ข้าวหลามดง

ข้าวหลามดง

ข้าวหลามดง เป็นไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์กระดังงา (Annonaceae) มีดอกหอมเป็นเอกลักษณ์และพบในป่าธรรมชาติของประเทศไทย ชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไป เช่น จำปีหิน นมงัว และปอขี้แฮด ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ส่วนของลำต้นหรือเปลือกต้นเป็นยาบำรุงร่างกาย และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับหญิงหลังคลอดเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและส่งเสริมน้ำนม ขณะเดียวกันงานวิจัยทางเภสัชเคมีพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มที่น่าสนใจ แต่หลักฐานดังกล่าวส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลอง จึงไม่ควรนำผลการทดลองมาใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : ข้าวหลามดง
  • ชื่อท้องถิ่น : จำปีหิน (ชุมพร), นมงัว (ปราจีนบุรี), ปอขี้แฮด (เชียงใหม่), เมต่อควะ (กะเหรี่ยง–แม่ฮ่องสอน)
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Mitrephora laotica Finet & Gagnep.
  • วงศ์ : Annonaceae
  • สกุล : Goniothalamus
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : สมุนไพรพื้นบ้านและไม้ดอกหอมสำหรับปลูกเป็นไม้ประดับ
  • ถิ่นกระจายพันธุ์ : ไทย ลาว และพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ข้าวหลามดงเป็นไม้ต้นหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง โดยแหล่งข้อมูลในประเทศไทยรายงานความสูงประมาณ 4–8 เมตร ขณะที่ต้นที่เจริญเต็มที่ในธรรมชาติอาจสูงได้ถึงประมาณ 15 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีเทาอมดำถึงสีน้ำตาลเข้ม กิ่งอ่อนอาจมีขนสีน้ำตาลหรือขนสีน้ำตาลแดง และเมื่อกิ่งแก่จะค่อย ๆ เกลี้ยง
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน แผ่นใบรูปขอบขนาน รูปรี หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ขนาดโดยประมาณ 3.5–6 เซนติเมตรในข้อมูลพรรณไม้ไทยบางแหล่ง และบางตัวอย่างจากการศึกษาทางพฤกษศาสตร์พบใบยาวประมาณ 17–20 เซนติเมตร ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีสีอ่อนกว่า เส้นกลางใบเห็นได้ชัดและเส้นแขนงใบโค้งเชื่อมเข้าหากันบริเวณขอบใบ ก้านใบสั้น
  • ดอก : ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกประมาณ 2–5 ดอก เกิดตามลำต้น กิ่งใหญ่ และบริเวณง่ามใบ ก้านดอกค่อนข้างยาว กลีบดอกหนา มีประมาณ 6 กลีบ แบ่งเป็นกลีบชั้นนอกและชั้นใน สีเริ่มจากเหลืองนวลหรือเขียวอมเหลือง และอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มหรือชมพูเมื่อดอกใกล้โรย ดอกมีกลิ่นหอม โดยกลิ่นมักเด่นในช่วงเย็นถึงเช้าและช่วงที่ดอกใกล้โรย
  • ผล : เป็นผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยหลายผล โดยข้อมูลภาคสนามระบุประมาณ 6–12 ผล หรือบางแหล่งระบุประมาณ 10–12 ผล ผลย่อยมีรูปกลมรีถึงทรงกระบอก สีเขียวเมื่ออ่อนและเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองหรือเหลืองเมื่อแก่ แต่ละผลมีเมล็ดสีน้ำตาลหลายเมล็ด
  • เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะรูปรี สีน้ำตาล และมีเปลือกค่อนข้างแข็ง จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้การเพาะเมล็ดใช้เวลานานกว่าพืชบางชนิด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ข้าวหลามดงมีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโดจีน โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติครอบคลุม จีนตอนใต้ ลาว และประเทศไทย และจัดเป็นพืชที่เจริญได้ดีในเขตร้อนชื้น

ในประเทศไทยพบตามพื้นที่ป่าธรรมชาติ โดยมีรายงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ เช่น บริเวณเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ขึ้นในป่าผลัดใบผสมหรือป่าที่มีลักษณะเขียวชอุ่มสลับผลัดใบ ที่ระดับความสูงประมาณ 200–900 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : เหมาะกับบริเวณที่มีแสงแดดรำไรหรือมีไม้ใหญ่ช่วยพรางแสง เนื่องจากเป็นพืชป่าที่สามารถเจริญเติบโตแทรกอยู่ในสภาพป่าได้
  • ดิน : ควรใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุ และมีความชื้นพอเหมาะ ไม่ควรปล่อยให้ดินแฉะเป็นเวลานาน
  • การดูแล : ต้นอ่อนควรได้รับการดูแลเรื่องน้ำและแสงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในระยะแรกหลังปลูก
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีการระบุไว้ในข้อมูลพรรณไม้ของข้าวหลามดง เมล็ดมีเปลือกแข็ง จึงใช้เวลางอกประมาณ 2–3 เดือน
  • การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีข้อมูลการปักชำกิ่งและการทาบกิ่งสำหรับขยายพันธุ์ในงานรวบรวมข้อมูลพืชสมุนไพรและพรรณไม้ แต่การเพาะเมล็ดยังคงเป็นวิธีที่มีการอ้างถึงอย่างชัดเจนในฐานข้อมูลพรรณไม้หลายแห่ง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ลำต้น : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยนำมาผ่าหรือสับเป็นชิ้นแล้วต้มกับน้ำ
  • เปลือกต้น : มีรายงานการใช้เป็นยาต้มพื้นบ้านสำหรับบำรุงร่างกายและลดไข้
  • แก่น : พบการใช้ในตำรับยาพื้นบ้านบางพื้นที่ โดยนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น
  • ราก : มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง แต่ข้อมูลการใช้รากมีน้อยกว่าส่วนลำต้นและเปลือกต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย ข้าวหลามดงมีการใช้แตกต่างกันตามภูมิภาค แต่การใช้ที่กล่าวถึงค่อนข้างสอดคล้องกันคือการใช้เป็น ยาบำรุงร่างกาย และใช้สำหรับหญิงหลังคลอด โดยเฉพาะการนำลำต้นมาต้มดื่มเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและส่งเสริมน้ำนม

  • บำรุงกำลัง : ใช้ลำต้นหรือแก่นร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้านเพื่อบำรุงร่างกาย
  • บำรุงร่างกายหลังเจ็บป่วย : มีการใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิดในตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วยฟื้นฟูกำลัง
  • ช่วยส่งเสริมน้ำนม : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้ข้าวหลามดงเป็นส่วนหนึ่งของตำรับสำหรับหญิงหลังคลอด
  • ช่วยฟื้นฟูมดลูกหลังคลอด : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับหญิงอยู่ไฟ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ร่างกายและมดลูกฟื้นตัว
  • แก้ไข้ : มีรายงานการใช้ยาต้มจากเปลือกต้นเป็นยาลดไข้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับเด็ก : มีรายงานการใช้แก่นข้าวหลามดงร่วมกับแก่นส้านดินและรากเคด แช่น้ำดื่มสำหรับอาการซางในเด็กตามตำรับพื้นบ้านอีสาน

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาพื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน

วิธีใช้

  • ยาต้มพื้นบ้าน : ใช้ลำต้นหรือเปลือกต้นที่เตรียมอย่างเหมาะสม ต้มกับน้ำแล้วดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
  • ตำรับหลังคลอด : ลำต้นข้าวหลามดงอาจนำมาผสมกับสมุนไพรที่ใช้บำรุงน้ำนมชนิดอื่น แล้วต้มดื่มตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ตำรับบำรุงกำลัง : แก่นหรือลำต้นอาจใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น โดยมีทั้งรูปแบบต้มดื่มและตำรับดองเหล้าตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

หมายเหตุ : ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับสารสกัดข้าวหลามดงที่ได้รับการยืนยันสำหรับการใช้รักษาโรคในคน จึงไม่ควรนำวิธีใช้พื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดยาสำหรับผู้ป่วยด้วยตนเอง

สาระสำคัญ

ข้าวหลามดงเป็นพืชสมุนไพรที่มีความน่าสนใจทั้งในด้าน ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและเภสัชเคมี โดยมีรายงานการใช้ลำต้นและเปลือกต้นเป็นยาบำรุงและยาลดไข้ รวมถึงการใช้สำหรับหญิงหลังคลอด ขณะที่การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบสารกลุ่ม styryllactones, alkaloids, flavonoids, steroids และ terpenes ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่อาจมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายประการ

องค์ประกอบทางเคมี

การศึกษาทางเภสัชเคมีของ Goniothalamus laoticus พบสารธรรมชาติหลายชนิด โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด

  • Styryllactones : พบสาร เช่น altholactone, goniotriol, goniofufurone, 9-deoxygoniopypyrone และ 3-acetylaltholactone
  • Alkaloids : พบอัลคาลอยด์หลายชนิด รวมถึง nordicentrine และสารกลุ่ม azaanthraquinone
  • Flavonoids : มีรายงานการพบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์จากส่วนของลำต้น
  • Steroids : พบ β-sitosterol จากการศึกษาดอก
  • สารฟีนิลโพรพานอยด์และสารประกอบฟีนอลิก : เช่น methyl sinapate และ methyl p-coumarate
  • Azaanthraquinones : งานวิจัยจากลำต้นพบสารใหม่ชื่อ laoticuzanone A ซึ่งได้รับการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับห้องปฏิบัติการ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยด้านเภสัชเคมีและเภสัชวิทยาของข้าวหลามดงอยู่จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะการศึกษาสารออกฤทธิ์จาก ดอกและลำต้น

งานวิจัยปี ค.ศ. 2009 ศึกษาสารจากดอกข้าวหลามดงและแยกสารได้ 10 ชนิด รวมทั้ง styryllactones และอัลคาลอยด์ จากนั้นนำสารที่แยกได้ไปทดสอบฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum, Mycobacterium tuberculosis และเซลล์มะเร็งหลายชนิด พบสารบางชนิดมีฤทธิ์ในระดับหลอดทดลอง

งานวิจัยจากลำต้นพบสารหลายชนิด รวมถึง laoticuzanone A และรายงานว่าสารบางชนิดมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง KB และ HeLa ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานของข้าวหลามดงในปัจจุบันสามารถจัดได้โดยสรุปดังนี้

  • ภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้เป็นยาบำรุง ยาลดไข้ และตำรับสำหรับหญิงหลังคลอด
  • การศึกษาทางเภสัชเคมี : มีหลักฐานชัดเจนว่าพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มจากดอกและลำต้น
  • การทดลองในหลอดทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเชื้อ Plasmodium, Mycobacterium และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด
  • การทดลองในสัตว์ : หลักฐานจำเพาะต่อ G. laoticus ที่เพียงพอสำหรับสรุปประสิทธิผลทางการรักษายังมีจำกัด
  • การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับการรักษาโรค

ดังนั้น หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของข้าวหลามดงยังอยู่ในระยะก่อนคลินิกเป็นหลัก และไม่ควรสรุปว่าสารที่มีฤทธิ์ในเซลล์เพาะเลี้ยงจะสามารถรักษาโรคในคนได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย : สารบางชนิดจากดอกมีฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum ในการทดลอง โดยสารบางตัวมีค่า IC₅₀ อยู่ในระดับไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรค : สารบางชนิดจากดอกแสดงฤทธิ์ยับยั้ง Mycobacterium tuberculosis ในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง : สารจากดอกและลำต้นหลายชนิดแสดง cytotoxicity ต่อเซลล์มะเร็งที่ใช้ในการทดลอง เช่น KB, HeLa, BC1, NCI-H187 และ MCF-7
  • ฤทธิ์ต้าน HIV-1 reverse transcriptase : มีรายงานการคัดกรองพืชสมุนไพรไทยซึ่งพบสารสกัดจากใบของ Goniothalamus laoticus ให้ผลยับยั้งในการทดสอบดังกล่าว แต่ผลนี้เป็นเพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการและยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษาการติดเชื้อ HIV ในมนุษย์ได้

หมายเหตุ : ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่กล่าวถึงเป็นผลจากสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระบบทดลอง ไม่ควรตีความว่าเป็นประสิทธิผลของการรับประทานข้าวหลามดงในผู้ป่วย

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ ข้าวหลามดงในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้ในขนาดสูง การใช้สารสกัดเข้มข้น และการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน งานวิจัยหลายชิ้นมุ่งศึกษาฤทธิ์ของสารบริสุทธิ์ต่อเซลล์เพาะเลี้ยง จึงไม่สามารถนำค่าความเป็นพิษต่อเซลล์ดังกล่าวมาใช้กำหนดขนาดยาสำหรับคนได้โดยตรง

ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากต้องการใช้ในรูปแบบยาหรือสารสกัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้าวหลามดงในรูปแบบยา หรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
  • เด็กเล็ก : ไม่ควรนำตำรับพื้นบ้านมาปรับใช้เองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ดูแล
  • ผู้แพ้พืชในวงศ์กระดังงา : ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีประวัติแพ้พืชในกลุ่มนี้
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เนื่องจากข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างข้าวหลามดงกับยาสมัยใหม่ยังมีจำกัด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างข้าวหลามดงกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้าวหลามดงมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม และมีการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดต่อระบบชีวภาพหลายชนิด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกประเภท

ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาสำหรับโรคเรื้อรัง ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านมะเร็ง หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ข้าวหลามดงในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ไม้ประดับ : ข้าวหลามดงมีดอกสวยและมีกลิ่นหอม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ดอกหอมและไม้ประดับ
  • ไม้หอม : กลิ่นหอมของดอก โดยเฉพาะช่วงดอกใกล้โรย ทำให้มีคุณค่าในกลุ่มพรรณไม้ดอกหอม
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน : สามารถพบการนำลำต้นหรือส่วนของพืชไปใช้เป็นองค์ประกอบของตำรับพื้นบ้าน แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์ควรอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ลำต้นและเปลือกต้น : หากนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรเลือกจากต้นที่สมบูรณ์และระบุชนิดพืชได้ถูกต้อง
  • การทำให้แห้ง : ควรหั่นเป็นชิ้นขนาดเหมาะสมและทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท ไม่ควรตากบนพื้นที่สกปรกหรือมีความชื้นสูง
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
  • การอนุรักษ์ต้นแม่พันธุ์ : เนื่องจากข้าวหลามดงเป็นพืชป่าที่มีคุณค่าทั้งด้านสมุนไพรและไม้ดอกหอม ควรส่งเสริมการขยายพันธุ์จากต้นเพาะเลี้ยงแทนการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้าวหลามดงเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภูมิปัญญาภาคอีสานและภาคเหนือ การใช้ที่โดดเด่นคือ การนำลำต้นหรือเปลือกต้นมาต้มดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย และการนำไปใช้ในตำรับสำหรับหญิงหลังคลอดเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและส่งเสริมน้ำนม

นอกจากนี้ยังมีการใช้แก่นร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้าน เช่น ตำรับสำหรับอาการซางในเด็ก และตำรับบำรุงกำลังที่นำสมุนไพรหลายชนิดมาร่วมต้มดื่มหรือดองเหล้า

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “ข้าวหลามดง” มีคำอธิบายเชื่อมโยงกับลักษณะกลิ่นของเนื้อไม้หรือกิ่งเมื่อถูกไฟ ซึ่งมีกลิ่นคล้ายข้าวหลามที่เผาสุกใหม่ ๆ ส่วนคำว่า “ดง” สื่อถึงถิ่นที่ขึ้นตามป่าหรือดงพงไพร และช่วยแยกชื่อจากพืชที่มีชื่อใกล้เคียงกัน

ข้าวหลามดงยังมีความสำคัญในฐานะ พืชสมุนไพรพื้นบ้านและไม้ดอกหอมของไทย เนื่องจากชื่อและการใช้ประโยชน์แตกต่างกันไปตามชุมชน จึงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรพืชพื้นถิ่นกับองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพของคนในแต่ละภูมิภาค

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Magnoliales
  • วงศ์ (Family) : Annonaceae
  • สกุล (Genus) : Goniothalamus
  • ชนิด (Species) : Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân
  • ชื่อพ้อง (Synonym) : Mitrephora laotica Finet & Gagnep.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบข้าวหลามดงควรพิจารณาทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และข้อมูลทางอนุกรมวิธาน เพื่อป้องกันการใช้พืชผิดชนิด

  • ลำต้น : ไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกสีเทาอมดำหรือสีน้ำตาลเข้ม
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียว ใบรูปขอบขนานถึงรูปรีหรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ
  • ดอก : ดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกตามลำต้นและกิ่ง กลีบดอกหนา สีเหลืองนวลถึงชมพู และมีกลิ่นหอม
  • ผล : ผลกลุ่ม มีผลย่อยหลายผล รูปกลมรีหรือทรงกระบอก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง : Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Mitrephora laotica Finet & Gagnep.

คำเตือนทางการแพทย์

ข้าวหลามดงเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยที่พบส่วนใหญ่เป็นการศึกษาสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระดับหลอดทดลอง โดยเฉพาะการศึกษาฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งและเชื้อจุลชีพ ดังนั้นไม่ควรใช้ข้าวหลามดงเพื่อรักษาโรคมะเร็ง มาลาเรีย วัณโรค หรือโรคอื่นแทนการรักษามาตรฐาน

หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยา หรือสารสกัดเข้มข้น โดยเฉพาะการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์. (ม.ป.ป.). ข้าวหลามดง (Goniothalamus laoticus). องค์การสวนพฤกษศาสตร์.
  2. ศูนย์รวบรวมข้อมูลพรรณไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. (ม.ป.ป.). ข้าวหลามดง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  3. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2566). ข้าวหลามดง…บำรุงสุขภาพ. มูลนิธิสุขภาพไทย.
  4. ราชพฤกษ์. (ม.ป.ป.). ข้าวหลามดง. ฐานข้อมูลพรรณไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์.
  5. สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ.
  6. Lekphrom, R., Kanokmedhakul, S., & Kanokmedhakul, K. (2009). Bioactive styryllactones and alkaloid from flowers of Goniothalamus laoticus. Journal of Ethnopharmacology, 125(1), 47–50.
  7. Limpipatwattana, Y. (2008). Chemical constituents from the stems of Goniothalamus laoticus [Master’s thesis, Chulalongkorn University]. Chulalongkorn University Intellectual Repository.
  8. Tip-pyang, S., Limpipatwattana, Y., Khumkratok, S., Siripong, P., & Sichaem, J. (2010). A new cytotoxic 1-azaanthraquinone from the stems of Goniothalamus laoticus. Fitoterapia, 81(7), 894–896.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân. Plants of the World Online.
  10. Lekphrom, R., Kanokmedhakul, S., & Kanokmedhakul, K. (2009). Bioactive styryllactones and alkaloid from flowers of Goniothalamus laoticus. Journal of Ethnopharmacology, 125(1), 47–50. https://doi.org/10.1016/j.jep.2009.06.023
Scroll to top