ขี้กาแดง
ขี้กาแดง เป็นไม้เถาเลื้อยในวงศ์ Cucurbitaceae ที่พบในประเทศไทยและมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ขี้กาน้อย ขี้กาดิน แตงโมป่า และมะกาดิน มีการใช้เป็น สมุนไพรในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนรากและผล อย่างไรก็ตาม ผลและเมล็ดมีสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงและมีข้อควรระวัง จึงไม่ควรนำมาใช้รับประทานเองโดยขาดความรู้ในการเตรียมยา
หมายเหตุ: ชื่อวิทยาศาสตร์ของขี้กาแดงในแหล่งข้อมูลไทยบางแห่งใช้ Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz ขณะที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ของ Kew จัดชื่อนี้เป็นชื่อพ้องของ Trichosanthes scabra var. scabra ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลควรระบุชื่อเดิมเป็นชื่อพ้องเพื่อช่วยให้ค้นหาข้อมูลได้ครอบคลุม
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: ขี้กาแดง
- ชื่อท้องถิ่น: ขี้กาแดง, ขี้กาน้อย, ขี้กาดิน, แตงโมป่า, มะกาดิน และขี้กาขาวในบางพื้นที่
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย: Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz
- ชื่อวิทยาศาสตร์ตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่: Trichosanthes scabra var. scabra
- ชื่อพ้องสำคัญ: Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz
- ชื่อสามัญ: Wild melon หรือใช้ชื่อกลุ่มตามอนุกรมวิธานว่า Snake gourd
- วงศ์: Cucurbitaceae หรือวงศ์แตง
- ลักษณะพืช: ไม้เถาเลื้อยล้มลุก มีมือเกาะ ใช้ส่วนต่าง ๆ เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ขี้กาแดงเป็น ไม้เถาเลื้อยล้มลุก อายุประมาณหนึ่งปี สามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือไต่พันกับต้นไม้อื่น เถามีลักษณะค่อนข้างอวบน้ำและมีขนสั้นสีขาวปกคลุม ลำต้นสามารถเลื้อยได้หลายเมตร มี มือเกาะ ช่วยยึดเกาะสิ่งพยุงรอบข้าง
- ใบ: เป็น ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปหัวใจ รูปไข่กว้างถึงเกือบกลม และอาจมี 3–5 แฉก แผ่นใบค่อนข้างสาก ด้านล่างมีขนหรือผิวสัมผัสหยาบ ก้านใบยาวประมาณ 2.5–7 เซนติเมตร บริเวณโคนก้านใบมีมือเกาะ
- ดอก: ดอกออกบริเวณซอกใบ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอาจพบแยกกันบนต้นเดียวกัน ดอกมีสีขาว กลีบดอกประมาณ 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมกันเล็กน้อย กลีบและส่วนของดอกมีขน ดอกเพศผู้มีก้านดอกยาวกว่า ส่วนดอกเพศเมียมีรังไข่อยู่ใต้ฐานดอก
- ผล: ผลมีลักษณะ กลม ขนาดประมาณผลส้มเขียวหวาน ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ เมื่อแก่หรือสุกเปลี่ยนเป็นสีส้มถึงสีแดง ผลมีเนื้อและมีเมล็ดจำนวนมาก ภายในเมล็ดมีเยื่อเมือกใสสีเขียวเข้มหรือดำอมเขียว
- เมล็ด: มีจำนวนมาก รูปร่างค่อนข้างแบนหรือรี มีเยื่อเมือกหุ้ม และควรระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษของส่วนเมล็ดและผล
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ขี้กาแดงมีการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย โดยพบตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน ไปจนถึงมาเลเซียและพื้นที่ใกล้เคียง สำหรับประเทศไทยพบได้ หลายภูมิภาคหรือทั่วประเทศ มักขึ้นตามพื้นที่โล่ง ริมถนน ชายป่า และพื้นที่ที่มีการรบกวนของดิน โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ราบจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: ใช้เมล็ดจากผลแก่หรือผลสุก นำเมล็ดออกจากผล ล้างทำความสะอาดและตากให้แห้งก่อนนำไปเพาะ
- การเพาะกล้า: สามารถเพาะเมล็ดในกระบะเพาะชำ เมื่อเมล็ดงอกและต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายลงแปลง
- การปลูกลงแปลง: เตรียมหลุมปลูกและปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก จากนั้นหยอดเมล็ดประมาณ 1–3 เมล็ดต่อหลุม และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
- การจัดค้าง: เนื่องจากเป็นไม้เถาเลื้อย ควรจัดให้มีค้างหรือวัสดุสำหรับให้เถาพันเลื้อย เพื่อช่วยให้ต้นได้รับแสงและอากาศถ่ายเทได้ดี
หมายเหตุ: เนื่องจากเมล็ดและผลของขี้กาแดงมีข้อควรระวังด้านความเป็นพิษ การเก็บเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์ควรแยกจากเมล็ดสำหรับพืชอาหารและเก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก: ใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาการไข้และการบำรุงน้ำดี
- ผล: ใช้เป็นยา โดยเฉพาะผลแห้งในตำรับยาบางชนิด มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย
- ใบ: มีการใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เถา: มีการใช้ต้มเป็นยาตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ราก: ตามตำรายาไทยมีรสขม ใช้ บำรุงน้ำดี แก้ไข้ ดับพิษไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้จุกเสียด และใช้ในตำรับสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับตับ ม้าม และอวัยวะในช่องท้อง
- ผล: มีรสขม ใช้ บำรุงน้ำดี แก้พิษเสมหะและโลหิต ถ่ายพิษเสมหะ ขับพยาธิ และเป็นยาถ่าย โดยผลแห้งมีการใช้ในตำรับยาถ่ายอย่างแรง
- ใบ: ใช้ตำพอกบริเวณฝีและใช้ภายนอกสำหรับอาการทางผิวหนังอักเสบตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เถา: ใช้ต้มอาบสำหรับอาการผดผื่นคันและใช้ต้มดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อบำรุงน้ำดี ขับเสมหะ และแก้ไอ
- ภูมิปัญญาชาวกะเหรี่ยงภาคเหนือ: มีรายงานการใช้ใบและลำต้นของ Gymnopetalum integrifolium ต้มเป็นยา ใช้ในกลุ่มอาการเกี่ยวกับ ดีซ่านและท้องอืด โดยการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนาพบค่าความสอดคล้องของการใช้พืชชนิดนี้ในกลุ่มอาการดีซ่านค่อนข้างสูง
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน
วิธีใช้
- รากต้มดื่ม: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน นำรากมาต้มกับน้ำ ใช้สำหรับบำรุงน้ำดี แก้ไข้ ดับพิษไข้ แก้ปวดศีรษะ และแก้จุกเสียด
- ผลแห้งต้ม: มีการใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรงตามตำรายาไทย
- ใบตำพอก: ใช้ภายนอกสำหรับฝีหรือผิวหนังอักเสบตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เถาต้ม: ใช้ต้มดื่มหรือต้มอาบตามวัตถุประสงค์ของตำรับพื้นบ้าน
หมายเหตุ: ไม่ควรนำขี้กาแดงมาปรุงรับประทานเอง โดยเฉพาะผลและเมล็ด เพราะมีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ถ่ายและความเป็นพิษ ควรใช้ตามตำรับที่มีการกำหนดชนิดของเครื่องยา ส่วนที่ใช้ และขนาดยาอย่างชัดเจน
สาระสำคัญ
สาระสำคัญที่ได้รับความสนใจจาก ขี้กาแดง คือกลุ่มสาร cucurbitane-type triterpenoids และ cucurbitane glycosides ซึ่งเป็นสารกลุ่มที่พบได้ในพืชวงศ์แตง งานวิจัยด้านเคมีของผล Gymnopetalum integrifolium พบสารกลุ่ม cucurbitane และสารไตรเทอร์พีนหลายชนิด รวมถึง aoibaclyin, bryoamaride, 25-O-acetylbryoamaride และอนุพันธ์ของ sterol
องค์ประกอบทางเคมี
- Cucurbitane glycosides: พบในผลและเป็นกลุ่มสารสำคัญที่ได้รับการศึกษา
- Aoibaclyin: สารกลุ่ม pentacyclic cucurbitane glucoside ที่มีรายงานการแยกได้จากผล
- Bryoamaride: cucurbitacin glycoside ที่พบใน Gymnopetalum integrifolium
- 25-O-acetylbryoamaride: อนุพันธ์ของ bryoamaride
- 3,29-O-dibenzoyloxykarounidiol: สารกลุ่ม triterpene
- β-sitosterol 3-O-β-D-glucopyranoside และ stigmasterol 3-O-β-D-glucopyranoside: ตรวจพบจากการศึกษาส่วนเมล็ด
- กรดคาร์บอกซิลิกสายโซ่ยาว: พบจากสารสกัดเมล็ดในการศึกษาทางเคมี
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Gymnopetalum integrifolium ยังมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างแพร่หลาย งานที่มีหลักฐานชัดเจนส่วนหนึ่งเป็น งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีและการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการ มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
มีการศึกษาผลของขี้กาแดงเพื่อแยกและระบุโครงสร้างสารกลุ่ม cucurbitane glycosides และ triterpenes ซึ่งช่วยยืนยันว่าพืชชนิดนี้มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม
นอกจากนี้ Gymnopetalum integrifolium ยังถูกนำไปใช้เป็นหนึ่งในสมุนไพรของตำรับยาสมุนไพรไทยที่นำมาศึกษาในงานวิจัยด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยใช้ ราก เป็นส่วนของเครื่องยา อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้จากการศึกษาตำรับผสมไม่ควรนำมาใช้ยืนยันฤทธิ์ของขี้กาแดงเพียงชนิดเดียว
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและชาติพันธุ์วรรณนา: มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนจากการใช้ในตำรับพื้นบ้านและการสำรวจการใช้สมุนไพรของชุมชน
- ระดับเภสัชพฤกษศาสตร์และเคมี: มีหลักฐานจากการแยกและระบุสารสำคัญจากผลและเมล็ด
- ระดับก่อนคลินิก: มีข้อมูลจากการศึกษาสารสกัดและตำรับผสมบางงาน แต่ยังจำกัด
- ระดับการทดลองในมนุษย์: ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและขนาดใช้มาตรฐาน
- ระดับการรักษาโรคโดยตรง: ยังไม่ควรสรุปว่าขี้กาแดงสามารถใช้รักษาโรคเฉพาะใดได้ตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบัน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร: การสำรวจภูมิปัญญาชาวกะเหรี่ยงพบการใช้ G. integrifolium ในกลุ่มอาการดีซ่านและท้องอืด และพบค่าความสอดคล้องของการใช้กับอาการดีซ่านค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามเป็นหลักฐานจากการใช้พื้นบ้าน ไม่ใช่การทดลองรักษาในมนุษย์
- ฤทธิ์ทางเคมีของสารกลุ่ม cucurbitane: มีการแยกสารกลุ่ม cucurbitane glycosides และ triterpenes จากผล ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่อไป
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบของตำรับผสม: มีการศึกษาตำรับ TPDM6315 ซึ่งมี G. integrifolium เป็นหนึ่งในส่วนประกอบ และศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของตำรับในระดับเซลล์ แต่ยังไม่สามารถแยกสรุปได้ว่าฤทธิ์ดังกล่าวเกิดจากขี้กาแดงเพียงชนิดเดียว
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดน้ำตาล: มีรายงานการศึกษาสารสกัดเอทานอลของ G. integrifolium ในงานวิจัยระยะเริ่มต้นที่ศึกษาการต้านอนุมูลอิสระ การยับยั้งเอนไซม์ และผลต่อระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง แต่หลักฐานดังกล่าวยังอยู่ในระดับก่อนคลินิกและไม่เพียงพอสำหรับนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานในคน
ความปลอดภัย
- ผลและเมล็ดควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีสารกลุ่ม cucurbitane และสารรสขมที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ
- การรับประทานผลอาจทำให้เกิด ฤทธิ์ระบายอย่างแรง ตามข้อมูลภูมิปัญญาและเอกสารสมุนไพรไทย
- มีข้อมูลเกี่ยวกับ ความเป็นพิษของผลหรือเมล็ด จึงไม่ควรนำเมล็ดมารับประทานโดยตรง
- ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานในมนุษย์
หมายเหตุ: การที่สารจากพืชมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาไม่ได้หมายความว่าสามารถรับประทานในรูปสารสกัดเข้มข้นได้อย่างปลอดภัย
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรรับประทานผลหรือเมล็ดสดโดยตรง เนื่องจากมีข้อควรระวังด้านความเป็นพิษและฤทธิ์ถ่าย
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยาสมุนไพรโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
- ผู้ที่มี อาการท้องเสีย โรคลำไส้ หรือภาวะขาดน้ำ ควรหลีกเลี่ยงตำรับที่มีผลขี้กาแดงเป็นยาถ่าย
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างขี้กาแดงกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร การขับถ่าย หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สมุนไพรชนิดนี้
การใช้ในผลิตภัณฑ์
ขี้กาแดงมีการใช้ในลักษณะ เครื่องยาสมุนไพรและวัตถุดิบในตำรับยาไทย มากกว่าการใช้เป็นวัตถุดิบอาหาร มีการนำส่วนรากหรือผลไปใช้ในตำรับพื้นบ้าน และมีการนำรากของ Gymnopetalum integrifolium ไปใช้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของตำรับสมุนไพรที่ใช้ศึกษาทางวิทยาศาสตร์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ราก: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และนำมาล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม แล้วทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ
- ผล: หากใช้เป็นเครื่องยา ควรคัดเลือกผลที่มีลักษณะตรงตามชนิดพืชและจัดเตรียมตามวิธีของตำรับ
- การเก็บรักษา: เก็บเครื่องยาแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และสัตว์กัดแทะ
- การแยกเก็บ: เนื่องจากผลและเมล็ดมีข้อควรระวังด้านความเป็นพิษ ควรติดฉลากชัดเจนและแยกจากวัตถุดิบอาหาร
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการใช้ขี้กาแดงในหลายลักษณะ โดย ราก ใช้ต้มดื่มสำหรับไข้และบำรุงน้ำดี ผล ใช้เป็นยาถ่าย ใบ ใช้ตำพอกภายนอก และ เถา ใช้ต้มดื่มหรือต้มอาบ นอกจากนี้การศึกษาการใช้พืชสมุนไพรของชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือของประเทศไทยพบการใช้ใบและลำต้นของ Gymnopetalum integrifolium ในรูปยาต้มและการอาบ เพื่อดูแลอาการที่เกี่ยวข้องกับดีซ่านและท้องอืด
ประวัติและวัฒนธรรม
ขี้กาแดงเป็นพืชที่มีชื่อปรากฏใน ตำรายาไทยและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการใช้รสขมของราก เถา และผลในแนวคิดของยาไทยที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงน้ำดีและการแก้ไข้ การใช้พืชชนิดนี้ยังปรากฏในองค์ความรู้ของชุมชนชาติพันธุ์ในภาคเหนือของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของการใช้สมุนไพรในวัฒนธรรมท้องถิ่น
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Division): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Cucurbitales
- วงศ์ (Family): Cucurbitaceae
- สกุล (Genus): Trichosanthes
- ชนิด (Species): Trichosanthes scabra var. scabra
- ชื่อที่เคยใช้ในเอกสาร: Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz
ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ระบุว่า Gymnopetalum integrifolium เป็น ชื่อพ้องของ Trichosanthes scabra var. scabra โดยเป็นผลจากการปรับปรุงอนุกรมวิธานของกลุ่ม Trichosanthes จากข้อมูลด้านสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ ขี้กาแดง ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “ขี้กาแดง” สามารถใช้เรียกพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในบางพื้นที่
- ตรวจสอบ เถาเลื้อยและมือเกาะ
- ตรวจสอบ ใบเดี่ยวเรียงเวียน รูปหัวใจหรือรูปไข่กว้าง และมี 3–5 แฉก
- ตรวจสอบ ดอกสีขาวที่ออกตามซอกใบ
- ตรวจสอบ ผลกลม เมื่อสุกมีสีส้มถึงแดง
- ตรวจสอบเมล็ดและลักษณะของเนื้อผล
- ควรเปรียบเทียบกับ ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (herbarium specimen) หรือเอกสารอนุกรมวิธานที่เชื่อถือได้
- ในงานวิจัยหรือการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ อาจใช้การตรวจสอบทางจุลทรรศน์และวิธีวิเคราะห์ทางเคมีเพิ่มเติม
คำเตือนทางการแพทย์
ขี้กาแดงไม่ควรใช้เป็นยารับประทานเองโดยไม่ทราบชนิดพืช ส่วนที่ใช้ และขนาดยาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผลและเมล็ด เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษและฤทธิ์ถ่ายอย่างแรง การนำข้อมูลสรรพคุณจากตำรายาไทยมาใช้ควรเข้าใจว่าเป็น ข้อมูลทางภูมิปัญญาและการแพทย์แผนไทย ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่
ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ และไม่ควรใช้ผลหรือเมล็ดในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นเอง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: ขี้กาแดง (Trichosanthes tricuspidata Lour.) และข้อมูลพืชสกุล Gymnopetalum. สำนักหอพรรณไม้.
- Tangjitman, K., Wongsawad, C., Kamwong, K., Sukkho, T., & Trisonthi, C. (2015). Ethnomedicinal plants used for digestive system disorders by the Karen of northern Thailand. Journal of Ethnobiology and Ethnomedicine, 11, 27.
- Mingvanish, W. (1994). Chemical constituents in the fruit of Gymnopetalum integrifolium Kurz [Master’s thesis, Chulalongkorn University].
- Sekine, T., Kurihara, H., Waku, M., Ikegami, F., & Ruangrungsi, N. (2002). A new pentacyclic cucurbitane glucoside and a new triterpene from the fruits of Gymnopetalum integrifolium. Chemical and Pharmaceutical Bulletin, 50(5), 645–648.
- Ahuja, A., Jeong, D., Kim, M.-Y., Cho, J. Y., et al. (2020). An evaluation of the anti-inflammatory effects of a Thai traditional polyherbal recipe TPDM6315 in LPS-induced RAW264.7 macrophages and TNF-α-induced 3T3-L1 adipocytes. Biomolecules, 13(6), 311.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz. Plants of the World Online.
- World Flora/Thai botanical taxonomy references. ข้อมูลอนุกรมวิธานของ Gymnopetalum integrifolium และชื่อพ้องในกลุ่ม Trichosanthes.

