กาสามปีกใหญ่

กาสามปีกใหญ่

กาสามปีกใหญ่ เป็นไม้พุ่มสมุนไพรพื้นบ้านในวงศ์ถั่ว มีชื่อที่พบในท้องถิ่น เช่น เกล็ดปลา เกล็ดลิ่นใหญ่ และลูบตีบต้น จุดเด่นคือใบประกอบ 3 ใบ และช่อดอกที่มีใบประดับขนาดใหญ่ซ้อนกันคล้าย เกล็ดปลา จึงเป็นที่มาของชื่อพื้นบ้าน นอกจากใช้เป็น สมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แล้ว ยังปลูกเป็นไม้ประดับได้ด้วย

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณด้านล่างเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กาสามปีกใหญ่
  • ชื่อท้องถิ่น : เกล็ดปลา, เกล็ดลิ่นใหญ่, ลูบตีบต้น, ลูกลีบต้น
  • ชื่อสามัญ : Fish scales plant
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllodium longipes (Craib) Schindl.
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Desmodium longipes Craib และ Desmodium tonkinense Schindl.
  • วงศ์ : Fabaceae
  • วงศ์ย่อย : Faboideae หรือ Papilionoideae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : สมุนไพรพื้นบ้านและไม้ประดับ
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : ราก เปลือกราก และใบ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : กาสามปีกใหญ่เป็น ไม้พุ่มยืนต้น ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งค่อนข้างโปร่ง โดยทั่วไปพบสูงประมาณ 1–2.5 เมตร และบางแหล่งระบุว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 3–4 เมตร กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลหรือนุ่มละเอียด ปลายกิ่งมีลักษณะโน้มลงหรือห้อยเล็กน้อย
  • ใบ : เป็น ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยตรงกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด รูปไข่แกมใบหอกถึงรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีเส้นแขนงชัด โดยเฉพาะด้านล่างมีขนนุ่มปกคลุม ก้านใบและก้านใบย่อยมีขน
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก ลักษณะ ดอกแบบถั่ว สีขาวถึงขาวอมเหลือง ออกเป็นกระจุกบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง โดยมีใบประดับขนาดใหญ่ 2 ใบประกบหุ้มกลุ่มดอกและเรียงซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา เป็นลักษณะเด่นที่ใช้ช่วยจำแนกพืชชนิดนี้ ช่อดอกมีลักษณะห้อยหรือทอดลงตามกิ่ง ดอกมักพบในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม–กันยายน
  • ผล : ผลเป็น ฝักแบนรูปขอบขนาน มีรอยคอดแบ่งเป็นข้อระหว่างเมล็ดประมาณ 3–5 ข้อ ผิวฝักมีขน เมื่อแก่และแห้งจะแยกออกเป็นข้อ ๆ เมล็ดมีขนาดเล็ก แข็ง รูปไตหรือรูปรี
  • เมล็ด : เมล็ดขนาดเล็ก อยู่ภายในแต่ละข้อของฝัก และเป็นส่วนสำคัญในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน โดยมีเขตการกระจายตั้งแต่จีนตอนใต้ลงมาสู่ภูมิภาคอินโดจีน
  • การกระจายพันธุ์ : พบใน จีนตอนใต้ กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม โดยฐานข้อมูล Kew ระบุว่าชนิดนี้เป็นพืชพื้นถิ่นของประเทศดังกล่าว
  • ประเทศไทย : พบในหลายพื้นที่และสัมพันธ์กับป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ และพื้นที่ป่าที่มีความชื้นเหมาะสม โดยมีรายงานช่วงระดับความสูงประมาณ 400–800 เมตรในบางพื้นที่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแสง : เจริญได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก แต่สามารถทนร่มรำไรได้
  • ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนที่ระบายน้ำดีและมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร
  • น้ำ : ต้องการน้ำปานกลาง โดยเฉพาะในระยะตั้งตัว ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่เหมาะสมและมีการระบุไว้ในข้อมูลพรรณไม้ไทย สามารถเก็บฝักแก่ นำเมล็ดออกและเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำดี
  • การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีข้อมูลการตอนกิ่งและปักชำเป็นวิธีที่ใช้ขยายพันธุ์ได้
  • การดูแล : เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วสามารถเจริญได้ค่อนข้างดีในสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และควรตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มเมื่อปลูกเป็นไม้ประดับ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้ในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะการต้มเป็นยาน้ำ
  • เปลือกราก : ใช้ภายนอกโดยตำพอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : ใช้ต้มเป็นยาน้ำตามตำรับพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ราก : ตามตำรายาไทยและยาพื้นบ้าน รากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเพื่อ แก้ไข้ และแก้อาการผิดปกติของตับหรือที่ตำรายาเรียกว่า “ตับพิการ”
  • ราก : มีการใช้ร่วมกับรากสมุนไพรชนิดอื่น เช่น รากกระดูกอึ่ง รากกาสามปีก รากโมกมัน และรากหางหมาจอก ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการผอมแห้ง ใจสั่น และอาการที่อธิบายตามความเชื่อเรื่องคุณไสย
  • เปลือกราก : ตำพอกเพื่อ แก้ปวดและแก้เคล็ดบวม
  • ใบ : ต้มดื่มเพื่อ แก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น และแก้ปัสสาวะดำ ตามตำรายาพื้นบ้าน
  • ภูมิปัญญาชาติพันธุ์ : มีการศึกษาการใช้พืชวงศ์ถั่วในชุมชนกะเหรี่ยงของประเทศไทย พบการใช้ Phyllodium longipes ในตำรับยาต้ม โดยใช้ใบหรือรากและกล่าวถึงการใช้เกี่ยวกับอาการดีซ่านและการดูแลหญิงหลังคลอด
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสาน : งานศึกษาพืชสมุนไพรที่ใช้แก้ไข้ในจังหวัดยโสธรพบ Phyllodium longipes หรือเกล็ดลิ่นใหญ่ในกลุ่มพืชที่ใช้ทำยาต้มพื้นบ้านเพื่อแก้ไข้

วิธีใช้

  • ยาต้มจากราก : นำรากที่เตรียมสะอาดมาต้มกับน้ำ แล้วใช้ดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
  • ยาต้มจากใบ : ใช้ใบต้มกับน้ำเป็นยาดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ยาพอก : เปลือกรากนำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณที่ต้องการตามตำรับพื้นบ้าน
  • ตำรับยาผสม : การใช้รากร่วมกับสมุนไพรอื่นควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เนื่องจากตำรับพื้นบ้านแต่ละพื้นที่มีส่วนประกอบและวิธีเตรียมแตกต่างกัน

สาระสำคัญ

  • ข้อมูลเชิงเภสัชพฤกษศาสตร์ ของกาสามปีกใหญ่มีความสำคัญในการแยกชนิดออกจากพืชสกุล Phyllodium ชนิดอื่น โดยเฉพาะรูปแบบใบย่อย 3 ใบ ลักษณะใบย่อยปลายที่เด่น และช่อดอกที่มีใบประดับคล้ายเกล็ดปลา
  • สารสำคัญที่พบจากการศึกษาเบื้องต้น ของเมล็ดมีรายงานกลุ่มสารฟีนอล แทนนิน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ ไกลโคไซด์ ควิโนน สเตียรอยด์ ซาโปนิน และเทอร์พีนอยด์ในสารสกัดที่ใช้ตัวทำละลายแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็นการตรวจคัดกรองทางพฤกษเคมี ไม่ใช่การยืนยันว่าเป็นสารออกฤทธิ์เฉพาะตัวหรือมีปริมาณคงที่ในวัตถุดิบ

องค์ประกอบทางเคมี

  • มีรายงานการศึกษาทางเคมีของ ราก Phyllodium longipes โดยเฉพาะงานที่นำเสนอเรื่องสารประกอบทางเคมีจากรากของพืชชนิดนี้
  • อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลที่เข้าถึงได้จากแหล่งค้นคว้าครั้งนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันรายชื่อสารบริสุทธิ์ทั้งหมดจากรากพร้อมโครงสร้างและปริมาณ จึงไม่ควรนำรายชื่อสารของ Phyllodium ชนิดอื่น เช่น P. pulchellum มาเหมารวมเป็นองค์ประกอบของ กาสามปีกใหญ่
  • การศึกษาคัดกรองเมล็ดในปี 2025 รายงานการตรวจพบ ฟีนอล แทนนิน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ ไกลโคไซด์ ควิโนน และสเตียรอยด์ รวมทั้งตรวจพบซาโปนินและเทอร์พีนอยด์ในสารสกัดบางชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้านอนุกรมวิธาน มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจน โดยมีการศึกษาสกุล Phyllodium ในประเทศไทยและจัดทำคำบรรยายลักษณะทางสัณฐานวิทยา การกระจายพันธุ์ และข้อมูลนิเวศวิทยา
  • งานวิจัยด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ สนับสนุนว่ากาสามปีกใหญ่มีการใช้จริงในภูมิปัญญาพื้นบ้านของประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้เป็นยาต้ม
  • งานวิจัยด้านพฤกษเคมี มีรายงานการศึกษาสารประกอบจากรากและการตรวจคัดกรององค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด แต่ยังมีข้อมูลจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการวิจัยอย่างกว้างขวาง
  • งานวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของกาสามปีกใหญ่สำหรับการรักษาโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับหลักฐานด้านการใช้พื้นบ้าน : มีข้อมูลจากตำรายาไทย การสำรวจชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ และฐานข้อมูลพรรณไม้
  • ระดับหลักฐานด้านพฤกษเคมี : มีการศึกษาเบื้องต้น แต่ยังไม่มาก
  • ระดับหลักฐานด้านเภสัชวิทยา : จำกัด และยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปประสิทธิผลทางการรักษา
  • ระดับหลักฐานทางคลินิก : ยังไม่เพียงพอ
  • ดังนั้น ไม่ควรใช้ข้อมูลสรรพคุณพื้นบ้านแทนหลักฐานการรักษาทางการแพทย์ โดยเฉพาะการรักษาโรคตับ ไข้ หรือโรคเรื้อรัง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ องค์ประกอบทางพฤกษเคมี ของกาสามปีกใหญ่ แต่ยังมีงานศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ P. longipes โดยตรงค่อนข้างจำกัด
  • ผลการตรวจคัดกรองเมล็ดพบกลุ่มสารฟีนอล ฟลาโวนอยด์ แทนนิน อัลคาลอยด์ และสารกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ หรือฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ ต่อไป แต่ ไม่ควรสรุปว่าพืชมีฤทธิ์รักษาโรคดังกล่าวจากผลคัดกรองเพียงอย่างเดียว
  • ข้อมูลฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบในงานวิจัยของพืชสกุล Phyllodium ชนิดอื่น ไม่ควรนำมาอ้างเป็นผลของกาสามปีกใหญ่โดยตรง เนื่องจากแต่ละชนิดอาจมีองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพแตกต่างกัน

ความปลอดภัย

  • ยังมีข้อมูลด้าน ความปลอดภัยในมนุษย์ ของกาสามปีกใหญ่ไม่เพียงพอ
  • การใช้ราก เปลือกราก หรือใบในรูปแบบยาพื้นบ้านควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐาน ระยะเวลาการใช้ที่เหมาะสม และค่าความปลอดภัยในมนุษย์อย่างชัดเจน
  • ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด
  • หากใช้แล้วมีอาการแพ้ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ผื่น หรืออาการผิดปกติอื่น ควรหยุดใช้และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้เป็นยารักษาโรคด้วยตนเองในขนาดสูงหรือเป็นเวลานาน เนื่องจากยังขาดข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิกที่เพียงพอ
  • ผู้ที่มี โรคตับ โรคไต หรือมีความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะสำคัญ ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยาที่มีขนาดเข้มข้น หากไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกาสามปีกใหญ่กับยาแผนปัจจุบัน
  • เนื่องจากมีการใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการของ ตับและระบบทางเดินปัสสาวะ ผู้ที่ใช้ยารักษาโรคตับ ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาเพียงเพราะยังไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างยา

การใช้ในอาหาร

  • มีข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ว่ากลุ่มชุมชนบางแห่งในประเทศไทยมีการใช้ Phyllodium longipes เป็น พืชอาหารหรือผักพื้นบ้าน โดยมีการบันทึกการใช้ใบเป็นอาหารในชุมชนกะเหรี่ยง
  • การนำส่วนของพืชมาใช้เป็นอาหารควรแยกจากการใช้เป็นยา เพราะ ขนาดและวิธีเตรียมเพื่อเป็นอาหารไม่เท่ากับการใช้สารสกัดหรือยาต้มเข้มข้น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน : สามารถพบแนวทางการใช้ราก ใบ และเปลือกรากในรูปแบบยาต้มและยาพอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ไม้ประดับ : รูปทรงของต้นและใบประดับคล้ายเกล็ดปลาทำให้สามารถปลูกเป็นไม้ประดับหรือพืชจัดสวนได้
  • ยังไม่ควรกล่าวอ้างสรรพคุณในการรักษาโรคบนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์โดยไม่มีหลักฐานและการขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • รากและเปลือกราก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และระบุชนิดได้ถูกต้อง ทำความสะอาด ตัดเป็นชิ้น และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • ใบ : ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีเชื้อรา และทำความสะอาดก่อนนำไปใช้
  • การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • ควรติดฉลากระบุ ชื่อสมุนไพร ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และวันที่แปรรูป เพื่อช่วยควบคุมคุณภาพและป้องกันการสับสนกับพืชสกุล Phyllodium ชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มีการใช้รากและใบในตำรับยาต้ม โดยเฉพาะตำรับแก้ไข้และอาการผิดปกติของตับ
  • ชุมชนกะเหรี่ยง : มีบันทึกการใช้ P. longipes ทั้งในฐานะพืชอาหารและสมุนไพร โดยมีการใช้ใบและรากในตำรับพื้นบ้าน
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย : รากใช้ต้มดื่ม เปลือกรากใช้ตำพอก และใบใช้ต้มดื่มตามตำรับพื้นบ้าน

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อ “เกล็ดปลา” สัมพันธ์กับลักษณะใบประดับที่มีขนาดใหญ่และเรียงซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้
  • ชื่อ “เกล็ดลิ่นใหญ่” และ “กาสามปีกใหญ่” เป็นชื่อท้องถิ่นที่สะท้อนการจำแนกพืชตามลักษณะหรือการใช้ประโยชน์ในแต่ละภูมิภาค
  • ตัวอย่างพรรณไม้ที่ใช้ในการกำหนดชนิดวิทยาศาสตร์ของ P. longipes มีประวัติการเก็บตัวอย่างในประเทศไทยบริเวณเชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดย A.F.G. Kerr ในปี ค.ศ. 1909 ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอนุกรมวิธานพืชชนิดนี้

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Kew ยอมรับ Phyllodium longipes เป็นชนิดที่ถูกต้องทางอนุกรมวิธาน และฐานข้อมูลการประเมินความเสี่ยงของพืชดอกระบุว่าชนิดนี้มีการคาดการณ์ว่า ยังไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม ในระดับการประเมินดังกล่าว
  • การศึกษาสกุล Phyllodium ในกัมพูชา ลาว และเวียดนามพบว่าสถานะของ P. longipes แตกต่างกันตามภูมิภาค โดยมีการจัดเป็น Endangered (EN) ในกัมพูชา แต่เป็น Least Concern (LC) ในบริบทภูมิภาคอื่นที่ศึกษา
  • การอนุรักษ์ในประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการเก็บพันธุ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะส่วนรากซึ่งการเก็บเกี่ยวทำให้ต้นแม่เสียหาย และควรส่งเสริมการเพาะเมล็ดหรือขยายพันธุ์ในแหล่งปลูกทดแทน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Fabales
  • วงศ์ (Family) : Fabaceae
  • สกุล (Genus) : Phyllodium
  • ชนิด (Species) : Phyllodium longipes (Craib) Schindl.
  • ชื่อพ้อง (Synonyms) : Desmodium longipes Craib; Desmodium tonkinense Schindl.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะเด่นสำหรับตรวจสอบชนิด : เป็นไม้พุ่ม กิ่งอ่อนมีขน ใบประกอบ 3 ใบย่อย โดยใบย่อยตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่าคู่ด้านข้างอย่างชัดเจน
  • ช่อดอก : มีใบประดับขนาดใหญ่ 2 ใบประกบกันและเรียงซ้อนคล้าย เกล็ดปลา เป็นลักษณะที่มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจสอบเบื้องต้น
  • ดอก : มีขนาดเล็ก สีขาวถึงขาวอมเหลือง และมีรูปแบบกลีบดอกแบบถั่ว
  • ผล : เป็นฝักแบน มีข้อ 3–5 ข้อ และเมื่อแห้งจะแยกเป็นข้อ ๆ
  • การตรวจสอบทางวิชาการ : ควรเปรียบเทียบตัวอย่างจริงกับคำบรรยายทางพฤกษศาสตร์และตัวอย่างพรรณไม้แห้งจากหอพรรณไม้ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้เป็นวัตถุดิบยา
  • การตรวจสอบชนิดมีความสำคัญเนื่องจากในประเทศไทยมี Phyllodium หลายชนิด ที่มีชื่อพื้นบ้านใกล้เคียงกันและอาจนำไปสู่การใช้พืชผิดชนิดได้

คำเตือนทางการแพทย์

  • กาสามปีกใหญ่เป็นข้อมูลสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ยาที่มีหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกสำหรับทุกสรรพคุณ
  • การกล่าวถึงการ แก้โรคตับ แก้ไข้ หรือแก้ไข้จับสั่น เป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโดยแพทย์
  • ผู้ที่มีไข้สูง ไข้ต่อเนื่อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ ปวดท้องมาก หรือมีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ไม่ควรนำรากหรือส่วนอื่นของต้นไปทำสารสกัดเข้มข้นรับประทานเอง เพราะยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานและความปลอดภัยในมนุษย์เพียงพอ
  • ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับ โรคไต หรือผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สมุนไพร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ราชพฤกษ์พฤกษา / องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). เกล็ดปลา (Phyllodium longipes Schindl.). ฐานข้อมูลพรรณไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์.
  2. กรมป่าไม้. (2565). รายงานการศึกษาวิชาการด้านวนศาสตร์ชุมชน: ป่าชุมชนบ้านเขาโล้น. กรมป่าไม้.
  3. มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (2560). Klet pla: Phyllodium longipes (Craib) Schindl. Siriraj Medical Library/ข้อมูลสมุนไพร.
  4. วงศ์สถิตย์, ฉั่วกุล และคณะ. (2543). การศึกษาพืชสมุนไพรและการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย. ข้อมูลที่มีการอ้างถึงในฐานข้อมูลและรายงานพืชสมุนไพรไทย.
  5. Chantaranothai, P., & Saisorn, W. (2014). Morphology and distribution of Phyllodium group (Leguminosae) in Thailand. Thai Forest Bulletin (Botany), 42, 142–152.
  6. Saisorn, W., & Chantaranothai, P. (2015). Taxonomic studies on the genus Phyllodium Desv. (Leguminosae) in Thailand.
  7. Sutjaritjai, N., Wangpakapattanawong, P., Balslev, H., & Inta, A. (2019). Traditional uses of Leguminosae among the Karen in Thailand. Plants, 8(12), 600.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Phyllodium longipes (Craib) Schindl. Plants of the World Online.
  9. Plants of the World Online / Kew Science. (2026). Phyllodium longipes: Distribution, taxonomy and conservation information.
  10. Niwaswong, L., Kanokmedhakul, K., & Kanokmedhakul, S. (2016). Chemical constituents from the roots of Phyllodium longipes. Proceedings of the National Conference on Science and Technology.
  11. St. George’s College Aruvithura. (2025). Phytochemical composition of Phyllodium longipes seed extracts. GEM Journal, 5(1).
  12. Saisorn, W., & Chantaranothai, P. (2025). Taxonomy, lectotypification, and conservation of the genus Phyllodium (Fabaceae: Desmodieae) in Cambodia, Laos, and Vietnam.
Scroll to top