กฤษณา
กฤษณา เป็นไม้ยืนต้นหอมที่มีคุณค่าทั้งด้าน สมุนไพรไทย เครื่องหอม น้ำมันหอมระเหย และผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณา โดยเฉพาะเนื้อไม้ที่เกิดการสะสมของสารเรซินจนมีกลิ่นหอม เรียกว่า ไม้กฤษณาหรือไม้หอม (agarwood) มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและเอเชียมาเป็นเวลานาน ทั้งในตำรับยาหอม ยาบำรุง และเครื่องหอม นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต่อระบบประสาท
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กฤษณา, ไม้หอม
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte
- ชื่อสามัญ: Agarwood, Eagle Wood, Eaglewood, Lignum Aloes, Aloe Wood, Calambac
- วงศ์: Thymelaeaceae
- สกุล: Aquilaria
- ชื่อท้องถิ่น: กฤษณา พบเรียกในภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้เรียก ไม้หอม และมีชื่อพื้นเมืองอื่น เช่น ตะเกราน้ำ กายูการู และชื่อที่เกี่ยวข้องกับไม้หอมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ลักษณะเด่น: เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ เนื้อไม้ปกติสีอ่อน แต่เมื่อเกิดการสะสมของเรซินจะกลายเป็น ไม้กฤษณาที่มีสีเข้ม น้ำหนักมาก และมีกลิ่นหอม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10–30 เมตร และแหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 30–40 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาหรือเทาอมขาว ค่อนข้างเรียบ กิ่งอ่อนมีขนละเอียด
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรีถึงรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบหรือเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างเหนียว ด้านบนสีเขียวเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า มีขนประปรายบริเวณขอบใบและเส้นกลางใบ
- ดอก: ดอกขนาดเล็ก สีเขียวหรือเขียวอมเหลือง ออกเป็นช่อสั้นบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อมีประมาณ 4–6 ดอก กลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นหลอดและมีประมาณ 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกมีขนาดเล็กและมีขนหนาแน่น
- ผล: ผลเป็นผลแห้งแบบแคปซูล รูปรีถึงเกือบกลม มีขนละเอียด เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดประมาณ 1–2 เมล็ด โดยกลีบเลี้ยงจะยังติดอยู่และขยายใหญ่ขึ้นในระยะติดผล
- เมล็ด: เมล็ดรูปรี มีเปลือกแข็งและมีส่วนยื่นคล้ายปุ่มบริเวณโคนเมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: อยู่ในภูมิภาคอินโดจีน
- การกระจายพันธุ์: พบตามธรรมชาติใน ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยเฉพาะบริเวณป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น รวมถึงพื้นที่ป่าที่มีความชื้นเหมาะสม
- ในประเทศไทย: พบตามพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางพื้นที่ เช่น ปราจีนบุรี นครนายก นครราชสีมา สระแก้ว และพื้นที่ป่าอนุรักษ์บางแห่ง เช่น เขาใหญ่ ทับลาน และปางสีดา
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การปลูก: กฤษณาเจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อนที่มีความชื้นเพียงพอ ควรเลือกพื้นที่ดินระบายน้ำได้ดีและมีอินทรียวัตถุพอเหมาะ ในปัจจุบันมีการปลูกกฤษณาเชิงพาณิชย์เพื่อผลิตไม้หอมและเรซินกฤษณา
- การเพาะเมล็ด: ใช้เมล็ดแก่เพาะในวัสดุเพาะที่โปร่งและระบายน้ำได้ดี แล้วดูแลต้นกล้าในเรือนเพาะชำก่อนย้ายลงแปลงปลูก
- การขุดกล้า: สามารถขุดกล้าจากบริเวณต้นแม่มาดูแลในเรือนเพาะชำประมาณ 1 ปี ก่อนนำไปปลูกในแปลง
- การปักชำ: สามารถขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ โดยมีงานวิจัยพบว่ากิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนสามารถออกรากได้ดีภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และมีการทดลองใช้สาร IBA เพื่อช่วยในการเกิดราก
- การตอนกิ่ง: เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ขยายพันธุ์กฤษณา
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: สามารถใช้เทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อภายใต้สภาพปลอดเชื้อเพื่อผลิตต้นพันธุ์จำนวนมาก
- การสร้างไม้กฤษณา: ไม้หอมไม่ได้เกิดขึ้นในเนื้อไม้ทุกส่วนของต้น แต่เกิดจากการสะสมของเรซินเพื่อตอบสนองต่อบาดแผลหรือการติดเชื้อ จึงมีการพัฒนาเทคนิคกระตุ้นให้เกิดเรซินในต้นปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดการพึ่งพาการเก็บจากป่าธรรมชาติ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อไม้กฤษณา: โดยเฉพาะส่วนที่มีเรซินสะสมและมีกลิ่นหอม
- แก่นไม้หรือไม้ลูกแก่น
- น้ำมันกฤษณา
- ใบ: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับสารสกัดจากใบ

สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย: เนื้อไม้กฤษณามีรสขมและมีกลิ่นหอม ใช้เป็น ยาบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต และช่วยแก้อาการลมวิงเวียน
- ยาหอม: กฤษณาเป็นเครื่องยาที่มีกลิ่นหอมและถูกนำไปประกอบในตำรับ ยาหอม หลายตำรับ ใช้ตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยสำหรับอาการเกี่ยวกับลม เช่น วิงเวียน หน้ามืด คลื่นเหียน และอาการแน่นหรือไม่สบายบริเวณหน้าอก
- ตำรับยาแผนไทย: พบกฤษณาเป็นส่วนประกอบใน ยาหอมทิพโอสถ ยาหอมนวโกฐ ยาหอมแก้ลมวิงเวียน และยาหอมอินทจักร์ เป็นต้น
- ภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีการใช้เนื้อไม้และน้ำมันกฤษณาเพื่อ บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ และช่วยผ่อนคลาย รวมถึงนำไม้หอมไปเผาเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมสำหรับสูดดม
- การแพทย์พื้นบ้านในเอเชีย: มีรายงานการใช้กฤษณาสำหรับอาการอาเจียน ท้องเสีย ปวดข้อ โรคทางเดินหายใจ และใช้เป็นสารช่วยสงบหรือผ่อนคลาย แต่การใช้เหล่านี้เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาดั้งเดิมและยังไม่ควรถือเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่โดยตรง
วิธีใช้
- ในตำรับยาหอม: ใช้เนื้อไม้กฤษณาเป็นเครื่องยาในตำรับร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น โดยวิธีใช้และขนาดรับประทานขึ้นอยู่กับตำรับ
- ยาหอมทิพโอสถ: กฤษณาเป็นหนึ่งในเครื่องยาของตำรับ โดยตำรับที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรใช้สำหรับ แก้ลมวิงเวียน และมีขนาดการใช้ตามรูปแบบยาและคำแนะนำของตำรับ
- การใช้เป็นเครื่องหอม: เนื้อไม้ที่มีเรซินสามารถนำไปเผาให้เกิดกลิ่นหอม หรือนำไปกลั่นเป็น น้ำมันกฤษณา
- หมายเหตุ : การใช้กฤษณาเป็นยาไม่ควรนำขนาดที่ใช้ในตำรับยาไทยไปปรับใช้กับไม้กฤษณาหรือสารสกัดชนิดอื่นเอง เพราะปริมาณสารสำคัญแตกต่างกันตามส่วนของพืช วิธีสกัด และคุณภาพวัตถุดิบ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- กฤษณาไม่ได้เป็นยารักษาโรคเดี่ยวในบัญชียาจากสมุนไพร แต่เป็นเครื่องยาในตำรับยาสมุนไพรหลายรายการ
- พบเป็นส่วนประกอบใน ยาหอมทิพโอสถ ซึ่งอยู่ในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือกลุ่มยาแก้ลม โดยใช้สำหรับ แก้ลมวิงเวียน
- นอกจากนี้กฤษณายังเป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาหอมแก้ลมวิงเวียน ยาหอมนวโกฐ และยาหอมอินทจักร์ ในบัญชียาสมุนไพร/ตำรับยาแผนไทย
สาระสำคัญ
- สารสำคัญใน ไม้กฤษณา แตกต่างกันตามชนิดของกฤษณา อายุของต้น ตำแหน่งของเนื้อไม้ และระดับการสะสมของเรซิน
- กลุ่มสารที่มีความสำคัญต่อกลิ่นหอม ได้แก่ sesquiterpenes และ sesquiterpene alcohols รวมทั้งสารกลุ่ม 2-(2-phenylethyl)chromones
- ในส่วนใบของ A. crassna พบสารสำคัญ เช่น mangiferin, iriflophenone glycosides และ genkwanin glycosides ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
องค์ประกอบทางเคมี
- Sesquiterpenes: เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยจากไม้กฤษณา เช่น กลุ่ม eudesmane, eremophilane, valencane และ vetispirane
- Sesquiterpene alcohols: เช่น agarospirol, agarofuran และสารอนุพันธ์ของ agarofuran มีส่วนสำคัญต่อกลิ่นเฉพาะของไม้กฤษณา
- 2-(2-Phenylethyl)chromones: เป็นกลุ่มสารเด่นที่พบในไม้กฤษณาและได้รับความสนใจด้านเภสัชวิทยา
- Mangiferin: พบในใบกฤษณาและมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- Iriflophenones และ genkwanin glycosides: พบในส่วนใบและดอก
- นอกจากนี้ยังพบ flavonoids, phenolic compounds, terpenoids, steroids, fatty acids และสารประกอบอื่น ๆ ตามชนิดของส่วนพืชและวิธีสกัด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดจากใบกฤษณา (A. crassna) มีฤทธิ์ลดไข้ ลดปวด ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางชนิด
- สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของ Staphylococcus epidermidis ในหลอดทดลอง และสามารถยับยั้งการสร้างไบโอฟิล์มของเชื้อดังกล่าวได้
- การศึกษาสารสกัดจากใบพบ mangiferin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ และพบความสัมพันธ์กับฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัด
- การศึกษาสารสกัดจากใบในหนูทดลองพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังเป็นหลักฐานระดับก่อนคลินิก ไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเบาหวานในมนุษย์ได้
- การศึกษาในเซลล์พบว่าสารสกัดใบอ่อนมีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเกิด glycation และยับยั้งสารก่อการอักเสบบางชนิด จึงมีศักยภาพสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
- น้ำมันหอมระเหยจากไม้กฤษณา A. crassna มีผลยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางชนิด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้รักษามะเร็งในมนุษย์
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ภูมิปัญญาดั้งเดิม: มีข้อมูลการใช้กฤษณาเป็นเครื่องยาและเครื่องหอมมายาวนานในประเทศไทยและเอเชีย
- ระดับหลอดทดลอง (in vitro): มีหลักฐานเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และยับยั้งเอนไซม์บางชนิด
- ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo): มีการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ ลดปวด ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านเนื้องอกบางรูปแบบ
- ระดับมนุษย์: หลักฐานยังมีจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่ควรสรุปว่ากฤษณาสามารถใช้รักษาโรคต่าง ๆ ได้โดยตรง
- ข้อสรุป: หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสนับสนุน ศักยภาพทางเภสัชวิทยา ของกฤษณา แต่ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพและการกำหนดมาตรฐานสารสกัดเพิ่มเติม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบ โดยเฉพาะสารกลุ่ม mangiferin และสารฟีนอลิก แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองทางห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากใบสามารถลดตัวชี้วัดการอักเสบบางชนิดในแบบจำลองเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ลดปวดและลดไข้: สารสกัดใบแสดงฤทธิ์ลดปวดและลดไข้ในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดจากใบและน้ำมันกฤษณามีฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด โดยผลแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัดและเชื้อที่ทดสอบ
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: สารประกอบระเหยบางชนิดในไม้กฤษณามีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์สงบหรือช่วยให้เกิดการผ่อนคลายในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเนื้องอก: น้ำมันกฤษณาและสารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ในแบบจำลองเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะใช้กฤษณาเป็นยารักษามะเร็ง
ความปลอดภัย
- การศึกษาความเป็นพิษของน้ำมันหอมระเหยจาก A. crassna ในหนูทดลองพบว่า การให้ทางปากครั้งเดียวในขนาด 2,000 มก./กก. ไม่ทำให้เกิดการตาย และการให้ต่อเนื่อง 28 วันในขนาด 100 และ 500 มก./กก. ไม่พบความผิดปกติสำคัญจากตัวชี้วัดที่ศึกษา
- อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็น การทดลองในสัตว์ ไม่สามารถนำมาเทียบเป็นขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง
- ความปลอดภัยขึ้นกับส่วนของพืช ชนิดของสารสกัด ปริมาณสารสำคัญ วิธีการใช้ และคุณภาพวัตถุดิบ
- การสูดควันจากการเผาไม้กฤษณาเป็นเวลานานควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้อาจมีสารระคายเคืองและสารที่ไม่พึงประสงค์ แม้ว่าจะยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยของควันกฤษณาไม่เพียงพอ
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้กฤษณาหรือสารสกัดเข้มข้นในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยในกลุ่มดังกล่าวยังไม่เพียงพอ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กฤษณาที่รับประทาน
- ไม่ควรนำ น้ำมันกฤษณาหรือสารสกัดเข้มข้น มารับประทานเองโดยไม่ทราบมาตรฐานและขนาดการใช้
- ข้อควรระวัง: ควรแยกการใช้ กฤษณาเป็นเครื่องยาในตำรับยาไทย ออกจากการใช้สารสกัดหรือน้ำมันกฤษณาเดี่ยว เพราะองค์ประกอบและขนาดได้รับต่างกัน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอที่จะยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกฤษณาเดี่ยวกับยาแผนปัจจุบันชนิดใดอย่างชัดเจน
- เนื่องจากกฤษณามีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม และสารสกัดอาจมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทหรือกระบวนการอักเสบ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังเมื่อรับประทานร่วมกับยาที่มีผลต่อระบบประสาทหรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ
- สำหรับ ตำรับยาหอม ที่มีกฤษณาเป็นส่วนประกอบ ควรพิจารณาปฏิกิริยาของเครื่องยาทั้งตำรับ ไม่ควรสรุปว่าคำเตือนของตำรับเกิดจากกฤษณาเพียงชนิดเดียว
การใช้ในอาหาร
- ใบกฤษณา จากต้นที่ปลูกสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิต ชากฤษณา (agarwood tea) ได้
- มีการศึกษาการใช้ใบ Aquilaria เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร โดยพบสารประกอบหลายกลุ่ม เช่น chromones, phenolic acids, flavonoids และ terpenoids
- มีรายงานการนำกฤษณาหรือใบกฤษณาไปใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและเครื่องดื่มบางประเภท เช่น ชาสมุนไพร ซุป และผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิด แต่ควรใช้วัตถุดิบที่มาจากแหล่งเพาะปลูกและผ่านการควบคุมคุณภาพ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- น้ำหอมและหัวน้ำหอม: น้ำมันกฤษณามีกลิ่นหอมซับซ้อนและมีมูลค่าสูง
- เครื่องหอม: ใช้ทำธูป กำยาน และไม้หอมสำหรับการประกอบพิธีกรรม
- เครื่องสำอาง: สารสกัดใบกฤษณามีศักยภาพสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้น สารต้านอนุมูลอิสระและการดูแลผิว
- ชาสมุนไพร: ใบกฤษณาจากต้นปลูกนำไปแปรรูปเป็นชากฤษณา
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: กฤษณาเป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทย เช่น กลุ่ม ยาหอม
- ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมระดับพรีเมียม: น้ำมันกฤษณาและไม้กฤษณาเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำหอมและเครื่องหอมในหลายประเทศ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ไม้กฤษณา: ควรเก็บเกี่ยวจากแหล่งปลูกที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีระบบจัดการอย่างยั่งยืน
- ส่วนที่มีเรซินเข้มข้นจะมีน้ำหนักมาก สีเข้ม และมีกลิ่นหอมชัดกว่าส่วนไม้ปกติ
- หลังเก็บเกี่ยวควรลดความชื้นและเก็บในสถานที่ แห้ง อากาศถ่ายเท และป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
- น้ำมันกฤษณา ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันแสงและความร้อน เพื่อช่วยลดการเสื่อมสภาพของสารระเหย
- วัตถุดิบสำหรับทำยาควรมีการตรวจสอบ ชนิดพืช ความชื้น สิ่งแปลกปลอม และสารสำคัญ ก่อนนำไปใช้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภูมิปัญญาไทยใช้ เนื้อไม้กฤษณา เป็นเครื่องยาในตำรับยาหอมและยาที่เกี่ยวข้องกับอาการลมวิงเวียน
- ใช้ไม้กฤษณาเผาให้เกิดกลิ่นหอมสำหรับ เครื่องหอมและการสูดดม
- มีการใช้ไม้กฤษณาและน้ำมันกฤษณาเพื่อบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ และช่วยผ่อนคลายตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กฤษณามีบทบาททั้งด้านยา เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม
ประวัติและวัฒนธรรม
- กฤษณาเป็นไม้หอมที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมเอเชียมาเป็นเวลานาน ใช้ทั้งใน การแพทย์ เครื่องหอม ศาสนา และพิธีกรรม
- ในประเทศไทยมีการกล่าวถึงกฤษณาในวรรณกรรมเก่า โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่ามีการกล่าวถึง กฤษณาขาวและกฤษณาดำ ใน มหาชาติคำหลวง ซึ่งเป็นวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยา
- ไม้กฤษณาที่มีเรซินมากมีกลิ่นหอมและมีมูลค่าสูง จึงได้รับความนิยมในตลาดน้ำหอม เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม
- ความต้องการไม้กฤษณาจากธรรมชาติในอดีตนำไปสู่การลักลอบตัดและการลดลงของประชากรในธรรมชาติ จึงเกิดการส่งเสริมการปลูกกฤษณาเชิงพาณิชย์และการสร้างเรซินด้วยวิธีควบคุม
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะตาม IUCN Red List: Critically Endangered (CR) – ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
- Aquilaria crassna เป็นหนึ่งในชนิดกฤษณาที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บเกี่ยวไม้หอมจากป่าธรรมชาติและการค้าระหว่างประเทศ
- CITES: สกุล Aquilaria อยู่ภายใต้การควบคุมการค้าระหว่างประเทศตาม CITES Appendix II ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการค้าระหว่างประเทศให้ไม่กระทบต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์
- การปลูกกฤษณาในระบบสวนป่า การขยายพันธุ์ และการกระตุ้นการสร้างเรซินในต้นปลูก เป็นแนวทางสำคัญในการลดแรงกดดันต่อประชากรธรรมชาติ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Phylum): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Malvales
- วงศ์ (Family): Thymelaeaceae
- สกุล (Genus): Aquilaria
- ชนิด (Species): Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะทางมหพฤกษศาสตร์: ตรวจสอบว่าเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ เปลือกสีเทาหรือเทาอมขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่กลับ และดอกขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง
- ลักษณะผล: ผลเป็นแคปซูลรูปรีถึงเกือบกลม มีขนละเอียด และมีกลีบเลี้ยงขยายติดอยู่บริเวณฐานผล
- เอกลักษณ์ของไม้กฤษณา: เนื้อไม้ปกติมีสีอ่อน แต่ส่วนที่สะสมเรซินจะมีสีเข้ม น้ำหนักมาก และมีกลิ่นหอมเด่น
- การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างพรรณไม้แห้งและเอกสารอนุกรมวิธานที่เชื่อถือได้ เนื่องจากในสกุล Aquilaria มีหลายชนิดที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
- การตรวจสอบทางเคมี: สามารถตรวจสารกลุ่ม 2-(2-phenylethyl)chromones และ sesquiterpenes รวมถึงสารบ่งชี้ในใบ เช่น mangiferin เพื่อช่วยยืนยันคุณภาพและเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ
คำเตือนทางการแพทย์
- กฤษณาเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้รักษาโรคได้ทุกชนิดตามที่กล่าวอ้าง
- หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังอยู่ในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาแทนการรักษามาตรฐาน
- ไม่ควรรับประทาน น้ำมันกฤษณาหรือสารสกัดเข้มข้น โดยไม่ทราบขนาดและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
- ผู้ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวและใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- หากใช้กฤษณาในรูปแบบ ตำรับยาสมุนไพร ควรใช้ตามขนาดและข้อควรระวังของตำรับนั้น ๆ
- หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณของกฤษณาในส่วนที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านควรแยกออกจากข้อมูลที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิก และไม่ควรใช้คำกล่าวอ้างทางการตลาดเกินกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte. สารานุกรมพืช.
- ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (TH-BIF). (2569). Aquilaria crassna. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2557). ไม้กฤษณา (ไม้หอม): ไม้ทรงคุณค่า ตอนที่ 1.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์: ยาหอมทิพโอสถ.
- Bunyavejchewin, S. (2022). Vegetative propagation of Aquilaria crassna by stem cutting. Thai Journal of Forestry, 14(2), 137–142.
- Hashim, Y. Z. H.-Y., Kerr, P. G., Abbas, P., & Salleh, H. M. (2016). Aquilaria spp. (agarwood) as source of health beneficial compounds: A review of traditional use, phytochemistry and pharmacology. Journal of Ethnopharmacology, 189, 331–360. https://doi.org/10.1016/j.jep.2016.06.055
- Chen, H., Yang, Y., Xue, J., Wei, J., Zhang, Z., Chen, H., & Zhong, Y. (2018). Chemical constituents and pharmacological activity of agarwood and Aquilaria plants. Molecules, 23(2), 342.
- Sattayasai, J., Bantadkit, J., Aromdee, C., Lattmann, E., & Airarat, W. (2012). Antipyretic, analgesic and anti-oxidative activities of Aquilaria crassna leaves extract in rodents. Journal of Ayurveda and Integrative Medicine, 3(4), 175–179.
- Dahham, S. S., Hassan, L. E. A., Ahamed, M. B. K., Abdul Majid, A. M. S., Abdul Majid, A. M. S., & Zulkepli, N. N. (2016). In vivo toxicity and antitumor activity of essential oils extract from agarwood (Aquilaria crassna). BMC Complementary and Alternative Medicine, 16, 236. https://doi.org/10.1186/s12906-016-1210-1
- Wongwad, E., Pingyod, C., Saesong, T., Waranuch, N., Wisuitiprot, W., Sritularak, B., Temkitthawon, P., & Ingkaninan, K. (2019). Assessment of the bioactive components, antioxidant, antiglycation and anti-inflammatory properties of Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte leaves. Industrial Crops and Products, 137, 145–154. https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2019.06.011
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte. Plants of the World Online.
- IUCN. (2018). Aquilaria crassna. The IUCN Red List of Threatened Species.
