ขมิ้นขาว

ขมิ้นขาว

ขมิ้นขาว (Curcuma mangga Valeton & Zijp) เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) มีเหง้าใต้ดินสีขาวนวลถึงเหลืองอ่อนและมีกลิ่นหอมคล้ายมะม่วงอ่อน จึงมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Mango ginger ในประเทศไทยนิยมนำเหง้าและยอดอ่อนมาใช้เป็นผักพื้นบ้าน และมีการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านสมุนไพรด้วย

หมายเหตุ : ขมิ้นขาวในบทความนี้หมายถึง Curcuma mangga Valeton & Zijp ไม่ใช่ขมิ้นอ้อยหรือขมิ้นขึ้น (Curcuma zedoaria) ซึ่งเป็นพืชคนละชนิดกัน แม้ชื่อสามัญในบางแหล่งอาจใช้สับสนกันได้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : ขมิ้นขาว
  • ชื่อสามัญ : Mango ginger
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma mangga Valeton & Zijp
  • วงศ์ : Zingiberaceae
  • สกุล : Curcuma
  • ลักษณะพืช : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน
  • ส่วนที่ใช้ประโยชน์ : เหง้า ยอดอ่อน และช่อดอกอ่อน
  • ลักษณะเด่น : เหง้ามีเนื้อสีครีมถึงเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะคล้ายมะม่วงอ่อน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน แตกกอเป็นลำต้นเทียมจากกาบใบ ลำต้นเหนือดินสูงได้ประมาณ 1–1.3 เมตร เหง้ามีการแตกแขนง เนื้อด้านนอกออกเหลืองอ่อน ส่วนด้านในมีสีขาวนวล ครีม หรือเหลืองอ่อน และมีกลิ่นหอมเฉพาะคล้ายมะม่วง
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ กาบใบซ้อนกันแน่นเป็นลำต้นเทียม แผ่นใบรูปรีถึงรูปรีแคบหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ขนาดค่อนข้างใหญ่ ผิวใบเรียบ สีเขียว บางต้นพบเส้นกลางใบหรือก้านใบมีสีม่วง
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดหรือช่อรูปทรงกระบอก แยกออกจากกอใบ ช่อดอกเกิดบนก้านที่แยกจากลำต้นเทียม ใบประดับส่วนใหญ่มีสีขาวหรือเขียว มีแถบสีเขียวตามแนวกลาง ส่วนใบประดับบริเวณปลายช่อมีสีม่วงแดง ดอกจริงมีสีขาว กลีบปากสีขาวและมีแถบสีเหลืองบริเวณกึ่งกลาง
  • ผล : ผลเป็นผลแห้งแตก ลักษณะเป็นแคปซูล เกิดภายหลังดอกได้รับการผสมพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ในการปลูกทั่วไปพบการขยายพันธุ์ด้วยเหง้าเป็นหลัก จึงมักไม่พบการติดผลในแหล่งปลูกทั่วไป

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Curcuma mangga เป็นชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย
  • การกระจายพันธุ์ : พบการปลูกในประเทศไทย มาเลเซีย และชวา โดยในประเทศไทยมีการปลูกเป็นพืชผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพรในหลายพื้นที่
  • สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในเขตร้อนชื้นและบริเวณที่มีดินร่วน มีอินทรียวัตถุสูง และมีความชื้นเหมาะสม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเตรียมพันธุ์ : ใช้เหง้าแก่ที่สมบูรณ์และปราศจากโรค ตัดแบ่งเป็นท่อน โดยควรมีตาประมาณ 3–4 ตาต่อท่อน
  • วิธีปลูก : ปลูกในต้นฤดูฝน โดยฝังท่อนพันธุ์ลงในดินร่วนที่ระบายน้ำดี
  • ระยะปลูก : แหล่งข้อมูลด้านพืชผักของ JIRCAS แนะนำระยะประมาณ 20 × 50–70 เซนติเมตร
  • การดูแล : ควรรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสม กำจัดวัชพืช และหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง
  • การเก็บผลผลิต : เหง้าอ่อนสามารถเก็บได้ประมาณ 4–5 เดือนหลังปลูกเพื่อรับประทานเป็นผัก
  • การขยายพันธุ์ : นิยมใช้การแยกหรือแบ่งเหง้า เนื่องจากสะดวกและทำให้ได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะตรงตามต้นแม่

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในด้านภูมิปัญญาสมุนไพร และเป็นแหล่งของน้ำมันหอมระเหย กลุ่ม curcuminoids และ diterpenes
  • ยอดอ่อนและช่อดอกอ่อน : ใช้เป็นผักพื้นบ้านมากกว่าการใช้เป็นยาสมุนไพรโดยตรง

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีการใช้เหง้าขมิ้นขาวในภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อดูแลอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด กรดไหลย้อน และลำไส้อักเสบ
  • ตามภูมิปัญญาอินโดนีเซีย : มีการใช้เหง้าเป็นส่วนประกอบในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ต่อเนื่อง และใช้ในภูมิปัญญาหลังคลอดบางพื้นที่เพื่อช่วยให้มดลูกหดตัว
  • ด้านผิวหนัง : มีรายงานการใช้สารสกัดขมิ้นขาวในงานวิจัยเกี่ยวกับ การลดการอักเสบและช่วยสมานแผล แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานจากการทดลอง ไม่ควรนำไปเทียบเท่ากับการรักษาโรคในคน
  • ด้านการอักเสบ : สารสกัดและสารบางกลุ่มจาก C. mangga มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในการศึกษาระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง

วิธีใช้

  • รับประทานเป็นผัก : เหง้าอ่อน ยอดอ่อน และช่อดอกอ่อนสามารถนำมารับประทานสดหรือปรุงสุก โดยนิยมรับประทานร่วมกับน้ำพริกหรือใช้ในอาหารพื้นบ้าน
  • ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ในบางพื้นที่มีการนำเหง้ามาตำหรือเตรียมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นสำหรับใช้ภายนอก เช่น การประคบบริเวณที่มีอาการตามตำรับท้องถิ่นของชาวอาข่า
  • สารสกัดและผลิตภัณฑ์ : การใช้สารสกัดเข้มข้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานและใช้ตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือบุคลากรทางการแพทย์

หมายเหตุ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานขมิ้นขาวเพื่อรักษาโรคโดยเฉพาะ จึงไม่ควรนำขนาดสารสกัดจากการทดลองในสัตว์มาใช้เป็นขนาดยาในคน

สาระสำคัญ

  • น้ำมันหอมระเหย : เป็นองค์ประกอบสำคัญของเหง้าและมีกลิ่นเฉพาะตัว
  • Curcuminoids : มีรายงานการพบสารกลุ่ม curcuminoids ในเหง้าขมิ้นขาว
  • Diterpenes : เป็นสารสำคัญอีกกลุ่มที่ได้รับการศึกษาทางเภสัชวิทยา
  • สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ : มีรายงานในสารสกัดของเหง้าและเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • สารประกอบระเหยง่าย : มีรายงาน myrcene, α-pinene, caryophyllene และ caryophyllene oxide เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหย

องค์ประกอบทางเคมี

งานศึกษาทางพฤกษเคมีพบว่า เหง้าขมิ้นขาว มีสารหลายกลุ่ม ได้แก่ flavonoids, saponins, glycosides, terpenoids และ steroids รวมทั้งสารกลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin, demethoxycurcumin และ bisdemethoxycurcumin

สารที่ได้รับความสนใจ ได้แก่

  • Curcuminoids : curcumin, demethoxycurcumin และ bisdemethoxycurcumin
  • Diterpenes : โดยเฉพาะสารกลุ่ม labdane diterpenes
  • น้ำมันหอมระเหย : myrcene, α-pinene, caryophyllene และ caryophyllene oxide
  • Zerumin A : เป็น diterpene ที่มีรายงานในขมิ้นขาว
  • (E)-Labda-8(17),12-dien-15,16-dial : เป็นสารกลุ่ม labdane diterpene ที่ได้รับการศึกษาในด้านฤทธิ์ทางชีวภาพ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีการศึกษาขมิ้นขาวทั้งด้าน สารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง การสมานแผล และภูมิคุ้มกัน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง

งานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากเหง้าพบฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง โดยบางส่วนของสารสกัดให้ค่า IC50 ในระดับที่น่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าขมิ้นขาวใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้

มีการศึกษาครีมที่มีสารสกัด C. mangga พบแนวโน้ม ลดการอักเสบและสนับสนุนการสมานแผล ในแบบจำลองทดลอง จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก แต่ยังต้องมีข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ : มีข้อมูลการใช้เป็นอาหารและสมุนไพรในประเทศไทย อินโดนีเซีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยับยั้งเอนไซม์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ สมานแผล ภูมิคุ้มกัน และความเป็นพิษ
  • ระดับการศึกษามนุษย์ : หลักฐานยังมีจำกัด และยังไม่มีข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคใดโดยเฉพาะ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดขมิ้นขาวและสารบางชนิดสามารถลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองทดลองได้
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบและเหง้ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : สารสกัดจากเหง้าสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน : มีการศึกษาสารสกัดมาตรฐานในหนูทดลองและพบผลต่อการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
  • ฤทธิ์สมานแผล : งานวิจัยในรูปแบบครีมพบศักยภาพในการลดการอักเสบและสนับสนุนกระบวนการสมานแผล
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase : การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสารพฤกษเคมีตามอายุการเก็บเกี่ยวพบว่า C. mangga อายุ 9 เดือนมีฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase สูงที่สุดในกลุ่มอายุที่ศึกษา

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ของ ขมิ้นขาว ยังมีจำกัด แม้การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลองบางงานจะให้ผลว่ามีความเป็นพิษต่ำในขนาดที่ศึกษา

อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาที่พบว่า สารสกัดเอทานอลจากเหง้าขมิ้นขาวมีผลก่อความพิการของตัวอ่อนในหนูตั้งท้อง ที่ขนาด 500 และ 1,000 มก./กก.น้ำหนักตัว และพบการดูดซึมตัวอ่อนในขนาด 1,000 มก./กก. จึงควรให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นในหญิงตั้งครรภ์

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขมิ้นขาวในรูปสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น เนื่องจากมีข้อมูลจากสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ก่อความพิการของตัวอ่อน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  • การใช้เพื่อรักษาโรค : ไม่ควรใช้ขมิ้นขาวแทนยาที่แพทย์สั่ง เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่าง ขมิ้นขาว (Curcuma mangga) กับยาแผนปัจจุบัน ยังมีจำกัดมาก และไม่ควรนำข้อมูลจากขมิ้นชัน (Curcuma longa) หรือขมิ้นอ้อย (Curcuma zedoaria) มาใช้แทนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากเป็นคนละชนิดและมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน

โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษามะเร็ง หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้สารสกัดเข้มข้น เนื่องจากหลักฐานด้านปฏิกิริยาระหว่างยาของ C. mangga ยังไม่เพียงพอ

การใช้ในอาหาร

  • เหง้าอ่อน : รับประทานสดเป็นผัก โดยมีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมเฉพาะคล้ายมะม่วง
  • ยอดอ่อน : รับประทานสดหรือปรุงสุก
  • ช่อดอกอ่อน : สามารถนำมาปรุงอาหารได้
  • อาหารพื้นบ้าน : นิยมรับประทานร่วมกับน้ำพริก และใช้ในอาหารประเภทสลัดหรือยำพื้นบ้าน เช่น ยำขมิ้นขาว

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังจัด ขมิ้นขาว อยู่ในกลุ่มผักพื้นบ้านที่มีรสเผ็ดร้อน ซึ่งตามภูมิปัญญาอาหารเป็นยาใช้เพื่อปรับธาตุลม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : ใช้เหง้าอ่อน ยอด และช่อดอกเป็นวัตถุดิบอาหารพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารสกัดขมิ้นขาวมีศักยภาพในการใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระและมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก : มีการพัฒนาครีมที่มีสารสกัด C. mangga และศึกษาด้านการลดการอักเสบและการสมานแผล
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สามารถนำเหง้ามาพัฒนาเป็นสารสกัดหรือวัตถุดิบสมุนไพรได้ แต่ควรควบคุมเอกลักษณ์และคุณภาพของวัตถุดิบให้ชัดเจน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เหง้าอ่อน : สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 4–5 เดือนหลังปลูก หากต้องการนำมารับประทานเป็นผัก
  • การเก็บเหง้า : เลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ไม่มีรอยช้ำ เชื้อรา หรือแมลงทำลาย
  • การเตรียมก่อนเก็บ : หากต้องการเก็บรักษานาน ควรทำความสะอาดและลดความชื้นที่ผิวก่อนเก็บ
  • การเก็บรักษา : เก็บในบริเวณแห้ง อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง สำหรับเหง้าสดควรหลีกเลี่ยงความชื้นสะสมเพื่อลดการเน่าเสีย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในประเทศไทย ขมิ้นขาว เป็นผักพื้นบ้านที่นำเหง้าอ่อน ยอด และส่วนอ่อนของต้นมารับประทาน
  • ในชุมชนอาข่าบางพื้นที่ มีการใช้ เหง้าขมิ้นขาว เป็นส่วนประกอบในตำรับสำหรับดูแลอาการกระดูกหัก โดยนำเหง้าบดละเอียดห่อใบตอง เผาร่วมกับสมุนไพรอื่น แล้วนำมาใช้ประคบบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
  • ในภูมิปัญญาอินโดนีเซียและมาเลเซีย มีการใช้เหง้าเป็นอาหารและสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและไข้

ประวัติและวัฒนธรรม

ขมิ้นขาวเป็นพืชในกลุ่ม Curcuma ที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและไทย จุดเด่นคือเหง้ามีกลิ่นคล้ายมะม่วง จึงได้รับชื่อสามัญว่า Mango ginger และชื่อพื้นเมืองในอินโดนีเซีย เช่น temu mangga

ในประเทศไทยมีการนำขมิ้นขาวมาใช้เป็น ผักพื้นบ้านและสมุนไพร สะท้อนแนวคิดการใช้พืชอาหารควบคู่กับภูมิปัญญาด้านสุขภาพของชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุว่า Curcuma mangga มีสถานะการประเมินของ IUCN เป็น Data Deficient (DD) หรือข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างชัดเจน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Tracheophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Zingiberales
  • Family : Zingiberaceae
  • Subfamily : Zingiberoideae
  • Tribe : Zingibereae
  • Genus : Curcuma L.
  • Species : Curcuma mangga Valeton & Zijp
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : ปัจจุบัน Curcuma mangga Valeton & Zijp เป็นชื่อที่ Kew ยอมรับเป็นชื่อที่ถูกต้องของชนิดนี้

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะภายนอก : ตรวจสอบว่าเป็นเหง้าแตกแขนง มีผิวด้านนอกสีเหลืองอ่อนถึงครีม และเนื้อภายในสีขาวนวลถึงเหลืองอ่อน
  • กลิ่น : เหง้าสดมีกลิ่นหอมเฉพาะคล้ายมะม่วงอ่อน ซึ่งเป็นลักษณะช่วยแยกจากขมิ้นชนิดอื่นได้ในเบื้องต้น
  • ลักษณะใบ : ใบเดี่ยวรูปรีถึงรีแคบ สีเขียว ผิวใบเรียบ
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : ควรเปรียบเทียบลักษณะของต้น ใบ ช่อดอก และเหง้ากับตัวอย่างอ้างอิงที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • การตรวจสอบทางเคมี : หากใช้เป็นวัตถุดิบผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรใช้เทคนิค chromatographic fingerprint และการวิเคราะห์สารสำคัญเพื่อยืนยันชนิดและคุณภาพ
  • การตรวจสอบทางพันธุกรรม : สามารถใช้ DNA barcoding หรือเครื่องหมายโมเลกุลช่วยจำแนกชนิดในกรณีที่ลักษณะทางสัณฐานวิทยาไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพืชในสกุล Curcuma ที่มีความคล้ายคลึงกันหลายชนิด

คำเตือนทางการแพทย์

ข้อมูลการใช้ขมิ้นขาวเพื่อรักษาโรคจำนวนมากมาจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน การทดลองในหลอดทดลอง หรือสัตว์ทดลอง ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดขมิ้นขาวเข้มข้นในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากมีการศึกษาสัตว์ทดลองพบผลต่อการเจริญของตัวอ่อนและความผิดปกติของโครงร่างในบางขนาด แม้ข้อมูลดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปผลโดยตรงในมนุษย์ได้

ขมิ้นขาว (Curcuma mangga) ไม่ควรสับสนกับขมิ้นอ้อย (Curcuma zedoaria) หรือขมิ้นชัน (Curcuma longa) เพราะเป็นพืชต่างชนิดกันและมีองค์ประกอบทางเคมีรวมถึงข้อมูลการใช้ทางยาแตกต่างกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). ขมิ้นขาว: Curcuma mangga Valeton & Zijp. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). ยำผักพื้นบ้าน คุณค่าทางโภชนาการ. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลพรรณพืชและเชื้อพันธุกรรมพืช: ขมิ้นขาว.
  4. JIRCAS. (ม.ป.ป.). Curcuma mangga Valeton & Zijp (Zingiberaceae). Japan International Research Center for Agricultural Sciences.
  5. Liu, Y., & Nair, M. G. (2011). Labdane diterpenes in Curcuma mangga rhizomes inhibit lipid peroxidation, cyclooxygenase enzymes and human tumour cell proliferation. Food Chemistry, 124(2), 527–532.
  6. Lobo, R., Prabhu, K. S., Shirwaikar, A., & Shirwaikar, A. (2009). Curcuma zedoaria Rosc. (white turmeric): A review of its chemical, pharmacological and ethnomedicinal properties. Journal of Pharmacy and Pharmacology, 61(1), 13–21.
  7. Sahidin, I., et al. (2018). Phytochemical and cytotoxic investigations of Curcuma mangga rhizomes. Molecules, 16(6), 4539.
  8. Yuandani, Tarigan, K. S. A., & Yuliasmi, S. (2021). Teratogenic effects of ethanol extract of Curcuma mangga Val. rhizomes in Wistar rats. Toxicological Research, 37(4), 429–434. https://doi.org/10.1007/s43188-020-00074-x
  9. Wang, L., et al. (2026). Research progress on chemical composition, pharmacological effects, clinical applications, and processing of Curcumae Radix. Frontiers in Pharmacology.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Curcuma mangga Valeton & Zijp. Plants of the World Online.
  11. PROSEA. (ม.ป.ป.). Curcuma mangga Valeton & Van Zijp. Plant Resources of South-East Asia.
Scroll to top