กกธูปฤาษี

กกธูปฤาษี หรือ ธูปฤาษี เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีที่พบเด่นตามพื้นที่ชุ่มน้ำ หนอง บึง คลอง และริมแหล่งน้ำ มีลักษณะช่อดอกทรงกระบอกสีน้ำตาลคล้ายธูป จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาไทย นอกจากมีประโยชน์ด้านภูมิปัญญาสมุนไพรแล้ว ยังเป็นพืชน้ำที่นำมาใช้ประโยชน์ด้านเครื่องจักสาน วัสดุธรรมชาติ และการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำได้อีกด้วย โดยชนิดที่กล่าวถึงในบทความนี้คือ Typha angustifolia L. ซึ่งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลพรรณไม้ของไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กกธูปฤาษี
  • ชื่อไทย : ธูปฤาษี, กกช้าง
  • ชื่อท้องถิ่น : กกธูป, เฟื้อ, เฟื้อง, หญ้าเฟื้อง, หญ้ากกช้าง, หญ้าปรือ, หญ้าสลาบหลวง, หญ้าสะลาบหลวง, ปรือ
  • ชื่อสามัญ : Narrowleaf cattail, Narrow-leaved cat-tail, Lesser reedmace, Cattail, Cat-tail
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Typha angustifolia L.
  • วงศ์ : Typhaceae
  • ลักษณะเด่น : เป็นพืชน้ำล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตั้งตรง ใบยาวรูปแถบ และช่อดอกทรงกระบอกสีน้ำตาลเข้มที่มีลักษณะคล้ายธูป
  • แหล่งอาศัย : พื้นที่ชุ่มน้ำ ริมหนอง บึง คลอง ทะเลสาบ และบริเวณที่มีน้ำตื้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเหนือดินตั้งตรงและค่อนข้างแข็งแรง สูงประมาณ 1.5–3 เมตร
    กกธูปฤาษี กกธูปฤาษี
  • เหง้า : เหง้าอยู่ใต้ดิน แตกหน่อเป็นระยะและช่วยให้พืชขยายเป็นกอได้
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะเป็นรูปแถบแคบ ยาวประมาณ 50–120 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 0.4–1.2 เซนติเมตร ใบมีลักษณะเรียบและค่อนข้างเหนียว
    กกธูปฤาษี
  • ดอก : ออกเป็นช่อรูปทรงกระบอก แยกส่วนดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย โดยส่วนช่อดอกเพศเมียมีสีน้ำตาลเข้มและมีลักษณะคล้ายแท่งธูป ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ใช้จำแนกพืชชนิดนี้
  • ผล : มีขนาดเล็ก รูปรียาว เมื่อแก่จะแตกและมีเมล็ดขนาดเล็กพร้อมขนละเอียดช่วยในการกระจายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : Typha angustifolia มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างในซีกโลกเหนือ ครอบคลุมพื้นที่เขตอบอุ่นและเขตร้อนบางส่วนของเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
  • ประเทศไทย : พบได้ ทั่วไปในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณหนอง บึง คลอง ทะเลสาบ และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีน้ำตื้น
  • สภาพแวดล้อม : สามารถเจริญได้ดีในพื้นที่ชื้นแฉะหรือบริเวณขอบแหล่งน้ำ และมักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงหรือมีน้ำตื้น เช่น ขอบสระ หนอง บึง หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยควรมีแสงแดดเพียงพอ
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เมล็ดมีขนาดเล็กและมีขนละเอียด จึงสามารถปลิวไปกับลมและกระจายพันธุ์ได้ง่าย
  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า : เหง้าใต้ดินสามารถแตกหน่อใหม่ ทำให้เกิดกอและขยายพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ลำต้น : ใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีการกล่าวถึงการใช้เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและการขับปัสสาวะ
  • ราก : ใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะด้านการขับปัสสาวะ
  • อับเรณู/ละอองเกสร : เป็นส่วนที่มีการศึกษาทางเภสัชวิทยามาก โดยเฉพาะในตำรับยาจีนที่เรียกว่า Pollen Typhae หรือ Puhuang

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • ลำต้น : มีการใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับ ระบบทางเดินปัสสาวะ และใช้เพื่อ ช่วยขับปัสสาวะ
  • ราก : ใช้เป็นสมุนไพรเพื่อ ช่วยขับปัสสาวะ
  • ลำต้น : ในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่มีการใช้เพื่อ ช่วยเพิ่มน้ำนมของสตรีหลังคลอด

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • รากและส่วนใต้ดิน : มีการใช้ต้มเป็นน้ำสมุนไพรเพื่อ ช่วยขับปัสสาวะ
  • ส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ : มีรายงานภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้กกช้างหรือธูปฤาษีเพื่อบำบัดอาการบางชนิดของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ราก : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของพื้นที่พรุจังหวัดนราธิวาส มีการบันทึกการใช้รากต้มน้ำดื่มสำหรับ เบาหวาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเบาหวาน

ในตำรับยาและการแพทย์แผนจีน

  • ละอองเกสรธูปฤาษี (Pollen Typhae/Puhuang) : ใช้ในตำรับยาจีนมายาวนาน โดยเกี่ยวข้องกับการ ห้ามเลือด ลดการคั่งของเลือด และบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับภาวะเลือดคั่ง
  • มีการใช้ตามตำรับดั้งเดิมในภาวะ เช่น ประจำเดือนผิดปกติ ปวดประจำเดือน เลือดออกจากบาดแผล เลือดปนในปัสสาวะ และเลือดออกทางเดินอาหาร

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : รากหรือลำต้นบางส่วนมีการนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่มเป็นน้ำสมุนไพร โดยวิธีและปริมาณแตกต่างกันตามท้องถิ่น
  • ละอองเกสร : ในการแพทย์แผนจีนมีการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรทั้งในรูปแบบดิบและผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น การทำให้เป็นถ่านเพื่อใช้ในตำรับที่มุ่งเน้นการห้ามเลือด
  • ไม่ควรนำวิธีใช้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านไปกำหนดเป็น ขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับการรักษาโรค โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยหรือแพทย์เป็นผู้ประเมิน

สาระสำคัญ

ละอองเกสรของกกธูปฤาษี เป็นส่วนที่ได้รับการศึกษามากที่สุด และมีสารกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ สเตอรอล ฟีนิลโพรพานอยด์ กรดอินทรีย์ และสารอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชชนิดนี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการแยกและระบุสารจาก Typha angustifolia แล้วมากกว่า 90 ชนิด โดยกลุ่มสำคัญ ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์ : Isorhamnetin, Kaempferol, Quercetin, Naringenin, Typhaneoside และสารอนุพันธ์ของฟลาโวนอยด์
  • สเตอรอลและสเตียรอยด์ : เป็นกลุ่มสารที่พบในส่วนละอองเกสร
  • ฟีนิลโพรพานอยด์ : เช่น Aulownin, Syringaresinol และ Pinoresinol
  • กรดอินทรีย์ : เช่น Ferulic acid, Vanillic acid, Protocatechuic acid และ Citric acid
  • กรดไขมันและสารระเหย : พบสารประกอบกรดไขมันและสารประกอบระเหยหลายชนิด
  • พอลิแซ็กคาไรด์ : มีการศึกษาพอลิแซ็กคาไรด์ PTA-1 และ PTA-2 ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลชนิดต่าง ๆ และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในการทดลอง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดละอองเกสรด้วยน้ำและเมทานอล 70% แสดงฤทธิ์ลดการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง โดยลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูและลดการเกิด granuloma
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากละอองเกสร รวมถึงสาร Typhaneoside และ Isorhamnetin-3-O-neohesperidoside แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง และมีผลต่อระดับ MDA, NO และ SOD ในเซลล์เพาะเลี้ยง
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการอักเสบ : พอลิแซ็กคาไรด์จาก T. angustifolia สามารถลดการสร้างสารก่อการอักเสบและยับยั้งเส้นทางสัญญาณ NF-κB และการสร้างอนุมูลอิสระในแบบจำลองเซลล์
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด : งานวิจัยเกี่ยวกับ Pollen Typhae แสดงให้เห็นว่าผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือดมีความซับซ้อน และแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัดและกระบวนการแปรรูป

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับหลักฐานปัจจุบัน : ส่วนใหญ่เป็น หลักฐานระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง (preclinical evidence) รวมถึงการศึกษาสารสกัดและสารบริสุทธิ์ในเซลล์
  • มีงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ การควบคุมการแข็งตัวของเลือด และระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการศึกษาในมนุษย์ กลไกการออกฤทธิ์ และมาตรฐานสารสำคัญ
  • จึงยังไม่ควรสรุปว่า กกธูปฤาษีสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้ จากผลการทดลองเหล่านี้เพียงอย่างเดียว

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ต้านการอักเสบ
  • ต้านอนุมูลอิสระ
  • ลดการสร้างสารก่อการอักเสบ
  • เกี่ยวข้องกับการทำงานของ NF-κB และ MAPK
  • เกี่ยวข้องกับการรวมตัวของเกล็ดเลือดและระบบการแข็งตัวของเลือด
  • มีศักยภาพด้านการปกป้องหลอดเลือดและระบบไหลเวียนเลือด

งานทบทวนปี 2025 สรุปว่ามีหลักฐานทดลองสนับสนุนฤทธิ์ต้านการอักเสบ ระงับปวด ต้านการรวมตัวของเกล็ดเลือด ต้านภาวะหลอดเลือดแข็ง และต้านอนุมูลอิสระ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษากลไกและการทดลองทางคลินิกที่มีคุณภาพเพิ่มเติม

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ Typha angustifolia ในมนุษย์ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับข้อมูลด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา งานทบทวนทางวิชาการระบุว่าข้อมูลความเป็นพิษของสกุล Typha ยังไม่เพียงพอสำหรับการกำหนดความปลอดภัยของการใช้เป็นยาระยะยาว และควรพิจารณาความแตกต่างระหว่างส่วนของพืช สารสกัด และกระบวนการแปรรูป

หมายเหตุ : ผลการศึกษาความปลอดภัยในสัตว์ทดลองหรือเซลล์ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานในมนุษย์ได้โดยตรง

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากละอองเกสรธูปฤาษีโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากมีข้อมูลการใช้ในตำรับดั้งเดิมและข้อมูลทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และการหดตัวของมดลูก
  • ผู้มีภาวะเลือดออกผิดปกติ : ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • ผู้ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้แทนการรักษา เลือดออกผิดปกติ ประจำเดือนผิดปกติ เบาหวาน หรือโรคทางเดินปัสสาวะ โดยไม่ได้รับการประเมินทางการแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาในมนุษย์ยังมีจำกัด แต่จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่าสารจาก Pollen Typhae อาจมีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือดและการทำงานของเกล็ดเลือด ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเมื่อนำมาใช้ร่วมกับ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด

หมายเหตุ : ไม่ควรหยุดหรือลดขนาดยาที่แพทย์สั่งเพียงเพราะต้องการใช้สมุนไพรร่วมด้วย

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อน : มีรายงานว่าสามารถนำมารับประทานได้ทั้งสดและปรุงสุก
  • ส่วนใต้ดินและราก : มีรายงานว่าสามารถนำมาแปรรูปเป็นแป้งเพื่อใช้เป็นอาหารได้
  • ควรเลือกพืชจากแหล่งที่สะอาดและปลอดจากน้ำเสียหรือสารปนเปื้อน เนื่องจากกกธูปฤาษีเป็นพืชที่เจริญได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้ำและมีศักยภาพในการดูดซับสารบางชนิดจากสิ่งแวดล้อม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์จักสาน : ใบและลำต้นนำมาใช้ทำเสื่อ ตะกร้า และเครื่องจักสาน
  • วัสดุมุงหลังคา : ใบแห้งสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุมุงหลังคา
  • เส้นใยธรรมชาติ : มีการศึกษาการนำเส้นใยจากธูปฤาษีมาพัฒนาเป็นเส้นด้ายและวัสดุผลิตภัณฑ์
  • วัสดุตกแต่ง : ช่อดอกแห้งมีลักษณะสวยงามและใช้ตกแต่งได้
  • ผลิตภัณฑ์จากวัสดุชีวภาพ : มีการนำเส้นใยและเซลลูโลสจากกกธูปฤาษีมาศึกษาเพื่อพัฒนาวัสดุใหม่

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และมีการระบุชนิดพืชได้ถูกต้อง
  • ละอองเกสร : ในการแพทย์แผนจีนมีการเก็บในช่วงที่ช่อดอกเพศผู้เจริญเต็มที่ ก่อนนำไปทำให้แห้ง
  • การทำให้แห้ง : ควรลดความชื้นอย่างเหมาะสมและป้องกันแสง ความร้อน และความชื้นระหว่างการเก็บ
  • การเก็บรักษา : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท สะอาด แห้ง และป้องกันการปนเปื้อน
  • สารระเหยและสารออกฤทธิ์บางชนิดอาจเปลี่ยนแปลงตามแสง ความชื้น อุณหภูมิ และออกซิเดชัน จึงควรควบคุมสภาวะการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในประเทศไทย กกธูปฤาษี กกช้าง และธูปฤาษี เป็นพืชที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งด้านสมุนไพร อาหาร และการใช้ประโยชน์จากเส้นใย โดยภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการใช้ รากและลำต้นเพื่อช่วยขับปัสสาวะ และบางพื้นที่มีการใช้รากเป็นส่วนประกอบของตำรับพื้นบ้านสำหรับโรคบางชนิด

ประวัติและวัฒนธรรม

ธูปฤาษี เป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการใช้ประโยชน์จากพืชน้ำในหลายภูมิภาค ช่อดอกที่มีรูปร่างคล้ายแท่งธูปทำให้เกิดชื่อเรียกในภาษาไทย และใบที่มีความเหนียวและยาวถูกนำมาใช้ทำเสื่อ เครื่องจักสาน และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ในประเทศจีน ละอองเกสรของพืชสกุล Typha มีประวัติการใช้เป็นยาสมุนไพรยาวนานกว่า 1,900 ปี

สถานะการอนุรักษ์

Typha angustifolia มีการกระจายพันธุ์กว้างและในประเทศไทยพบได้ทั่วไป จึงไม่ได้เป็นพืชที่มีลักษณะหายากในระดับประเทศตามข้อมูลพรรณไม้ไทยที่ใช้ในการอ้างอิง อย่างไรก็ตาม การเก็บเกี่ยวจากพื้นที่ชุ่มน้ำควรคำนึงถึง การรักษาระบบนิเวศ การปนเปื้อนของน้ำ และการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Liliopsida
  • อันดับ (Order) : Poales
  • วงศ์ (Family) : Typhaceae
  • สกุล (Genus) : Typha
  • ชนิด (Species) : Typha angustifolia L.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Massula angustifolia (L.) Dulac

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ กกธูปฤาษี ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกัน ได้แก่

  • ลำต้น : ตั้งตรง สูงประมาณ 1.5–3 เมตร
  • ใบ : ใบเดี่ยวรูปแถบแคบ ยาวมาก และมีลักษณะเรียบ
  • ช่อดอก : เป็นช่อทรงกระบอก แยกส่วนดอกเพศผู้และเพศเมีย
  • ช่อดอกเพศเมีย : สีน้ำตาลเข้มและมีลักษณะคล้ายแท่งธูป
  • ถิ่นอาศัย : พื้นที่ชุ่มน้ำและริมแหล่งน้ำ
  • การตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ : วัตถุดิบละอองเกสรสามารถตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีด้วยเทคนิค เช่น HPLC, UPLC-MS/MS และ LC-MS/MS เพื่อควบคุมคุณภาพและตรวจสอบสารสำคัญ

คำเตือนทางการแพทย์

กกธูปฤาษี เป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและการแพทย์แผนจีน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังเน้นการศึกษาในระดับ เซลล์และสัตว์ทดลอง มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ จึงไม่ควรกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคได้โดยตรง

โดยเฉพาะผู้ที่มี เลือดออกผิดปกติ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด/ยาต้านเกล็ดเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกกธูปฤาษี

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณจากภูมิปัญญาพื้นบ้านควรแยกออกจากหลักฐานทางคลินิก และไม่ควรใช้ข้อมูลจากงานวิจัยในเซลล์หรือสัตว์ทดลองมาแทนหลักฐานการรักษาในมนุษย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กกธูปฤาษี. ฐานข้อมูลท้องถิ่น จังหวัดกำแพงเพชร-ตาก.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2551). Typha angustifolia L. e-Flora of Thailand, Flora of Thailand, 9(2).
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). Typha angustifolia L. (ธูปฤาษี). Thai Biodiversity Information Facility (TH-BIF).
  4. สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้. (2569). สมุนไพรจากพื้นที่พรุในจังหวัดนราธิวาส.
  5. Chen, P., Cao, Y., Bao, B., Zhang, L., & Ding, A. (2017). Antioxidant capacity of Typha angustifolia extracts and two active flavonoids. Pharmaceutical Biology, 55(1), 1283–1288. https://doi.org/10.1080/13880209.2017.1300818
  6. Liu, J., Chen, Z., Tao, S., Shu, X., Shao, B., Zhang, X., Yang, Y., & Wang, X. (2025). Traditional uses and emerging therapeutic potential of Typha angustifolia L.: Insights into its phytochemistry, pharmacological activities and quality control. Frontiers in Pharmacology, 16, 1557136. https://doi.org/10.3389/fphar.2025.1557136
  7. Varpe, S. S., Juvekar, A. R., Bidikar, M. P., & Juvekar, P. R. (2012). Evaluation of anti-inflammatory activity of Typha angustifolia pollen grains extracts in experimental animals. Indian Journal of Pharmacology, 44(6), 788–791. https://doi.org/10.4103/0253-7613.103303
  8. Wang, H., et al. (2021). Isolation, identification, and anti-inflammatory activity of polysaccharides of Typha angustifolia. Biomacromolecules, 22(6), 2451–2459. https://doi.org/10.1021/acs.biomac.1c00235
  9. Liu, X., et al. (2018). Screening of combinatorial quality markers for natural products by metabolomics coupled with chemometrics: A case study on Pollen Typhae. Frontiers in Pharmacology, 9, 691.
Scroll to top