กลิ้งกลางดง

กลิ้งกลางดง

กลิ้งกลางดง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทยที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น โดยเฉพาะชื่อ กระท่อมเลือด และ สบู่เลือด มีลักษณะเด่นเป็นไม้เถาที่มีหัวสะสมอาหารขนาดใหญ่และมีน้ำยางสีแดง นิยมใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะส่วนหัว ราก ใบ และเถา อย่างไรก็ตาม ชื่อ “กลิ้งกลางดง” ในเอกสารไทยบางแหล่งยังใช้กับพืชต่างชนิดกัน คือ Dioscorea bulbifera ดังนั้นการตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะพฤกษศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อนนำไปใช้เป็นยา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กลิ้งกลางดง
  • ชื่อท้องถิ่น : กระท่อมเลือด, สบู่เลือด และมีชื่อเรียกอื่นในแต่ละท้องถิ่น
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stephania venosa (Blume) Spreng.
  • วงศ์ : Menispermaceae
  • ลักษณะเด่น : ไม้เถาล้มลุกหรือไม้เถา มีหัวสะสมอาหารขนาดใหญ่ใต้ดินและมีน้ำยางสีแดง
  • ชื่อที่ใช้ในภาษาอังกฤษ : ยังไม่มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษที่เป็นมาตรฐานแพร่หลาย
  • หมายเหตุ : ชื่อ “กลิ้งกลางดง” ยังถูกใช้กับ Dioscorea bulbifera L. หรือมันกะทาดในบางฐานข้อมูลและพจนานุกรมไทย จึงควรใช้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Stephania venosa เป็นหลักในการระบุชนิดของสมุนไพรในบทความนี้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลักษณะต้น : เป็นไม้เถา มีลำต้นและกิ่งก้านเลื้อยพันหรือทอดไปตามพืชและสิ่งยึดเกาะใกล้เคียง ส่วนโคนหรือหัวสะสมอาหารมีขนาดใหญ่ และเมื่อเกิดบาดแผลสามารถมีน้ำยางสีแดงไหลออกมา
  • หัว : เป็นส่วนสะสมอาหารขนาดใหญ่ ลักษณะค่อนข้างกลมหรือเป็นปุ่มปม ผิวมีสีน้ำตาลหรือเทาอมเขียวตามอายุ
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบมีลักษณะรูปไข่ถึงรูปไข่แกมสามเหลี่ยม โคนใบเว้าหรือคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบอาจเป็นคลื่นเล็กน้อย
  • ดอก : เป็นดอกแยกเพศ ช่อดอกตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกัน ดอกมีสีส้มถึงส้มแดง และมักออกบริเวณซอกใบ
  • ผล : ผลสด ลักษณะค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อแก่มีสีเปลี่ยนไปตามระยะการพัฒนา
  • น้ำยาง : จุดเด่นที่ใช้ช่วยสังเกตชนิดคือ น้ำยางสีแดง จากส่วนของลำต้นหรือหัวเมื่อเกิดบาดแผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่เอเชียเขตร้อนตั้งแต่บังกลาเทศ อินโดจีน ไปจนถึงคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซีย
  • การกระจายพันธุ์ : พบในประเทศไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ถิ่นอาศัย : พบในป่าเขตร้อนตามฤดูกาล ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และพื้นที่ป่าที่มีความชื้นตามฤดูกาล บางแห่งพบตามบริเวณหินปูน
  • ระดับความสูง : มีรายงานการพบในพื้นที่ป่าที่ระดับความสูงได้ถึงประมาณ 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยควรใช้เมล็ดที่สมบูรณ์และเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี
  • การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยสามารถนำชิ้นส่วนลำต้นมาเพาะเลี้ยงเพื่อให้เกิดแคลลัสและเซลล์แขวนลอย
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีงานวิจัยพบว่าสามารถใช้เทคนิคเพาะเลี้ยงเซลล์เพื่อผลิตสาร dicentrine ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการพึ่งพาหัวจากต้นธรรมชาติ
  • สภาพแวดล้อม : เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นตามฤดูกาล ต้องการวัสดุปลูกที่ระบายน้ำดี และควรหลีกเลี่ยงน้ำขังบริเวณหัว เพราะอาจทำให้เกิดการเน่า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวหรือส่วนสะสมอาหาร : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากในตำรับและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ราก : ใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ใบ : ใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้ภายนอก
  • เถา : มีการใช้ในตำรับยาไทยและยาพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ดอก : มีการกล่าวถึงการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • หัวและราก : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้เป็นยา บำรุงกำลัง และ บำรุงเส้นประสาท
  • เถา : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อ ขับพยาธิ ขับโลหิตระดู และแก้อาการเกี่ยวกับลม
  • ใบ : ใช้เป็นยา บำรุงธาตุ และนำมาตำพอกหรือใช้น้ำจากใบกับ แผลสดและแผลเรื้อรัง ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • หัว : บางตำรับใช้เป็นยาบำรุงกำลังและบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้รากและหัวที่มีรสเย็นจืดในตำรับยาลูกกลอนเพื่อ บำรุงเส้นประสาทและบำรุงกำลัง
  • การใช้ตามองค์ความรู้ท้องถิ่น : พบการใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงร่างกาย ระบบประสาท และอาการปวดเมื่อย แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิผลทางการแพทย์

วิธีใช้

  • ใช้เป็นยาตามตำรับพื้นบ้าน : หัวหรือรากอาจนำไปต้ม ดอง หรือเตรียมเป็นยาผงและยาลูกกลอนตามตำรับของหมอพื้นบ้าน
  • ยาลูกกลอน : มีข้อมูลตำรับพื้นบ้านที่ใช้ รากและหัวกลิ้งกลางดงร่วมกับไพล บดเป็นผงและปั้นเป็นลูกกลอน โดยมีการกำหนดขนาดใช้ตามตำรับเฉพาะ
  • ใช้ภายนอก : ใบถูกนำมาใช้กับแผลสดหรือแผลเรื้อรังตามภูมิปัญญาบางพื้นที่
  • ข้อควรระวัง : ไม่ควรนำข้อมูลวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง เพราะสารกลุ่มอัลคาลอยด์ของพืชมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและปริมาณสารสำคัญอาจแตกต่างกันระหว่างแหล่งปลูก

สาระสำคัญ

  • กลุ่มสารสำคัญเด่น : กลุ่ม อัลคาลอยด์ (alkaloids) เป็นสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามากที่สุดใน Stephania venosa
  • มีการแยกสาร dicentrine, crebanine, tetrahydropalmatine, stephanine, stepharanine, cyclanoline และอัลคาลอยด์อื่น ๆ จากหัวและส่วนต่าง ๆ ของพืช
  • ปริมาณสารสำคัญสามารถแตกต่างกันระหว่างตัวอย่างจากแต่ละพื้นที่และระหว่างต้นในประชากรเดียวกัน ซึ่งมีความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพสมุนไพร

องค์ประกอบทางเคมี

  • Dicentrine : อัลคาลอยด์กลุ่ม aporphine ที่พบในหัวและได้รับการศึกษาด้านฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • Crebanine : อัลคาลอยด์ที่พบในหัว มีการศึกษาด้านฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งและเอนไซม์ต่าง ๆ
  • Tetrahydropalmatine : อัลคาลอยด์กลุ่ม protoberberine
  • Stephanine : อัลคาลอยด์ที่ใช้เป็นหนึ่งในสารสำหรับการวิเคราะห์มาตรฐาน
  • Stepharanine
  • Cyclanoline
  • N-methyl stepholidine
  • Dehydrocrebanine
  • Oxostephanine
  • Thailandine
  • นอกจากอัลคาลอยด์ ยังมีรายงานการตรวจพบ ฟลาโวนอยด์ เทอร์พีนอยด์ สารกลุ่มโพลีฟีนอล และสารประกอบอื่น ๆ ในสารสกัดของพืช

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • มีการวิจัยสารสกัดและสารบริสุทธิ์จาก Stephania venosa อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้าน อัลคาลอยด์ เภสัชวิทยา และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง
  • งานวิจัยด้านการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่าสาร crebanine, dicentrine, stephanine และ tetrahydropalmatine สามารถตรวจวัดและวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วย HPLC ได้ และพบความแตกต่างของปริมาณสารระหว่างแหล่งตัวอย่าง
  • การศึกษาสารอัลคาลอยด์จากหัวพบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase (AChE) ในระดับหลอดทดลอง โดยสาร stepharanine, cyclanoline และ N-methyl stepholidine แสดงฤทธิ์ดังกล่าว
  • งานวิจัยอีกฉบับพบว่า dicentrine, crebanine และ tetrahydropalmatine สามารถยับยั้ง AChE ในการทดลอง และรายงานค่า IC50 ของแต่ละสารแตกต่างกัน
  • มีการศึกษาสารอัลคาลอยด์ต่อเซลล์มะเร็งรังไข่ชนิด SKOV3 ในหลอดทดลอง พบฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์และกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ของเซลล์ในระดับเซลล์
  • สารบางชนิดจาก S. venosa ยังแสดงฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียและฤทธิ์ต่อเชื้อจุลชีพบางชนิดในงานทดลองระดับห้องปฏิบัติการ

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ : มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านและเป็นส่วนประกอบในตำรับยา
  • ระดับการทดลองในหลอดทดลอง (in vitro) : มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ของสารอัลคาลอยด์ต่อ AChE เซลล์มะเร็ง และเชื้อจุลชีพบางชนิด
  • ระดับการทดลองในสัตว์ : หลักฐานเฉพาะของ S. venosa ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่ได้รับการพัฒนาทางคลินิก
  • ระดับการทดลองในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันการใช้ S. venosa หรือสารสกัดของพืชเพื่อรักษาโรคสำคัญ เช่น มะเร็ง เบาหวาน หรือโรคอัลไซเมอร์
  • สรุปหลักฐาน : หลักฐานปัจจุบันสนับสนุนในระดับ ข้อมูลเบื้องต้นทางเภสัชวิทยาและเคมี มากกว่าหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase : อัลคาลอยด์บางชนิดจากหัวมีฤทธิ์ยับยั้ง AChE ในหลอดทดลอง จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจต่อการศึกษาด้านระบบประสาท แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ได้
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : อัลคาลอยด์บางชนิด เช่น crebanine และ oxostephanine แสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งหลายสายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์กระตุ้น apoptosis : สารบางชนิดจาก S. venosa สามารถกระตุ้นการตายของเซลล์แบบ apoptosis ในการทดลองกับเซลล์มะเร็ง
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : มีการรายงานฤทธิ์ของอัลคาลอยด์บางชนิดต่อ Plasmodium falciparum ในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อก่อโรคบางชนิดในงานทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากพืช แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการกำหนดข้อบ่งใช้รักษาโรคในมนุษย์

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด เมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง
  • เนื่องจากพืชมี อัลคาลอยด์หลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ การใช้หัวหรือสารสกัดเข้มข้นจึงไม่ควรถือว่าไม่มีความเสี่ยง
  • ปริมาณอัลคาลอยด์อาจแตกต่างกันตาม แหล่งปลูก อายุของพืช ส่วนที่ใช้ และวิธีสกัด ซึ่งมีผลต่อคุณภาพและความแรงของผลิตภัณฑ์
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์จากกลิ้งกลางดงเพื่อรักษาโรคด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภายใน เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็ก : ไม่ควรนำหัวหรือสารสกัดมารับประทานเอง
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Menispermaceae : ควรหลีกเลี่ยง
  • การใช้เพื่อรักษามะเร็ง เบาหวาน หรือโรคทางระบบประสาท : ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ปฏิกิริยาระหว่างกลิ้งกลางดงกับยาแต่ละชนิด
  • เนื่องจากพืชมีอัลคาลอยด์หลายชนิดและมีรายงานฤทธิ์ต่อเอนไซม์และระบบชีวภาพหลายทาง จึงควรระมัดระวังเมื่อนำไปใช้ร่วมกับ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ยาที่มีผลต่อความดันโลหิต ยาที่มีผลต่อหัวใจ หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกลิ้งกลางดง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • มีศักยภาพในการนำสารอัลคาลอยด์ไปใช้เป็น สารต้นแบบในการพัฒนายา เนื่องจากพบฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้านในการทดลอง
  • มีการศึกษาการใช้เทคนิค เพาะเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อพืช เพื่อผลิต dicentrine เป็นแหล่งวัตถุดิบทางเลือกสำหรับการศึกษาสารออกฤทธิ์
  • มีการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ crebanine และ dicentrine ในหัวกลิ้งกลางดงและผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ด้วยเทคนิค HPTLC ซึ่งมีประโยชน์ต่อการควบคุมคุณภาพ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนหัว : ควรเก็บจากต้นที่เจริญสมบูรณ์และมีการสะสมอาหารเพียงพอ
  • การทำความสะอาด : ควรทำความสะอาดดินและสิ่งปนเปื้อนออกจากหัวก่อนนำไปแปรรูป
  • การทำแห้ง : หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรหั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสมและทำให้แห้งอย่างถูกสุขลักษณะ
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • การควบคุมคุณภาพ : ควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์พืชและปริมาณสารสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มอัลคาลอยด์ ก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • มีการใช้ หัวและรากกลิ้งกลางดง เป็นยาบำรุงกำลังและบำรุงเส้นประสาทในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ ใช้รักษาแผลสดและแผลเรื้อรังในบางพื้นที่
  • เถา มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับการขับพยาธิและการขับโลหิตระดู
  • ในบางท้องถิ่นมีการใช้หัวในตำรับบำรุงร่างกายและแก้อาการปวดเมื่อย
  • มีการบันทึกองค์ความรู้ของหมอพื้นบ้านภาคกลางและภาคอีสานที่นำกลิ้งกลางดงไปใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาลูกกลอน โดยระบุรากและหัวเป็นส่วนที่ใช้และมีสรรพคุณด้านการบำรุงเส้นประสาทและกำลัง

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อ “กลิ้งกลางดง” สื่อถึงลักษณะของส่วนสะสมอาหารหรือหัวที่มีรูปร่างกลม ซึ่งสามารถกลิ้งไปตามพื้นป่าได้
  • ในบางพื้นที่มีความเชื่อเกี่ยวกับหัวที่มีรูปร่างหรือรอยบนผิวคล้ายพระพุทธรูป ทำให้เกิดความเชื่อด้าน ว่านมงคลและเครื่องราง และหัวที่มีลักษณะพิเศษอาจได้รับการยกย่องเป็นพิเศษ
  • ในกลุ่มชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่า พืชชนิดนี้จึงมีทั้งบทบาทด้าน สมุนไพรพื้นบ้าน ความเชื่อ และวัฒนธรรมการใช้ทรัพยากรป่า
  • มีข้อมูลว่าพืชชนิดนี้มีการใช้ประโยชน์จากน้ำยางสีแดงในวัฒนธรรมบางกลุ่มสำหรับการทำเครื่องหมายหรือการสักตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

  • Stephania venosa มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อน และฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าเป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน
  • อย่างไรก็ตาม การเก็บหัวจากธรรมชาติทำให้ต้องนำต้นออกจากพื้นที่และใช้เวลานานกว่าพืชจะสะสมหัวขนาดใหญ่ จึงควรสนับสนุน การขยายพันธุ์และการเพาะปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร แทนการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อผลิตสารสำคัญ เช่น dicentrine เป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติได้

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Ranunculales
  • วงศ์ (Family) : Menispermaceae
  • สกุล (Genus) : Stephania Lour.
  • ชนิด (Species) : Stephania venosa (Blume) Spreng.
  • ชื่อพ้อง (Synonyms) : Clypea venosa Blume; Stephania prapatensis Yamam.
  • สถานะชื่อทางอนุกรมวิธาน : เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (accepted species) ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ตรวจลักษณะภายนอก : ตรวจสอบว่าเป็นไม้เถา มีหัวสะสมอาหารขนาดใหญ่ และมีน้ำยางสีแดง
  • ตรวจใบและดอก : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปไข่แกมสามเหลี่ยม และดอกออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ
  • ตรวจชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรยืนยันเป็น Stephania venosa (Blume) Spreng. ก่อนนำไปจัดทำวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์
  • ตรวจสารเคมี : สามารถใช้ HPLC หรือ HPTLC ตรวจสอบสารกลุ่มอัลคาลอยด์ เช่น crebanine, dicentrine, stephanine และ tetrahydropalmatine เพื่อช่วยยืนยันคุณภาพและมาตรฐานของวัตถุดิบ
  • ข้อควรระวังด้านการจำแนก : ไม่ควรใช้ชื่อพื้นเมือง “กลิ้งกลางดง” เพียงอย่างเดียวในการระบุชนิด เนื่องจากชื่อเดียวกันถูกใช้กับ Dioscorea bulbifera ในแหล่งข้อมูลไทยบางแห่ง

คำเตือนทางการแพทย์

  • กลิ้งกลางดงเป็นสมุนไพรที่มีสารอัลคาลอยด์หลายชนิด และสารเหล่านี้มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา จึงไม่ควรรับประทานหัวหรือสารสกัดเข้มข้นโดยพลการ
  • ผลการทดลองด้าน มะเร็ง ระบบประสาท AChE และการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เป็นการทดลองระดับเซลล์หรือห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้
  • ห้ามใช้กลิ้งกลางดงแทนยาแผนปัจจุบัน หรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเพื่อใช้สมุนไพร
  • หากต้องการใช้เป็นยารับประทาน ควรปรึกษา แพทย์แผนไทย เภสัชกร หรือแพทย์ และเลือกวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบชนิดและคุณภาพ
  • หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณพื้นบ้านในบทความนี้เป็นข้อมูลด้านภูมิปัญญาและประวัติการใช้สมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำในการวินิจฉัยหรือรักษาโรค และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกลิ้งกลางดงยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). กลิ้งกลางดงและพืชสกุล Dioscorea. สารานุกรมพืช.
  2. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). กลิ้งกลางดง, กระท่อมเลือด, สบู่เลือด. Doi Suthep Nature Center.
  3. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กลิ้งกลางดง (Stephania venosa). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
  4. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง. (2559). กลิ้งกลางดง (กระท่อมเลือด). องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน.
  5. Chanpapatpol, C. (2021). ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านภาคกลางและภาคอีสานของประเทศไทย [วิทยานิพนธ์/รายงานวิจัย]. มหาวิทยาลัยรังสิต.
  6. Kongkiatpaiboon, S., Duangdee, N., Prateeptongkum, S., & Chaijaroenkul, W. (2016). Acetylcholinesterase inhibitory activity of alkaloids isolated from Stephania venosa. International Journal of Molecular Sciences, [รายละเอียดวารสารตามฐานข้อมูลผู้จัดพิมพ์].
  7. Khorana, N., et al. (2006). Acetylcholinesterase inhibitors from Stephania venosa tuber. Journal of Pharmacy and Pharmacology, 58(5), 695–700. https://doi.org/10.1211/jpp.58.5.0015
  8. Kitisripanya, T., Komaikul, J., Tawinkan, N., Atsawinkowit, C., & Putaluna, W. (2013). Dicentrine production in callus and cell suspension cultures of Stephania venosa. Natural Product Communications, 8(4), 443–445.
  9. Kongkiatpaiboon, S., Duangdee, N., Prateeptongkum, S., et al. (2017). Simultaneous HPLC analysis of crebanine, dicentrine, stephanine and tetrahydropalmatine in Stephania venosa. Revista Brasileira de Farmacognosia, 27(6), 691–697. https://doi.org/10.1016/j.bjp.2017.10.004
  10. Likhitwitayawuid, K., Dej-adisai, S., Jongbunprasert, V., & Krungkrai, J. (1999). Antimalarials from Stephania venosa, Prismatomeris sessiliflora, Diospyros montana and Murraya siamensis. Planta Medica, 65(8), 754–756. https://doi.org/10.1055/s-2006-960858
  11. Mon, M. T., Yodkeeree, S., Punfa, W., Pompimon, W., & Limtrakul, P. (2018). Alkaloids from Stephania venosa as chemo-sensitizers in SKOV3 ovarian cancer cells via Akt/NF-κB signaling. Chemical and Pharmaceutical Bulletin, 66(2), 162–169. https://doi.org/10.1248/cpb.c17-00687
  12. Montririttigri, K., Moongkarndi, P., Joongsomboonkusol, S., Chitkul, B., & Pattanapanyasat, K. (2008). Apoptotic activity of aporphine from Stephania venosa on human ovarian cancer cells. Mahidol University Journal of Pharmaceutical Sciences, 35(1–4), 52–56.
  13. Kew Science. (n.d.). Stephania venosa (Blume) Spreng. Plants of the World Online.
  14. World Flora Online. (n.d.). Stephania venosa (Blume) Spreng.
  15. Guinaudeau, H., et al. (2022). Alkaloids in genus Stephania (Menispermaceae): A comprehensive review of its ethnopharmacology, phytochemistry, pharmacology and toxicology. Journal of Ethnopharmacology, 293, 115248.
Scroll to top