กอมก้อยลอดขอน
กอมก้อยลอดขอน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีชื่อเรียกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กที่มีลักษณะเด่นคือ ลำต้นเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน และมีดอกเดี่ยวสีออกแดงน้ำตาล ปัจจุบันฐานข้อมูลพรรณไม้ของประเทศไทยระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของกอมก้อยลอดขอนว่า Aristolochia arenicola Hance ซึ่งอยู่ในวงศ์ Aristolochiaceae และพบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของประเทศไทย รวมถึงกัมพูชา หมายเหตุ : ชื่อพื้นบ้าน “กอมก้อยลอดขอน/กอมกอยลอดขอน” อาจถูกใช้กับพืชต่างชนิดกันในบางท้องถิ่น จึงควรตรวจสอบลักษณะพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ก่อนนำมาใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะเนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มีประเด็นด้านความปลอดภัยที่สำคัญ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กอมก้อยลอดขอน, ก้อมก้อยลอดขน
- ชื่อสามัญ: Kom koi lot khon
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Aristolochia arenicola Hance
- วงศ์: Aristolochiaceae
- สกุล: Aristolochia
- ลักษณะการดำรงชีวิต: ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน
- แหล่งที่พบในประเทศไทย: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก โดยมีรายงานจากนครพนม สุรินทร์ และอุบลราชธานี
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน มีลักษณะคดเป็นรูปซิกแซกหรือสลับเป็นฟันปลา และมีขนประปราย
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตามลำต้น ใบแผ่ราบไปกับพื้น รูปไข่ถึงรูปไข่แกมยาว ขนาดประมาณ 2.1–3.6 × 1.9–2.6 เซนติเมตร โคนใบเว้าหรือเป็นรูปหัวใจ ปลายใบมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นใบออกจากบริเวณโคนใบแบบฝ่ามือประมาณ 5–7 เส้น
- ดอก: ดอกเดี่ยวออกตามลำต้น ก้านดอกยาวประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร ส่วนดอกมีลักษณะเป็นหลอด ปลายดอกยาวเรียว สีออกแดงน้ำตาล
- ผล: ผลค่อนข้างกว้าง รูปรีหรือรูปไข่กว้าง ขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแห้งและแตก
- เมล็ด: เมล็ดรูปสามเหลี่ยมกลับไข่ ไม่มีกระพุ้งหรือปีก เมล็ดมีผิวเป็นปุ่มหรือขรุขระบางส่วน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีข้อมูลว่าพบตามธรรมชาติในกัมพูชาและประเทศไทย
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย: พบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก โดยกรมป่าไม้ระบุพื้นที่ตัวอย่าง ได้แก่ นครพนม สุรินทร์ และอุบลราชธานี
- ถิ่นอาศัย: มักพบในพื้นที่โล่ง ดินทราย และบริเวณที่มีสภาพดินค่อนข้างเหมาะสมกับการทอดเลื้อยของลำต้น
- ระดับความสูง: มีรายงานการพบที่ระดับประมาณ 100–200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก: มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ถูกงูกัดและการใช้ยาพื้นบ้านบางรูปแบบ
หมายเหตุ : ข้อมูลการใช้รากดังกล่าวเป็นข้อมูลด้านภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัยทางการแพทย์
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีรายงานการใช้ รากกอมก้อยลอดขอน เป็นส่วนประกอบของการรักษาพื้นบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มตำรับที่เกี่ยวข้องกับ พิษงูและแผลจากงูกัด
- การใช้ในกรณีงูกัด: งานศึกษาภูมิปัญญาหมอสมุนไพรพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือบันทึกการใช้รากกอมกอยลอดขอนร่วมกับสมุนไพรอื่น โดยอาจนำมาฝนกับน้ำมะนาวหรือใช้ร่วมกับวิธีการรักษาพื้นบ้าน เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนหรือทำให้เกิดการอาเจียนตามความเชื่อของหมองูพื้นบ้าน
- ตำรับพื้นบ้านอื่น: มีรายงานการใช้กอมก้อยลอดขอนเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสักพื้นบ้านสำหรับ “แก้พิษต่าง ๆ” ในองค์ความรู้หมอยาพื้นบ้านบางพื้นที่
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นการบันทึกภูมิปัญญาและวิธีใช้แบบดั้งเดิม ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยัน และไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้ทดแทนการรักษาผู้ถูกงูพิษกัด เพราะการได้รับพิษงูเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีการบันทึกการนำ ราก ไปฝนกับน้ำกระสาย เช่น น้ำมะนาว และใช้ในตำรับพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับพิษงู
- รูปแบบการใช้: เป็นการใช้เฉพาะในองค์ความรู้หมอพื้นบ้าน และมักใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ไม่พบข้อมูลมาตรฐานด้านขนาดรับประทานที่สามารถนำมาใช้เป็นคำแนะนำทางการแพทย์สมัยใหม่ได้
คำเตือน : ไม่ควรนำวิธีใช้พื้นบ้านดังกล่าวมาปฏิบัติเอง โดยเฉพาะการรับประทานหรือใช้กับผู้ถูกงูกัด เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มีความเสี่ยงด้านพิษต่อไตและการก่อมะเร็ง และการรักษางูกัดต้องได้รับการประเมินและรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- ไม่ควรจัด กอมก้อยลอดขอน (Aristolochia arenicola) เป็นสมุนไพรในบัญชียาจากสมุนไพรสำหรับประชาชนทั่วไปจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้
- ในทางตรงกันข้าม ตำรายาแผนไทยแห่งชาติได้กล่าวถึงปัญหาความปลอดภัยของพืชสกุล Aristolochia และมีการตัด “ไคร้เครือ” ออกจากบางตำรับ เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับ พิษต่อไตและความเสี่ยงก่อมะเร็ง ของพืชสกุลนี้
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- สำหรับ ** Aristolochia arenicola Hance โดยตรง** หลักฐานทางเภสัชวิทยาและการทดลองทางคลินิกยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับพืชสกุล Aristolochia ชนิดอื่น
- หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อสมุนไพรชนิดนี้จึงควรพิจารณาจากข้อมูลของ พืชสกุล Aristolochia และสาร aristolochic acids ประกอบด้วย
- องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ระบุว่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีพืชสกุล Aristolochia และสาร aristolochic acid มีความเกี่ยวข้องกับ พิษต่อไตและมะเร็งทางเดินปัสสาวะ อย่างมีนัยสำคัญ
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- หลักฐานด้านสรรพคุณของ A. arenicola โดยตรง: จำกัด โดยส่วนใหญ่เป็นข้อมูลพฤกษศาสตร์และภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- หลักฐานด้านความเป็นพิษของพืชสกุล Aristolochia: สูง มีข้อมูลจากการศึกษาในมนุษย์ การทดลอง และข้อมูลด้านกลไกระดับโมเลกุล
- หลักฐานด้าน aristolochic acid: สูงมาก โดย IARC จัด aristolochic acid เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่มที่ 1 (Group 1) และพบหลักฐานเชื่อมโยงกับโรคไตและมะเร็งทางเดินปัสสาวะ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ข้อมูลเภสัชวิทยาที่มีความน่าเชื่อถือส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของ aristolochic acids และพืชสกุล Aristolochia ไม่ใช่การศึกษาที่จำเพาะต่อ A. arenicola
- Aristolochic acids สามารถก่อความเสียหายต่อ DNA และเกิดสารเชื่อมกับ DNA (DNA adducts) ซึ่งสัมพันธ์กับรูปแบบการกลายพันธุ์ที่พบในมะเร็งบางชนิด
- การได้รับ aristolochic acid มีความสัมพันธ์กับ aristolochic acid nephropathy ซึ่งเป็นภาวะไตอักเสบและพังผืดของไตที่รุนแรง รวมถึงมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน
ความปลอดภัย
- ไม่แนะนำให้รับประทานกอมก้อยลอดขอนเพื่อหวังผลทางยา เนื่องจากอยู่ในสกุล Aristolochia ซึ่งมีความเสี่ยงจากสาร aristolochic acids
- ความเป็นพิษต่อไต: aristolochic acids สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อไตและโรคไตเรื้อรังรุนแรงได้
- ความเสี่ยงมะเร็ง: IARC จัดพืชหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีพืชสกุล Aristolochia เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่มที่ 1
- ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้ในปริมาณสูง: การได้รับสารเป็นเวลานานหรือจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบปริมาณสารอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อไตและระบบทางเดินปัสสาวะ
ข้อห้ามใช้
- ห้ามใช้รับประทานเป็นสมุนไพรด้วยตนเอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถยืนยันชนิดพืชและองค์ประกอบทางเคมีได้
- ควรหลีกเลี่ยงในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอและมีข้อกังวลด้านพิษวิทยา
- ผู้ที่มีโรคไตหรือความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์จากพืชสกุล Aristolochia
- ไม่ควรนำมาใช้รักษา งูกัด พิษสัตว์ หรือภาวะฉุกเฉิน แทนการรักษาในโรงพยาบาล
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลเฉพาะที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่าง ** Aristolochia arenicola กับยารายชนิด**
- อย่างไรก็ตาม หากเกิด พิษต่อไต จาก aristolochic acids อาจส่งผลต่อการกำจัดยาที่อาศัยการทำงานของไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อพิษจากยาบางชนิดได้
- ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะ ยาที่มีผลต่อไตหรือยาที่ต้องปรับขนาดตามการทำงานของไต ควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรชนิดนี้โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เนื่องจากกอมก้อยลอดขอนเป็นพืชที่มีสถานะ หายากในระดับโลก การเก็บจากธรรมชาติควรหลีกเลี่ยงการถอนรากหรือทำลายประชากรพืช
- หากมีตัวอย่างเพื่อการศึกษาพฤกษศาสตร์ ควรเก็บรักษาตัวอย่างอย่างถูกต้องและควรมีการยืนยันชนิดโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้
- การเก็บสมุนไพรที่ระบุชนิดผิดอาจทำให้เกิด ความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษจากพืชคนละชนิด ได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กอมก้อยลอดขอนปรากฏในองค์ความรู้ของ หมอสมุนไพรพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการใช้รากร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้าน
- มีการบันทึกการใช้ในองค์ความรู้ของหมองูพื้นบ้านสำหรับกรณี งูกัดและแผลจากพิษงู รวมถึงการใช้รากฝนกับน้ำกระสายที่มีรสเปรี้ยว
- เอกสารด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นยังบันทึกการใช้กอมก้อยลอดขอนเป็นส่วนประกอบของ ตำรับยาสักแก้พิษต่าง ๆ ในบางชุมชน
หมายเหตุ : ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีคุณค่าด้านประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ แต่ไม่ควรนำวิธีรักษางูกัดแบบพื้นบ้านมาใช้แทนเซรุ่มต้านพิษงูและการรักษามาตรฐาน
ประวัติและวัฒนธรรม
- กอมก้อยลอดขอนเป็นหนึ่งในพรรณพืชที่ปรากฏใน องค์ความรู้สมุนไพรพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- ชื่อพื้นบ้านสะท้อนลักษณะการเจริญเติบโตของพืชที่ ทอดเลื้อยไปตามพื้นดินหรือบริเวณขอนไม้
- มีการบันทึกชื่อกอมก้อยลอดขอนไว้ในงานรวบรวมภูมิปัญญาสมุนไพรและการใช้พืชของหมอพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะตาม Threatened Plants in Thailand: R – Rare (Global) หรือพรรณไม้หายากในระดับโลก
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุ Aristolochia arenicola ว่าเป็นพืชหายาก และพบในถิ่นอาศัยประเภทพื้นที่โล่งและดินทรายที่ระดับประมาณ 100–200 เมตร
- จึงควรให้ความสำคัญกับ การอนุรักษ์ถิ่นอาศัยและการหลีกเลี่ยงการเก็บรากจากธรรมชาติ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- ไฟลัม (Phylum): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Piperales
- วงศ์ (Family): Aristolochiaceae
- สกุล (Genus): Aristolochia
- ชนิด (Species): Aristolochia arenicola Hance
ข้อมูลอนุกรมวิธานดังกล่าวสอดคล้องกับฐานข้อมูล TH-BIF และข้อมูล Flora of Thailand ที่ยอมรับ Aristolochia arenicola Hance เป็นชนิดหนึ่งของสกุล Aristolochia ในประเทศไทย
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะเด่นสำหรับตรวจสอบ: ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นเลื้อยเป็นแนวซิกแซก ใบขนาดเล็กแผ่ราบกับพื้น ใบรูปไข่หรือไข่แกมยาว ปลายใบมน และมีเส้นใบแบบฝ่ามือ
- ดอก: ดอกเดี่ยว ก้านดอกยาวประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร กลีบรวมเป็นหลอดและมีสีแดงน้ำตาล
- ผล: ผลรูปรีกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร
- การยืนยันชนิด: ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงทางพฤกษศาสตร์หรือฐานข้อมูลพรรณไม้ที่เชื่อถือได้ เพราะชื่อพื้นบ้าน “กอมก้อยลอดขอน” อาจทำให้เกิดการสับสนกับพืชชนิดอื่น
คำเตือนทางการแพทย์
กอมก้อยลอดขอน (Aristolochia arenicola) ไม่ควรนำมารับประทานหรือใช้เป็นยาด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นพืชในสกุล Aristolochia ซึ่งเกี่ยวข้องกับสาร aristolochic acids ที่มีหลักฐานชัดเจนด้าน พิษต่อไต การทำลายสารพันธุกรรม และการก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยเฉพาะกรณี งูกัด ไม่ควรใช้กอมก้อยลอดขอนหรือสมุนไพรพื้นบ้านเป็นการรักษาหลัก ผู้ถูกงูกัดควรได้รับการดูแลฉุกเฉินและการประเมินเพื่อให้ เซรุ่มต้านพิษงู อย่างเหมาะสม เพราะการลดอาการปวดหรือทำให้อาเจียนไม่ได้เป็นการกำจัดพิษงูออกจากร่างกาย หมายเหตุ : ข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านในบทความนี้นำเสนอเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับพรรณไม้และวัฒนธรรมการใช้สมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรค
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2560). Threatened plants in Thailand. Forest Herbarium, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Flora of Thailand: Aristolochia. Forest Herbarium.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานเครือข่าย. (ม.ป.ป.). TH-BIF: Aristolochia arenicola Hance. Thai Biodiversity Information Facility.
- สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช. (ม.ป.ป.). การศึกษาการใช้สมุนไพรจากหมอสมุนไพรพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- Das, S., Thakur, S., Korenjak, M., Sidorenko, V. S., Chung, F. L. F., & Zavadil, J. (2022). Aristolochic acid-associated cancers: A public health risk in need of global action. Nature Reviews Cancer.
- Hoang, M. L., Chen, C.-H., Sidorenko, V. S., et al. (2016). Aristolochic acid in the etiology of renal cell carcinoma. Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention, 25(12), 1600–1608.
- International Agency for Research on Cancer. (2002). Aristolochia species and aristolochic acids. IARC Monographs on the Evaluation of Carcinogenic Risks to Humans, 82.
- National Toxicology Program. (2021). Aristolochic acids. In 15th Report on Carcinogens. National Institute of Environmental Health Sciences.

