กะตังกะติ้ว
กะตังกะติ้ว เป็นไม้เถาเนื้อแข็งพื้นถิ่นของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีน้ำยางสีขาวขุ่นทุกส่วนของต้น และให้ ผลรับประทานได้ ในประเทศไทยพบกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะป่าธรรมชาติทางภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ชื่อกะตังกะติ้วยังใช้เรียกน้ำยางจากพืชเถาหลายชนิดในวงศ์ตีนเป็ด แต่ในทางพฤกษศาสตร์หมายถึง Willughbeia edulis Roxb.
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กะตังกะติ้ว
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Willughbeia edulis Roxb.
- วงศ์: Apocynaceae หรือวงศ์ตีนเป็ด
- ชื่อท้องถิ่น: คุย, เถาคุย, คุยช้าง, คุยหนัง, หมากยาง, บักยาง, เครือยาง, ตังตู้เครือ, อีคุย, โพล้พอ และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
- ลักษณะเด่น: เป็น ไม้เถาเนื้อแข็ง มีมือเกาะ เลื้อยได้ไกลประมาณ 10–15 เมตร และมีน้ำยางสีขาวขุ่นเมื่อส่วนต่าง ๆ ของต้นถูกตัดหรือทำให้เกิดบาดแผล
- ประโยชน์เด่น: ผลสุกใช้รับประทานได้ ขณะที่ส่วนของลำต้น ราก เปลือก และผลมีการใช้ใน ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน ในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้เลื้อยขนาดใหญ่ ลำต้นและกิ่งแตกแขนงมาก มีมือเกาะช่วยยึดพยุงต้น เปลือกมีสีน้ำตาลถึงเข้ม และเมื่อเกิดบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวขุ่นไหลออกมา
- กิ่ง: กิ่งค่อนข้างเรียบ มีช่องอากาศหรือ lenticels และสามารถแตกแขนงจำนวนมาก
- ใบ: ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ก้านใบยาวประมาณ 0.8–1.9 เซนติเมตร แผ่นใบรูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน เนื้อใบค่อนข้างเหนียวหรือคล้ายกระดาษ ปลายใบมักแหลม โคนใบสอบหรือมน ขอบใบอาจเป็นคลื่นเล็กน้อย และมีเส้นแขนงใบจำนวนมาก
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกมีสีเหลือง กลีบดอกเป็นหลอดและแยกเป็นแฉก
- ผล: เป็นผลสดรูปกลมหรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 1.7–5.8 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงสีส้ม และสามารถรับประทานได้
- เมล็ด: เมล็ดมีขนาดประมาณ 6–16 × 4–13 × 3–6 มิลลิเมตร และไม่มีขน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กะตังกะติ้ว (Willughbeia edulis) มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่แคว้นอัสสัมและบังกลาเทศ ผ่านเมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไปจนถึงคาบสมุทรมลายู โดยมักพบในเขตร้อนชื้นและป่าที่มีความชื้นสูง
ในประเทศไทยมีรายงานพบในพื้นที่ เช่น ศรีสะเกษ กาญจนบุรี สระบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครศรีธรรมราช สตูล และสงขลา และพบได้ในป่าดิบหรือป่าธรรมชาติที่ระดับความสูงไม่เกินประมาณ 900 เมตร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่มีข้อมูลรองรับชัดเจนที่สุด โดยใช้เมล็ดจากผลสุกที่สมบูรณ์แล้วนำไปเพาะ
- สภาพแวดล้อม: เหมาะกับสภาพอากาศแบบเขตร้อนและพื้นที่มีความชื้นค่อนข้างสูง
- ดิน: ควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดีและมีอินทรียวัตถุเพียงพอ
- แสง: สามารถเจริญในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ที่ได้รับแสงเพียงพอ และเมื่อเจริญเป็นเถาขนาดใหญ่ควรมีค้างหรือไม้ให้ยึดเกาะ
- การดูแล: ควรจัดทำค้างให้แข็งแรง เนื่องจากเป็นไม้เถาเนื้อแข็งที่สามารถเจริญเป็นเถาขนาดใหญ่ได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก
- ลำต้น
- เปลือกต้น
- เถา
- ผลดิบ
- ผลสุก
- น้ำยาง
การใช้แต่ละส่วนแตกต่างกันตามตำรับและภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตาม ภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรับยาดั้งเดิม มีรายงานการใช้กะตังกะติ้วหรือคุยในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
- ลำต้น: ต้มกับน้ำดื่มเป็น ยาบำรุงกำลัง และใช้ในตำรับพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงร่างกาย
- เปลือกต้น: มีรสฝาด ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้ต้มดื่มสำหรับ อาการปวดศีรษะ
- ราก: ใช้ต้มดื่มตามตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการเจ็บคอและเจ็บหน้าอก
- เถา ลำต้น และราก: มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการท้องเสียและโรคบิด
- ลำต้น: มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านภาคใต้สำหรับ น้ำเหลืองเสีย
- ลำต้น: ในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้เกี่ยวข้องกับตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการผิดปกติของตับ
- ผลดิบ: ผลดิบที่ทำให้แห้งและผ่านความร้อน มีการใช้เป็นยาภายนอกสำหรับ ทาแผล
- ผลสุก: ใช้รับประทานเป็นผลไม้ และมีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านว่าช่วยให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์
วิธีใช้
- ลำต้นหรือราก: ตามตำรับพื้นบ้านนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
- เปลือกต้น: ใช้ต้มเป็นน้ำสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ผลสุก: รับประทานเป็นผลไม้
- ผลดิบ: มีรายงานการนำไปตากแห้ง ย่างไฟ และบดก่อนนำมาใช้ภายนอก
- น้ำยาง: ในภูมิปัญญาดั้งเดิมบางพื้นที่ใช้ภายนอกกับแผลหรือใช้เป็นวัสดุเหนียว แต่ไม่ควรนำมาใช้รับประทานเองโดยไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของกะตังกะติ้วที่น่าสนใจประกอบด้วย สารกลุ่มอัลคาลอยด์ แทนนิน ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน เทอร์พีนอยด์ และสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งมีรายงานจากการตรวจคัดกรองทางพฤกษเคมีของสารสกัดจากต้น
นอกจากนี้ มีการศึกษาสารจากลำต้นและพบสารธรรมชาติบางชนิดที่มีศักยภาพทางชีวภาพ เช่น parabaroside C, procyanidin และสารกลุ่มลิกแนนบางชนิด แม้ว่าหลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและการศึกษาทางเคมี
องค์ประกอบทางเคมี
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบองค์ประกอบหลายกลุ่ม ได้แก่
- Alkaloids
- Tannins
- Flavonoids
- Saponins
- Terpenoids
- Reducing sugars
การวิเคราะห์ GC–MS ของสารสกัดเมทานอลจากลำต้นยังตรวจพบสารประกอบ 4 รายการ ได้แก่ 2,4,6-Cycloheptatrien-1-one,3,5-bis-trimethylsilyl-, 1,1,1,3,5,5,5-Heptamethyltrisiloxane, 1,4-Bis(trimethylsilyl)benzene และ Benzene,2-[(tert-butyldimethylsilyl)oxy]-1-isopropyl-4-methyl- โดยการศึกษาระบุว่าเป็นสารที่รายงานจากลำต้นของพืชชนิดนี้เป็นครั้งแรกในงานดังกล่าว
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยด้าน พฤกษเคมี พบสารหลายกลุ่มในสารสกัดจากกะตังกะติ้ว และมีการใช้ GC–MS เพื่อระบุสารประกอบในลำต้น
- งานวิจัยด้าน มะเร็งตับ ในปี 2018 ศึกษาพืชที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับโรคตับ และพบว่าสารสกัดเอทานอลจาก Willughbeia edulis มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ HepG2 ในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 ประมาณ 66.7 µg/mL พร้อมการระบุสารที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น parabaroside C และ procyanidin
- งานวิจัยเกี่ยวกับ ผลไม้พื้นบ้านของไทย ได้รวม Willughbeia edulis ไว้ในการศึกษาปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ รวมทั้งการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ α-amylase แต่ผลเด่นของงานดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่กะตังกะติ้ว จึงยังไม่ควรสรุปว่าผลกะตังกะติ้วมีฤทธิ์รักษาเบาหวานในมนุษย์
- มีการแยกสาร edulignan ซึ่งเป็น dimeric lignan ใหม่จากลำต้นของ W. edulis แต่สารดังกล่าวไม่แสดงฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase ในการทดสอบที่รายงาน โดยมีค่า IC50 มากกว่า 250 µM
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
หลักฐานอยู่ในระดับเบื้องต้นถึงปานกลางในด้านพฤกษเคมีและการทดลองในหลอดทดลอง แต่ยังมีข้อจำกัดมากในด้านการทดลองในมนุษย์
หลักฐานที่มีในปัจจุบันประกอบด้วย ข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการศึกษาสารสกัด ขณะที่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคใดโดยเฉพาะ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
งานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Willughbeia edulis พบประเด็นทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจ ได้แก่
- ฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์: สารสกัดเอทานอลจากพืชถูกทดสอบกับเซลล์ HepG2 และพบฤทธิ์ในระดับหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: ผลของกะตังกะติ้วเป็นหนึ่งในผลไม้พื้นบ้านที่ถูกนำเข้าสู่การประเมินสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต: มีการนำสารสกัดผลไปทดสอบการยับยั้ง α-glucosidase และ α-amylase แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อเพื่อยืนยันความสำคัญทางคลินิก
- การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี: พบสารหลายกลุ่มและสารประกอบเฉพาะบางชนิดจากลำต้น ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่อไป
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกะตังกะติ้วในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานในปริมาณสูงเป็นเวลานาน งานวิจัยที่มีส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และข้อมูลการใช้พื้นบ้าน
ควรแยก ผลสุกที่ใช้เป็นอาหาร ออกจากการใช้ ราก ลำต้น เปลือก หรือสารสกัดเข้มข้นเป็นยา เพราะข้อมูลด้านขนาดที่เหมาะสม ความเป็นพิษเรื้อรัง และความปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรยังไม่เพียงพอ
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่มีประวัติ แพ้พืชหรือน้ำยาง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำยางโดยตรง
- ไม่ควรนำ น้ำยางหรือสารสกัดเข้มข้น มารับประทานเองโดยไม่มีข้อมูลขนาดใช้และความปลอดภัยที่ชัดเจน
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กะตังกะติ้วในรูปแบบยา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกะตังกะติ้วกับยาสมัยใหม่ อย่างชัดเจน จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาสำหรับโรคเรื้อรังหรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ
การใช้ในอาหาร
ผลสุกของกะตังกะติ้วรับประทานได้ โดยผลมีสีเหลืองถึงส้มเมื่อสุก และมีรสเปรี้ยวอมหวาน มีการบริโภคเป็นผลไม้พื้นบ้านในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผลของกะตังกะติ้วจึงมีความสำคัญทั้งในฐานะ พืชอาหารป่าและผลไม้พื้นบ้าน นอกเหนือจากการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพร
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- น้ำยาง: ในอดีตเคยนำมาใช้เป็นแหล่งยางธรรมชาติหรือวัสดุเหนียวก่อนการแพร่หลายของยางพารา แต่คุณภาพยางไม่ดีเท่ายางพารา เนื่องจากยางสามารถแข็งและกลายเป็นเรซินได้ค่อนข้างเร็ว
- ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน: มีการใช้น้ำยางในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่งเป็นวัสดุสำหรับงานพื้นบ้าน
- ราก: มีรายงานการนำไปใช้ย้อมสี โดยให้สีแดง
- อาหารพื้นบ้าน: ผลสุกสามารถนำมาใช้เป็นผลไม้พื้นบ้านได้
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ผล: ควรเก็บเมื่อผลเจริญเต็มที่และสุกตามต้องการ หากต้องการบริโภคสดควรคัดผลที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อราและการเน่าเสีย
- รากและลำต้น: หากนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเก็บจากต้นที่ระบุชนิดได้ถูกต้อง ล้างสิ่งสกปรก หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ
- การเก็บรักษา: วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- น้ำยาง: ควรเก็บและใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นสารจากพืชที่มีองค์ประกอบทางเคมีซับซ้อนและสามารถเปลี่ยนสภาพเมื่อสัมผัสอากาศ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กะตังกะติ้วเป็นพืชที่มีความเกี่ยวข้องกับ ภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการใช้ลำต้น ราก และผลในตำรับพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีการใช้เป็นอาหารและวัสดุจากธรรมชาติ
ในประเทศไทยมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น หมากยาง คุยช้าง คุยหนัง เครือยาง และอีคุย สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายพื้นที่
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Willughbeia edulis ได้รับการตีพิมพ์โดย Roxburgh ใน Plantae Coromandelianae ในปี ค.ศ. 1820 โดยคำว่า edulis ในชื่อวิทยาศาสตร์หมายถึง “รับประทานได้” สอดคล้องกับลักษณะเด่นของพืชที่มีผลสามารถบริโภคได้
ในอดีต น้ำยางของกะตังกะติ้วเคยถูกนำมาใช้ผลิตวัสดุประเภทยาง ก่อนการแพร่หลายของยางพารา จึงมีความสำคัญทั้งในด้านพืชอาหาร พืชสมุนไพร และทรัพยากรจากป่า
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก Kew ระบุว่า Willughbeia edulis เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีถิ่นกำเนิดกระจายกว้างในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของพืชดอกระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคาดการณ์ว่าถูกคุกคาม
อย่างไรก็ตาม สถานภาพในระดับท้องถิ่นอาจแตกต่างกัน เช่น ในสิงคโปร์มีการจัดสถานภาพระดับประเทศไว้สูงเนื่องจากประชากรตามธรรมชาติมีจำกัด
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Division: Tracheophyta
- Class: Magnoliopsida
- Order: Gentianales
- Family: Apocynaceae
- Genus: Willughbeia Roxb.
- Species: Willughbeia edulis Roxb.
ชื่อพ้องที่สำคัญ: Ancylocladus cochinchinensis Pierre, Willughbeia cochinchinensis (Pierre) K.Schum., Willughbeia curtisiana (Pierre) K.Schum., Willughbeia dulcis Ridl. และชื่อพ้องอื่นตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ กะตังกะติ้ว (Willughbeia edulis) ควรพิจารณาลักษณะสำคัญร่วมกัน ได้แก่
- เป็น ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ และมีมือเกาะ
- ทุกส่วนของต้นเมื่อถูกตัดสามารถมี น้ำยางสีขาวขุ่น
- ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน
- ดอกออกตามซอกใบและมี สีเหลือง
- ผลเป็นผลสดรูปกลมหรือรูปไข่ เมื่อสุกมีสี เหลืองถึงส้ม
- เมล็ดไม่มีขน
การเก็บวัตถุดิบสมุนไพรควรยืนยันชนิดด้วย ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืช หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธาน โดยเฉพาะเมื่อจะนำราก ลำต้น หรือน้ำยางไปใช้เป็นวัตถุดิบทางยา
คำเตือนทางการแพทย์
กะตังกะติ้วเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้พื้นบ้านมายาวนาน แต่หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด งานวิจัยในปัจจุบันจำนวนมากเป็นการศึกษาสารเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการศึกษาทางชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ จึงยังไม่สามารถใช้แทนการรักษามาตรฐานหรือยืนยันว่ารักษาโรค เช่น โรคตับ มะเร็ง เบาหวาน หรือโรคบิดในมนุษย์ได้
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรและภูมิปัญญาการใช้พืช ไม่ใช่คำแนะนำเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาโรค หากมีอาการเจ็บป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเพื่อใช้สมุนไพรทดแทน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Willughbeia edulis Roxb. Flora of Thailand.
- มูลนิธิสวนหลวง ร.9 / สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้ ยางคุย (Willughbeia edulis Roxb.).
- MedThai. (2563, 28 สิงหาคม). คุย สรรพคุณและประโยชน์ของเถาคุย 20 ข้อ (กะตังกะติ้ว).
- Royal Institute Dictionary. (2554). กะตังกะติ้ว. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554.
- Prakulanon, N., et al. (2024). Evaluation of phytochemical profile, and antioxidant, antidiabetic activities of indigenous Thai fruits. PeerJ.
- Chassagne, F., Haddad, M., Amiel, A., Phakeovilay, C., Manithip, C., Bourdy, G., Deharo, E., & Marti, G. (2018). A metabolomic approach to identify anti-hepatocarcinogenic compounds from plants used traditionally in the treatment of liver diseases. Fitoterapia, 127, 226–236.
- Sami, S. A. (2022). New insights into the identification of bioactive compounds from Willughbeia edulis Roxb. through GC–MS analysis. Beni-Suef University Journal of Basic and Applied Sciences, 11, 89.
- Plants of the World Online. (2026). Willughbeia edulis Roxb. Royal Botanic Gardens, Kew.
- World Flora Online. (2026). Willughbeia edulis Roxb.
- PROSEA. (n.d.). Willughbeia edulis Roxb.: Plants producing exudates.

