ข่าหด

ข่าหด

ข่าหด หรือ ค่าหด เป็นไม้ต้นพื้นเมืองที่พบในป่าธรรมชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Engelhardtia spicata Lechen ex Blume อยู่ในวงศ์ Juglandaceae เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้ เปลือกลำต้นและเนื้อไม้ ในตำรับและภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้เพื่อขับเลือด บำรุงกำลัง และใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางเภสัชวิทยาและความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง สรรพคุณตามภูมิปัญญา กับ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หมายเหตุ : ชื่อพื้นเมือง “ข่าหด” อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดกันในบางแหล่งข้อมูล บทความนี้ยึดตามข้อมูลของสมุนไพรดอทคอมที่ระบุข่าหดเป็น Engelhardtia spicata Lechen ex Blume วงศ์ Juglandaceae เพื่อป้องกันการสับสนกับพืชชื่อข่าหดชนิดอื่น

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข่าหด
  • ชื่ออื่น : ค่าหด, เก็ดลิ้น, ลบลีบ, ผาหด และคำหดในบางท้องถิ่น
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Engelhardtia spicata Lechen ex Blume
  • ชื่อวงศ์ : Juglandaceae หรือวงศ์วอลนัต
  • ลักษณะเด่น : ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นมักคดงอ เปลือกสีเทาแตกเป็นร่อง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก และผลเป็นผลแห้งชนิดมีปีก 3 ปีก
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกลำต้นและเนื้อไม้
  • การใช้ตามภูมิปัญญาไทย : มีการใช้เปลือกลำต้นและเนื้อไม้ในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะด้านการสมานแผล ขับเลือด และบำรุงกำลัง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ข่าหดเป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ประมาณ 20–25 เมตร และบางแหล่งรายงานว่าสามารถเจริญได้สูงกว่านี้ ลำต้นมักคดงอ เปลือกต้นหนาสีเทาและแตกเป็นร่องลึก บริเวณโคนต้นอาจมีพูพอน กิ่งอ่อนมีรอยแผลใบหรือช่องอากาศที่สังเกตได้ชัดเจน เรือนยอดค่อนข้างกลมและเป็นพุ่มแน่น
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ใบย่อยมีประมาณ 1–6 คู่ ใบย่อยรูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบแหลมเรียว โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดประมาณ 2.5–4 เซนติเมตร กว้าง และ 7–15 เซนติเมตรยาว ใบอ่อนมีขนสาก ส่วนใบแก่ค่อนข้างเรียบ
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบห้อยลง โดยพบได้บริเวณกิ่งหรือกิ่งที่ไม่มีใบ ดอกเป็นดอกแยกเพศ แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมักอยู่คนละช่อ ดอกเพศผู้เป็นช่อคล้ายหางกระรอก ส่วนดอกเพศเมียเป็นช่อห้อยลง ดอกไม่มีส่วนกลีบดอกที่เด่นชัด และมีโครงสร้างคล้ายกาบรองรับดอก
  • ผล : เป็นผลแห้งแบบเมล็ดเดียวไม่แตก หรือ nut ที่มีปีก 3 ปีก ปีกตรงกลางยาวที่สุด ลักษณะผลมีขนแข็งหรือผิวค่อนข้างหยาบ และส่วนของกาบดอกเจริญร่วมกับผลเป็นโครงสร้างคล้ายปีก ซึ่งช่วยในการกระจายเมล็ดโดยลม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ข่าหด เป็นไม้พื้นเมืองของเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบกระจายตั้งแต่อินเดีย เนปาล จีน เมียนมา ลาว เวียดนาม ไทย ไปจนถึงบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในประเทศไทยพบรายงานการกระจายพันธุ์ในหลายจังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก และพบได้ตามพื้นที่ป่าและภูเขา

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : ข่าหดเป็นไม้ป่าที่เหมาะกับพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน สามารถพบในป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และพื้นที่ป่าบนภูเขา
  • ดิน : ควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุและความชื้นเหมาะสม
  • แสง : ต้นอ่อนควรได้รับแสงอย่างเหมาะสม ส่วนต้นโตสามารถเจริญในสภาพพื้นที่ป่าและพื้นที่เปิดได้
  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด และมีข้อมูลด้านการนำไปใช้ในงานฟื้นฟูป่า เนื่องจากเป็นไม้ที่สามารถเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
  • การอนุรักษ์พันธุกรรม : เนื่องจากมีการใช้เปลือกและเนื้อไม้ การเก็บจากต้นธรรมชาติจึงควรทำอย่างระมัดระวัง ไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนทำให้ต้นไม้ตาย

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือกลำต้น : ใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรไทยสำหรับตำรับพื้นบ้านบางชนิด เช่น การสมานแผลและการใช้เกี่ยวกับอาการบางอย่างของสตรี
  • เนื้อไม้ : ตามตำรายาไทยมีการระบุว่ามี รสร้อน เมา และใช้ขับเลือดลมและบำรุงกำลัง

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • เปลือกลำต้น : ตามข้อมูลสมุนไพรไทย มีการใช้เป็นยารักษาอาการปวดฟัน ใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วยให้มดลูกหดตัวเร็ว ใช้กับตุ่มคันในเด็ก และใช้เป็นยาสมานแผลอักเสบ
  • เนื้อไม้ : ตามตำรายาไทยมีรสร้อนเมา ใช้ ขับเลือดลมและบำรุงกำลัง
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนา : มีข้อมูลการใช้ลำต้นฝนร่วมกับมะขามป้อมในบริบทการใช้หลังคลอดและการคุมกำเนิดพื้นบ้าน
  • ภูมิปัญญากะเหรี่ยงในประเทศไทย : มีรายงานการใช้เปลือกข่าหดต้มเป็นยาสำหรับอาการปวดหลัง ปวดขา ปวดเอว และอาการปวดกล้ามเนื้อ
  • ภูมิปัญญาต่างประเทศ : มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการทางระบบทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง แผล และอาการปวดบางชนิด แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลชาติพันธุ์วรรณนา ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

วิธีใช้

  • ใช้ตามตำรับยาไทย : การใช้เปลือกลำต้นหรือเนื้อไม้ควรเป็นไปตามตำรับและวิธีเตรียมยาที่ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยกำหนด
  • ยาต้มพื้นบ้าน : มีรายงานการนำเปลือกไปต้มเป็นยาพื้นบ้านในบางชุมชน แต่ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐาน
  • ใช้ภายนอก : มีภูมิปัญญาบางพื้นที่นำส่วนของพืชหรือสารสกัดไปใช้กับแผลหรือโรคผิวหนัง
  • ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเอง : โดยเฉพาะการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หลังคลอด ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังมีจำกัด

สาระสำคัญ

ข่าหด เป็นไม้ต้นในวงศ์ Juglandaceae ที่มีความสำคัญในฐานะ สมุนไพรพื้นบ้านและพืชป่า โดยส่วนที่นำมาใช้มากที่สุดคือเปลือกลำต้นและเนื้อไม้ ภูมิปัญญาไทยให้ความสำคัญกับการใช้ด้าน ขับเลือด บำรุงกำลัง สมานแผล และการดูแลสตรีหลังคลอด ขณะที่งานวิชาการสมัยใหม่ยังอยู่ในระดับการศึกษาทางชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์และการศึกษาสารเคมีเป็นหลัก จึงยังไม่ควรสรุปว่าเป็นยารักษาโรคใดโรคหนึ่งโดยตรง

องค์ประกอบทางเคมี

มีการรายงานสารพฤกษเคมีจาก เปลือกข่าหด หลายกลุ่ม โดยฐานข้อมูล IMPPAT ระบุสารสำคัญ เช่น betulin, betulinic acid, lupeol, β-sitosterol, daucosterol, 2,6-dimethoxy-1,4-benzoquinone และสารกลุ่มสเตอรอลบางชนิด

นอกจากนี้ยังมีรายงานสารประกอบกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ เช่น gallic acid, quercetin glycosides, astilbin, myrictrin, ellagic acid derivatives และ oleanolic acid ในเปลือกของพืชชนิดนี้

หมายเหตุ : การตรวจพบสารเคมีในพืชไม่ได้หมายความว่าสารนั้นจะมีประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ จำเป็นต้องมีการศึกษาด้านขนาดยา กลไก ความเป็นพิษ และการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Engelhardtia spicata โดยตรงยังมีจำนวนค่อนข้างจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษากว้างขวาง โดยหลักฐานที่มีอยู่ประกอบด้วย งานสำรวจภูมิปัญญาพื้นบ้าน งานวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี และงานศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเบื้องต้น

การศึกษาชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในพื้นที่ต่าง ๆ พบว่าข่าหดถูกใช้ในหลายบริบท เช่น อาการทางระบบทางเดินอาหาร อาการปวด และโรคผิวหนัง ซึ่งสะท้อนความสำคัญของพืชชนิดนี้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • หลักฐานระดับชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ : มีข้อมูลค่อนข้างชัดว่าข่าหดถูกใช้เป็นสมุนไพรในหลายชุมชนของเอเชีย
  • หลักฐานด้านองค์ประกอบทางเคมี : มีข้อมูลการตรวจพบสารหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในเปลือก
  • หลักฐานระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง : มีรายงานในภาพรวมของสกุล Engelhardia แต่ไม่ควรนำผลของพืชชนิดอื่นมาอ้างแทน E. spicata โดยตรง
  • หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีจำกัด
  • หลักฐานสำหรับการรักษาโรคเฉพาะ : ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรค เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของข่าหดยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ข้อมูลจากวรรณกรรมระบุว่าพืชในสกุล Engelhardia มีสารประกอบหลายกลุ่มและมีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาระดับสกุลไม่ควรตีความว่าเป็นผลที่ยืนยันเฉพาะกับข่าหดทุกกรณี

มีรายงานการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของเปลือก E. spicata และพบสารหลายชนิดที่มีศักยภาพทางชีวภาพ แต่การนำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาเป็นยาจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งด้านกลไก เภสัชจลนศาสตร์ ขนาดยา และความปลอดภัย

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของข่าหดในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่าการศึกษาทางเภสัชวิทยาและการศึกษาความปลอดภัยของข่าหดยังมีอยู่น้อยมาก

ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ เปลือกหรือเนื้อไม้ในรูปแบบรับประทาน เพราะยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานสำหรับการใช้ด้วยตนเองอย่างเพียงพอ

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน สำหรับโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคอื่นที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์
  • หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้รับประทาน เนื่องจากมีข้อมูลภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการหดตัวของมดลูก และยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • หญิงหลังคลอด ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรสาธารณสุขที่มีความรู้
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างข่าหดกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันโลหิต หรือยาอื่นที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ข่าหดในรูปแบบรับประทาน

การใช้ในอาหาร

ข่าหดไม่ใช่ข่าปรุงอาหารชนิดเดียวกับข่า (Alpinia galanga) แม้ชื่อพื้นเมืองจะมีคำว่า “ข่า” เหมือนกัน โดยข่าหดเป็นไม้ต้นในวงศ์ Juglandaceae และไม่ได้ใช้เป็นเครื่องเทศในครัวเรือนทั่วไปเหมือนข่าที่ใช้ประกอบอาหารไทย

มีข้อมูลจากต่างประเทศเกี่ยวกับการใช้ส่วนของพืช เช่น ดอกหรือผลในรูปแบบเครื่องดื่มพื้นบ้าน แต่ไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวมาสรุปว่าเป็นอาหารหรือเครื่องเทศที่มีการใช้ทั่วไปในประเทศไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีการนำ สารสกัดข่าหด ไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ภายนอกบางประเภท รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยผู้ผลิตบางรายนำเสนอในรูปแบบสารสกัดสำหรับผลิตภัณฑ์ทาผิว เช่น ครีม เจล สเปรย์ หรือมาสก์

หมายเหตุ : การมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายหรือการนำสารสกัดไปใช้ในผลิตภัณฑ์ ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นสามารถรักษาโรคหรือมีประสิทธิผลทางคลินิก

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เปลือกลำต้น : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย
  • เนื้อไม้ : ควรจัดเก็บหลังการตัดและทำความสะอาดอย่างเหมาะสม
  • การทำให้แห้ง : ควรหั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสมและทำให้แห้งในบริเวณสะอาด อากาศถ่ายเท ป้องกันความชื้นและเชื้อรา
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • การเก็บจากธรรมชาติ : ควรคำนึงถึงการฟื้นตัวของประชากรพืชและไม่เก็บอย่างทำลายต้น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข่าหดมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีข้อมูลการใช้ เปลือกและเนื้อไม้ ในตำรับพื้นบ้าน รวมทั้งการใช้เกี่ยวกับการดูแลสตรีหลังคลอดและการใช้เป็นสมุนไพรสำหรับอาการต่าง ๆ

ในกลุ่มชาวกะเหรี่ยงของประเทศไทย มีการบันทึกการใช้เปลือกข่าหดต้มรับประทานสำหรับอาการปวดหลัง ปวดขา ปวดเอว และปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญด้านภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในชุมชน

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “ข่าหด” หรือ “ค่าหด” เป็นชื่อพื้นเมืองที่สะท้อนการจำแนกพืชตามภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น เก็ดลิ้น ลบลีบ และคำหด

ในตำรับพื้นบ้านของภาคอีสานมีการกล่าวถึงข่าหดในบริบทของ การดูแลสตรีหลังคลอดและภาวะมดลูกหย่อน ขณะที่ภูมิปัญญาล้านนามีการใช้ลำต้นในตำรับพื้นบ้านบางชนิด สะท้อนให้เห็นว่าพืชชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับระบบการแพทย์พื้นบ้านของหลายชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลฐานข้อมูลพืชสมุนไพรระหว่างประเทศระบุ Engelhardtia spicata ในระดับ Lower Risk/Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ/กังวลน้อยในข้อมูลที่อ้างอิงสถานะ IUCN

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยมีข้อมูลว่าข่าหดเป็นพืชที่พบค่อนข้างยากในบางพื้นที่ และมีการเก็บใช้จากธรรมชาติ ดังนั้นควรสนับสนุนการ ขยายพันธุ์ การปลูกอนุรักษ์ และการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Fagales
  • วงศ์ (Family) : Juglandaceae
  • สกุล (Genus) : Engelhardtia
  • ชนิด (Species) : Engelhardtia spicata Lechen ex Blume

ฐานข้อมูล TH-BIF ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยอมรับ Engelhardtia spicata Lechen ex Blume เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Juglandaceae อันดับ Fagales

ชื่อพ้องที่ปรากฏในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน ได้แก่ Engelhardtia aceriflora และชื่อในระดับพันธุ์บางชื่อ เช่น Engelhardia spicata var. integra โดย Flora of Thailand แยก E. spicata ออกจาก E. roxburghiana และ E. serrata ตามลักษณะของใบ ช่อดอก และผล

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ ข่าหด ควรเริ่มจากการตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “ข่าหด” สามารถทำให้เกิดความสับสนกับพืชต่างชนิดได้

  • ลักษณะต้น : ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่ ลำต้นคดงอ เปลือกสีเทาแตกเป็นร่อง
  • ลักษณะใบ : ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยประมาณ 1–6 คู่ ขอบใบเรียบ
  • ลักษณะดอก : ช่อดอกห้อยลง ดอกแยกเพศแต่มีอยู่บนต้นเดียวกัน
  • ลักษณะผล : ผลเป็น nut มีปีก 3 ปีก โดยปีกกลางยาวเด่นชัด
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับยืนยันชนิด : Engelhardtia spicata Lechen ex Blume
  • วงศ์ : Juglandaceae

หมายเหตุ : การระบุชนิดสมุนไพรเพื่อใช้ทำยาไม่ควรพิจารณาจากชื่อท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว ควรใช้ตัวอย่างพรรณไม้ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ และชื่อวิทยาศาสตร์ประกอบกัน

คำเตือนทางการแพทย์

ข่าหดเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกและข้อมูลความปลอดภัยยังมีจำกัด จึงไม่ควรใช้เพื่อรักษาโรคแทนการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์ โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง

ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร อยู่ในระยะหลังคลอด มีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้ ข่าหดในรูปแบบรับประทาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยาที่เหมาะสมและความปลอดภัยในประชากรกลุ่มดังกล่าวเพียงพอ

ไม่ควรนำคำกล่าวอ้างทางการตลาด เช่น “รักษามดลูกหย่อน” “รักษาเบาหวาน” หรือ “รักษาโรคหัวใจ” มาใช้แทนหลักฐานทางการแพทย์ เพราะข้อมูลที่มีในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันข้อกล่าวอ้างเหล่านี้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). ถาม-ตอบ: ค่าหด. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2560). e-Flora of Thailand: Engelhardia. สำนักหอพรรณไม้.
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). TH-BIF: Engelhardtia spicata.
  4. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, นิจศิริ เรืองรังษี, และกัญจนา ดีวิเศษ. (2549). สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง (พิมพ์ครั้งที่ 2). บริษัทสามเจริญพาณิชย์.
  5. เต็ม สมิตินันทน์. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  6. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. โอเดียนสโตร์.
  7. วงศ์สถิตย์ ฉั่วกุล, พร้อมจิต ศรลัมพ์, วิชิต เปานิล, และรุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล (บรรณาธิการ). (2540). สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. โอเดียนสโตร์.
  8. Tangjitman, K., Wongsawad, C., Kamwong, K., Sukkho, T., & Trisonthi, C. (2015). Ethnomedicinal plants used for digestive system disorders by the Karen of northern Thailand. Journal of Ethnopharmacology, 173, 325–337.
  9. Wang, Y., et al. (2018). Chemical constituents and pharmacological effects of genus Engelhardia. Journal of Pharmaceutical Analysis, 8(5), 301–308.
  10. Ullah, S., et al. (2018). Quantitative ethnobotany of medicinal plants used by indigenous communities in the Bandarban District of Bangladesh. Frontiers in Pharmacology, 9, 40.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Engelhardia spicata. Plants of the World Online / Medicinal Plant Names Services.
  12. Indian Medicinal Plants, Phytochemistry And Therapeutics (IMPPAT). (2026). Engelhardtia spicata: Phytochemical associations.
  13. Bhattarai, S., et al. (2020). Engelhardia spicata Lesch. ex Blume (Juglandaceae): Ethnomedicinal uses and phytochemical information.
Scroll to top