมาณและองค์ประกอบของสารหอมเปลี่ยนแปลงตามอายุของดอก
หมายเหตุ : องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก ระยะเก็บเกี่ยว วิธีสกัด และสภาพการเก็บรักษา
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยของ Cananga odorata โดยรวมมีทั้งการศึกษาด้าน องค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และผลต่อระบบประสาทหรือความผ่อนคลาย แต่หลักฐานจำนวนมากศึกษาในระดับสารสกัด น้ำมันหอมระเหย หรือในพืชชนิด C. odorata โดยรวม จึงไม่ควรนำผลทั้งหมดมาอ้างเป็นหลักฐานเฉพาะของกระดังงาสงขลาโดยตรง
งานวิจัยเฉพาะ C. odorata var. fruticosa พบว่าสารระเหยจากดอกมีความหลากหลายสูง และมีการศึกษายีนและเส้นทางชีวสังเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสารระเหยในดอก ซึ่งช่วยอธิบายพื้นฐานทางชีวเคมีของกลิ่นหอมของกระดังงาสงขลา
มีการศึกษาทางคลินิกขนาดเล็กเกี่ยวกับ น้ำมันหอมระเหยกระดังงา ในรูปแบบการสูดดม โดยพบสัญญาณว่าการใช้กลิ่นอาจมีผลต่อความวิตกกังวลและตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาบางอย่าง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษาโรคทางจิตเวชหรือโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับสูง : ยังไม่มีหลักฐานการทดลองทางคลินิกคุณภาพสูงจำนวนมากที่ยืนยันสรรพคุณทางยาของกระดังงาสงขลาโดยตรง
- ระดับปานกลางถึงต่ำ : มีหลักฐานจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์สำหรับ Cananga odorata บางส่วน
- ระดับเบื้องต้น : มีข้อมูลเฉพาะ C. odorata var. fruticosa ในด้านองค์ประกอบทางเคมีและชีวสังเคราะห์ของสารระเหย รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันกระดังงา
- ภูมิปัญญาไทย : มีข้อมูลการใช้ดอกกระดังงาในตำรับยาหอมและตำรับยาแผนไทยมายาวนาน แต่ข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไม่เท่ากับหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจาก Cananga odorata มีรายงานฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพบางชนิดในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยของกระดังงา โดยพบผลต่อกระบวนการอักเสบบางชนิด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้รักษาการอักเสบในมนุษย์
- ฤทธิ์ผ่อนคลายและระบบประสาท : งานวิจัยบางฉบับรายงานว่าน้ำมันกระดังงาอาจมีผลต่อความผ่อนคลาย อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต แต่ผลการศึกษายังมีขนาดตัวอย่างจำกัดและไม่สามารถใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานจากการศึกษาสารสกัดของ Cananga odorata แต่ผลขึ้นอยู่กับส่วนของพืชและวิธีสกัด
ความปลอดภัย
- ดอกและส่วนของพืชในรูปแบบอาหารหรือเครื่องยา : การใช้ในปริมาณตามตำรับหรือการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารในระดับที่เหมาะสมมีประวัติการใช้มาเป็นเวลานาน แต่ข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะของกระดังงาสงขลายังมีจำกัด
- น้ำมันหอมระเหย : ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะน้ำมันกระดังงาสามารถทำให้เกิด การระคายเคืองและการแพ้สัมผัสทางผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อใช้ในรูปเข้มข้น
- การใช้ภายนอก : ควรเจือจางก่อนใช้กับผิวหนังและควรทดสอบการแพ้ตามความเหมาะสม
- การรับประทานน้ำมันหอมระเหย : ไม่ควรรับประทานเองในรูปเข้มข้น เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเป็นสารเข้มข้นและอาจก่อให้เกิดพิษเมื่อได้รับในปริมาณมาก
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่แพ้น้ำมันหอมระเหยหรือผลิตภัณฑ์น้ำหอม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกระดังงา
- ผู้ที่มีผิวหนังอักเสบ ผิวแพ้ง่าย หรือมีประวัติแพ้สัมผัส ควรระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันกระดังงา โดยเฉพาะชนิดเข้มข้น
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้มีโรคประจำตัว ไม่ควรนำรากหรือส่วนอื่นของพืชไปใช้เป็นยาหรือคุมกำเนิดเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลที่เพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระดังงาสงขลาโดยตรงกับยาแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาว่าน้ำมันกระดังงาอาจมีผลต่อความดันโลหิตและการผ่อนคลาย ดังนั้นผู้ที่ใช้ ยาลดความดันโลหิต ยาที่มีฤทธิ์กดประสาท หรือยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้น้ำมันหอมระเหยในรูปแบบเข้มข้นหรือเป็นประจำ
การใช้ในอาหาร
- ดอกกระดังงา มีประวัติการใช้เป็นเครื่องหอมในอาหารและขนมไทย โดยเฉพาะการนำดอกแก่จัดไปอบร่ำเพื่อให้กลิ่นหอมแก่น้ำหรือส่วนผสมของขนม
- ในภูมิปัญญาการทำขนมไทย มีการใช้ดอกกระดังงาเพื่อแต่งกลิ่นน้ำเชื่อมและกะทิ
- เทคนิคการนำดอกกระดังงาไปลนไฟเพื่อเพิ่มการกระจายกลิ่นเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาที่เชื่อมโยงกับสำนวน “กระดังงาลนไฟ”
- น้ำมันกระดังงาได้รับการใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมอาหารในระดับที่เหมาะสม แต่การใช้น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นในอาหารไม่ควรทำเองโดยไม่มีความรู้ด้านความปลอดภัย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- น้ำมันหอมระเหยกระดังงา
- น้ำหอม
- เครื่องหอมและบุหงา
- สบู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม
- ผลิตภัณฑ์อโรมาเธอราพี
- ผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นอาหาร ในระดับที่เหมาะสมและเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ดอก : ควรเก็บเมื่อดอกเจริญเต็มที่และเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง เนื่องจากเป็นช่วงที่กลิ่นหอมเด่นและมีสารระเหยมากกว่าในระยะดอกอ่อน งานวิจัยพบว่าดอกสีเหลืองเต็มที่มีการผลิตสารระเหยในระดับสูง
- ช่วงเวลาเก็บดอกเพื่อใช้เป็นเครื่องหอม : ควรเก็บในช่วงที่ดอกมีกลิ่นหอมชัด โดยกลิ่นมักเด่นในช่วงเย็นและกลางคืน
- การเก็บรักษาดอกแห้ง : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน ความชื้น และกลิ่นจากภายนอก
- น้ำมันหอมระเหย : ควรเก็บในภาชนะที่เหมาะสม ปิดสนิท หลีกเลี่ยงแสงและความร้อน เพื่อช่วยลดการเสื่อมสภาพของสารระเหย
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระดังงาสงขลามีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นแหล่งที่พบพืชชนิดนี้และเป็นที่มาของชื่อเรียก “กระดังงาสงขลา” มีการใช้ดอกเป็น เครื่องหอม บุหงา และอบร่ำ รวมถึงการใช้เป็นสมุนไพรตามตำรับพื้นบ้าน เช่น บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ และบำรุงโลหิต
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “กระดังงาสงขลา” สัมพันธ์กับถิ่นกำเนิดที่มีรายงานในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะบ้านจะโหนง อำเภอจะนะ ซึ่งมีการบันทึกว่าพืชชนิดนี้อาจเกิดจากการกลายพันธุ์หรือความแตกต่างจากกระดังงาไทยและได้รับการจำแนกเป็นวาไรตี fruticosa
กระดังงายังมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมไทยในฐานะ ไม้ดอกหอมและเครื่องหอม โดยดอกถูกนำมาอบขนมและแต่งกลิ่นอาหารมาแต่โบราณ และเป็นที่มาของสำนวน “กระดังงาลนไฟ” ซึ่งสะท้อนการนำภูมิปัญญาการใช้ดอกไม้หอมมาเชื่อมโยงกับภาษาและวัฒนธรรมไทย
สถานะการอนุรักษ์
กระดังงาสงขลาเคยมีการระบุในแหล่งข้อมูลด้านพรรณไม้หายากของไทยว่าเป็น พืชถิ่นเดียวและพืชหายาก ในบริบทข้อมูลพรรณไม้ของประเทศไทย
ในด้านอนุกรมวิธานปัจจุบัน Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Cananga odorata var. fruticosa เป็นวาไรตีที่ได้รับการยอมรับ และระบุการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในประเทศไทยถึงเวียดนาม
*หมายเหตุ : สถานะ “พืชหายาก” ในแหล่งข้อมูลไทยไม่ควรตีความเป็นสถานะภัยคุกคามระดับโลกของชนิด Cananga odorata ทั้งหมด เนื่องจากฐานข้อมูล Kew ระบุว่าชนิด C. odorata มีการกระจายพันธุ์กว้าง และข้อมูลการประเมินระดับชนิดระบุสถานะ Least Concern (LC) *
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Magnoliales
- วงศ์ (Family) : Annonaceae
- สกุล (Genus) : Cananga (Dunal) Hook.f. & Thomson
- ชนิด (Species) : Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson
- วาไรตี (Variety) : Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J.Sinclair
ชื่อพ้องที่สำคัญ ได้แก่ Canangium fruticosum Craib, Cananga fruticosa Craib และ Canangium odoratum var. fruticosum (Craib) Corner โดยฐานข้อมูล Kew ปัจจุบันยอมรับชื่อ Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J.Sinclair
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะเด่นของต้น : ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1–3 เมตร แตกกิ่งเป็นพุ่ม กิ่งปลายมักลู่ลง
- ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ ปลายแหลม โคนมนหรือเว้าเล็กน้อย
- ดอก : เป็นจุดสังเกตสำคัญ มีกลีบดอกจำนวนมาก เรียวยาว บิดเป็นเกลียวหรือเป็นคลื่น หลายชั้น สีเขียวเมื่ออ่อนและเหลืองเมื่อแก่ มีกลิ่นหอม
- กลิ่น : ดอกแก่จะมีกลิ่นหอมชัดกว่าดอกอ่อน โดยกลิ่นมักเด่นในช่วงเย็นและกลางคืน
- การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : ควรเปรียบเทียบลักษณะต้น ใบ ดอก และผลกับเอกสารพรรณไม้หรือชิ้นตัวอย่างอ้างอิงจากแหล่งมาตรฐาน
- การตรวจสอบวัตถุดิบแห้ง : ควรตรวจลักษณะทางกายภาพ กลิ่น สี และลักษณะชิ้นส่วนพืช รวมทั้งใช้วิธีทางเภสัชเวทหรือการวิเคราะห์ทางเคมีเมื่อจำเป็น
- การตรวจสอบระดับโมเลกุล : ในกรณีวัตถุดิบที่แยกจากกระดังงาชนิดอื่นได้ยาก สามารถใช้เทคนิค DNA barcoding หรือวิธีทางพันธุศาสตร์ประกอบการยืนยันเอกลักษณ์ได้
คำเตือนทางการแพทย์
กระดังงาสงขลาเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทย แต่หลักฐานทางคลินิกเฉพาะต่อกระดังงาสงขลายังมีจำกัด สรรพคุณที่กล่าวถึง เช่น บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้ลมวิงเวียน หรือการใช้รากเพื่อคุมกำเนิด ควรนำเสนอในฐานะ ข้อมูลภูมิปัญญาและตำรายา ไม่ควรสื่อว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
น้ำมันหอมระเหยกระดังงาไม่ควรรับประทานโดยตรง และการใช้บนผิวหนังควรเจือจาง เนื่องจากมีรายงานการแพ้สัมผัสและการระคายเคือง โดยเฉพาะเมื่อใช้ในความเข้มข้นสูง
ผู้ที่กำลังรับประทานยา มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก หรือผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระดังงาสงขลาในรูปแบบยา สารสกัด หรือน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). กระดังงา พืชสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม บำรุงหัวใจ. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). สารานุกรมพืช: Cananga odorata.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป.). กระดังงาสงขลา.
- สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ. (ม.ป.ป.). กระดังงาสงขลา. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง.
- ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. (ม.ป.ป.). กระดังงาสงขลา.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์: ยาหอมทิพโอสถ. กระทรวงสาธารณสุข.
- Jin, J., et al. (2015). The floral transcriptome of ylang ylang (Cananga odorata var. fruticosa) uncovers biosynthetic pathways for volatile organic compounds and a multifunctional and novel sesquiterpene synthase. Journal of Experimental Botany, 66(13), 3959–3970.
- Burdock, G. A., & Carabin, I. G. (2008). Safety assessment of Ylang-Ylang (Cananga spp.) as a food ingredient. Food and Chemical Toxicology, 46(2), 433–445.
- de Groot, A. C., & Schmidt, E. (2016). Essential oils, Part IV: Contact allergy. Dermatitis, 27(4), 170–175.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J.Sinclair. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson. Plants of the World Online.
- EFSA Panel on Additives and Products or Substances used in Animal Feed (FEEDAP). (2022). Safety and efficacy of an essential oil from the flowers of Cananga odorata (ylang ylang oil). EFSA Journal, 20(2), e07159.
