ขี้ครอก

ขี้ครอก

ขี้ครอก เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กในวงศ์ Malvaceae พบได้ทั่วไปในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณชายป่า พื้นที่รกร้าง และพื้นที่โล่ง ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Urena lobata L. มีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ เช่น เส้ง หญ้าผมยุ่ง ขมงดง ปอเส้ง และปูลุ เป็นพืชที่มีประวัติการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนต้น ใบ และราก ตามภูมิปัญญาในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขี้ครอก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Urena lobata L.
  • วงศ์ : Malvaceae
  • ชื่อสามัญ : Caesar weed, Hibiscus burr, Congo jute, Aramina
  • ชื่อท้องถิ่น : เส้ง, หญ้าผมยุ่ง, หญ้าอียู, ขี้คาก, ปูลู, ปอเส้ง, ขมงดง, ขี้หมู และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ลักษณะเด่น : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นและใบมีขนรูปดาว ดอกสีชมพู และผลกลมแป้นมีหนามแข็งสำหรับเกาะติดเสื้อผ้าหรือขนสัตว์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้พุ่มกึ่งล้มลุก สูงโดยทั่วไปประมาณ 0.5–2 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เปลือกมีลักษณะเหนียว ลำต้นและกิ่งปกคลุมด้วยขนรูปดาวหนาแน่น โดยข้อมูล Flora of Thailand ระบุว่าพืชชนิดนี้อาจมีความสูงได้ถึงประมาณ 5 เมตรในบางสภาพแวดล้อม
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบมีรูปร่างแตกต่างกันตามตำแหน่งบนต้น ใบส่วนล่างมักค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ โคนใบมนถึงเว้าคล้ายรูปหัวใจ บางใบมีแฉกตื้นประมาณ 3 แฉก ขอบใบจักฟันเลื่อย ผิวใบด้านบนมีขน ส่วนด้านล่างมีขนรูปดาวสีขาวอมเทา ก้านใบยาวประมาณ 1–4 เซนติเมตร
  • ดอก : ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกประมาณ 2–3 ดอกตามซอกใบ ดอกมีสีชมพูถึงชมพูอมแดง กลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมากเชื่อมกันเป็นหลอด ส่วนเกสรเพศเมียยื่นพ้นหลอดเกสรเพศผู้ กลีบเลี้ยงและริ้วประดับมีขนรูปดาว
  • ผล : เป็นผลแห้งแบบแยกเป็นพู ลักษณะกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีขนรูปดาวและหนามแข็งสั้น เมื่อแก่แบ่งเป็น 5 พู แต่ละพูมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาล รูปคล้ายไต

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขี้ครอก มีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลก ปัจจุบันพบตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย หมู่เกาะแปซิฟิก ไปจนถึงอเมริกา โดย Kew ระบุขอบเขตถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย

ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยเฉพาะ ชายป่า ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ พื้นที่โล่ง ริมทาง และพื้นที่ถูกรบกวน Flora of Thailand ระบุการพบกระจายตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง ไปจนถึงภาคใต้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย เมล็ด ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะกับธรรมชาติของพืชชนิดนี้
  • การเตรียมพื้นที่ : เลือกพื้นที่กลางแจ้งที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี
  • การปลูก : หว่านหรือเพาะเมล็ดในวัสดุเพาะ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายลงแปลง
  • การดูแล : ให้น้ำอย่างเหมาะสมในระยะแรก และลดการให้น้ำเมื่อพืชตั้งตัวได้ เนื่องจากเป็นพืชที่พบได้ตามพื้นที่ค่อนข้างแห้งและพื้นที่ถูกรบกวน
  • ข้อสังเกต : ขี้ครอกสามารถขึ้นเองตามธรรมชาติและแพร่กระจายได้ดี จึงไม่จำเป็นต้องใช้การดูแลเข้มข้นเหมือนพืชสมุนไพรที่ปลูกเชิงการค้า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ต้นและใบ
  • ราก
  • ดอก
  • ในภูมิปัญญาของประเทศต่าง ๆ มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ใบ ราก ดอก กิ่ง และทั้งต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการใช้ขี้ครอกในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • ต้นและใบ : ใช้ต้มรับประทานตามตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วย ขับปัสสาวะ และใช้เกี่ยวกับอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ใบ : ใช้ต้มเป็นยาจิบเพื่อ แก้ไอและขับเสมหะ
  • ราก : ใช้เป็นยาต้มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อ ถอนพิษไข้ แก้ไข้ และช่วยขับปัสสาวะ
  • รากและใบ : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายประเทศใช้เกี่ยวข้องกับอาการ ท้องเสีย บิด ปวดท้อง ไข้ ปวดเมื่อย และโรคผิวหนัง
  • ใบหรือส่วนเหนือดิน : มีการใช้ภายนอกในรูปแบบตำพอกสำหรับ บาดแผลและอาการอักเสบของผิวหนัง

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรับการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

  • ยาต้มต้นและใบ : ภูมิปัญญาการใช้ขี้ครอกระบุการนำต้นและใบแห้งประมาณ 15–30 กรัม ต้มกับน้ำแล้วดื่ม
  • ยาต้มราก : ใช้รากแห้งประมาณ 15–30 กรัม ต้มกับน้ำแล้วดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
  • ใช้ภายนอก : ใบหรือส่วนของพืชสามารถนำมาตำหรือบดเพื่อใช้พอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • การใช้ในตำรับพื้นบ้าน : มีการนำรากไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับสำหรับอาการเฉพาะ เช่น อาการเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะและอาการติดเชื้อบางชนิด

หมายเหตุ : ขนาดการใช้จากตำรับพื้นบ้านไม่ควรนำไปใช้เป็นคำแนะนำการรักษาโดยตรง โดยเฉพาะในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

สาระสำคัญ

ขี้ครอก (Urena lobata) เป็นพืชที่มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยงานวิจัยพบ ฟลาโวนอยด์ สเตียรอยด์ เทอร์พีนอยด์ อัลคาลอยด์ ไกลโคไซด์ ฟีนอล และซาโปนิน ในสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช นอกจากนี้ยังมีการแยกสารเฉพาะชนิดจากใบและส่วนเหนือดิน เช่น quercetin, kaempferol, quercetin-3-O-rutinoside, kaempferol glycosides, β-sitosterol และ trans-tiliroside

องค์ประกอบทางเคมี

  • ฟลาโวนอยด์ : quercetin, kaempferol และอนุพันธ์ของฟลาโวนอยด์หลายชนิด
  • ฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ : quercetin-3-O-rutinoside และ kaempferol glycosides
  • สเตอรอล : β-sitosterol และ β-sitosterol-3-O-β-D-glucopyranoside
  • ลิกแนน/สารประกอบฟีนิลโพรพานอยด์ : มีรายงานการพบ (−)-trachelogenin
  • ไตรเทอร์พีนอยด์และซาโปนิน : มีรายงานการแยก clematoside-S ซึ่งเป็น triterpenoid saponin
  • กลุ่มสารอื่น ๆ : alkaloids, tannins, terpenoids, glycosides และ phenolic compounds

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Urena lobata ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและการทดลองก่อนคลินิก โดยมีการศึกษาทั้งด้านองค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ

งานวิจัยปี 2026 รายงานว่าสารสกัดใบและส่วนแยกของ U. lobata แสดง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และช่วยสลายลิ่มเลือดในหลอดทดลอง โดยเฉพาะส่วน ethyl acetate fraction อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวยังเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการร่วมกับการวิเคราะห์ทางคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การทดลองรักษาในผู้ป่วย

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์และอนุกรมวิธาน : มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจาก Flora of Thailand และฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากล
  • ระดับพฤกษเคมี : มีหลักฐานจากการวิเคราะห์และแยกสารประกอบด้วยเทคนิคทางเคมี เช่น NMR, MS และ chromatographic methods
  • ระดับเภสัชวิทยา : มีหลักฐานจำนวนหนึ่งจากการทดลองในหลอดทดลองและแบบจำลองก่อนคลินิก
  • ระดับการทดลองในมนุษย์ : หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด จึงยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้อย่างชัดเจน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและฤทธิ์รีดิวซ์ในแบบทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานว่าสารสกัดบางส่วนสามารถลดกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ และการศึกษาปี 2026 พบความสามารถในการทำให้เยื่อหุ้มเม็ดเลือดแดงคงตัวในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบและสาร clematoside-S มีรายงานฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อยีสต์ Saccharomyces cerevisiae ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : มีรายงานการทดลองกับเซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ขับปัสสาวะ : เป็นหนึ่งในสรรพคุณที่มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายพื้นที่ และเป็นหัวข้อที่มีการศึกษาทางเภสัชวิทยา

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ขี้ครอก ในมนุษย์ยังมีไม่มากพอสำหรับกำหนดขนาดใช้รักษาที่ปลอดภัยอย่างเป็นมาตรฐาน การทดลองด้านพิษวิทยาบางงานพบว่าสารสกัดใบมีผลต่อสิ่งมีชีวิตทดลอง โดยความไวต่อพิษแตกต่างกันตามระยะพัฒนาการ

หมายเหตุ : การที่พืชถูกใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไม่ได้หมายความว่าทุกส่วนหรือทุกขนาดปลอดภัยสำหรับทุกคน

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภายในโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือแพทย์แผนไทย เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยและผลต่อการตั้งครรภ์ยังไม่เพียงพอ
  • เด็ก : ไม่ควรนำขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่มาปรับใช้เอง
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง : ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตหรือโรคตับ
  • ผู้ที่แพ้พืชวงศ์ Malvaceae : ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีประวัติแพ้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่าง ขี้ครอกกับยารักษาโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง อย่างชัดเจน แต่จากรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านการอักเสบ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลจากแหล่งข้อมูลด้านพืชอาหารว่า ใบอ่อนของ Urena lobata สามารถรับประทานได้ในบางภูมิภาค และมีการใช้เป็นอาหารพื้นบ้านหรืออาหารในภาวะขาดแคลน

หมายเหตุ : การใช้เป็นอาหารควรใช้เฉพาะส่วนและระยะของพืชที่มีข้อมูลรองรับ และควรปรุงอย่างเหมาะสม ไม่ควรนำส่วนที่ใช้เป็นยามารับประทานในปริมาณสูงโดยพลการ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ขี้ครอกมีศักยภาพด้านเส้นใยธรรมชาติ โดยเปลือกและเส้นใยของพืชถูกนำมาใช้ในหลายประเทศเพื่อผลิตวัสดุประเภทเส้นใย เชือก และถุง นอกเหนือจากการใช้เป็นพืชสมุนไพร

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ต้นและใบ : เก็บในระยะที่ต้นสมบูรณ์ เลือกส่วนที่ไม่เป็นโรคหรือมีเชื้อรา
  • ราก : ขุดจากต้นที่สมบูรณ์ ล้างดินออกและหั่นเป็นชิ้นก่อนทำให้แห้ง
  • การทำแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทในบริเวณสะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และแสงแดดโดยตรง
  • การตรวจสอบก่อนใช้ : วัตถุดิบที่มีเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรือเปลี่ยนสีอย่างชัดเจนไม่ควรนำมาใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขี้ครอกเป็นสมุนไพรที่มีชื่อพื้นเมืองหลากหลายและมีการใช้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เช่น ภาคกลางเรียกขี้ครอก ภาคเหนือพบชื่อขมงดงและหญ้าผมยุ่ง ภาคใต้พบชื่อเส้งและปอเส้ง นอกจากนี้ยังมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนต่าง ๆ

ภูมิปัญญาที่พบ ได้แก่ การใช้ต้นและใบเป็น ยาขับปัสสาวะ การใช้ใบแก้ไอและขับเสมหะ และการใช้รากในตำรับเกี่ยวกับไข้และอาการทางระบบทางเดินอาหาร

ประวัติและวัฒนธรรม

ขี้ครอกมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในเขตร้อนทั้งในด้าน สมุนไพรพื้นบ้าน อาหาร เส้นใย และพิธีกรรม โดยในบางพื้นที่ของเอเชียมีการใช้พืชชนิดนี้ในพิธีกรรมและความเชื่อพื้นบ้าน ขณะเดียวกันเส้นใยจากเปลือกถูกนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น การทำเชือกและวัสดุจากเส้นใย

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลของ IUCN Red List ขี้ครอก (Urena lobata) มีสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ และฐานข้อมูล Kew ระบุว่าพืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Malvales
  • วงศ์ (Family) : Malvaceae
  • สกุล (Genus) : Urena
  • ชนิด (Species) : Urena lobata L.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์ขี้ครอก ควรพิจารณาลักษณะสำคัญ ได้แก่

  • เป็นไม้พุ่ม มีลำต้นและกิ่งปกคลุมด้วย ขนรูปดาว
  • ใบเรียงสลับ รูปร่างเปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งบนต้น และบางใบมีแฉกตื้น
  • ดอกสีชมพู ออกตามซอกใบ
  • มีริ้วประดับประมาณ 5 อัน
  • ผลกลมแป้น มี ขนและหนามแข็ง และแบ่งออกเป็น 5 พูเมื่อแก่
  • เมล็ดสีน้ำตาล รูปคล้ายไต

ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับคำบรรยายทางพฤกษศาสตร์ของ Flora of Thailand และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

คำเตือนทางการแพทย์

ขี้ครอกเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิมจำนวนมาก แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด การทดลองทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากเป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือแบบจำลองก่อนคลินิก จึงไม่ควรใช้ข้อมูลฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ หรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ มาแทนการรักษามาตรฐาน

ผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาประจำ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือจะใช้ขี้ครอกในเด็ก ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้ และไม่ควรใช้ขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). ขี้ครอก: Urena lobata L. สารานุกรมพืช.
  2. Sirimonkol, S., & Pooma, R. (2019). Urena lobata L. In Flora of Thailand (Vol. 14, Part 2, p. 333). Forest Herbarium, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation.
  3. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). ขี้ครอก (Urena lobata L.). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
  4. Bunyapraphatsara, N., & Chayamarit, K. (Eds.). (1999). Medicinal and poisonous plants 2. Plant Resources of South-East Asia Programme.
  5. Arney, A. D., Rasel, N. M., Rahman, M. A. A., Barmon, J., & Karmaker, P. (2026). Phytochemical profiling and integrated in vitro and in silico assessment of the antioxidant, thrombolytic, and anti-inflammatory properties of Urena lobata L. leaf extracts. Scientific Reports.
  6. Singh, D., & Singh, V. S. (2016). Isolation and characterization of flavonoids in Urena lobata leaves. European Journal of Medicinal Plants, 11(1), 1–6.
  7. Long, P. Q., & Minh, P. T. H. (2019). Study on the chemical constituents of Urena lobata growing in Viet Nam. Vietnam Journal of Science and Technology, 57(2).
  8. Zhang, Y., et al. (2012). Three new flavonoid glycosides from Urena lobata. Journal of Asian Natural Products Research.
  9. Chen, et al. (2015). Discovery of a potent anti-yeast triterpenoid saponin, clematoside-S from Urena lobata L. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Urena lobata L. Plants of the World Online.
Scroll to top