กะตังกะติ้ว

กะตังกะติ้ว

กะตังกะติ้ว เป็นไม้เถาเนื้อแข็งพื้นถิ่นของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีน้ำยางสีขาวขุ่นทุกส่วนของต้น และให้ ผลรับประทานได้ ในประเทศไทยพบกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะป่าธรรมชาติทางภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ชื่อกะตังกะติ้วยังใช้เรียกน้ำยางจากพืชเถาหลายชนิดในวงศ์ตีนเป็ด แต่ในทางพฤกษศาสตร์หมายถึง Willughbeia edulis Roxb.

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กะตังกะติ้ว
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Willughbeia edulis Roxb.
  • วงศ์: Apocynaceae หรือวงศ์ตีนเป็ด
  • ชื่อท้องถิ่น: คุย, เถาคุย, คุยช้าง, คุยหนัง, หมากยาง, บักยาง, เครือยาง, ตังตู้เครือ, อีคุย, โพล้พอ และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
  • ลักษณะเด่น: เป็น ไม้เถาเนื้อแข็ง มีมือเกาะ เลื้อยได้ไกลประมาณ 10–15 เมตร และมีน้ำยางสีขาวขุ่นเมื่อส่วนต่าง ๆ ของต้นถูกตัดหรือทำให้เกิดบาดแผล
  • ประโยชน์เด่น: ผลสุกใช้รับประทานได้ ขณะที่ส่วนของลำต้น ราก เปลือก และผลมีการใช้ใน ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน ในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้เลื้อยขนาดใหญ่ ลำต้นและกิ่งแตกแขนงมาก มีมือเกาะช่วยยึดพยุงต้น เปลือกมีสีน้ำตาลถึงเข้ม และเมื่อเกิดบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวขุ่นไหลออกมา
  • กิ่ง: กิ่งค่อนข้างเรียบ มีช่องอากาศหรือ lenticels และสามารถแตกแขนงจำนวนมาก
  • ใบ: ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ก้านใบยาวประมาณ 0.8–1.9 เซนติเมตร แผ่นใบรูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน เนื้อใบค่อนข้างเหนียวหรือคล้ายกระดาษ ปลายใบมักแหลม โคนใบสอบหรือมน ขอบใบอาจเป็นคลื่นเล็กน้อย และมีเส้นแขนงใบจำนวนมาก
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกมีสีเหลือง กลีบดอกเป็นหลอดและแยกเป็นแฉก
  • ผล: เป็นผลสดรูปกลมหรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 1.7–5.8 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงสีส้ม และสามารถรับประทานได้
  • เมล็ด: เมล็ดมีขนาดประมาณ 6–16 × 4–13 × 3–6 มิลลิเมตร และไม่มีขน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กะตังกะติ้ว (Willughbeia edulis) มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่แคว้นอัสสัมและบังกลาเทศ ผ่านเมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไปจนถึงคาบสมุทรมลายู โดยมักพบในเขตร้อนชื้นและป่าที่มีความชื้นสูง

ในประเทศไทยมีรายงานพบในพื้นที่ เช่น ศรีสะเกษ กาญจนบุรี สระบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครศรีธรรมราช สตูล และสงขลา และพบได้ในป่าดิบหรือป่าธรรมชาติที่ระดับความสูงไม่เกินประมาณ 900 เมตร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่มีข้อมูลรองรับชัดเจนที่สุด โดยใช้เมล็ดจากผลสุกที่สมบูรณ์แล้วนำไปเพาะ
  • สภาพแวดล้อม: เหมาะกับสภาพอากาศแบบเขตร้อนและพื้นที่มีความชื้นค่อนข้างสูง
  • ดิน: ควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดีและมีอินทรียวัตถุเพียงพอ
  • แสง: สามารถเจริญในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ที่ได้รับแสงเพียงพอ และเมื่อเจริญเป็นเถาขนาดใหญ่ควรมีค้างหรือไม้ให้ยึดเกาะ
  • การดูแล: ควรจัดทำค้างให้แข็งแรง เนื่องจากเป็นไม้เถาเนื้อแข็งที่สามารถเจริญเป็นเถาขนาดใหญ่ได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก
  • ลำต้น
  • เปลือกต้น
  • เถา
  • ผลดิบ
  • ผลสุก
  • น้ำยาง

การใช้แต่ละส่วนแตกต่างกันตามตำรับและภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรับยาดั้งเดิม มีรายงานการใช้กะตังกะติ้วหรือคุยในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • ลำต้น: ต้มกับน้ำดื่มเป็น ยาบำรุงกำลัง และใช้ในตำรับพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงร่างกาย
  • เปลือกต้น: มีรสฝาด ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้ต้มดื่มสำหรับ อาการปวดศีรษะ
  • ราก: ใช้ต้มดื่มตามตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการเจ็บคอและเจ็บหน้าอก
  • เถา ลำต้น และราก: มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการท้องเสียและโรคบิด
  • ลำต้น: มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านภาคใต้สำหรับ น้ำเหลืองเสีย
  • ลำต้น: ในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้เกี่ยวข้องกับตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการผิดปกติของตับ
  • ผลดิบ: ผลดิบที่ทำให้แห้งและผ่านความร้อน มีการใช้เป็นยาภายนอกสำหรับ ทาแผล
  • ผลสุก: ใช้รับประทานเป็นผลไม้ และมีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านว่าช่วยให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์

วิธีใช้

  • ลำต้นหรือราก: ตามตำรับพื้นบ้านนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
  • เปลือกต้น: ใช้ต้มเป็นน้ำสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ผลสุก: รับประทานเป็นผลไม้
  • ผลดิบ: มีรายงานการนำไปตากแห้ง ย่างไฟ และบดก่อนนำมาใช้ภายนอก
  • น้ำยาง: ในภูมิปัญญาดั้งเดิมบางพื้นที่ใช้ภายนอกกับแผลหรือใช้เป็นวัสดุเหนียว แต่ไม่ควรนำมาใช้รับประทานเองโดยไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของกะตังกะติ้วที่น่าสนใจประกอบด้วย สารกลุ่มอัลคาลอยด์ แทนนิน ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน เทอร์พีนอยด์ และสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งมีรายงานจากการตรวจคัดกรองทางพฤกษเคมีของสารสกัดจากต้น

นอกจากนี้ มีการศึกษาสารจากลำต้นและพบสารธรรมชาติบางชนิดที่มีศักยภาพทางชีวภาพ เช่น parabaroside C, procyanidin และสารกลุ่มลิกแนนบางชนิด แม้ว่าหลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและการศึกษาทางเคมี

องค์ประกอบทางเคมี

การศึกษาทางพฤกษเคมีพบองค์ประกอบหลายกลุ่ม ได้แก่

  • Alkaloids
  • Tannins
  • Flavonoids
  • Saponins
  • Terpenoids
  • Reducing sugars

การวิเคราะห์ GC–MS ของสารสกัดเมทานอลจากลำต้นยังตรวจพบสารประกอบ 4 รายการ ได้แก่ 2,4,6-Cycloheptatrien-1-one,3,5-bis-trimethylsilyl-, 1,1,1,3,5,5,5-Heptamethyltrisiloxane, 1,4-Bis(trimethylsilyl)benzene และ Benzene,2-[(tert-butyldimethylsilyl)oxy]-1-isopropyl-4-methyl- โดยการศึกษาระบุว่าเป็นสารที่รายงานจากลำต้นของพืชชนิดนี้เป็นครั้งแรกในงานดังกล่าว

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้าน พฤกษเคมี พบสารหลายกลุ่มในสารสกัดจากกะตังกะติ้ว และมีการใช้ GC–MS เพื่อระบุสารประกอบในลำต้น
  • งานวิจัยด้าน มะเร็งตับ ในปี 2018 ศึกษาพืชที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับโรคตับ และพบว่าสารสกัดเอทานอลจาก Willughbeia edulis มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ HepG2 ในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 ประมาณ 66.7 µg/mL พร้อมการระบุสารที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น parabaroside C และ procyanidin
  • งานวิจัยเกี่ยวกับ ผลไม้พื้นบ้านของไทย ได้รวม Willughbeia edulis ไว้ในการศึกษาปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ รวมทั้งการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ α-amylase แต่ผลเด่นของงานดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่กะตังกะติ้ว จึงยังไม่ควรสรุปว่าผลกะตังกะติ้วมีฤทธิ์รักษาเบาหวานในมนุษย์
  • มีการแยกสาร edulignan ซึ่งเป็น dimeric lignan ใหม่จากลำต้นของ W. edulis แต่สารดังกล่าวไม่แสดงฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase ในการทดสอบที่รายงาน โดยมีค่า IC50 มากกว่า 250 µM

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานอยู่ในระดับเบื้องต้นถึงปานกลางในด้านพฤกษเคมีและการทดลองในหลอดทดลอง แต่ยังมีข้อจำกัดมากในด้านการทดลองในมนุษย์

หลักฐานที่มีในปัจจุบันประกอบด้วย ข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการศึกษาสารสกัด ขณะที่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคใดโดยเฉพาะ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Willughbeia edulis พบประเด็นทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์: สารสกัดเอทานอลจากพืชถูกทดสอบกับเซลล์ HepG2 และพบฤทธิ์ในระดับหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: ผลของกะตังกะติ้วเป็นหนึ่งในผลไม้พื้นบ้านที่ถูกนำเข้าสู่การประเมินสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต: มีการนำสารสกัดผลไปทดสอบการยับยั้ง α-glucosidase และ α-amylase แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อเพื่อยืนยันความสำคัญทางคลินิก
  • การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี: พบสารหลายกลุ่มและสารประกอบเฉพาะบางชนิดจากลำต้น ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่อไป

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกะตังกะติ้วในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานในปริมาณสูงเป็นเวลานาน งานวิจัยที่มีส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และข้อมูลการใช้พื้นบ้าน

ควรแยก ผลสุกที่ใช้เป็นอาหาร ออกจากการใช้ ราก ลำต้น เปลือก หรือสารสกัดเข้มข้นเป็นยา เพราะข้อมูลด้านขนาดที่เหมาะสม ความเป็นพิษเรื้อรัง และความปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรยังไม่เพียงพอ

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้พืชหรือน้ำยาง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำยางโดยตรง
  • ไม่ควรนำ น้ำยางหรือสารสกัดเข้มข้น มารับประทานเองโดยไม่มีข้อมูลขนาดใช้และความปลอดภัยที่ชัดเจน
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กะตังกะติ้วในรูปแบบยา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกะตังกะติ้วกับยาสมัยใหม่ อย่างชัดเจน จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาสำหรับโรคเรื้อรังหรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ

การใช้ในอาหาร

ผลสุกของกะตังกะติ้วรับประทานได้ โดยผลมีสีเหลืองถึงส้มเมื่อสุก และมีรสเปรี้ยวอมหวาน มีการบริโภคเป็นผลไม้พื้นบ้านในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลของกะตังกะติ้วจึงมีความสำคัญทั้งในฐานะ พืชอาหารป่าและผลไม้พื้นบ้าน นอกเหนือจากการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำยาง: ในอดีตเคยนำมาใช้เป็นแหล่งยางธรรมชาติหรือวัสดุเหนียวก่อนการแพร่หลายของยางพารา แต่คุณภาพยางไม่ดีเท่ายางพารา เนื่องจากยางสามารถแข็งและกลายเป็นเรซินได้ค่อนข้างเร็ว
  • ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน: มีการใช้น้ำยางในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่งเป็นวัสดุสำหรับงานพื้นบ้าน
  • ราก: มีรายงานการนำไปใช้ย้อมสี โดยให้สีแดง
  • อาหารพื้นบ้าน: ผลสุกสามารถนำมาใช้เป็นผลไม้พื้นบ้านได้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผล: ควรเก็บเมื่อผลเจริญเต็มที่และสุกตามต้องการ หากต้องการบริโภคสดควรคัดผลที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อราและการเน่าเสีย
  • รากและลำต้น: หากนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเก็บจากต้นที่ระบุชนิดได้ถูกต้อง ล้างสิ่งสกปรก หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ
  • การเก็บรักษา: วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • น้ำยาง: ควรเก็บและใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นสารจากพืชที่มีองค์ประกอบทางเคมีซับซ้อนและสามารถเปลี่ยนสภาพเมื่อสัมผัสอากาศ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กะตังกะติ้วเป็นพืชที่มีความเกี่ยวข้องกับ ภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการใช้ลำต้น ราก และผลในตำรับพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีการใช้เป็นอาหารและวัสดุจากธรรมชาติ

ในประเทศไทยมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น หมากยาง คุยช้าง คุยหนัง เครือยาง และอีคุย สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายพื้นที่

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Willughbeia edulis ได้รับการตีพิมพ์โดย Roxburgh ใน Plantae Coromandelianae ในปี ค.ศ. 1820 โดยคำว่า edulis ในชื่อวิทยาศาสตร์หมายถึง “รับประทานได้” สอดคล้องกับลักษณะเด่นของพืชที่มีผลสามารถบริโภคได้

ในอดีต น้ำยางของกะตังกะติ้วเคยถูกนำมาใช้ผลิตวัสดุประเภทยาง ก่อนการแพร่หลายของยางพารา จึงมีความสำคัญทั้งในด้านพืชอาหาร พืชสมุนไพร และทรัพยากรจากป่า

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลจาก Kew ระบุว่า Willughbeia edulis เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีถิ่นกำเนิดกระจายกว้างในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของพืชดอกระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคาดการณ์ว่าถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม สถานภาพในระดับท้องถิ่นอาจแตกต่างกัน เช่น ในสิงคโปร์มีการจัดสถานภาพระดับประเทศไว้สูงเนื่องจากประชากรตามธรรมชาติมีจำกัด

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Division: Tracheophyta
  • Class: Magnoliopsida
  • Order: Gentianales
  • Family: Apocynaceae
  • Genus: Willughbeia Roxb.
  • Species: Willughbeia edulis Roxb.

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Ancylocladus cochinchinensis Pierre, Willughbeia cochinchinensis (Pierre) K.Schum., Willughbeia curtisiana (Pierre) K.Schum., Willughbeia dulcis Ridl. และชื่อพ้องอื่นตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ กะตังกะติ้ว (Willughbeia edulis) ควรพิจารณาลักษณะสำคัญร่วมกัน ได้แก่

  • เป็น ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ และมีมือเกาะ
  • ทุกส่วนของต้นเมื่อถูกตัดสามารถมี น้ำยางสีขาวขุ่น
  • ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน
  • ดอกออกตามซอกใบและมี สีเหลือง
  • ผลเป็นผลสดรูปกลมหรือรูปไข่ เมื่อสุกมีสี เหลืองถึงส้ม
  • เมล็ดไม่มีขน

การเก็บวัตถุดิบสมุนไพรควรยืนยันชนิดด้วย ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืช หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธาน โดยเฉพาะเมื่อจะนำราก ลำต้น หรือน้ำยางไปใช้เป็นวัตถุดิบทางยา

คำเตือนทางการแพทย์

กะตังกะติ้วเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้พื้นบ้านมายาวนาน แต่หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด งานวิจัยในปัจจุบันจำนวนมากเป็นการศึกษาสารเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการศึกษาทางชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ จึงยังไม่สามารถใช้แทนการรักษามาตรฐานหรือยืนยันว่ารักษาโรค เช่น โรคตับ มะเร็ง เบาหวาน หรือโรคบิดในมนุษย์ได้

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรและภูมิปัญญาการใช้พืช ไม่ใช่คำแนะนำเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาโรค หากมีอาการเจ็บป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเพื่อใช้สมุนไพรทดแทน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Willughbeia edulis Roxb. Flora of Thailand.
  2. มูลนิธิสวนหลวง ร.9 / สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้ ยางคุย (Willughbeia edulis Roxb.).
  3. MedThai. (2563, 28 สิงหาคม). คุย สรรพคุณและประโยชน์ของเถาคุย 20 ข้อ (กะตังกะติ้ว).
  4. Royal Institute Dictionary. (2554). กะตังกะติ้ว. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554.
  5. Prakulanon, N., et al. (2024). Evaluation of phytochemical profile, and antioxidant, antidiabetic activities of indigenous Thai fruits. PeerJ.
  6. Chassagne, F., Haddad, M., Amiel, A., Phakeovilay, C., Manithip, C., Bourdy, G., Deharo, E., & Marti, G. (2018). A metabolomic approach to identify anti-hepatocarcinogenic compounds from plants used traditionally in the treatment of liver diseases. Fitoterapia, 127, 226–236.
  7. Sami, S. A. (2022). New insights into the identification of bioactive compounds from Willughbeia edulis Roxb. through GC–MS analysis. Beni-Suef University Journal of Basic and Applied Sciences, 11, 89.
  8. Plants of the World Online. (2026). Willughbeia edulis Roxb. Royal Botanic Gardens, Kew.
  9. World Flora Online. (2026). Willughbeia edulis Roxb.
  10. PROSEA. (n.d.). Willughbeia edulis Roxb.: Plants producing exudates.
Scroll to top