ก่อ

ก่อ

ก่อ หรือ ก่อใบเลื่อม เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบในวงศ์ก่อ (Fagaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC. พบตามป่าดิบแล้งและป่าไม่ผลัดใบในพื้นที่สูงของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ผลเป็นชนิดถั่วมีเปลือกหรือกาบหุ้มเป็นหนาม และสามารถนำมาคั่วรับประทานได้ จึงมีทั้งความสำคัญในฐานะ พืชอาหาร สมุนไพรพื้นบ้าน และไม้สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศป่า *หมายเหตุ : ชื่อ “ก่อ” ในประเทศไทยใช้เรียกไม้หลายชนิดในสกุล Castanopsis และพืชวงศ์ Fagaceae ดังนั้นข้อมูลบทความนี้หมายถึง ก่อใบเลื่อม (Castanopsis tribuloides) ซึ่งเป็นชนิดที่ฐานข้อมูล THBIF ระบุชื่อไทยว่า “ก่อ” ด้วย *

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ก่อ
  • ชื่ออื่น : ก่อใบเลื่อม, ก่อหลั่ง, ก่อเดือย และชื่อท้องถิ่นอื่นตามพื้นที่
  • ชื่อสามัญ : Mountain serdang
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC.
  • วงศ์ : Fagaceae
  • ประเภทพืช : ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ
  • ลักษณะเด่น : ผลมีลักษณะคล้ายถั่วและมีกาบหุ้มผลเป็นหนาม
  • การใช้ประโยชน์ : ผลสามารถคั่วรับประทานได้ ส่วนเนื้อในผลมีการระบุการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในฐานะสมุนไพรบำรุงร่างกาย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 20–30 เมตร เปลือกต้นมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลอมเทา และเมื่ออายุมากอาจแตกเป็นร่องหรือสะเก็ดตามยาว
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมรูปขนาน กว้างประมาณ 2.5–4.5 เซนติเมตร ยาว 7–13 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาและมีผิวด้านบนเป็นมัน
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวครีม ออกเป็นช่อแบบตั้งขึ้น ช่อดอกยาวประมาณ 10–15 เซนติเมตร ดอกมีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมีย และดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ประมาณ 12 อัน
  • ผล : ผลเป็นผลแห้งประเภทถั่ว รูปไข่คล้ายหยดน้ำ ปลายเป็นติ่งแหลม ขนาดประมาณไม่เกิน 1 เซนติเมตร และมีกาบหุ้มผลมีหนามและขนแน่นหุ้มผลอยู่

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ก่อใบเลื่อม มีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย จีน เมียนมา ลาว เวียดนาม ไปจนถึงประเทศไทย โดย Kew ระบุขอบเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติครอบคลุมอินเดีย บังกลาเทศ จีนตอนใต้ตอนกลาง เทือกเขาหิมาลัย ลาว เมียนมา เนปาล ไทย และเวียดนาม ในประเทศไทยพบในพื้นที่ภูเขาและป่าดิบแล้ง โดยข้อมูล THBIF ระบุการพบในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย? ตาก น่าน ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน พะเยา และชุมพร รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่ง โดยมักพบที่ระดับความสูงประมาณ 600–1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีหลักที่เหมาะกับก่อใบเลื่อม โดยเก็บผลแก่หรือลูกก่อจากใต้ต้นแม่พันธุ์ นำกาบหุ้มผลออกและคัดเมล็ดที่สมบูรณ์
  • การเพาะเมล็ด : ควรเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำดีและเก็บไว้ในบริเวณที่มีแสงรำไร เนื่องจากต้นกล้าในระยะแรกต้องการการดูแลความชื้นอย่างเหมาะสม
  • การคัดเมล็ด : ในการเพาะกล้าสามารถแช่เมล็ดในน้ำและคัดเมล็ดที่ลอยออก เพราะเมล็ดที่ลอยมีแนวโน้มไม่สมบูรณ์
  • ระยะกล้า : การงอกอาจไม่พร้อมกันทั้งหมด โดยมีรายงานการทดลองเพาะเมล็ดก่อใบเลื่อมที่พบการงอกแบบทยอยต่อเนื่องหลายสัปดาห์
  • การปลูกลงพื้นที่ : ก่อใบเลื่อมเป็นไม้ทนร่ม เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพใกล้เคียงป่าธรรมชาติ และได้รับการคัดเลือกเป็น พรรณไม้โครงสร้างสำหรับฟื้นฟูป่า ในภาคเหนือของประเทศไทย

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เนื้อในผล : มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยนำผลไปคั่วและรับประทานเนื้อใน
  • เปลือกต้น : มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารสกัดเปลือกต้น โดยเฉพาะการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาใช้แทนการรักษาในมนุษย์

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรที่เผยแพร่ในประเทศไทย มีการระบุ เนื้อในผลก่อ ว่าใช้ในลักษณะ บำรุงร่างกาย บำรุงไต บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงม้าม และบำรุงกระเพาะอาหาร รวมถึงใช้สำหรับผู้ที่มีอาการร่างกายอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม สรรพคุณดังกล่าวเป็น ข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารสมุนไพรดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

วิธีใช้

  • การใช้เป็นอาหารและภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ผลแก่สามารถนำมาคั่วให้สุก แล้วแกะกาบหุ้มผลเพื่อรับประทานเนื้อใน
  • การใช้เป็นสมุนไพร : ข้อมูลดั้งเดิมระบุการรับประทานเนื้อในผลเพื่อบำรุงร่างกาย แต่ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันสำหรับการใช้ก่อเป็นยาโดยตรง

หมายเหตุ : ไม่ควรนำขนาดสารสกัดจากการทดลองในสัตว์มาเทียบเป็นขนาดรับประทานสำหรับมนุษย์

สาระสำคัญ

สาระสำคัญที่ได้รับความสนใจจากการศึกษาก่อใบเลื่อม ได้แก่ สารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ โดยเฉพาะสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและอาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน งานวิจัยเกี่ยวกับเปลือกต้นพบสารฟีนอลิกหลายชนิดและให้ความสนใจต่อ rutin เป็นพิเศษ

องค์ประกอบทางเคมี

จากการวิเคราะห์สารสกัดเปลือกต้นก่อใบเลื่อมด้วย HPLC-DAD พบสารประกอบฟีนอลิกอย่างน้อย 9 ชนิด ได้แก่

  • Rutin hydrate
  • (-)-Epicatechin
  • Caffeic acid
  • Catechin hydrate
  • Catechol
  • Trans-ferulic acid
  • p-Coumaric acid
  • Vanillic acid
  • Rosmarinic acid

โดยงานวิจัยดังกล่าวรายงานว่า rutin hydrate เป็นหนึ่งในสารที่พบในปริมาณเด่นของสารสกัดที่ศึกษา นอกจากนี้ การศึกษาสารสกัดใบของ Castanopsis tribuloides ด้วย GC-MS พบสารระเหยหลายชนิด และพบปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในระดับที่น่าสนใจทางการวิจัย

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยในปี พ.ศ. 2565 ศึกษาสารสกัดเมทานอลจาก เปลือกต้นก่อใบเลื่อม (Castanopsis tribuloides) ในแบบจำลองไข้ในหนูทดลอง พบว่าสารสกัดขนาด 200 และ 400 มก./กก. สามารถลดอุณหภูมิร่างกายของหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดไข้ได้ และการวิเคราะห์ด้วย HPLC-DAD ตรวจพบสารฟีนอลิก 9 ชนิด โดยผู้วิจัยเสนอว่า rutin อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยับยั้งเอนไซม์ microsomal prostaglandin E synthase-1 (mPGES-1) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้าง PGE2 การศึกษาที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2568 ศึกษาผลก่อใบเลื่อมในด้านคุณค่าทางโภชนาการและฤทธิ์ต้านจุลชีพ พบว่าสารสกัดจากผลมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในการทดลอง in vitro ได้แก่ Bacillus subtilis, Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococcus aureus และมีการวิเคราะห์สารประกอบที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและการใช้พื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้ผลก่อเป็นอาหารและการใช้เนื้อในผลเพื่อบำรุงร่างกาย
  • ระดับห้องปฏิบัติการ (in vitro) : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพของสารสกัดบางส่วน
  • ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัดเปลือกต้นในหนูทดลอง
  • ระดับกลไกเชิงโมเลกุล : มีการใช้ molecular docking และ molecular dynamics เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่สารฟีนอลิก โดยเฉพาะ rutin จะจับกับ mPGES-1
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและขนาดใช้รักษาโรคของก่อใบเลื่อม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานวิจัยที่มีข้อมูลเด่นในปัจจุบันมุ่งเน้น ฤทธิ์ลดไข้ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพ โดยสารสกัดเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ลดไข้ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง ขณะที่สารสกัดใบและผลแสดงกิจกรรมทางชีวภาพในระดับห้องปฏิบัติการ ผลการทดลองเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์จากพืช ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานว่าก่อสามารถรักษาไข้ การติดเชื้อ หรือโรคอักเสบในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของก่อใบเลื่อมในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เพื่อรักษาโรค ดังนั้นการรับประทานผลก่อในฐานะอาหารหลังผ่านความร้อนควรแยกออกจากการใช้สารสกัดเป็นยา งานวิจัยทางเภสัชวิทยาที่มีอยู่เป็นหลักฐานจาก ห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปความปลอดภัยของสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นในมนุษย์ได้

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ สารสกัดก่อหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น เพื่อรักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ Fagaceae ควรหลีกเลี่ยงจนกว่าจะทราบความปลอดภัย
  • ไม่ควรนำข้อมูลการทดลองในสัตว์มาใช้กำหนดขนาดยารับประทานในมนุษย์
  • ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากก่อโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

การใช้ในอาหาร

ผลก่อใบเลื่อมเป็นอาหารป่าได้ โดยผลแก่สามารถนำมาคั่วให้สุกแล้วแกะกาบหุ้มเพื่อรับประทานเนื้อใน มีลักษณะเป็นเมล็ดหรือถั่วเปลือกแข็ง และมีรายงานการบริโภคในชุมชนและชาติพันธุ์บางพื้นที่ของเอเชีย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน : ผลก่อคั่วและผลิตภัณฑ์จากเมล็ด
  • ผลิตภัณฑ์จากไม้ : เนื้อไม้สามารถใช้เป็นไม้ก่อสร้างเบาและเชื้อเพลิง
  • ผลิตภัณฑ์เพื่อการฟื้นฟูป่า : ต้นกล้าก่อใบเลื่อมถูกนำมาใช้เป็นพรรณไม้โครงสร้างสำหรับฟื้นฟูป่าไม่ผลัดใบในภาคเหนือของประเทศไทย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผล : เก็บเมื่อผลแก่และกาบหุ้มผลเริ่มมีลักษณะสมบูรณ์ตามฤดูกาล โดยข้อมูลในประเทศไทยระบุว่าผลแก่ประมาณช่วง เดือนกันยายน–พฤศจิกายน
  • เมล็ดสำหรับเพาะพันธุ์ : ควรเก็บเมล็ดที่สดและสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดก่อมีอายุการเก็บรักษาจำกัดและไม่ควรปล่อยให้แห้งจัด
  • การเก็บเมล็ด : หากยังไม่เพาะทันทีควรรักษาความชื้นและอุณหภูมิให้เหมาะสมเพื่อรักษาความสามารถในการงอก
  • ผลสำหรับบริโภค : ควรคั่วหรือผ่านความร้อนอย่างเหมาะสมก่อนรับประทาน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ก่อใบเลื่อมเป็นไม้ป่าที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ภูเขา โดย ผลคั่ว เป็นอาหารจากป่าที่สามารถเก็บหาได้ตามฤดูกาล ข้อมูลพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในภาคเหนือพบว่าผลแห้งของ Castanopsis tribuloides สามารถคั่วรับประทานได้ ขณะที่บางชุมชนใช้ประโยชน์จากต้นไม้ในฐานะไม้ผลเปลือกแข็ง ไม้ฟืน และไม้ที่พบตามพื้นที่ริมเขา

ประวัติและวัฒนธรรม

ก่อเป็นกลุ่มไม้ป่าที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง ทั้งในด้าน อาหารจากป่า เชื้อเพลิง ไม้ใช้สอย และระบบนิเวศ ผลของพืชในวงศ์ก่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าและช่วยดึงดูดสัตว์ที่ทำหน้าที่กระจายเมล็ด จึงมีบทบาทต่อการฟื้นตัวตามธรรมชาติของป่า

สถานะการอนุรักษ์

Castanopsis tribuloides มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย และ Kew ระบุว่าเป็นชนิดที่ยอมรับในทางอนุกรมวิธาน โดยมีถิ่นกำเนิดครอบคลุมหลายประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Kew ระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคามตามการประเมินดังกล่าว ในประเทศไทย ก่อใบเลื่อมมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ป่า เนื่องจากเป็น พรรณไม้โครงสร้าง ที่สามารถนำมาใช้ในโครงการฟื้นฟูป่าไม่ผลัดใบและมีบทบาทเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Tracheophyta
  • Class : Magnoliopsida
  • Order : Fagales
  • Family : Fagaceae
  • Genus : Castanopsis
  • Species : Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC.

ชื่อพ้องที่สำคัญ ได้แก่ Castanea tribuloides (Sm.) Lindl., Castanea microcarpa Lindl., Quercus tribuloides Sm. และชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานอื่น ๆ

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ ก่อใบเลื่อม ควรพิจารณาลักษณะทางสัณฐานวิทยาร่วมกัน ได้แก่

  • ต้น : ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่
  • ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมรูปขนาน ขอบใบเรียบ
  • ดอก : ดอกขนาดเล็กสีเขียวครีม ออกเป็นช่อ
  • ผล : ผลรูปไข่คล้ายหยดน้ำ มีติ่งแหลม และมีกาบหุ้มผลเป็นหนาม
  • เมล็ด : อยู่ภายในกาบหุ้มผลและสามารถนำไปคั่วรับประทานได้

การระบุชนิดควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้จริงร่วมกับข้อมูลแหล่งเก็บและลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เพราะชื่อ “ก่อ” สามารถใช้กับพืชหลายชนิดในวงศ์ Fagaceae และอาจทำให้เกิดการสับสนระหว่างชนิดได้

คำเตือนทางการแพทย์

ก่อใบเลื่อมไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นยารักษาโรคโดยตรง แม้จะมีข้อมูลภูมิปัญญาเกี่ยวกับการบำรุงร่างกายและมีงานวิจัยที่พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาบางประการ เนื่องจากหลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ ห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง และยังขาดหลักฐานการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอ โดยเฉพาะงานวิจัยฤทธิ์ลดไข้ที่ใช้สารสกัดเปลือกต้นในหนู ไม่ควรนำขนาด 200–400 มก./กก. ไปใช้เป็นขนาดรับประทานในคน เนื่องจากขนาดดังกล่าวเป็นขนาดทดลองในสัตว์และไม่ใช่ขนาดยาสำหรับมนุษย์ หากมีไข้เรื้อรัง ไข้สูง อาการติดเชื้อ หรืออาการเจ็บป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์ ไม่ควรใช้ก่อหรือสมุนไพรอื่นทดแทนการวินิจฉัยและการรักษามาตรฐาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: Castanopsis acuminatissima (Blume) A.DC. และข้อมูลพรรณไม้ในวงศ์ Fagaceae. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช.
  2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC. THBIF.
  3. หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC. ก่อใบเลื่อม: พรรณไม้โครงสร้างสำหรับการฟื้นฟูป่า. FORRU.
  4. เต็ม สมิตินันทน์. (2523). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง). กรมป่าไม้.
  5. คณะอนุกรรมการประสานงานวิจัยและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และไม้โตเร็วอเนกประสงค์. (2540). ไม้อเนกประสงค์ กินได้.
  6. สมจิตร พงศ์พงัน, และ สุภาพ ภู่ประเสริฐ. (2534). พืชกินได้และพืชมีพิษในป่าเมืองไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2).
  7. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: ก่อหิน.
  8. Hasan, T., Jahan, E., Ahmed, K. S., Hossain, M. H., Siam, S. M. M., Nahid, N., Mazumder, T., Shuvo, M. S. R., & Daula, A. F. M. S. U. (2022). Rutin hydrate and extract from Castanopsis tribuloides reduces pyrexia via inhibiting microsomal prostaglandin E synthase-1. Biomedicine & Pharmacotherapy, 148, 112774. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2022.112774
  9. Kew Science. (2026). Castanopsis tribuloides (Sm.) A.DC. Plants of the World Online.
  10. Quattrocchi, U. (2012). World dictionary of medicinal and poisonous plants. CRC Press.
  11. Ved, D. K., Sureshchandra, S. T., Barve, V., Srinivas, V., Sangeetha, S., Ravikumar, K., et al. (2016). FRLHT-ENVIS Centre for Medicinal Plants: Castanopsis tribuloides.
  12. Exploring the nutritional and antimicrobial properties of wild fruit, Castanopsis tribuloides: In vitro and in silico insights for potential antimicrobial drug development. (2025). Journal article.
  13. Screening of bioactive compounds, antioxidant and antimicrobial properties in the leaf extracts of two Castanopsis species. (2024). Journal of Herbs, Spices & Medicinal Plants, 30(3).
Scroll to top