กอมก้อห้วย
กอมก้อห้วย เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในประเทศไทย โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anisomeles indica (L.) Kuntze อยู่ในวงศ์ Lamiaceae หรือวงศ์กะเพรา เป็นพืชที่มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้ ต้นและใบเป็นยาสมุนไพร เช่น บำรุงธาตุ ขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และใช้ภายนอกบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสมัยใหม่ศึกษาสารออกฤทธิ์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กอมก้อห้วย
- ชื่อท้องถิ่น : สาบเสือ (สระบุรี), หญ้าฝรั่ง (มีรายงานในบางพื้นที่ของภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anisomeles indica (L.) Kuntze
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Epimeredi indicus (L.) Rothm.; Nepeta indica L. เป็นชื่อพ้องที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นชื่อเดียวกับ Anisomeles indica
- วงศ์ : Lamiaceae
- ประเภทพืช : ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก อายุหลายปีในลักษณะที่พบทั่วไป
- ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพร : ต้น ใบ และราก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก สูงประมาณ 1–2 เมตร ลำต้นและกิ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีร่องตื้น ๆ ปกคลุมด้วยขนสั้นนุ่ม โดยเฉพาะบริเวณกิ่งอ่อน
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบตัดหรือสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย แผ่นใบด้านบนมีขนค่อนข้างหยาบ ส่วนด้านล่างมีขนนุ่ม ก้านใบยาวประมาณ 1–4.5 เซนติเมตร
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบและตามปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะเป็นวงหรือกระจุกตามแกนช่อ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดและปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกมีสีชมพู ม่วง หรือมีสีขาวร่วมด้วย
- ผล : เป็นผลแห้งขนาดเล็ก ไม่แตกเมื่อแก่ ลักษณะค่อนข้างกลมหรือรูปกระสวย สีดำเป็นมัน ขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กอมก้อห้วย มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย โดยพบตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะในเอเชียและแปซิฟิก Kew ระบุว่ามีถิ่นกำเนิดครอบคลุมหลายพื้นที่ เช่น อินเดีย เนปาล จีน ลาว กัมพูชา เมียนมา ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา ในประเทศไทยพบตาม ชายป่า ที่รกร้าง พื้นที่โล่ง ริมทาง และพื้นที่ธรรมชาติ และมีรายงานการพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำไปจนถึงพื้นที่สูงประมาณ 2,400 เมตร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : สามารถเจริญได้ในพื้นที่โล่งและได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก เป็นพืชที่พบได้ตามพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่รกร้าง
- ดิน : สามารถเจริญในดินทั่วไปที่มีการระบายน้ำพอเหมาะ
- น้ำ : ต้องการน้ำปานกลาง และควรหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง
- แสงแดด : เหมาะกับพื้นที่ได้รับแสงแดดเต็มวัน
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด โดยเพาะเมล็ดในวัสดุปลูกที่ระบายน้ำได้ดี เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายปลูก
- การดูแล : เนื่องจากเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เปิดและพบตามพื้นที่รกร้าง การปลูกเชิงสมุนไพรควรควบคุมแหล่งปลูกให้ปราศจากสารเคมีปนเปื้อนและแยกจากพืชที่มีชื่อพื้นเมืองคล้ายกัน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ต้น : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ขับลม ขับปัสสาวะ และลดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
- ใบ : ใช้ต้ม ชง หรือใช้ภายนอกตามตำรับพื้นบ้าน เช่น บำรุงธาตุ แก้ไข้ ขับเหงื่อ และใช้บริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
- ราก : มีรายงานการใช้รากแห้งในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับไข้ อาการปวด และโรคผิวหนัง
สรรพคุณทางสมุนไพร
- บำรุงร่างกายและบำรุงธาตุ : ต้นใช้ตามตำรับพื้นบ้านเพื่อบำรุงร่างกายและบำรุงธาตุ
- ขับลม : ใช้ต้นเป็นยาขับลมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ขับปัสสาวะ : มีการใช้ต้นเพื่อช่วยขับปัสสาวะ
- แก้ไข้ : มีรายงานการใช้ต้นและใบเป็นยาแก้ไข้
- ขับเหงื่อ : ใบใช้ชงหรือต้มดื่มเพื่อช่วยขับเหงื่อ
- บรรเทาอาการจากโรครูมาติก : ใบมีการใช้ตามตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการปวดเมื่อยและรูมาติซึม
- ใช้ภายนอกเมื่อถูกแมลงกัดต่อย : ตำรายาพื้นบ้านล้านนาระบุการนำใบมาเคี้ยวแล้วพ่นหรือใช้บริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์
วิธีใช้
- ใช้ต้นเป็นยาต้ม : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านนำต้นมาต้มกับน้ำแล้วดื่มตามวิธีใช้ของแต่ละท้องถิ่น
- ใช้ใบเป็นยาต้ม : ใบนำมาต้มกับน้ำดื่มเพื่อใช้เป็นยาบำรุงธาตุหรือใช้ตามตำรับพื้นบ้าน
- ใช้ใบชงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร : มีข้อมูลการใช้ใบชงกับน้ำเพื่อช่วยขับเหงื่อ
- ใช้ภายนอก : ตำรับพื้นบ้านล้านนาใช้ใบเคี้ยวแล้วพ่นบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย
หมายเหตุ : เนื่องจากยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานทางคลินิกสำหรับกอมก้อห้วย จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านไปกำหนดขนาดยาเอง โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
สาระสำคัญ
งานวิจัยสมัยใหม่พบว่า Anisomeles indica มีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม โดยสารที่ได้รับความสนใจมากคือ ovatodiolide ซึ่งเป็นสารกลุ่ม diterpenoid นอกจากนี้ยังพบ flavonoids, phenylpropanoids, terpenoids, sterols และสารระเหยในน้ำมันหอมระเหย งานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
องค์ประกอบทางเคมี
มีการรายงานองค์ประกอบทางเคมีของ กอมก้อห้วย (Anisomeles indica) หลายกลุ่ม ได้แก่
- Diterpenoids : เช่น ovatodiolide และ anisomelic acid
- Flavonoids : พบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์หลายชนิด
- Phenylpropanoids : เป็นอีกกลุ่มสารสำคัญที่แยกได้จากส่วนเหนือดิน
- Terpenoids : รวมถึงองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหย
- Sterols : เช่น β-sitosterol และ stigmasterol
- น้ำมันหอมระเหย : องค์ประกอบแตกต่างกันตามแหล่งปลูก ส่วนของพืช และวิธีสกัด งานวิจัยหนึ่งพบ farnesyl acetone, nootkatone และ jasmatone เป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะที่งานอื่นพบองค์ประกอบเด่นแตกต่างกัน เช่น α-pinene, limonene และ caryophyllene oxide
หมายเหตุ : องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยอาจแตกต่างกันอย่างมากตามแหล่งภูมิศาสตร์ อายุพืช ฤดูกาล และวิธีการสกัด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Anisomeles indica มีทั้งการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี การทดลองในเซลล์ การทดลองในสัตว์ และการทบทวนวรรณกรรม โดยยังอยู่ในขั้นก่อนการนำไปใช้เป็นหลักฐานทางคลินิกอย่างกว้างขวาง
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2008 พบว่าสารสกัดจากกอมก้อห้วยสามารถยับยั้งตัวกลางการอักเสบบางชนิดในแบบจำลองเซลล์ และพบฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งบางชนิดในระดับห้องปฏิบัติการ
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2009 สามารถแยกสารกลุ่ม diterpenoid, flavonoid, benzenoid และ phenylpropanoid จากพืช และพบฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารบางชนิดในหลอดทดลอง
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2022 รายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ทางระบบประสาทและทางเดินอาหารในแบบจำลองสัตว์ พร้อมวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของพืช
- งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา และยับยั้งการสร้าง aflatoxin B1 ในแบบจำลอง Aspergillus flavus รวมถึงมีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง
- บทความทบทวนปี ค.ศ. 2026 สรุปว่ากอมก้อห้วยเป็นแหล่งของสารธรรมชาติที่มีศักยภาพหลายด้าน โดยเฉพาะ ovatodiolide แต่ยังมีข้อจำกัดด้านองค์ประกอบของสารสกัด ความแตกต่างของการเตรียมสาร และหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ระดับหลักฐานโดยภาพรวม : ระดับก่อนคลินิก หลักฐานส่วนใหญ่ในปัจจุบันมาจาก การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ขณะที่หลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงยังไม่สามารถสรุปว่ากอมก้อห้วยสามารถใช้รักษาโรคต่าง ๆ ในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิผลเทียบเท่ายามาตรฐาน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ Anisomeles indica หลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง โดยเกี่ยวข้องกับการลดตัวกลางการอักเสบและเส้นทางสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : น้ำมันหอมระเหยจากใบแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองทางเคมี
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพและเชื้อรา : มีรายงานฤทธิ์ต่อเชื้อจุลชีพและเชื้อราในระดับห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : ovatodiolide และสารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งในแบบจำลองก่อนคลินิก แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์
- ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : มีการศึกษาฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหารในสัตว์ทดลอง รวมถึงแบบจำลองแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากแอสไพริน
- ฤทธิ์ทางระบบประสาท : มีการศึกษาฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมคล้ายซึมเศร้าและการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในสัตว์ทดลอง
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ กอมก้อห้วย ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับยาที่ผ่านการศึกษาทางคลินิกอย่างเป็นระบบ มีรายงานการประเมินความเป็นพิษของส่วน flavonoid จากใบในระดับก่อนคลินิก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานสารสกัดหรือสมุนไพรในระยะยาวในประชากรทั่วไป ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ สารสกัดเข้มข้น น้ำมันหอมระเหย หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์ในปริมาณสูง เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างจากการใช้พืชสดหรือตำรับพื้นบ้าน
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน สำหรับโรคที่ได้รับการวินิจฉัย
- ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ Lamiaceae ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวัง
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในรูปสารสกัดหรือขนาดเข้มข้น เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกอมก้อห้วยกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายระบบและมีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม ผู้ที่ใช้ยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกอมก้อห้วย โดยเฉพาะเมื่อใช้ในรูปแบบเข้มข้น
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กอมก้อห้วยมีศักยภาพในการนำไปศึกษาต่อในผลิตภัณฑ์ สมุนไพร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสารต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากพบสารออกฤทธิ์และน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพในงานวิจัยระดับก่อนคลินิก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้กับมนุษย์จำเป็นต้องผ่านการประเมินคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : เลือกเก็บพืชที่เจริญสมบูรณ์ ไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย และควรเก็บจากพื้นที่ที่ปราศจากสารกำจัดศัตรูพืชและโลหะหนัก
- ใบและต้น : ควรเก็บในช่วงที่ต้นสมบูรณ์และก่อนเกิดการเสื่อมสภาพของวัตถุดิบ
- การทำแห้ง : ล้างสิ่งปนเปื้อนตามความเหมาะสม หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งในที่อากาศถ่ายเท ไม่โดนแดดจัดโดยตรง เพื่อช่วยรักษาสารสำคัญและลดความชื้น
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กอมก้อห้วย มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายรูปแบบ โดยตำรายาพื้นบ้านล้านนาระบุการใช้ ใบเคี้ยวแล้วพ่นบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ส่วนภูมิปัญญาพื้นบ้านอื่นมีการใช้ต้นและใบเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ไข้ ขับเหงื่อ ขับลม และขับปัสสาวะ ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยยังระบุ Anisomeles indica ในชื่อท้องถิ่นว่า กอมก้อห้วย ซึ่งช่วยยืนยันการเชื่อมโยงชื่อพื้นเมืองกับชนิดพืชในประเทศไทย
ประวัติและวัฒนธรรม
กอมก้อห้วยเป็นพืชสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับ ภูมิปัญญาการใช้พืชพื้นบ้านของชุมชนไทยและภูมิภาคเอเชีย โดยชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามพื้นที่ การใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นการนำต้น ใบ หรือรากมาใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการทั่วไป เช่น ไข้ อาการปวดเมื่อย ระบบทางเดินอาหาร และการถูกแมลงกัดต่อย
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก Plants of the World Online (Kew) ระบุว่า Anisomeles indica มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย และการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มพืชที่ถูกคุกคาม (not threatened) ตามการประเมินที่อ้างถึงในฐานข้อมูลดังกล่าว
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืช (Clade) : Angiosperms
- กลุ่มพืช (Clade) : Eudicots
- กลุ่มพืช (Clade) : Asterids
- อันดับ (Order) : Lamiales
- วงศ์ (Family) : Lamiaceae
- สกุล (Genus) : Anisomeles R.Br.
- ชนิด (Species) : Anisomeles indica (L.) Kuntze
- ชื่อพ้องสำคัญ (Synonyms) : Nepeta indica L.; Marrubium indicum (L.) Burm.f.; Epimeredi indicus (L.) Rothm.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ กอมก้อห้วย ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขน ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปไข่ ขอบใบหยัก และดอกออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ควรใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ Anisomeles indica (L.) Kuntze เป็นตัวอ้างอิงหลักในการจัดซื้อวัตถุดิบหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะชื่อพื้นเมืองอาจซ้ำกับพืชชนิดอื่นในบางพื้นที่ การตรวจสอบขั้นสูงสามารถใช้ ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (herbarium specimen), การตรวจลักษณะทางจุลทรรศน์ และการวิเคราะห์สารเคมีหรือ DNA barcoding ประกอบกัน
คำเตือนทางการแพทย์
กอมก้อห้วยเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยจำนวนมากเป็นการศึกษาในระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง ดังนั้นไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาอ้างว่าใช้รักษาโรคในคนได้โดยตรง ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาต่อเนื่อง ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือประสงค์จะใช้กอมก้อห้วยในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น ควรปรึกษา แพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ก่อนใช้ และหากมีอาการแพ้ เช่น ผื่น คัน บวม หายใจลำบาก หรืออาการผิดปกติอื่น ควรหยุดใช้และเข้ารับการประเมินทางการแพทย์ทันที
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2567). ระบบสารสนเทศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ: Anisomeles indica (กอมก้อห้วย).
- กรมวิชาการเกษตร. (2564). รายงานการวิจัยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพของพืชในชุมชนจังหวัดลำพูน. กรมวิชาการเกษตร.
- Hsieh, S.-C., Fang, S.-H., Rao, Y. K., & Tzeng, Y.-M. (2008). Inhibition of pro-inflammatory mediators and tumor cell proliferation by Anisomeles indica extracts. Journal of Ethnopharmacology, 118(1), 65–70. https://doi.org/10.1016/j.jep.2008.03.003
- Chen, Y.-R., et al. (2023). Anisomeles indica extracts and their constituents suppress the protein expression of ACE2 and TMPRSS2 in vivo and in vitro. International Journal of Molecular Sciences, 24, 15062.
- Long, Y., Wang, Y., Liu, Y., et al. (2026). From ethnopharmacology to drug discovery: The therapeutic potential of Anisomeles indica. Phytochemical Analysis, 37(5), 659–691. https://doi.org/10.1002/pca.70071
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Anisomeles indica (L.) Kuntze. Plants of the World Online.
- Chemical composition, biological properties of Anisomeles indica Kuntze essential oil. (2015). Industrial Crops and Products, 77, 89–96. https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2015.08.041
- The constituents of Anisomeles indica and their anti-inflammatory activities. (2009). Journal of Ethnopharmacology, 121(2), 292–296. https://doi.org/10.1016/j.jep.2008.10.032
- Chemical profiles and pharmacological insights of Anisomeles indica Kuntze: An experimental chemico-biological interaction. (2022). Biomedicine & Pharmacotherapy, 149, 112842. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2022.112842
