ก่อ
ก่อ หรือ ก่อใบเลื่อม เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบในวงศ์ก่อ (Fagaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC. พบตามป่าดิบแล้งและป่าไม่ผลัดใบในพื้นที่สูงของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ผลเป็นชนิดถั่วมีเปลือกหรือกาบหุ้มเป็นหนาม และสามารถนำมาคั่วรับประทานได้ จึงมีทั้งความสำคัญในฐานะ พืชอาหาร สมุนไพรพื้นบ้าน และไม้สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศป่า *หมายเหตุ : ชื่อ “ก่อ” ในประเทศไทยใช้เรียกไม้หลายชนิดในสกุล Castanopsis และพืชวงศ์ Fagaceae ดังนั้นข้อมูลบทความนี้หมายถึง ก่อใบเลื่อม (Castanopsis tribuloides) ซึ่งเป็นชนิดที่ฐานข้อมูล THBIF ระบุชื่อไทยว่า “ก่อ” ด้วย *
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ก่อ
- ชื่ออื่น : ก่อใบเลื่อม, ก่อหลั่ง, ก่อเดือย และชื่อท้องถิ่นอื่นตามพื้นที่
- ชื่อสามัญ : Mountain serdang
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC.
- วงศ์ : Fagaceae
- ประเภทพืช : ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ
- ลักษณะเด่น : ผลมีลักษณะคล้ายถั่วและมีกาบหุ้มผลเป็นหนาม
- การใช้ประโยชน์ : ผลสามารถคั่วรับประทานได้ ส่วนเนื้อในผลมีการระบุการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในฐานะสมุนไพรบำรุงร่างกาย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 20–30 เมตร เปลือกต้นมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลอมเทา และเมื่ออายุมากอาจแตกเป็นร่องหรือสะเก็ดตามยาว
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมรูปขนาน กว้างประมาณ 2.5–4.5 เซนติเมตร ยาว 7–13 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาและมีผิวด้านบนเป็นมัน
- ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวครีม ออกเป็นช่อแบบตั้งขึ้น ช่อดอกยาวประมาณ 10–15 เซนติเมตร ดอกมีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมีย และดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ประมาณ 12 อัน
- ผล : ผลเป็นผลแห้งประเภทถั่ว รูปไข่คล้ายหยดน้ำ ปลายเป็นติ่งแหลม ขนาดประมาณไม่เกิน 1 เซนติเมตร และมีกาบหุ้มผลมีหนามและขนแน่นหุ้มผลอยู่

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ก่อใบเลื่อม มีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย จีน เมียนมา ลาว เวียดนาม ไปจนถึงประเทศไทย โดย Kew ระบุขอบเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติครอบคลุมอินเดีย บังกลาเทศ จีนตอนใต้ตอนกลาง เทือกเขาหิมาลัย ลาว เมียนมา เนปาล ไทย และเวียดนาม ในประเทศไทยพบในพื้นที่ภูเขาและป่าดิบแล้ง โดยข้อมูล THBIF ระบุการพบในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย? ตาก น่าน ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน พะเยา และชุมพร รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่ง โดยมักพบที่ระดับความสูงประมาณ 600–1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีหลักที่เหมาะกับก่อใบเลื่อม โดยเก็บผลแก่หรือลูกก่อจากใต้ต้นแม่พันธุ์ นำกาบหุ้มผลออกและคัดเมล็ดที่สมบูรณ์
- การเพาะเมล็ด : ควรเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำดีและเก็บไว้ในบริเวณที่มีแสงรำไร เนื่องจากต้นกล้าในระยะแรกต้องการการดูแลความชื้นอย่างเหมาะสม
- การคัดเมล็ด : ในการเพาะกล้าสามารถแช่เมล็ดในน้ำและคัดเมล็ดที่ลอยออก เพราะเมล็ดที่ลอยมีแนวโน้มไม่สมบูรณ์
- ระยะกล้า : การงอกอาจไม่พร้อมกันทั้งหมด โดยมีรายงานการทดลองเพาะเมล็ดก่อใบเลื่อมที่พบการงอกแบบทยอยต่อเนื่องหลายสัปดาห์
- การปลูกลงพื้นที่ : ก่อใบเลื่อมเป็นไม้ทนร่ม เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพใกล้เคียงป่าธรรมชาติ และได้รับการคัดเลือกเป็น พรรณไม้โครงสร้างสำหรับฟื้นฟูป่า ในภาคเหนือของประเทศไทย
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อในผล : มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยนำผลไปคั่วและรับประทานเนื้อใน
- เปลือกต้น : มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารสกัดเปลือกต้น โดยเฉพาะการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาใช้แทนการรักษาในมนุษย์
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรที่เผยแพร่ในประเทศไทย มีการระบุ เนื้อในผลก่อ ว่าใช้ในลักษณะ บำรุงร่างกาย บำรุงไต บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงม้าม และบำรุงกระเพาะอาหาร รวมถึงใช้สำหรับผู้ที่มีอาการร่างกายอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม สรรพคุณดังกล่าวเป็น ข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารสมุนไพรดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- การใช้เป็นอาหารและภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ผลแก่สามารถนำมาคั่วให้สุก แล้วแกะกาบหุ้มผลเพื่อรับประทานเนื้อใน
- การใช้เป็นสมุนไพร : ข้อมูลดั้งเดิมระบุการรับประทานเนื้อในผลเพื่อบำรุงร่างกาย แต่ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันสำหรับการใช้ก่อเป็นยาโดยตรง
หมายเหตุ : ไม่ควรนำขนาดสารสกัดจากการทดลองในสัตว์มาเทียบเป็นขนาดรับประทานสำหรับมนุษย์
สาระสำคัญ
สาระสำคัญที่ได้รับความสนใจจากการศึกษาก่อใบเลื่อม ได้แก่ สารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ โดยเฉพาะสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและอาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน งานวิจัยเกี่ยวกับเปลือกต้นพบสารฟีนอลิกหลายชนิดและให้ความสนใจต่อ rutin เป็นพิเศษ
องค์ประกอบทางเคมี
จากการวิเคราะห์สารสกัดเปลือกต้นก่อใบเลื่อมด้วย HPLC-DAD พบสารประกอบฟีนอลิกอย่างน้อย 9 ชนิด ได้แก่
- Rutin hydrate
- (-)-Epicatechin
- Caffeic acid
- Catechin hydrate
- Catechol
- Trans-ferulic acid
- p-Coumaric acid
- Vanillic acid
- Rosmarinic acid
โดยงานวิจัยดังกล่าวรายงานว่า rutin hydrate เป็นหนึ่งในสารที่พบในปริมาณเด่นของสารสกัดที่ศึกษา นอกจากนี้ การศึกษาสารสกัดใบของ Castanopsis tribuloides ด้วย GC-MS พบสารระเหยหลายชนิด และพบปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในระดับที่น่าสนใจทางการวิจัย
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยในปี พ.ศ. 2565 ศึกษาสารสกัดเมทานอลจาก เปลือกต้นก่อใบเลื่อม (Castanopsis tribuloides) ในแบบจำลองไข้ในหนูทดลอง พบว่าสารสกัดขนาด 200 และ 400 มก./กก. สามารถลดอุณหภูมิร่างกายของหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดไข้ได้ และการวิเคราะห์ด้วย HPLC-DAD ตรวจพบสารฟีนอลิก 9 ชนิด โดยผู้วิจัยเสนอว่า rutin อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยับยั้งเอนไซม์ microsomal prostaglandin E synthase-1 (mPGES-1) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้าง PGE2 การศึกษาที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2568 ศึกษาผลก่อใบเลื่อมในด้านคุณค่าทางโภชนาการและฤทธิ์ต้านจุลชีพ พบว่าสารสกัดจากผลมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในการทดลอง in vitro ได้แก่ Bacillus subtilis, Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococcus aureus และมีการวิเคราะห์สารประกอบที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและการใช้พื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้ผลก่อเป็นอาหารและการใช้เนื้อในผลเพื่อบำรุงร่างกาย
- ระดับห้องปฏิบัติการ (in vitro) : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพของสารสกัดบางส่วน
- ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัดเปลือกต้นในหนูทดลอง
- ระดับกลไกเชิงโมเลกุล : มีการใช้ molecular docking และ molecular dynamics เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่สารฟีนอลิก โดยเฉพาะ rutin จะจับกับ mPGES-1
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและขนาดใช้รักษาโรคของก่อใบเลื่อม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
งานวิจัยที่มีข้อมูลเด่นในปัจจุบันมุ่งเน้น ฤทธิ์ลดไข้ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพ โดยสารสกัดเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ลดไข้ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง ขณะที่สารสกัดใบและผลแสดงกิจกรรมทางชีวภาพในระดับห้องปฏิบัติการ ผลการทดลองเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์จากพืช ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานว่าก่อสามารถรักษาไข้ การติดเชื้อ หรือโรคอักเสบในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของก่อใบเลื่อมในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เพื่อรักษาโรค ดังนั้นการรับประทานผลก่อในฐานะอาหารหลังผ่านความร้อนควรแยกออกจากการใช้สารสกัดเป็นยา งานวิจัยทางเภสัชวิทยาที่มีอยู่เป็นหลักฐานจาก ห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปความปลอดภัยของสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นในมนุษย์ได้
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ สารสกัดก่อหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น เพื่อรักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ Fagaceae ควรหลีกเลี่ยงจนกว่าจะทราบความปลอดภัย
- ไม่ควรนำข้อมูลการทดลองในสัตว์มาใช้กำหนดขนาดยารับประทานในมนุษย์
- ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากก่อโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การใช้ในอาหาร
ผลก่อใบเลื่อมเป็นอาหารป่าได้ โดยผลแก่สามารถนำมาคั่วให้สุกแล้วแกะกาบหุ้มเพื่อรับประทานเนื้อใน มีลักษณะเป็นเมล็ดหรือถั่วเปลือกแข็ง และมีรายงานการบริโภคในชุมชนและชาติพันธุ์บางพื้นที่ของเอเชีย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน : ผลก่อคั่วและผลิตภัณฑ์จากเมล็ด
- ผลิตภัณฑ์จากไม้ : เนื้อไม้สามารถใช้เป็นไม้ก่อสร้างเบาและเชื้อเพลิง
- ผลิตภัณฑ์เพื่อการฟื้นฟูป่า : ต้นกล้าก่อใบเลื่อมถูกนำมาใช้เป็นพรรณไม้โครงสร้างสำหรับฟื้นฟูป่าไม่ผลัดใบในภาคเหนือของประเทศไทย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ผล : เก็บเมื่อผลแก่และกาบหุ้มผลเริ่มมีลักษณะสมบูรณ์ตามฤดูกาล โดยข้อมูลในประเทศไทยระบุว่าผลแก่ประมาณช่วง เดือนกันยายน–พฤศจิกายน
- เมล็ดสำหรับเพาะพันธุ์ : ควรเก็บเมล็ดที่สดและสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดก่อมีอายุการเก็บรักษาจำกัดและไม่ควรปล่อยให้แห้งจัด
- การเก็บเมล็ด : หากยังไม่เพาะทันทีควรรักษาความชื้นและอุณหภูมิให้เหมาะสมเพื่อรักษาความสามารถในการงอก
- ผลสำหรับบริโภค : ควรคั่วหรือผ่านความร้อนอย่างเหมาะสมก่อนรับประทาน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ก่อใบเลื่อมเป็นไม้ป่าที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ภูเขา โดย ผลคั่ว เป็นอาหารจากป่าที่สามารถเก็บหาได้ตามฤดูกาล ข้อมูลพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในภาคเหนือพบว่าผลแห้งของ Castanopsis tribuloides สามารถคั่วรับประทานได้ ขณะที่บางชุมชนใช้ประโยชน์จากต้นไม้ในฐานะไม้ผลเปลือกแข็ง ไม้ฟืน และไม้ที่พบตามพื้นที่ริมเขา
ประวัติและวัฒนธรรม
ก่อเป็นกลุ่มไม้ป่าที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง ทั้งในด้าน อาหารจากป่า เชื้อเพลิง ไม้ใช้สอย และระบบนิเวศ ผลของพืชในวงศ์ก่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าและช่วยดึงดูดสัตว์ที่ทำหน้าที่กระจายเมล็ด จึงมีบทบาทต่อการฟื้นตัวตามธรรมชาติของป่า
สถานะการอนุรักษ์
Castanopsis tribuloides มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย และ Kew ระบุว่าเป็นชนิดที่ยอมรับในทางอนุกรมวิธาน โดยมีถิ่นกำเนิดครอบคลุมหลายประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Kew ระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคามตามการประเมินดังกล่าว ในประเทศไทย ก่อใบเลื่อมมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ป่า เนื่องจากเป็น พรรณไม้โครงสร้าง ที่สามารถนำมาใช้ในโครงการฟื้นฟูป่าไม่ผลัดใบและมีบทบาทเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Tracheophyta
- Class : Magnoliopsida
- Order : Fagales
- Family : Fagaceae
- Genus : Castanopsis
- Species : Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC.
ชื่อพ้องที่สำคัญ ได้แก่ Castanea tribuloides (Sm.) Lindl., Castanea microcarpa Lindl., Quercus tribuloides Sm. และชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานอื่น ๆ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ ก่อใบเลื่อม ควรพิจารณาลักษณะทางสัณฐานวิทยาร่วมกัน ได้แก่
- ต้น : ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่
- ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมรูปขนาน ขอบใบเรียบ
- ดอก : ดอกขนาดเล็กสีเขียวครีม ออกเป็นช่อ
- ผล : ผลรูปไข่คล้ายหยดน้ำ มีติ่งแหลม และมีกาบหุ้มผลเป็นหนาม
- เมล็ด : อยู่ภายในกาบหุ้มผลและสามารถนำไปคั่วรับประทานได้
การระบุชนิดควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้จริงร่วมกับข้อมูลแหล่งเก็บและลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เพราะชื่อ “ก่อ” สามารถใช้กับพืชหลายชนิดในวงศ์ Fagaceae และอาจทำให้เกิดการสับสนระหว่างชนิดได้
คำเตือนทางการแพทย์
ก่อใบเลื่อมไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นยารักษาโรคโดยตรง แม้จะมีข้อมูลภูมิปัญญาเกี่ยวกับการบำรุงร่างกายและมีงานวิจัยที่พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาบางประการ เนื่องจากหลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ ห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง และยังขาดหลักฐานการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอ โดยเฉพาะงานวิจัยฤทธิ์ลดไข้ที่ใช้สารสกัดเปลือกต้นในหนู ไม่ควรนำขนาด 200–400 มก./กก. ไปใช้เป็นขนาดรับประทานในคน เนื่องจากขนาดดังกล่าวเป็นขนาดทดลองในสัตว์และไม่ใช่ขนาดยาสำหรับมนุษย์ หากมีไข้เรื้อรัง ไข้สูง อาการติดเชื้อ หรืออาการเจ็บป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์ ไม่ควรใช้ก่อหรือสมุนไพรอื่นทดแทนการวินิจฉัยและการรักษามาตรฐาน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: Castanopsis acuminatissima (Blume) A.DC. และข้อมูลพรรณไม้ในวงศ์ Fagaceae. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC. THBIF.
- หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC. ก่อใบเลื่อม: พรรณไม้โครงสร้างสำหรับการฟื้นฟูป่า. FORRU.
- เต็ม สมิตินันทน์. (2523). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง). กรมป่าไม้.
- คณะอนุกรรมการประสานงานวิจัยและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และไม้โตเร็วอเนกประสงค์. (2540). ไม้อเนกประสงค์ กินได้.
- สมจิตร พงศ์พงัน, และ สุภาพ ภู่ประเสริฐ. (2534). พืชกินได้และพืชมีพิษในป่าเมืองไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2).
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: ก่อหิน.
- Hasan, T., Jahan, E., Ahmed, K. S., Hossain, M. H., Siam, S. M. M., Nahid, N., Mazumder, T., Shuvo, M. S. R., & Daula, A. F. M. S. U. (2022). Rutin hydrate and extract from Castanopsis tribuloides reduces pyrexia via inhibiting microsomal prostaglandin E synthase-1. Biomedicine & Pharmacotherapy, 148, 112774. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2022.112774
- Kew Science. (2026). Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC. Plants of the World Online.
- Quattrocchi, U. (2012). World dictionary of medicinal and poisonous plants. CRC Press.
- Ved, D. K., Sureshchandra, S. T., Barve, V., Srinivas, V., Sangeetha, S., Ravikumar, K., et al. (2016). FRLHT-ENVIS Centre for Medicinal Plants: Castanopsis tribuloides.
- Exploring the nutritional and antimicrobial properties of wild fruit, Castanopsis tribuloides: In vitro and in silico insights for potential antimicrobial drug development. (2025). Journal article.
- Screening of bioactive compounds, antioxidant and antimicrobial properties in the leaf extracts of two Castanopsis species. (2024). Journal of Herbs, Spices & Medicinal Plants, 30(3).
