ขี้ตุ่น

ขี้ตุ่น

ขี้ตุ่น เป็นไม้พุ่มสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น ปอขี้ไก่ ปอเต่าไห้ ไม้หมัด หญ้าหางอ้น และขี้อ้น นิยมใช้ส่วนของใบ ราก และทั้งต้นตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการนำมาต้มเป็นยาสมุนไพรหรือใช้ภายนอก นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่ได้รับความสนใจจากงานวิจัยสมัยใหม่ เนื่องจากพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มและมีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในงานทดลอง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : ขี้ตุ่น
  • ชื่อท้องถิ่น : ปอขี้ไก่, ปอเต่าไห้, ไม้หมัด, ป่าเหี้ยวหมอง, หญ้าหางอ้น, เข้ากี่น้อย, ปอมัดโป, ขี้อ้น, ยำแย่
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Helicteres angustifolia L.
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Narrowleaf screwtree
  • วงศ์ : Malvaceae
  • ชื่อวงศ์เดิมที่พบในเอกสารบางแหล่ง : Sterculiaceae
  • ลักษณะการใช้ : เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ใบ ราก และทั้งต้น
  • รสยาในภูมิปัญญาไทย : เฝื่อนขม

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจัด Helicteres angustifolia L. ไว้ในวงศ์ Malvaceae และระบุชื่อพื้นเมืองหลายชื่อที่ใช้ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ขี้ตุ่นเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 1–3 เมตร ลำต้นตั้งตรง กิ่งอ่อนและส่วนต่าง ๆ ของพืชมีขนรูปดาวปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณกิ่ง แผ่นใบด้านล่าง ก้านใบ ช่อดอก กลีบเลี้ยง และผล ลำต้นมีระบบรากแข็งแรง และมักแตกกิ่งเป็นพุ่ม
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนตามลำต้น รูปใบหอกถึงรูปขอบขนานแกมใบหอก ใบกว้างประมาณ 2–5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3–15 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือกลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนมีขนรูปดาวกระจายอยู่ ส่วนด้านล่างมีขนรูปดาวหนาแน่นกว่า ก้านใบยาวประมาณ 0.3–1.5 เซนติเมตร และมีเส้นใบออกจากบริเวณโคนใบเด่นชัด
  • ดอก : ดอกออกบริเวณซอกใบเป็นช่อกระจุกสั้น ๆ ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดและปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกมี 5 กลีบ สีชมพูอมม่วงหรือม่วงอมชมพูอ่อน บางแหล่งระบุว่าพบดอกสีขาวได้ กลีบดอกมีลักษณะคล้ายรูปใบพายหรือรูปช้อนและมีขนาดไม่เท่ากัน
  • ผล : เป็นผลแห้งแตก รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่แกมทรงกระบอก แบ่งเป็น 5 พูหรือมีสันตามยาวประมาณ 5 สัน ขนาดผลโดยทั่วไปยาวประมาณ 1–3 เซนติเมตร และมีขนปกคลุมหนาแน่น เมื่อแก่สามารถแตกเพื่อปล่อยเมล็ด
  • เมล็ด : มีขนาดเล็ก รูปไข่ถึงรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีเข้มถึงสีดำ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของขี้ตุ่นสอดคล้องกับข้อมูลจากสารานุกรมพืชในประเทศไทย ซึ่งระบุว่าเป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1–3 เมตร มีขนรูปดาว ใบรูปรีถึงรูปใบหอก ดอกสีม่วงอมชมพูอ่อน และผลรูปทรงกระบอกมี 5 สัน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขี้ตุ่นมีการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย พบตั้งแต่อินเดีย จีนตอนใต้ เมียนมา ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบางพื้นที่ของออสเตรเลีย สำหรับประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ชายป่า และพื้นที่ธรรมชาติที่มีสภาพค่อนข้างแห้งแล้ง

ในประเทศไทยมีรายงานการพบขี้ตุ่นในหลายภาค โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่าสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ และพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และไม่เป็นพื้นที่น้ำขัง
  • การขยายพันธุ์ : สามารถอาศัยการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติจากเมล็ดที่เกิดจากผลแก่ โดยเมล็ดสามารถนำไปเพาะเพื่อผลิตต้นกล้าได้
  • การดูแล : เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วควรควบคุมวัชพืชรอบโคนต้นและหลีกเลี่ยงความชื้นแฉะเป็นเวลานาน
  • การปลูกเพื่อใช้เป็นสมุนไพร : ควรเลือกต้นที่สามารถระบุชนิดทางพฤกษศาสตร์ได้ถูกต้อง เนื่องจากพืชในสกุล Helicteres มีหลายชนิดและชื่อพื้นเมืองอาจซ้ำกัน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยนำมาตำพอกหรือใช้ภายนอก
  • ราก : เป็นส่วนที่มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการนำมาต้มดื่ม
  • ทั้งต้น : ใช้ในตำรับพื้นบ้านโดยนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามข้อมูลการใช้ ขี้ตุ่นในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชดังนี้

  • ใบ : มีรสเฝื่อนขม ใช้ตำพอกหรือทาบริเวณที่ต้องการ โดยมีการใช้เพื่อ แก้คางทูมและช่วยสมานบาดแผล
  • ราก : มีรสเฝื่อนขม ใช้ต้มดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อ แก้หวัดแดด แก้ร้อนใน และแก้บิดเรื้อรัง
  • ทั้งต้น : ใช้ต้มดื่มเพื่อ แก้หวัดแดด แก้ปวดท้อง แก้อาหารเป็นพิษ แก้ปวดเมื่อย กัดเสมหะ และใช้กับอาการเกี่ยวกับฝี ตามตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ตำรับยาพื้นบ้านอีสาน : มีการนำรากหรือ “ฮากขี้ตุ่น” เข้าร่วมในตำรับยาหลายชนิด เช่น ตำรับสำหรับแผลในปาก ตำรับแก้นิ่ว ตำรับรักษาหนองใน และตำรับแก้ไอ โดยมักใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ไม่ได้ใช้ขี้ตุ่นเป็นตัวยาเดี่ยว

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรับยา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก : ใบสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นยาต้ม : รากหรือทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
  • ใช้ในตำรับยา : รากขี้ตุ่นอาจนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ตำรับยาระบายหรือตำรับยาพื้นบ้านอีสานบางชนิด

หมายเหตุ : ไม่ควรนำข้อมูลวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีขนาดยามาตรฐานสำหรับการรักษาโรคในคน

สาระสำคัญ

งานวิจัยเกี่ยวกับ Helicteres angustifolia พบว่าส่วนรากและส่วนเหนือดินมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ ไตรเทอร์พีนอยด์ ซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ สารประกอบฟีนอลิก คูมาริน อัลคาลอยด์ และสารประกอบประเภทลิกแนนและสเตียรอยด์ สารเหล่านี้เป็นกลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพของพืช

องค์ประกอบทางเคมี

มีการแยกและระบุสารจากรากและส่วนเหนือดินของขี้ตุ่นได้หลายชนิด ได้แก่

  • Betulinic acid
  • Oleanolic acid
  • Helicteric acid
  • Helicterilic acid
  • Methyl helicterate
  • Methyl helicterilate
  • Cucurbitacin D
  • Cucurbitacin J
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์
  • สารกลุ่มคูมาริน
  • สารกลุ่มอัลคาลอยด์
  • สารประกอบฟีนอลิก
  • สารกลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์และไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนิน

มีรายงานว่าสามารถแยกสารประกอบใหม่และสารประกอบที่รู้จักแล้วจำนวนมากจากรากและส่วนเหนือดินของ H. angustifolia และพบสารกลุ่ม pregnane, coumarin, lupane และ cucurbitacin ในการศึกษาทางเคมีของพืชชนิดนี้

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของขี้ตุ่นส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง โดยมีงานวิจัยที่น่าสนใจหลายด้าน

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากรากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลองหลายระบบ
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล : สารสกัดจากรากสามารถยับยั้งเอนไซม์ maltase และ sucrase และเพิ่มการใช้กลูโคสในเซลล์กล้ามเนื้อที่เพาะเลี้ยง นอกจากนี้ยังลดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลหลังได้รับน้ำตาลในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีการศึกษาสารสกัดและสารบริสุทธิ์จากพืชพบว่าสามารถลดการสร้าง nitric oxide ในเซลล์แมคโครฟาจที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS ได้
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : สารสกัดรากมีผลยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง และสารสกัดน้ำจากรากสามารถยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็งในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางชนิด
  • ฤทธิ์ด้านภูมิคุ้มกัน : มีการศึกษาพอลิแซ็กคาไรด์จาก H. angustifolia ในสัตว์ทดลองและพบผลต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

หมายเหตุ : ผลการทดลองในเซลล์และสัตว์ทดลองยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าขี้ตุ่นสามารถรักษาโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคอื่น ๆ ในมนุษย์ได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน
  • ระดับสารสกัดและเซลล์เพาะเลี้ยง : มีหลักฐานค่อนข้างมากในด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเซลล์มะเร็ง และยับยั้งเอนไซม์บางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลและฤทธิ์ต้านการเจริญของก้อนมะเร็ง
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

ดังนั้น ข้อมูลปัจจุบันควรจัดขี้ตุ่นไว้ในกลุ่ม สมุนไพรที่มีศักยภาพทางเภสัชวิทยา แต่ยังต้องการการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : สารสกัดน้ำจากรากยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต และมีผลเพิ่มการใช้กลูโคสในเซลล์กล้ามเนื้อ รวมถึงลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลองที่เป็นเบาหวาน
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารบางชนิดที่แยกจาก H. angustifolia สามารถลดการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : สารสกัดจากรากแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิด และมีผลต่อการหยุดวงจรเซลล์ การกระตุ้น apoptosis และเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับ oxidative stress ในงานทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากรากและส่วนอื่นของพืชแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและลดปฏิกิริยาออกซิเดชันในระบบทดลอง
  • ฤทธิ์ด้านเมแทบอลิซึม : งานวิจัยล่าสุดสามารถระบุสารจากรากที่มีศักยภาพในการยับยั้ง α-glucosidase และพบผลต่อระดับน้ำตาลในแบบจำลองสัตว์ทดลอง

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของขี้ตุ่นในมนุษย์ยังมีจำกัด งานทดลองหนึ่งพบว่าสารสกัดน้ำจากรากมีความเป็นพิษเฉียบพลันต่ำในหนู โดยรายงานค่า LD50 มากกว่า 5 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว และอีกการศึกษาพบว่าสารสกัดเอทานอลจากรากไม่แสดงความเป็นพิษเฉียบพลันที่ขนาดสูงในการทดลองสัตว์

อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลจากสัตว์ทดลอง ไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานในคนเป็นเวลานานได้

หมายเหตุ : ความปลอดภัยของขี้ตุ่นขึ้นกับส่วนของพืช วิธีสกัด ปริมาณ และระยะเวลาที่ใช้ จึงไม่ควรถือว่าการทดลองในสัตว์เป็นหลักประกันความปลอดภัยสำหรับมนุษย์

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ภูมิปัญญาและข้อมูลการใช้สมุนไพรบางแหล่งระบุว่าไม่ควรรับประทานขี้ตุ่น โดยเฉพาะส่วนรากหรือการใช้ในปริมาณมาก เนื่องจากมีการกล่าวถึงความเสี่ยงต่อการแท้ง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง : ไม่ควรใช้ในรูปแบบรับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากยังไม่มีขนาดยามาตรฐานที่ชัดเจน

หมายเหตุ : ข้อควรระวังเรื่องการตั้งครรภ์เป็นหลักความปลอดภัยเชิงอนุรักษ์ เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกด้านความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์มีไม่เพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่าง ขี้ตุ่นกับยาที่ใช้ในมนุษย์ โดยตรง อย่างไรก็ตาม งานทดลองพบว่าสารสกัดรากมีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยน้ำตาลและมีผลต่อระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง ดังนั้นผู้ที่ใช้ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรใช้ความระมัดระวัง

นอกจากนี้ หากใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยารักษาโรคอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เนื่องจากข้อมูลด้าน pharmacokinetics และ drug interaction ในมนุษย์ยังมีจำกัด

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ขี้ตุ่นมีศักยภาพในการนำสารสกัดและสารพฤกษเคมีไปพัฒนาต่อเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระ และผลิตภัณฑ์เพื่อการวิจัยด้านเมแทบอลิซึม โดยเฉพาะจากงานวิจัยเกี่ยวกับสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน และพอลิแซ็กคาไรด์

มีการศึกษาพอลิแซ็กคาไรด์ของ H. angustifolia ในระบบจำลองการย่อยอาหารและการหมักด้วยจุลินทรีย์ในลำไส้ พบว่าสารดังกล่าวสามารถผ่านระบบจำลองการย่อยอาหารและส่งผลต่อองค์ประกอบของจุลินทรีย์และการสร้างกรดไขมันสายสั้นในระบบทดลอง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และสามารถระบุชนิดได้ถูกต้อง จากนั้นทำความสะอาดและหั่นเป็นชิ้นก่อนทำให้แห้ง
  • ใบและส่วนเหนือดิน : ควรเก็บในช่วงที่ต้นแข็งแรงและไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย
  • การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมในบริเวณสะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้นสะสม
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และการปนเปื้อน
  • การเก็บรักษาระยะยาว : ควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มา เพื่อช่วยในการตรวจสอบย้อนกลับ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขี้ตุ่นมีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีทั้งการใช้เป็นยาต้มเดี่ยวและการนำไปเข้าตำรับร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น

ตัวอย่างตำรับที่มีการบันทึกไว้ ได้แก่ การใช้ ฮากขี้ตุ่น ร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับแก้แผลในปาก ตำรับแก้นิ่ว ตำรับรักษาหนองใน และตำรับแก้ไอ รวมถึงตำรับยาระบายที่ใช้รากขี้ตุ่นร่วมกับรากตูมขาว รากชะมวง และลำต้นกำแพงเจ็ดชั้น

นอกจากนี้มีการบันทึกการใช้ Helicteres angustifolia ในกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสานในจังหวัดมหาสารคาม โดยใช้รากเป็นส่วนประกอบของยาพื้นบ้านบางชนิด

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ ขี้ตุ่น เชื่อมโยงกับลักษณะของผลที่มีรูปร่างและขนปกคลุมจนชาวบ้านนำไปเปรียบกับมูลของตัวตุ่น จึงเกิดเป็นชื่อเรียกตามลักษณะของผล

ขี้ตุ่นมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ปอขี้ไก่ ปอเต่าไห้ หญ้าหางอ้น เข้ากี่น้อย และขี้อ้น สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของชื่อพืชสมุนไพรในภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย

ในด้านการใช้ประโยชน์อื่น มีข้อมูลว่าผิวลำต้นของขี้ตุ่นเคยถูกนำไปใช้ร่วมกับเปลือกยางบงในการทำธูปหอมในบางพื้นที่

สถานะการอนุรักษ์

ขี้ตุ่นเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างในประเทศไทย และมีรายงานพบในป่าธรรมชาติหลายประเภท จึงยังไม่ถือเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลว่าถูกคุกคามอย่างรุนแรงในระดับประเทศจากข้อมูลที่ใช้จัดทำเนื้อหานี้

อย่างไรก็ตาม การเก็บรากจากธรรมชาติโดยถอนทั้งต้นอาจส่งผลต่อประชากรพืชในพื้นที่ จึงควรส่งเสริม การเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อมีการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรในปริมาณมาก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Malvales
  • วงศ์ (Family) : Malvaceae
  • สกุล (Genus) : Helicteres L.
  • ชนิด (Species) : Helicteres angustifolia L.

ฐานข้อมูล Thailand Biodiversity Information Facility ระบุ Helicteres angustifolia L. อยู่ในอาณาจักร Plantae ไฟลัม Tracheophyta ชั้น Magnoliopsida อันดับ Malvales วงศ์ Malvaceae และสกุล Helicteres

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของขี้ตุ่นควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นเมือง ขี้ตุ่น ขี้อ้น ปอขี้ไก่ และปอเต่าไห้ อาจถูกใช้เรียกพืชต่างชนิดกันในบางพื้นที่

ลักษณะที่ช่วยจำแนก H. angustifolia ได้แก่

  • ลำต้นและกิ่งมีขนรูปดาว
  • ใบเดี่ยวเรียงเวียน
  • ใบรูปใบหอกถึงรูปขอบขนานแกมใบหอก
  • ขอบใบเรียบ
  • ดอกออกเป็นช่อกระจุกสั้นบริเวณซอกใบ
  • ดอกสีชมพูอมม่วงหรือม่วงอมชมพูอ่อน
  • ผลรูปทรงกระบอก มี 5 สัน และมีขนปกคลุมหนาแน่น

ควรตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้กับนักพฤกษศาสตร์ นักวิชาการด้านสมุนไพร หรือแหล่งอ้างอิงทางพฤกษศาสตร์ก่อนนำมาใช้เป็นวัตถุดิบยา โดยเฉพาะเมื่อเป็นพืชที่เก็บจากธรรมชาติ

คำเตือนทางการแพทย์

ข้อมูลสรรพคุณของขี้ตุ่นในบทความนี้ส่วนหนึ่งมาจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ส่วนงานวิจัยสมัยใหม่ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปว่าขี้ตุ่นใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้

ไม่ควรใช้ขี้ตุ่นแทนยาที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน มะเร็ง โรคตับ โรคไต หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ

หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขี้ตุ่น เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ยังไม่เพียงพอ และแหล่งข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรมีการเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อการแท้ง

หากเกิดอาการผิดปกติหลังใช้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ผื่นแพ้ หายใจลำบาก หรืออาการผิดปกติอื่น ควรหยุดใช้และพบแพทย์ทันที

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). Helicteres angustifolia L. สารานุกรมพืชในประเทศไทย. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). Helicteres angustifolia L. Thailand Biodiversity Information Facility (TH-BIF).
  3. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2568). ขี้ตุ่น จีนสนใจแต่ไทยมองเป็นวัชพืช! มูลนิธิสุขภาพไทย.
  4. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (ม.ป.ป.). พืชสมุนไพรในป่าโคกหินลาด: ขี้ตุ่น. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
  5. Chen, W., Tang, W., Lou, L., & Zhao, W. (2006). Pregnane, coumarin and lupane derivatives and cytotoxic constituents from Helicteres angustifolia. Phytochemistry, 67(10), 1041–1047. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2006.03.005
  6. Hu, X. S., Cheng, D. L., Li, K. J., Wang, L. B., Yang, X., Sun, S., Wang, Y. P., Li, S. H., Lei, Z. F., & Zhang, Z. Y. (2016). Glucose consumption and alpha-glucosidase inhibitory activities of aqueous root extract of Helicteres angustifolia. European Review for Medical and Pharmacological Sciences, 20, 1423–1429.
  7. Sun, S., Li, K., Han, C., Li, Y., Li, S., & Zhang, Z. (2015). In vitro and in vivo bioactivities of aqueous and ethanol extracts from Helicteres angustifolia L. root. Journal of Ethnopharmacology, 172, 61–69. https://doi.org/10.1016/j.jep.2015.06.007
  8. Yang, X., Lei, Z., Yu, Y., Xiao, L., Cheng, D., & Zhang, Z. (2019). Phytochemical characteristics of callus suspension culture of Helicteres angustifolia L. and its in vitro antioxidant, antidiabetic and immunomodulatory activities. South African Journal of Botany, 121, 178–185. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2018.11.006
  9. Wang, G. C., Li, T., Wei, Y. R., Zhang, Y. B., Li, Y. L., Sze, S. C. W., & Ye, W. C. (2012). Two pregnane derivatives and a quinolone alkaloid from Helicteres angustifolia. Fitoterapia, 83(8), 1643–1647. https://doi.org/10.1016/j.fitote.2012.09.016
  10. Sun, S., et al. (2018). Immunomodulatory activity of polysaccharide from Helicteres angustifolia L. on 4T1 tumor-bearing mice. Biomedicine & Pharmacotherapy, 101, 881–888. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2018.03.029
  11. Chen, L., Liu, J., Ge, X., Xu, W., Chen, Y., Li, F., Cheng, D., & Shao, R. (2019). Simulated digestion and fermentation in vitro by human gut microbiota of polysaccharides from Helicteres angustifolia L. International Journal of Biological Macromolecules, 141, 1065–1071. https://doi.org/10.1016/j.ijbiomac.2019.09.073
  12. Tian, X., Zhao, Y., Zhang, A., Zhang, D., Ren, J., Bai, Y., Yang, X., Jantrawut, P., Cheng, D., & Zhang, J. (2025). Bioactivity-based analysis and chemical characterization of hypoglycemic components from Helicteres angustifolia L. Chemistry & Biodiversity, 22(2), e202401765. https://doi.org/10.1002/cbdv.202401765
Scroll to top