ข้าวสารป่า

ข้าวสารป่า

ข้าวสารป่า เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์เข็ม (Rubiaceae) พบขึ้นตามป่าธรรมชาติของประเทศไทยหลายภูมิภาค โดยเฉพาะป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขา มีดอกสีขาวเป็นช่อและมีกลิ่นหอม ผลกลมเมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำ ภูมิปัญญาพื้นบ้านนำ ใบ ราก เปลือกต้น ผล และดอกข้าวสารป่า มาใช้เป็นสมุนไพรในหลายลักษณะ เช่น แก้ไข้ แก้บิด แก้เสมหะ และใช้ภายนอกกับฝีหรือโรคผิวหนัง ทั้งนี้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของข้าวสารป่ายังอยู่ในระดับการศึกษาเบื้องต้นและส่วนใหญ่เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการทดลองมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข้าวสารป่า
  • ชื่อท้องถิ่น : เข็มป่า, เข็มแพะ, เข็มขาว, กระดูกงูเหลือม และยาแก่ (ลาหู่)
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : White pavetta
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Ixora tomentosa Roxb. ex Sm.; Pavetta indica var. tomentosa (Roxb. ex Sm.) Hook.f.
  • วงศ์ : Rubiaceae
  • สกุล : Pavetta
  • ลักษณะวิสัย : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก
  • ความสูง : โดยทั่วไปประมาณ 1–5 เมตร และมีรายงานว่าบางแหล่งอาจพบต้นสูงมากกว่านี้
  • ช่วงออกดอกและติดผล : โดยทั่วไปประมาณเดือนเมษายน–สิงหาคมตามข้อมูลพรรณไม้ไทย
  • ส่วนที่มีการใช้เป็นสมุนไพร : ใบ ราก เปลือกต้น ผล และดอก

หมายเหตุ: ชื่อ “ข้าวสารป่า” ในเอกสารไทยอาจใช้กับพืชในสกุล Pavetta หลายชนิด การระบุชนิดพืชด้วยลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญก่อนนำมาใช้เป็นยา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ข้าวสารป่าเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1–5 เมตร เรือนยอดค่อนข้างแผ่กว้างและโปร่ง กิ่งแก่มีลักษณะเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม ส่วนกิ่งอ่อนมักกลวงและมีขนปกคลุม เปลือกต้นมีสีน้ำตาลออกชมพูหรือสีน้ำตาล และอาจมีผิวเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กน้อย
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันแบบสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ขนาดประมาณ 4–10 เซนติเมตร กว้าง และยาวประมาณ 8–15 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ ด้านบนสีเขียวเข้มและมีขนสั้นนุ่มประปราย ส่วนด้านล่างมีขนสั้นนุ่มหนาแน่นกว่า เส้นแขนงใบมีประมาณ 8–15 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร และมีขน หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ มีขนาดเล็กและหลุดร่วงได้ง่าย
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่งหรือเหนือรอยแผลใบ ช่อดอกมีลักษณะเป็นช่อกระจุกที่แตกแขนงคล้ายช่อเชิงหลั่น ดอกย่อยจำนวนมาก สีขาวและมีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็นแฉก ส่วนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาวคล้ายรูปแตร ปลายแยกเป็น 4 แฉก เกสรเพศผู้มีประมาณ 4 อัน และรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ
  • ผล : เป็นผลสดมีเนื้อ รูปร่างกลมหรือค่อนข้างกลม มีลักษณะเป็น 2 พู ขนาดประมาณ 4–6 มิลลิเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำ ภายในมีเมล็ดประมาณ 2 เมล็ด
  • เมล็ด : มีลักษณะค่อนข้างกลมถึงรี ด้านหนึ่งโค้งและอีกด้านหนึ่งค่อนข้างแบน เมื่อผลสุกเมล็ดมีสีน้ำตาล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ข้าวสารป่า (Pavetta tomentosa) มีถิ่นกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย พม่า บังกลาเทศ เนปาล จีนตอนใต้ อินโดจีน รวมถึงประเทศไทยและบางพื้นที่ในฟิลิปปินส์ โดยฐานข้อมูลพรรณไม้สากลระบุประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของชนิดนี้

ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยมักขึ้นใน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่ง และป่าดิบเขา ตามพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมและมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ประมาณ 100 เมตรขึ้นไปจนถึงพื้นที่สูงกว่านั้น แหล่งข้อมูลพรรณไม้ไทยระบุช่วงความสูงที่พบประมาณ 100–700 เมตร และรายงานการออกดอกและติดผลในช่วงประมาณเดือนเมษายน–สิงหาคม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก : ข้าวสารป่าเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กที่พบตามธรรมชาติ จึงเหมาะกับพื้นที่ที่มีสภาพใกล้เคียงถิ่นอาศัยเดิม เช่น ดินระบายน้ำได้ดีและมีแสงแดดเพียงพอ
  • ดิน : ควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ควรปลูกในพื้นที่น้ำขังเป็นเวลานาน
  • แสง : ควรได้รับแสงแดดตั้งแต่รำไรถึงค่อนข้างมาก โดยการปรับสภาพแสงควรคำนึงถึงพื้นที่ปลูกและระยะการเจริญเติบโต
  • การขยายพันธุ์ : สามารถใช้เมล็ดจากผลที่สุกแก่เป็นแนวทางในการขยายพันธุ์ เนื่องจากพืชมีการสร้างผลและเมล็ดตามธรรมชาติ ควรเก็บเมล็ดจากต้นที่ระบุชนิดได้แน่นอนเพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุล Pavetta ชนิดอื่น
  • การดูแล : ในระยะต้นกล้าควรรักษาความชื้นของวัสดุปลูกให้เหมาะสม และเมื่อพืชตั้งตัวได้ควรลดการให้น้ำจนเหมาะกับสภาพแวดล้อม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

ส่วนของข้าวสารป่าที่มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพร ได้แก่ ใบ ราก เปลือกต้น ผล และดอก โดยการใช้แตกต่างกันตามภูมิปัญญาและตำรายาพื้นบ้านแต่ละพื้นที่

สรรพคุณทางสมุนไพร

ข้อมูลการใช้ ข้าวสารป่าในภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการกล่าวถึงหลายส่วนของพืช ได้แก่

  • ใบ : ตามตำรายาพื้นบ้านมีการใช้ใบเพื่อแก้ไข้ และมีการกล่าวถึงการใช้ในอาการเกี่ยวกับจมูก รวมถึงการใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ
  • ใบและราก : ใช้ภายนอกโดยบดหรือพอกบริเวณฝี และมีรายงานการใช้กับอาการคันหรือหิด รวมถึงริดสีดวงทวาร
  • เปลือกต้น : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งนำมาตำหรือคั้นเพื่อใช้ภายนอก โดยมีการกล่าวถึงการหยอดหูเพื่อจัดการแมลงที่เข้าไปในหู
  • ผล : มีการใช้ตามตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการริดสีดวงบริเวณจมูก
  • ดอก : มีรสฝาดเย็นตามการแพทย์พื้นบ้าน และมีการใช้กับอาการตาแดงหรือตาแฉะ
  • ราก : มีการใช้เป็นยาต้มรับประทานเพื่อแก้เสมหะในท้องและทรวงอก แก้บิด บำรุงกำลัง และช่วยให้เจริญอาหาร
  • รากและลำต้น : ภูมิปัญญาของชาวลาหู่มีการนำมาต้มน้ำดื่มเพื่อบำรุงกำลังและช่วยให้เจริญอาหาร รวมถึงใช้เป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารการใช้สมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

  • ใช้เป็นยาต้ม : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำรากหรือส่วนอื่นของพืชที่ระบุในตำรับมาต้มเป็นน้ำดื่ม
  • ใช้ภายนอก : ใบและรากมีรายงานการบดหรือพอกบริเวณที่ต้องการ ส่วนเปลือกต้นมีรายงานการใช้คั้นในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่มพื้นบ้าน : ไม่ควรนำส่วนของพืชมาใช้รับประทานเองโดยกำหนดขนาดยา เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์

หมายเหตุ: ไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดยา ระยะเวลาการใช้ หรือรูปแบบการเตรียมที่ปลอดภัยสำหรับการรักษาโรค ควรใช้ตามตำรับที่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนและอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญที่น่าสนใจของ ข้าวสารป่า อยู่ที่การตรวจพบกลุ่มสารพฤกษเคมีหลายชนิด โดยเฉพาะ ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ และซาโปนิน จากการศึกษาสารสกัดใบ นอกจากนี้ยังตรวจพบกลุ่มสารฟีนอล แทนนิน กรดอะมิโน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และสารกลุ่มอื่นในสารสกัดที่ใช้ตัวทำละลายแตกต่างกัน

องค์ประกอบทางเคมี

การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดใบ Pavetta tomentosa พบข้อมูลสำคัญดังนี้

  • ฟลาโวนอยด์ : ตรวจพบในสารสกัดจากตัวทำละลายหลายชนิด
  • อัลคาลอยด์ : ตรวจพบในสารสกัดหลายชนิด
  • ซาโปนิน : ตรวจพบในสารสกัดหลายชนิด
  • แทนนิน : ตรวจพบในสารสกัดอะซีโตนและเมทานอล
  • ฟีนอล : ตรวจพบในสารสกัดเอทิลอะซีเตตบางส่วน
  • กรดอะมิโน : พบในสารสกัดบางชนิด
  • สารที่ตรวจพบจาก GC-MS : มีรายงานสาร เช่น hexanedioic acid bis(2-ethylhexyl) ester, N-hexadecanoic acid, octadecanoic acid, vitamin E และสารไฮโดรคาร์บอนบางชนิด

หมายเหตุ: ผลการวิเคราะห์ GC-MS เป็นข้อมูลของสารสกัดที่ใช้ในการทดลอง ไม่ได้หมายความว่าสารทุกชนิดดังกล่าวจะเป็นสารออกฤทธิ์หลักของข้าวสารป่า หรือมีปริมาณเท่ากันในต้นสดและวัตถุดิบจากธรรมชาติ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Pavetta tomentosa ยังมีจำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง หลักฐานที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาสารสกัดในห้องปฏิบัติการ

งานวิจัยหนึ่งศึกษาสารสกัดใบข้าวสารป่าด้วยตัวทำละลายหลายชนิด และประเมินฤทธิ์ต่อไวรัสเดงกีและยุง Aedes aegypti พบว่าสารสกัดอะซีโตนของใบมีฤทธิ์ต่อเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกีในการทดลอง และมีฤทธิ์ต่อระยะตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัยของยุงในระดับห้องปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็น หลักฐานระดับก่อนคลินิก ไม่ใช่หลักฐานว่าการรับประทานหรือใช้ข้าวสารป่าสามารถป้องกันหรือรักษาโรคไข้เลือดออกในคนได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้ใบ ราก เปลือกต้น ผล และดอกในหลายพื้นที่
  • การศึกษาทางพฤกษเคมี : มีหลักฐานจากการตรวจคัดกรองกลุ่มสารและการวิเคราะห์ GC-MS
  • การศึกษาระดับเซลล์ : มีข้อมูลฤทธิ์ต่อเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี
  • การศึกษาต่อแมลงพาหะ : มีข้อมูลฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำ ดักแด้ และยุงตัวเต็มวัยในการทดลอง
  • การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรค

ดังนั้น ระดับหลักฐานของข้าวสารป่าในปัจจุบันควรจัดอยู่ในระดับเบื้องต้นถึงก่อนคลินิก และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย ขนาดยา เภสัชจลนศาสตร์ และการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านไวรัส : สารสกัดใบด้วยอะซีโตนแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกีในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อยุงพาหะ : สารสกัดใบแสดงฤทธิ์ต่อลูกน้ำ ดักแด้ และยุง Aedes aegypti โดยสารสกัดอะซีโตนให้ผลเด่นในการศึกษาดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : การมีฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลทำให้ข้าวสารป่าเป็นพืชที่มีศักยภาพสำหรับการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ แต่ยังต้องมีการศึกษาที่เป็นมาตรฐานเพิ่มเติม
  • ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น : ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของข้าวสารป่าในมนุษย์ ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลการใช้เป็นยารับประทานในขนาดและระยะเวลาต่าง ๆ จึงไม่สามารถกำหนดขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับการรักษาโรคได้จากหลักฐานปัจจุบัน

การศึกษาสารสกัดในห้องปฏิบัติการไม่ควรถูกนำมาใช้แทนข้อมูลด้านความปลอดภัยทางคลินิก และการนำสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพมาใช้ในปริมาณเข้มข้น เช่น สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ควรได้รับการประเมินความปลอดภัยเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ในคน

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ข้าวสารป่าเป็นยารักษาโรคด้วยตนเองในขนาดสูงหรือเป็นเวลานาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิกที่เพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทาน เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ในรูปแบบยา
  • ควรแยกข้าวสารป่าออกจาก พืชสกุล Pavetta ชนิดอื่น ก่อนนำมาใช้เป็นยา เพราะชื่อพื้นบ้านอาจซ้ำกัน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างข้าวสารป่า (Pavetta tomentosa) กับยาแผนปัจจุบัน ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ไม่ควรรับประทานสารสกัดข้าวสารป่าร่วมกับยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลการใช้ข้าวสารป่าในลักษณะพืชพื้นบ้านมากกว่าการเป็นพืชอาหารหลัก โดยมีการกล่าวถึงการใช้บางส่วนของพืชในภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ข้อมูลด้าน การใช้ข้าวสารป่าเป็นอาหารในประเทศไทย ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับพืชผักพื้นบ้านชนิดอื่น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ข้าวสารป่ามีศักยภาพในการนำไปศึกษาต่อยอดเป็น วัตถุดิบสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด และผลิตภัณฑ์ด้านพฤกษเคมี เนื่องจากมีรายงานการตรวจพบฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ ซาโปนิน และสารอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้กับมนุษย์จำเป็นต้องมีข้อมูลมาตรฐานวัตถุดิบ การควบคุมสารสำคัญ ความปลอดภัย และประสิทธิผลเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ : ควรเลือกใบสมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย
  • รากและเปลือกต้น : ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดได้แน่นอน และควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ต้นแม่และผลกระทบต่อประชากรในธรรมชาติ
  • ดอกและผล : ควรเก็บในระยะที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้
  • การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างสะอาดและรวดเร็วพอเหมาะ เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสลายของสารสำคัญ
  • การเก็บรักษา : ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และติดฉลากชื่อพืช ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้าวสารป่ามีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะการนำ รากและลำต้นมาต้มน้ำดื่ม เพื่อบำรุงกำลังและช่วยให้เจริญอาหาร ขณะที่ข้อมูลจากชุมชนลาหู่ระบุการใช้รากเป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด นอกจากนี้ตำรายาพื้นบ้านยังมีการกล่าวถึงการใช้ใบ ราก เปลือกต้น ผล และดอกในอาการต่าง ๆ เช่น ไข้ บิด เสมหะ ฝี หิด และอาการทางตา

ประวัติและวัฒนธรรม

ข้าวสารป่าเป็นพรรณไม้พื้นถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้พืชในชุมชนชนบท โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรจากป่าเป็นแหล่งอาหารและสมุนไพร ชื่อพื้นเมือง เช่น เข็มป่า เข็มแพะ เข็มขาว และยาแก่ สะท้อนความหลากหลายของชื่อเรียกในแต่ละพื้นที่

ดอกสีขาวและมีกลิ่นหอมทำให้ข้าวสารป่ามีคุณค่าในด้านพรรณไม้ประดับและความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กับการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลสถานะการอนุรักษ์ระดับโลกของ Pavetta tomentosa ยังไม่ได้แสดงการจัดสถานะในระดับที่ใช้เป็นข้อสรุปว่าพืชชนิดนี้อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์โดยตรง จึงควรให้ความสำคัญกับการเก็บจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะส่วนรากและเปลือกต้นซึ่งอาจทำให้ต้นเสียหายหรือตายได้

การอนุรักษ์ประชากรตามธรรมชาติและการขยายพันธุ์นอกถิ่นกำเนิดจึงมีความสำคัญต่อการรักษาทรัพยากรพันธุกรรมของข้าวสารป่า

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Gentianales
  • วงศ์ (Family) : Rubiaceae
  • สกุล (Genus) : Pavetta
  • ชนิด (Species) : Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm.
  • ชื่อพ้อง : Ixora tomentosa (Roxb. ex Sm.) Roxb.; Pavetta indica subsp. tomentosa (Roxb. ex Sm.) Bennet; Pavetta indica var. tomentosa (Roxb. ex Sm.) Hook.f.

ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และระบุชื่อ Pavetta indica var. tomentosa เป็นชื่อพ้อง ขณะที่ฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยและงานอนุกรมวิธานในประเทศไทยก็รองรับการใช้ชื่อ Pavetta tomentosa เช่นเดียวกัน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของข้าวสารป่าควรพิจารณาทั้ง ลักษณะทางมหภาค ลักษณะทางจุลทรรศน์ และชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นบ้านอาจซ้ำกับพืชชนิดอื่น

  • ลักษณะมหภาค : ใบเดี่ยวออกตรงข้าม ใบรูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ด้านล่างมีขน ช่อดอกสีขาว ดอกมีกลิ่นหอม และผลกลมสีดำเมื่อสุก
  • ลักษณะทางจุลทรรศน์ : การตรวจสอบใบสามารถพิจารณาลักษณะเซลล์ผิวใบ ปากใบ ขน และโครงสร้างเนื้อเยื่อ
  • การตรวจสอบทางพันธุกรรม : ในกรณีที่ต้องการความถูกต้องสูง สามารถใช้เทคนิค DNA barcoding หรือการวิเคราะห์โมเลกุลเพื่อช่วยยืนยันชนิด
  • ตัวอย่างอ้างอิง : ควรจัดทำตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) และเก็บข้อมูลสถานที่เก็บ วันเก็บ และผู้เก็บไว้ประกอบการตรวจสอบ

คำเตือนทางการแพทย์

ข้าวสารป่าเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ การทดลองที่พบฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ฤทธิ์ต่อไวรัสเดงกีหรือยุง Aedes aegypti เป็นผลจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ จึงยังไม่สามารถสรุปว่าการรับประทานข้าวสารป่าสามารถรักษาหรือป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยารักษาโรคเป็นประจำ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีความจำเป็นต้องใช้สมุนไพรเป็นยา ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ และควรเลือกวัตถุดิบที่สามารถ ตรวจสอบชนิดพืชได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการใช้พืชผิดชนิด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2563). เสี้ยวใหญ่ (Piliostigma malabaricum). สารานุกรมพืชในประเทศไทย.
  2. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). ข้าวสารป่า (Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm.). ฐานข้อมูลพรรณไม้และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
  3. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). ข้าวสารป่า: Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  4. Pratheeba, T., et al. (2019). Antidengue potential of leaf extracts of Pavetta tomentosa and Tarenna asiatica (Rubiaceae) against dengue virus and its vector Aedes aegypti. Heliyon, 5(12), e02950.
  5. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm. Plants of the World Online.
  6. Chantaranothai, P. (2021). Taxonomic notes on Pavetta L. (Rubiaceae) from Thailand and new records for Cambodia, Laos and Myanmar. Tropical Natural History, 21, 146–166.
  7. PROSEA. (n.d.). Pavetta indica L. Plant Resources of South-East Asia.
Scroll to top