การบูร
การบูร เป็นสมุนไพรและสารหอมที่มีประวัติการใช้มาอย่างยาวนานในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยได้จากส่วนต่าง ๆ ของต้นการบูร โดยเฉพาะเนื้อไม้ เปลือก และราก นำมาผ่านกระบวนการกลั่นจนได้ผลึกหรือสารที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยมใช้ในตำรับยาไทย ยาทาภายนอก ยาประคบ และผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกเย็นหรือบรรเทาอาการปวดเมื่อย ทั้งยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องหอมและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : การบูร
- ชื่ออื่น : การบูร, อบเชยญวน, พรมเส็ง, เจียโล่
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Camphor tree, Camphor laurel
- ชื่อสารสำคัญที่ได้จากพืช : Camphor
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันทั่วไป : Cinnamomum camphora (L.) J.Presl
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew Plants of the World Online ยอมรับในปัจจุบัน : Camphora officinarum Boerh. ex Fabr. โดย Cinnamomum camphora (L.) J.Presl เป็นชื่อพ้องทางอนุกรมวิธาน
- วงศ์ : Lauraceae
- ลักษณะการใช้ : ใช้เป็นทั้ง สมุนไพร ยา วัตถุดิบเครื่องหอม และสารแต่งกลิ่น
- ส่วนที่นำมาเตรียมการบูร : โดยเฉพาะ เนื้อไม้ เปลือก และราก
- สารสำคัญเด่น : Camphor ซึ่งเป็นสารประกอบกลุ่มโมโนเทอร์พีนคีโตน
หมายเหตุ : ชื่อวิทยาศาสตร์ของการบูรมีการจัดอนุกรมวิธานแตกต่างกันระหว่างฐานข้อมูล ปัจจุบัน Kew POWO รับรองชื่อ Camphora officinarum Boerh. ex Fabr. ขณะที่ชื่อ Cinnamomum camphora (L.) J.Presl ยังคงพบอย่างแพร่หลายในเอกสารทางเภสัชศาสตร์และงานวิจัย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : การบูรเป็น ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ทรงพุ่มกว้างและค่อนข้างทึบ สามารถเจริญเติบโตเป็นต้นขนาดใหญ่ได้ ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก เปลือกต้นมีสีน้ำตาลและค่อนข้างหยาบ ส่วนกิ่งอ่อนมีสีเขียวถึงน้ำตาลอ่อน เนื้อไม้มีสีน้ำตาลปนแดงและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยเฉพาะบริเวณรากและโคนต้น ทุกส่วนของพืชสามารถมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยได้
- ใบ : เป็น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปไข่ หรือรูปรีแกมรูปไข่ แผ่นใบค่อนข้างเหนียว ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนใบสีเขียวเข้มและเป็นมัน ด้านล่างมีสีเขียวอมเทาหรือเขียวอ่อน เส้นใบสำคัญมักแยกออกจากบริเวณโคนใบเป็น 3 เส้น และอาจพบต่อมบริเวณซอกเส้นใบ เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอมคล้ายการบูร
- ดอก : ออกเป็น ช่อแบบแยกแขนง ตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลืองหรือเขียวอมเหลือง กลีบรวมมี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ ภายในดอกมีเกสรเพศผู้หลายอันและมีต่อมที่โคนก้านเกสร ลักษณะดอกเป็นแบบเฉพาะของพืชในวงศ์ Lauraceae
- ผล : เป็น ผลมีเนื้อ รูปไข่หรือเกือบกลม ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำหรือม่วงดำ ขนาดประมาณ 6–10 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด และมีฐานรองดอกขยายเป็นถ้วยรองรับผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
การบูรมีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยข้อมูลอนุกรมวิธานของ Kew ระบุถิ่นกำเนิดหลักใน ญี่ปุ่น เกาหลี หมู่เกาะนันเซชิโต และไต้หวัน และมีการนำไปปลูกหรือแพร่กระจายในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งร้อนอีกหลายประเทศ รวมถึงจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางพื้นที่ของเอเชียใต้ อเมริกา และโอเชียเนีย ในประเทศไทยมีการปลูกการบูรเป็นไม้หอมและไม้สมุนไพร โดยพบในสวนสมุนไพร สวนพฤกษศาสตร์ และพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้นที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : เหมาะกับพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นถึงกึ่งร้อน ดินระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
- แสง : ควรได้รับแสงแดดเพียงพอเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตและสร้างน้ำมันหอมระเหยได้ดี
- ดิน : ใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำได้ดี
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ใช้เมล็ดที่สมบูรณ์และเพาะในวัสดุที่มีความชื้นเหมาะสม เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายปลูก
- การปักชำ : สามารถใช้กิ่งที่สมบูรณ์มาปักชำภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความชื้นเหมาะสม
- การดูแล : ให้น้ำในระยะตั้งตัว กำจัดวัชพืช และตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งและแข็งแรง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อไม้ : ใช้เป็นแหล่งสำคัญสำหรับการกลั่น การบูร
- เปลือก : ใช้เตรียมการบูรและใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
- ราก : ใช้เป็นวัตถุดิบในการกลั่นและมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใบและส่วนอื่นของต้น : มีน้ำมันหอมระเหยและสารออกฤทธิ์หลายชนิด แต่การนำมาใช้แตกต่างกันตามตำรับและวัตถุประสงค์
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและตำรายาไทย การบูรจัดเป็นตัวยาที่มีรสร้อนปร่าและมีกลิ่นหอม นิยมใช้ทั้งภายในตำรับยาและภายนอก
- การบูรที่ได้จากเนื้อไม้ : ใช้ทาหรือถูนวดเพื่อบรรเทา อาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ ข้อแพลง ปวดข้อ และปวดตามเส้นประสาท
- ใช้ในตำรับยาภายนอกสำหรับ อาการปวดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
- ใช้ช่วยบรรเทา อาการคันหรือระคายเคืองจากแมลงกัดต่อย ตามภูมิปัญญาการใช้ภายนอก
- ใช้เป็นส่วนประกอบของยาหรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม ช่วยให้รู้สึกสดชื่นและโล่งจมูก
- ในตำรายาไทยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อ ขับลม ขับเหงื่อ ขับเสมหะ และบำรุงธาตุ
- ในตำรับยาไทยบางชนิดใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อบรรเทา อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และอาการทางระบบทางเดินอาหาร
- การบูรใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาประคบและยาน้ำมันสำหรับทาถูนวด เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยและฟกช้ำ
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่สำหรับรักษาโรคโดยตรง
วิธีใช้
- ใช้ภายนอก : ผสมการบูรในน้ำมัน ยาหม่อง ขี้ผึ้ง หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ ตามสูตรและความเข้มข้นที่กำหนด
- ใช้ในยาประคบ : เป็นส่วนประกอบของตำรับยาประคบสมุนไพรร่วมกับไพล มะกรูด ตะไคร้ และสมุนไพรอื่น
- ใช้ในตำรับยารับประทาน : การบูรเป็นเพียงหนึ่งในตัวยาประกอบของตำรับยาไทยหลายชนิด การใช้ควรเป็นไปตามสูตรตำรับ ขนาดยา และคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพ
- ไม่ควรรับประทานการบูรบริสุทธิ์เอง เพราะการบูรในปริมาณสูงสามารถก่อพิษต่อระบบประสาทและทำให้เกิดอาการชักได้
ในบัญชียาจากสมุนไพร
การบูรมีการใช้เป็น ตัวยาประกอบในตำรับยาจากสมุนไพร ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่าการบูรบริสุทธิ์ทุกชนิดจะเป็นยาเดี่ยวที่สามารถนำมาใช้เองได้ ตัวอย่างตำรับที่มีการบูรเป็นส่วนประกอบ ได้แก่
- ยาธาตุบรรจบ : ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อและอาการอุจจาระธาตุพิการ รวมถึงท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อ ตามข้อบ่งใช้ของตำรับ
- ยาแก้ลมอัมพฤกษ์ : ใช้บรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือและเท้าตึงหรือชา
- ยาประสะไพล : ใช้ในตำรับสำหรับอาการระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน และช่วยขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอด
- ยาเลือดงาม : ใช้ในตำรับเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนและช่วยให้ระดูมาเป็นปกติตามองค์ความรู้ของตำรับ
ปัจจุบันบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรมีการปรับปรุงประกาศเป็นระยะ จึงควรตรวจสอบ ประกาศฉบับล่าสุดของคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เมื่อต้องการอ้างอิงสถานะทางกฎหมายหรือการใช้ในระบบบริการสุขภาพ
สาระสำคัญ
สารสำคัญที่โดดเด่นที่สุดของการบูรคือ Camphor ซึ่งเป็นสารกลุ่ม monoterpenoid ketone และเป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยจากการบูร นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม monoterpenes และ sesquiterpenes อีกหลายชนิด โดยสัดส่วนจะแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช แหล่งปลูก ฤดูกาล พันธุ์หรือ chemotype และวิธีการสกัด
องค์ประกอบทางเคมี
องค์ประกอบทางเคมีของการบูรและน้ำมันหอมระเหยจาก C. camphora มีความหลากหลาย โดยสารที่พบได้ ได้แก่
- Camphor
- 1,8-Cineole หรือ Eucalyptol
- Linalool
- α-Terpineol
- Borneol
- Terpinen-4-ol
- Limonene
- α-Pinene
- β-Pinene
- Camphene
- Safrole
- สารเทอร์พีนและสารประกอบอะโรมาติกอื่น ๆ
งานวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยพบว่าสัดส่วนสารสำคัญแตกต่างกันมากตามส่วนของพืช เช่น น้ำมันจากเปลือกอาจมี D-camphor เป็นองค์ประกอบเด่น ขณะที่น้ำมันจากใบหรือผลอาจมี linalool, 1,8-cineole หรือ safrole ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยสมัยใหม่ศึกษาการบูรและน้ำมันหอมระเหยจาก Cinnamomum camphora ในหลายด้าน โดยพบศักยภาพทางชีวภาพในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง เช่น
- ฤทธิ์ ต้านจุลชีพและต้านแบคทีเรีย
- ฤทธิ์ ต้านการอักเสบ
- ฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ ระงับปวด
- ฤทธิ์ ไล่และกำจัดแมลง
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาทบางประการ
- ศักยภาพด้านการปกป้องเซลล์และการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากยังเป็น การศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง และไม่ควรนำผลดังกล่าวมาเทียบเท่ากับหลักฐานประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและการใช้ดั้งเดิม : มีประวัติการใช้การบูรในตำรายาไทยและระบบการแพทย์ดั้งเดิมมาเป็นเวลานาน
- ระดับเภสัชวิทยา : มีหลักฐานจากการศึกษา in vitro และ in vivo สนับสนุนฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
- ระดับการศึกษาทางคลินิก : หลักฐานในมนุษย์สำหรับการใช้การบูรเป็นยาเดี่ยวเพื่อรักษาโรคเฉพาะยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับหลักฐานจากการทดลองก่อนคลินิก
- ระดับความปลอดภัย : มีข้อมูลชัดเจนว่าการรับประทานการบูรในปริมาณมากสามารถทำให้เกิดพิษทางระบบประสาทและชักได้
หมายเหตุ : การมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในห้องทดลองไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้เป็นข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคในมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า Camphor และสารประกอบในน้ำมันหอมระเหย สามารถมีผลต่อหลายระบบ ได้แก่
- ระบบประสาท : Camphor มีผลต่อการทำงานของระบบประสาทและตัวรับบางชนิด จึงสัมพันธ์ทั้งกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและความเป็นพิษเมื่อได้รับในขนาดสูง
- ฤทธิ์ระงับปวด : การศึกษาก่อนคลินิกพบศักยภาพในการลดการรับรู้ความเจ็บปวด
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารในน้ำมันหอมระเหยบางชนิดแสดงผลลดกระบวนการอักเสบในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยและสารบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารอย่าง linalool และสารประกอบอื่นในพืชแสดงศักยภาพดังกล่าวในงานวิจัยก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ต่อแมลง : น้ำมันหอมระเหยและ camphor มีฤทธิ์รมและไล่แมลงในการทดลอง
ความปลอดภัย
การบูรมีความเป็นพิษหากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก โดยเฉพาะการรับประทานหรือการได้รับผลิตภัณฑ์เข้มข้น การเกิดพิษอาจเริ่มด้วยคลื่นไส้ อาเจียน กระสับกระส่าย หรืออาการทางระบบทางเดินอาหาร และอาจพัฒนาไปสู่ กล้ามเนื้อกระตุก ชัก หมดสติ และภาวะกดระบบประสาทส่วนกลาง ได้
- ไม่ควรรับประทาน การบูรบริสุทธิ์หรือผลิตภัณฑ์การบูรสำหรับใช้ภายนอก
- ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก เพราะเด็กมีความเสี่ยงต่อพิษจากการรับประทานมากกว่าผู้ใหญ่
- การใช้ภายนอกควรใช้ตามความเข้มข้นที่ผู้ผลิตกำหนด
- ไม่ควรใช้บนแผลเปิดหรือบริเวณเยื่อบุ เว้นแต่ผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการออกแบบและขึ้นทะเบียนสำหรับการใช้ดังกล่าว
- การได้รับกลิ่นหรือไอระเหยเข้มข้นเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและไม่ควรใช้ในพื้นที่อับอากาศ
ข้อห้ามใช้
- ห้ามรับประทานการบูรบริสุทธิ์เอง
- สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานการบูร ตามข้อควรระวังของภูมิปัญญาการใช้ยาไทย
- หลีกเลี่ยงการใช้ใน เด็กเล็ก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อาจถูกนำเข้าปากหรือกลืนได้
- ผู้ที่มีความผิดปกติของ ตับหรือไต ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์รับประทานที่มีการบูรเป็นเวลานาน เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการสะสมและพิษ
- ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการบูรในความเข้มข้นสูงโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
หลักฐานเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างการบูรบริสุทธิ์กับยาแผนปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดรายการปฏิกิริยาที่ชัดเจนหลายรายการ อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อการบูรอยู่ใน ตำรับยาสมุนไพรหลายชนิด เพราะสมุนไพรตัวอื่นในตำรับอาจมีปฏิกิริยากับยาได้
- ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ตำรับสมุนไพรที่มีการบูร
- หากเป็นตำรับที่มีสมุนไพรหลายชนิด ไม่ควรประเมินปฏิกิริยาจากการบูรเพียงตัวเดียว
- ผู้ที่รับประทานยาที่มีช่วงการรักษาแคบ หรือมีโรคตับและไต ควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ตำรับที่มีการบูรเป็นประจำ
กรมการแพทย์แผนไทยฯ ระบุข้อควรระวังในตำรับที่มีการบูรบางชนิดเกี่ยวกับการใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด รวมถึงการใช้ต่อเนื่องในผู้มีความผิดปกติของตับและไต
การใช้ในอาหาร
การบูรมีประวัติการใช้ในอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารในบางวัฒนธรรม แต่ การบูรสำหรับใช้เป็นยาและการบูรสำหรับใช้เป็นวัตถุแต่งกลิ่นอาหารไม่ควรนำมาใช้แทนกัน การนำ camphor มาใช้ในอาหารต้องเป็น วัตถุดิบหรือสารแต่งกลิ่นที่ได้รับอนุญาตและใช้ในระดับที่กำหนด ไม่ควรนำก้อนการบูรสำหรับใช้ภายนอกหรือใช้ทางเภสัชกรรมมาปรุงอาหาร เนื่องจากความเข้มข้นและมาตรฐานความบริสุทธิ์แตกต่างกัน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
การบูรมีการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่
- ยาหม่อง
- น้ำมันนวดและน้ำมันสมุนไพร
- ครีมและขี้ผึ้งทาภายนอก
- ผลิตภัณฑ์ประคบสมุนไพร
- ผลิตภัณฑ์ให้ความรู้สึกเย็นหรือบรรเทาอาการปวดเมื่อย
- เครื่องหอมและผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น
- ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง
- ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลบางชนิด
Camphor เป็นสารที่มีคุณสมบัติด้านกลิ่นและให้ความรู้สึกเย็นหรืออุ่นบนผิว จึงมีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ทาภายนอกและเครื่องหอมอย่างแพร่หลาย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : ส่วนที่ต้องการนำมาเตรียมการบูร เช่น เนื้อไม้ เปลือก และราก ควรเก็บจากต้นที่มีความสมบูรณ์และมีอายุเหมาะสม
- การเตรียมวัตถุดิบ : ทำความสะอาด ลดสิ่งปนเปื้อน และลดความชื้นก่อนนำไปผ่านกระบวนการกลั่น
- การเก็บรักษาการบูร : ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันความชื้น ความร้อน และแสง
- การป้องกันการระเหิด : การบูรเป็นสารที่ระเหิดได้ จึงควรใช้ภาชนะปิดสนิท
- การเก็บวัตถุดิบสมุนไพร : ควรเก็บในสถานที่แห้ง สะอาด อากาศถ่ายเท และแยกจากสารที่มีกลิ่นแรงชนิดอื่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การบูรเป็นตัวยาที่มีลักษณะร้อนและมีกลิ่นหอม นิยมใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการขับลม การบำรุงธาตุ และการแก้อาการปวดเมื่อย นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาประคบ น้ำมันสมุนไพร ยาหม่อง และขี้ผึ้ง สำหรับใช้ภายนอก การใช้การบูรร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับสะท้อนแนวคิดของการแพทย์แผนไทยที่มักใช้สมุนไพรหลายชนิดร่วมกันเพื่อเสริมฤทธิ์และปรับสมดุลของตำรับ
ประวัติและวัฒนธรรม
การบูรเป็นสารหอมที่มีประวัติการใช้ในเอเชียมาเป็นเวลานาน ทั้งด้าน ยา เครื่องหอม การถนอมและดูแลสิ่งของ และพิธีกรรมบางรูปแบบ ในหลายวัฒนธรรม ในประวัติศาสตร์ การบูรมีมูลค่าทางการค้าและถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและการแพทย์ดั้งเดิมอย่างกว้างขวาง ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาวิธีสังเคราะห์ทางเคมี การบูรจึงสามารถผลิตได้จากแหล่งอื่นด้วย แต่การบูรจากต้นการบูรยังมีความสำคัญในด้านสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหย
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก World Flora Online ระบุสถานะของ Cinnamomum camphora ในฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกับ IUCN Red List ว่าอยู่ในระดับ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ต่ำในระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเก็บเกี่ยว รากและเนื้อไม้จากธรรมชาติโดยไม่ควบคุม อาจส่งผลกระทบต่อต้นและทรัพยากรในระยะยาว การปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร : Plantae
- กลุ่มพืช : Angiosperms
- อันดับ : Laurales
- วงศ์ : Lauraceae
- สกุล : Cinnamomum
- ชนิด : Cinnamomum camphora (L.) J.Presl
- ชื่อที่ Kew POWO ยอมรับ : Camphora officinarum Boerh. ex Fabr.
- ชื่อพ้องสำคัญ : Laurus camphora L.; Cinnamomum camphora (L.) J.Presl; Persea camphora (L.) Spreng.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของการบูรควรพิจารณาทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางมหภาค ลักษณะทางจุลทรรศน์ และองค์ประกอบทางเคมี
- ลักษณะมหภาค : พิจารณารูปร่าง สี กลิ่น และลักษณะของเนื้อไม้ เปลือก ใบ และผล
- ลักษณะเฉพาะของใบ : ใบเรียงสลับ รูปรีถึงรูปไข่ เส้นใบหลัก 3 เส้นออกจากบริเวณโคนใบ และเมื่อขยี้ใบมีกลิ่นหอม
- ลักษณะของการบูร : เป็นสารผลึกหรือกึ่งผลึกสีขาวถึงใส มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีคุณสมบัติระเหิดได้
- การตรวจสอบทางเคมี : ใช้เทคนิคอย่าง TLC, GC-MS หรือ GC เพื่อยืนยันสารสำคัญและรูปแบบองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย
- การตรวจสอบเอกลักษณ์ระดับโมเลกุล : ในงานวิจัยหรือการควบคุมวัตถุดิบ อาจใช้ DNA barcoding ประกอบการจำแนกชนิด
องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยอาจแตกต่างตามแหล่งปลูกและส่วนของพืช ดังนั้นการตรวจสอบด้วยวิธีทางเคมีจึงมีความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
คำเตือนทางการแพทย์
การบูรไม่ใช่สมุนไพรที่ควรนำมารับประทานโดยตรง การบูรในปริมาณมากสามารถทำให้เกิดพิษต่อระบบประสาท โดยเฉพาะอาการชักและการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว การรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีการบูรเข้มข้นโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะในเด็ก ถือเป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไต เด็กเล็ก และผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการบูรเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับรับประทาน
การใช้การบูรภายนอกควรใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากระบุวิธีใช้และความเข้มข้นชัดเจน ไม่ควรนำการบูรบริสุทธิ์มาทาผิวโดยตรงหรือใช้กับแผลเปิด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2562). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ. กระทรวงสาธารณสุข.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). การบูร. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- World Flora Online. (2026). Cinnamomum camphora (L.) J.Presl. World Flora Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Camphora officinarum Boerh. ex Fabr. Plants of the World Online.
- Guo, X., et al. (2016). The chemical composition of essential oils from Cinnamomum camphora and their insecticidal activity against stored product pests. Molecules, 21(10).
- Sharifi-Rad, J., et al. (2021). Cinnamomum species: Bridging phytochemistry knowledge, pharmacological properties and toxicological safety for health benefits. Frontiers in Pharmacology, 12, 600139.
- Aynul Fazmiya, M. J., et al. (2022). Current insights on bioactive molecules, antioxidant, anti-inflammatory, and other pharmacological activities of Cinnamomum camphora. Frontiers in Pharmacology.
- Shabbir, A., & Parvinzadeh Gashti, M. (2026). Camphor’s therapeutic uses and potential hazards: An in-depth review of its medicinal applications. Molecules, 31(4), 648.
- Chen, W., et al. (2018). GC×GC-TOFMS analysis of essential oils composition from leaves, twigs and seeds of Cinnamomum camphora L. Presl and their insecticidal and repellent activities. Molecules.
- Morris, H. H., et al. (2006). Camphor poisoning: An evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology.
- Rauber, K., et al. (2018). Cinnamon: A systematic review of adverse events. Clinical Nutrition, 37(5), 1524–1531.
