ขี้หนอนเถา

ขี้หนอนเถา

ขี้หนอนเถา เป็นสมุนไพรประเภทไม้เถาล้มลุกในวงศ์ถั่ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars พบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเขตร้อน มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะ เถาและทั้งต้น ซึ่งนำมาต้มเป็นยาสมุนไพรสำหรับขับลม ขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการบางอย่างตามตำรับพื้นบ้าน นอกจากนี้ งานวิจัยสมัยใหม่ยังพบสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิดในพืชชนิดนี้ จึงเป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพสำหรับการศึกษาทางเภสัชวิทยาเพิ่มเติม

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขี้หนอนเถา
  • ชื่อท้องถิ่น : เถาขี้หนอน, ขี้หนอนเถา, ถั่วแปบ, พังกระต่าย, ตี่เต่าเช่า, แกตี่เต่า โดยชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามพื้นที่
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Atylosia scarabaeoides (L.) Benth., Dolichos scarabaeoides L., Rhynchosia scarabaeoides (L.) DC. และชื่อพ้องอื่น ๆ
  • วงศ์ : Fabaceae หรือ Leguminosae
  • ประเภทพืช : ไม้เถาล้มลุกหรือไม้เถาเลื้อย อายุหลายปี
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : เถา และทั้งต้น
  • รสยา : รสฝาดเฝื่อน สุขุม ตามข้อมูลการใช้ในตำรายาพื้นบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ขี้หนอนเถาเป็นไม้เถาล้มลุกหรือไม้เถาเลื้อย พาดพันหรือเลื้อยไปตามพื้นดินและพืชอื่น ลำต้นเรียวยาวประมาณ 1–1.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2–4 มิลลิเมตร มีขนสั้นปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น ลำต้นอาจมีสีออกน้ำตาลหรือแดงและมีขนละเอียด โดยข้อมูลจากแหล่งพฤกษศาสตร์ระบุว่าเป็นไม้เถาเลื้อยหรือทอดเลื้อยที่สามารถเจริญเป็นกลุ่มหนาแน่นได้
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยมีลักษณะรูปไข่กลับถึงรูปรี มีขนสั้นปกคลุมทั้งด้านบนและด้านล่าง ใบย่อยปลายสุดมีขนาดประมาณ 2.7–3.7 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 2.4–3.3 เซนติเมตร ส่วนใบย่อยคู่ข้างมีขนาดเล็กกว่า โคนใบสอบหรือรูปลิ่ม ก้านใบยาวประมาณ 3–4.5 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกบริเวณซอกใบ มีดอกย่อยประมาณ 1–6 ดอก ดอกมีโครงสร้างแบบดอกถั่ว กลีบดอกมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองอ่อนอมเขียว ลักษณะดอกเป็นแบบถั่ว ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ใช้ประกอบการจำแนกพืชในวงศ์ Fabaceae
  • ผล : ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนสั้นสีน้ำตาลปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น ฝักมีความยาวประมาณ 1.8–2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.6–0.8 เซนติเมตร เมื่อแก่ฝักจะแตก ภายในมีเมล็ดประมาณ 3–6 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างกลมและแบน

หมายเหตุ : ลักษณะทางพฤกษศาสตร์อาจแตกต่างเล็กน้อยตามสภาพแวดล้อม อายุของต้น และแหล่งพันธุกรรม การระบุชนิดควรใช้ลักษณะของต้น ใบ ดอก และฝักประกอบกัน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขี้หนอนเถามีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อน ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ ไปจนถึงออสเตรเลีย รวมทั้งบางพื้นที่ของมหาสมุทรอินเดียและหมู่เกาะในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยมีรายงานการกระจายพันธุ์ใน ประเทศไทย ด้วย

พบได้ในพื้นที่โล่ง ทุ่งหญ้า ริมถนน พื้นที่ชายป่า พื้นที่ชายฝั่ง และบริเวณที่มีฤดูแล้งชัดเจน โดยพบได้ตั้งแต่ระดับความสูงประมาณ 100–1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

ขี้หนอนเถาสามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด โดยเมล็ดจะเกิดอยู่ภายในฝัก เมื่อฝักแก่และแห้งสามารถเก็บเมล็ดไปเพาะได้ เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่วและเป็นพืชที่สามารถเจริญในสภาพแวดล้อมแบบเขตร้อนที่มีช่วงแล้งได้ จึงมีศักยภาพในการปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอและดินระบายน้ำได้ดี

การปลูกเพื่อใช้เป็นสมุนไพรควรเลือกพื้นที่ปลอดสารเคมีและมลพิษ เก็บเมล็ดจากต้นที่มีลักษณะตรงตามชนิด และควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบยา

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เถา : ใช้เป็นยาสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยมักนำมาต้มดื่ม
  • ทั้งต้น : ใช้ต้มเป็นยาสมุนไพร โดยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อแก้นิ่วและช่วยขับปัสสาวะ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามข้อมูลการแพทย์พื้นบ้าน ขี้หนอนเถามีการใช้เป็นยาสมุนไพรหลายด้าน โดยเฉพาะการนำ เถาขี้หนอนเถา มาต้มดื่ม

  • ขับลม : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับลมในระบบทางเดินอาหาร
  • แก้ร้อนใน : ใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับอาการร้อนในตามแนวคิดของภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน
  • ขับปัสสาวะ : มีการใช้เพื่อช่วยให้ปัสสาวะออก
  • แก้นิ่ว : ทั้งเถาและทั้งต้นมีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาต้มสำหรับนิ่ว
  • แก้หวัดลม : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการหวัดที่สัมพันธ์กับลม
  • แก้ปวดเมื่อยตามตัว : มีการใช้ในตำรับสำหรับอาการปวดเมื่อยที่เกิดร่วมกับหวัด
  • แก้ปวดท้อง : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการปวดท้องที่เชื่อมโยงกับหวัดและลม
  • แก้บวมน้ำ : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการบวมน้ำ
  • บรรเทาอาการปวดข้อและรูมาติก : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดข้อและอาการที่เรียกว่าโรครูมาติก

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • เถา : ตามข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้าน นำเถามาต้มกับน้ำแล้วดื่มเป็นยาสมุนไพร สำหรับขับลม แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ แก้หวัดลม ปวดเมื่อย ปวดท้อง บวมน้ำ และอาการปวดข้อ
  • ทั้งต้น : นำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม โดยมีการกล่าวถึงการใช้สำหรับแก้นิ่ว
  • ตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการหวัด : มีการใช้ขี้หนอนเถาร่วมกับหญ้าขี้ครอกในปริมาณใกล้เคียงกัน แล้วนำมาต้มรับประทาน
  • ตำรับสำหรับปวดเมื่อยจากหวัด : มีตำรับที่ใช้ขี้หนอนเถาต้มกับน้ำและเติมน้ำตาลแดง หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นตามตำรับพื้นบ้าน

หมายเหตุ : ไม่ควรนำสูตรตำรับพื้นบ้านไปใช้แทนการรักษาโรคโดยแพทย์ และควรปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะเมื่อมีโรคประจำตัวหรือกำลังรับประทานยา

สาระสำคัญ

งานวิจัยทางเคมีสมัยใหม่พบว่า Cajanus scarabaeoides มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ ฟลาโวนอยด์และสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่มีความสนใจด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ

สารที่พบในปริมาณเด่นจากการศึกษาหนึ่ง ได้แก่ isoorientin, orientin, vitexin และ isovitexin โดยปริมาณของสารบางชนิดแตกต่างกันตามฤดูกาลและตัวอย่างพืชที่นำมาศึกษา

องค์ประกอบทางเคมี

จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค UPLC-PDA-ESI-MS/MS มีการระบุสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ 16 ชนิด ได้แก่

  • Gallic acid
  • Gallocatechin
  • Epigallocatechin
  • Catechin
  • Procyanidin dimer
  • Epicatechin
  • Procyanidin trimer
  • Isoorientin
  • Orientin
  • Vitexin
  • Isovitexin
  • Quercetin mono-O-glycoside
  • Isoquercitrin
  • Luteolin-7-O-glucoside
  • Quercetin
  • Luteolin

การศึกษาดังกล่าวรายงานสาร 12 ชนิดจาก 16 ชนิดว่าเป็นสารที่มีการรายงานจาก C. scarabaeoides เป็นครั้งแรก และพบว่า isoorientin และ orientin เป็นองค์ประกอบเด่นในตัวอย่างที่ตรวจวิเคราะห์

นอกจากนี้ การศึกษาทางเภสัชพฤกษศาสตร์ยังรายงานการตรวจพบกลุ่มสาร เช่น alkaloids, carbohydrates, proteins, phenolic compounds, flavonoids, tannins, saponins และ glycosides ในส่วนต่าง ๆ ของพืช

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของ Cajanus scarabaeoides ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การศึกษาทางเคมี การศึกษาสารสกัด การทดสอบในหลอดทดลอง และการประเมินศักยภาพทางชีวภาพ มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีสามารถระบุสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิดได้อย่างเป็นระบบ ขณะที่การศึกษาสารสกัดจากเมล็ดพบศักยภาพด้าน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีการประเมินศักยภาพด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านมะเร็งด้วยวิธีการคำนวณทางชีวสารสนเทศ

งานวิจัยปี 2025 ที่ศึกษาผงใบยังรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเอทานอลและอะซีโตน และพบความสัมพันธ์กับสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ระดับหลักฐานโดยรวม : ระดับก่อนคลินิกและระดับห้องปฏิบัติการ

หลักฐานที่มีในปัจจุบันประกอบด้วย

  • การศึกษาทางเภสัชพฤกษศาสตร์และการตรวจสอบเอกลักษณ์
  • การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี
  • การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง
  • การศึกษาศักยภาพทางชีวภาพของสารสกัด
  • การวิเคราะห์ทางชีวสารสนเทศและการจำลองกลไก
  • ข้อมูลภูมิปัญญาการใช้เป็นยาในหลายพื้นที่

ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของขี้หนอนเถาในการรักษาโรคโดยเฉพาะเจาะจง ดังนั้นควรจัดระดับข้อมูลในปัจจุบันเป็น หลักฐานเบื้องต้นถึงก่อนคลินิก มากกว่าหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเมล็ดและใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและมีค่าการต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยมีความสัมพันธ์กับสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีการศึกษาศักยภาพของสารจากเมล็ดและการวิเคราะห์ทางชีวสารสนเทศที่ชี้ไปยังเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ยังเป็นระดับก่อนคลินิกและการคำนวณ ไม่ใช่หลักฐานการรักษาในมนุษย์
  • ศักยภาพด้านการต้านมะเร็ง : มีการประเมินสารบางชนิดจากพืชด้วยวิธี in silico และการศึกษาทางชีวภาพเบื้องต้น แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าขี้หนอนเถาสามารถใช้รักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารฟลาโวนอยด์ : การพบ isoorientin, orientin, vitexin, isovitexin, quercetin และ luteolin ทำให้ขี้หนอนเถามีความน่าสนใจสำหรับการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเพิ่มเติม

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ขี้หนอนเถาในมนุษย์ยังมีจำกัด เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่เน้นองค์ประกอบทางเคมี การทดสอบสารสกัด และฤทธิ์ทางชีวภาพในระดับห้องปฏิบัติการ จึงยังไม่สามารถกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับการรักษาโรคในคนได้อย่างชัดเจน

การใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะหรือใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิดควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยา เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • ผู้ป่วยโรคไตหรือโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เนื่องจากภูมิปัญญาการใช้ขี้หนอนเถามีลักษณะเกี่ยวข้องกับการขับปัสสาวะ
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชตระกูลถั่วควรใช้ความระมัดระวัง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่าง ขี้หนอนเถากับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากการใช้ตามภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการขับปัสสาวะ ควรระมัดระวังการใช้ร่วมกับ ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต หรือยาที่มีผลต่อสมดุลน้ำและเกลือแร่ จนกว่าจะมีข้อมูลการศึกษาที่ชัดเจน

ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากขี้หนอนเถา

การใช้ในอาหาร

ขี้หนอนเถาเป็นพืชตระกูลถั่วป่าที่มีการศึกษาศักยภาพด้านอาหาร โดยมีรายงานว่า เมล็ดและใบมีโปรตีนและสารอาหารหลายชนิด และมีการศึกษาส่วนต่าง ๆ ของพืชในด้านองค์ประกอบทางโภชนาการ กรดอะมิโน แร่ธาตุ และสารต้านโภชนาการ

อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นอาหารในประเทศไทยยังไม่ควรสรุปว่าเป็นพืชอาหารทั่วไป และควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้เป็นอาหาร กับ การใช้เป็นสมุนไพร เนื่องจากวิธีเตรียมและปริมาณที่ใช้แตกต่างกัน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เถาและทั้งต้น : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง และมีการระบุชนิดถูกต้อง
  • ควรเก็บในบริเวณที่ไม่มีการปนเปื้อนสารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก หรือมลพิษ
  • หากต้องการทำเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรทำความสะอาดและหั่นเป็นชิ้นก่อนทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่เหมาะสม
  • ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • ควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มา เพื่อป้องกันการปะปนกับสมุนไพรชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นบ้านใกล้เคียงกัน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขี้หนอนเถามีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายพื้นที่ โดยมีการนำ เถาและทั้งต้น มาต้มเป็นยาดื่ม ตามตำรับที่กล่าวถึงการขับลม ระบายร้อนใน ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้หวัดลม บรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดท้อง บวมน้ำ และอาการปวดข้อหรือรูมาติก

ข้อมูลฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ของประเทศไทยยังระบุชื่อท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เถาขี้หนอนในชลบุรี ขี้หนอนเถาในเชียงใหม่ ถั่วแปบในนครราชสีมา และพังกระต่ายในอ่างทอง สะท้อนถึงการรับรู้และการใช้พืชชนิดนี้ในหลายท้องถิ่น

ประวัติและวัฒนธรรม

ขี้หนอนเถาเป็นพืชป่าตระกูลถั่วที่มีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิภาคเอเชีย โดยฐานข้อมูล Medicinal Plant Names Services ของ Kew พบว่าชนิดนี้ปรากฏในแหล่งข้อมูลด้านพืชสมุนไพรหลายระบบ ทั้งข้อมูลจากอินเดีย จีน เนปาล และแหล่งข้อมูลพืชสมุนไพรนานาชาติ

ในประเทศไทย ชื่อพื้นบ้านและการนำเถาหรือทั้งต้นไปใช้ในตำรับยาพื้นบ้านแสดงให้เห็นถึงการนำพืชป่าชนิดนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew และข้อมูล IUCN ที่เชื่อมโยงในฐานข้อมูล Cajanus scarabaeoides มีสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม การมีสถานะความเสี่ยงต่ำในระดับโลกไม่ได้หมายความว่าประชากรในท้องถิ่นทุกพื้นที่จะมีความมั่นคง จึงควรเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงการถอนหรือทำลายประชากรตามธรรมชาติมากเกินไป

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum/Clade : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Fabales
  • Family : Fabaceae
  • Genus : Cajanus Mill.
  • Species : Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars
  • Variety : Cajanus scarabaeoides var. scarabaeoides

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Atylosia scarabaeoides (L.) Benth., Dolichos scarabaeoides L., Rhynchosia scarabaeoides (L.) DC. และ Cantharospermum scarabaeoides (L.) Koord.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบขี้หนอนเถาควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และลักษณะทางเภสัชเวท ได้แก่

  • ลักษณะเป็นไม้เถาหรือไม้เลื้อย มีขนปกคลุมลำต้น
  • ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ
  • ใบย่อยมีลักษณะรูปไข่กลับหรือรูปรีและมีขน
  • ดอกสีเหลืองอ่อน ลักษณะคล้ายดอกถั่ว
  • ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนสีน้ำตาลหนาแน่น
  • เมล็ดอยู่ภายในฝักและมีประมาณ 3–6 เมล็ด
  • หากเป็นวัตถุดิบยาแห้ง ควรตรวจสอบลักษณะทางกายภาพ จุลทรรศน์ ค่าทางกายภาพและเคมี รวมถึงสารสำคัญเพื่อยืนยันเอกลักษณ์และคุณภาพ

คำเตือนทางการแพทย์

ขี้หนอนเถาเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันเน้นการตรวจสอบทางเภสัชพฤกษศาสตร์ การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี การทดสอบสารสกัดในห้องปฏิบัติการ และการศึกษาศักยภาพทางชีวภาพเป็นหลัก จึงยังไม่ควรกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรค เช่น นิ่ว รูมาติก การอักเสบ หรือมะเร็งได้โดยตรง

ผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาต่อเนื่อง ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีความจำเป็นต้องใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือแพทย์แผนไทยผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2564). Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (TH-BIF).
  2. กองการประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชกรรม. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. Ray, A. S., & Rahaman, C. H. (2018). Pharmacognostic standardization and phytochemical investigation of Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars. Research Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 10(1), 120–131. https://doi.org/10.5958/0975-4385.2018.00018.3
  4. Lan, Y.-H., Chiang, Y.-T., Lin, I.-L., Huang, S.-S., Lin, Y.-H., & Lin, Y.-C. (2020). Flavonoids with chemotaxonomic significance from Cajanus scarabaeoides. Biochemical Systematics and Ecology, 93, 104136. https://doi.org/10.1016/j.bse.2020.104136
  5. Rawat, P., Singh, Y., Tiwari, S., Mishra, D. K., & Kanojiya, S. (2023). The characterization and quantification of structures of Cajanus scarabaeoides phytochemicals and their seasonal variation analysis using ultra-performance liquid chromatography-tandem mass spectrometry. Rapid Communications in Mass Spectrometry, 37(3), e9440. https://doi.org/10.1002/rcm.9440
  6. Rokkam, R., Pinipay, F., Bollavarapu, A., Rapaka, G., Botcha, S., & Tamanam, R. R. (2022). Phytochemical investigation, antioxidant profiling and GCMS analysis of Cajanus scarabaeoides seed extracts. Journal of Food Chemistry & Nanotechnology, 8(4).
  7. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars. Plants of the World Online.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cajanus scarabaeoides var. scarabaeoides. Plants of the World Online.
  9. Indian Medicinal Plants, Phytochemistry and Therapeutics (IMPPAT). (ม.ป.ป.). Cajanus scarabaeoides. Indian Medicinal Plants Database.
Scroll to top