ขิง

ขิง

ขิง เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีความสำคัญในอาหารและการแพทย์แผนไทยมาอย่างยาวนาน โดยใช้ เหง้าขิง เป็นส่วนสำคัญในการบริโภคและใช้เป็นยา เหง้ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสเผ็ดร้อน นิยมใช้เพื่อ ขับลม บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน และใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพรหลายชนิด ปัจจุบันขิงยังได้รับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะด้านอาการคลื่นไส้ การปวดประจำเดือน การอักเสบ และการทำงานของระบบทางเดินอาหาร

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : ขิง
  • ชื่อภาษาอังกฤษ : Ginger
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe
  • ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae
  • ชื่อสกุล : Zingiber
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : เหง้า
  • รสยาไทย : เผ็ดร้อน
  • ชื่อเครื่องยา : ขิง, ขิงแห้ง, เหง้าขิง
  • ชื่อเครื่องยาในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย : Zingiberis Officinalis Rhizoma
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินแตกแขนง เนื้อเหง้าสีเหลืองอ่อนถึงเหลือง มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
  • การใช้ประโยชน์หลัก : ใช้เป็นอาหาร เครื่องเทศ เครื่องดื่ม และสมุนไพรสำหรับบรรเทาอาการทางระบบทางเดินอาหารและอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • สถานะทางการแพทย์แผนไทย : เป็นทั้งสมุนไพรเดี่ยวและเป็นองค์ประกอบในตำรับยาสมุนไพรหลายตำรับ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ขิงเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดินและแตกแขนงเป็นแง่งจำนวนมาก ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็น ลำต้นเทียม เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกันแน่น ลำต้นเทียมตั้งตรง สูงได้ประมาณ 1–2 เมตร ลักษณะโดยรวมคล้ายพืชในวงศ์ขิงชนิดอื่น ๆ
  • เหง้า : เหง้าเป็นลำต้นใต้ดินที่มีการแตกแขนงเป็นข้อและปล้อง เนื้อค่อนข้างฉ่ำน้ำในขิงสด เปลือกด้านนอกสีเหลืองน้ำตาลถึงน้ำตาลอ่อน เนื้อด้านในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะและรสเผ็ดร้อน เหง้าเป็นส่วนที่ใช้เป็นยาและเป็นส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาหารมากที่สุด
  • ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปแถบหรือรูปใบหอกแคบ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมน ใบยาวประมาณ 10–30 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5–3 เซนติเมตร ไม่มีก้านใบหรือมีก้านสั้นมาก โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม แผ่นใบสีเขียว มีเส้นกลางใบเด่น
  • ดอก : ช่อดอกเกิดจากเหง้าใต้ดินโดยตรง มีก้านช่อดอกตั้งตรง ช่อดอกมีลักษณะเป็นรูปรีถึงรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 4–9 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2–3 เซนติเมตร มีใบประดับเรียงซ้อนกันแน่น ดอกมีสีขาวหรือขาวครีม และมีส่วนของกลีบปากหรือ labellum ที่มีสีแดงเข้มหรือแดงปนเหลือง ดอกมีลักษณะเฉพาะของพืชวงศ์ Zingiberaceae
  • ผล : ผลเป็นผลแห้งแบบแคปซูล รูปขอบขนาน ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีสีดำคล้ำและมีเยื่อหุ้มเมล็ดบางส่วน อย่างไรก็ตาม ในการปลูกเพื่อการค้าโดยทั่วไปนิยมขยายพันธุ์ด้วยเหง้ามากกว่าการใช้เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขิงมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณ เทือกเขาหิมาลัยตะวันออกถึงจีนตอนกลางตอนใต้ ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ปัจจุบันมีการนำไปปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนและกึ่งร้อนหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา อเมริกาใต้ หมู่เกาะต่าง ๆ และประเทศไทย

ขิงเจริญได้ดีในพื้นที่อากาศอบอุ่น มีความชื้นเพียงพอ และดินระบายน้ำได้ดี จึงสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ทั้งเพื่อบริโภคสด ผลิตเป็นขิงแห้ง และใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเตรียมพื้นที่ : ควรเลือกพื้นที่ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำได้ดี ไม่เป็นพื้นที่น้ำขัง และได้รับแสงแดดเพียงพอ
  • การเตรียมพันธุ์ : นิยมใช้เหง้าขิงที่สมบูรณ์ ไม่มีโรคหรือร่องรอยการเน่า เลือกแง่งที่มีตาหรือหน่อแข็งแรง
  • การขยายพันธุ์หลัก : ใช้ เหง้า โดยตัดเหง้าเป็นท่อนให้มีตาอย่างน้อย 1–2 ตา แล้วนำไปปลูกในดินที่เตรียมไว้
  • การดูแล : ควรรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสม กำจัดวัชพืช และระวังโรคที่เกิดจากเชื้อราและการเน่าของเหง้า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำขัง
  • การเก็บเกี่ยว : ขิงอ่อนสามารถเก็บเกี่ยวเพื่อใช้ประกอบอาหารหรือทำขิงดอง ส่วนขิงแก่ใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรและเครื่องเทศ โดยเก็บเกี่ยวเมื่อเหง้าเจริญเต็มที่และส่วนเหนือดินเริ่มแห้ง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

เหง้า เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลัก โดยใช้ได้ทั้ง เหง้าสดและเหง้าแห้ง ตามวัตถุประสงค์และรูปแบบของการใช้ เหง้าขิงแห้งเป็นเครื่องยาที่ระบุไว้ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย และมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย สารกลุ่ม gingerols และ shogaols

ในตำรับยาไทย ขิงอาจใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น โดยปริมาณและวิธีใช้แตกต่างกันไปตามตำรับ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและตำรายาไทย

  • ขับลม ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด
  • แก้คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารและการเมารถเมาเรือ
  • ขับเสมหะ ใช้เป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยและมีรสเผ็ดร้อน
  • ขับเหงื่อ ตามแนวคิดการแพทย์แผนไทย
  • ช่วยเจริญอาหาร และใช้ในกลุ่มอาการอาหารไม่ย่อย
  • แก้จุกเสียดและท้องอืดท้องเฟ้อ
  • บรรเทาอาการไอและมีเสมหะ ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • บรรเทาอาการปวดและอักเสบ ตามการใช้แบบดั้งเดิมและข้อมูลการศึกษาสมัยใหม่บางส่วน
  • ใช้เป็นส่วนประกอบของ ตำรับยาสมุนไพรไทย สำหรับอาการหลายระบบ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก และสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

หมายเหตุ : สรรพคุณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเป็นข้อมูลจากการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันทุกกรณี

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหาร : ใช้ขิงสดเป็นเครื่องเทศหรือส่วนประกอบของอาหาร เครื่องดื่ม และขิงดอง
  • ใช้เป็นเครื่องดื่ม : นำขิงสดหรือขิงแห้งมาต้ม ชง หรือเตรียมเป็นเครื่องดื่ม
  • ใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยว : สามารถใช้เหง้าขิงในรูปแบบผง แคปซูล หรือยาชงตามผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต
  • ยาขิงสำหรับอาการท้องอืด : แนวทางการใช้ยาสมุนไพรในระบบบริการปฐมภูมิระบุขนาดผงขิงสำหรับบรรเทาอาการท้องอืด ขับลม และแน่นจุกเสียดประมาณ วันละ 2–4 กรัม
  • อาการเมารถเมาเรือ : ยาขิงในบัญชียาสมุนไพรระบุการใช้ประมาณ วันละ 1 กรัม ก่อนเดินทาง 30 นาที–1 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการ
  • ป้องกันคลื่นไส้อาเจียนหลังการผ่าตัด : ระบุการรับประทาน 1 กรัม ก่อนการผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมง ภายใต้แนวทางการใช้ยาและการดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

หมายเหตุ : ขนาดการใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากแนวทางการใช้ยาสมุนไพร ไม่ควรนำไปปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ขิงทุกชนิดโดยอัตโนมัติ เพราะความเข้มข้นและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ยาขิง อยู่ในรายการ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร และมีการระบุรูปแบบยา เช่น ยาแคปซูลและยาชง โดยตัวยาสำคัญเป็นผงจากเหง้าขิงที่มีน้ำมันหอมระเหยไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 โดยปริมาตรต่อน้ำหนักในเกณฑ์ที่กำหนด

ข้อบ่งใช้สำคัญของยาขิง ได้แก่

  • บรรเทาอาการท้องอืด ขับลม แน่นจุกเสียด
  • ป้องกันและบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียนจากการเมารถ เมาเรือ
  • ป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียนหลังการผ่าตัด

ปัจจุบันบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรมีการปรับปรุงรายการและแนวทางการใช้เป็นระยะ โดยประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เป็นหนึ่งในประกาศที่ปรับปรุงรายการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สาระสำคัญ

สารสำคัญของขิงอยู่ในกลุ่ม สารประกอบฟีนอลิกและน้ำมันหอมระเหย โดยองค์ประกอบจะแตกต่างกันตามพันธุ์ อายุของเหง้า วิธีการเก็บเกี่ยว การทำให้แห้ง และกระบวนการสกัด

กลุ่มสารสำคัญที่มีการกล่าวถึงมาก ได้แก่

  • Gingerols โดยเฉพาะ 6-gingerol
  • Shogaols โดยเฉพาะ 6-shogaol
  • Paradols
  • Zingerone
  • น้ำมันหอมระเหย
  • สารกลุ่ม sesquiterpenes และ monoterpenes

กระบวนการทำให้แห้งหรือให้ความร้อนสามารถทำให้ gingerols เปลี่ยนเป็น shogaols และเกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของขิงได้

องค์ประกอบทางเคมี

น้ำมันหอมระเหย

พบสารหลายชนิด เช่น

  • Zingiberene
  • Borneol
  • Geraniol
  • 1,8-Cineole
  • Citral
  • Limonene
  • Linalool
  • α-pinene
  • β-pinene
  • สารกลุ่ม sesquiterpenes เช่น β-elemene และ farnesene

สารประกอบฟีนอลิก

  • 6-Gingerol
  • 8-Gingerol
  • 10-Gingerol
  • 6-Shogaol
  • 8-Shogaol
  • 10-Shogaol
  • Paradol
  • Zingerone

สารกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับกลิ่น รสเผ็ด และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการของขิง

องค์ประกอบอื่น

เหง้าขิงยังประกอบด้วยแป้ง ไขมัน กรดไขมัน และสารประกอบอื่น ๆ ในปริมาณแตกต่างกันไปตามแหล่งปลูกและสภาพของวัตถุดิบ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ขิงได้รับการศึกษาในมนุษย์จำนวนมาก โดยเฉพาะ อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการปวดประจำเดือน และอาการของข้อเสื่อม อย่างไรก็ตาม คุณภาพของหลักฐานแตกต่างกันตามโรค รูปแบบผลิตภัณฑ์ ขนาดที่ใช้ และวิธีวิจัย

  • คลื่นไส้อาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ : งานทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานหลายฉบับพบแนวโน้มว่าขิงช่วยลดความรุนแรงของอาการคลื่นไส้ได้ แต่ผลต่อการลดจำนวนครั้งของการอาเจียนมีความไม่สม่ำเสมอ และคุณภาพหลักฐานในบางการทบทวนยังมีข้อจำกัด
  • อาการเมารถเมาเรือ : หลักฐานในมนุษย์ยังไม่สม่ำเสมอ และการศึกษาส่วนใหญ่ไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจนเท่ากับการใช้ขิงในอาการคลื่นไส้บางประเภท
  • ปวดประจำเดือน : การทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานพบว่าขิงอาจช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิได้ แต่การศึกษาบางส่วนมีความเสี่ยงต่ออคติและมีความแตกต่างระหว่างการศึกษา
  • ข้อเข่าเสื่อม : มีงานวิจัยที่ชี้ว่าผลิตภัณฑ์ขิงอาจช่วยลดอาการของข้อเข่าเสื่อมได้เล็กน้อย แต่คุณภาพของงานวิจัยจำนวนหนึ่งยังไม่สูง และยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลได้อย่างเด็ดขาด
  • การอักเสบและอาการปวด : มีหลักฐานจากการทดลองในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และการศึกษาทางคลินิกบางส่วนสนับสนุนฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวด แต่ยังไม่ควรใช้ข้อมูลดังกล่าวแทนการรักษามาตรฐานในโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัย

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

สามารถสรุประดับหลักฐานของขิงตามประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  • คลื่นไส้อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ : มีหลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มและการวิเคราะห์อภิมานหลายฉบับ จัดว่าเป็นประเด็นที่มีหลักฐานทางคลินิกค่อนข้างมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์
  • ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ : มีการทดลองแบบสุ่มและ systematic review/meta-analysis หลายฉบับ สนับสนุนประโยชน์ในการลดอาการปวด แต่ความไม่เป็นเนื้อเดียวกันของงานวิจัยยังเป็นข้อจำกัด
  • ข้อเข่าเสื่อม : มีหลักฐานทางคลินิก แต่ผลยังไม่สม่ำเสมอและคุณภาพของการศึกษาหลายฉบับจำกัด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ : มีหลักฐานจำนวนมากในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง แต่หลักฐานระดับมนุษย์สำหรับข้อบ่งใช้เฉพาะโรคยังแตกต่างกัน
  • การใช้เป็นยาขับลมและบรรเทาอาการท้องอืด : มีทั้งข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การใช้ในระบบบริการสุขภาพ และการศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่าขิงและสารสำคัญหลายชนิดมีฤทธิ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับสรรพคุณของขิง ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : gingerols และ shogaols สามารถมีผลต่อเส้นทางการสร้างสารสื่อการอักเสบ เช่น prostaglandins และเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับ cyclooxygenase
  • ฤทธิ์บรรเทาปวด : มีข้อมูลจากการทดลองในสัตว์และมนุษย์บางส่วนสนับสนุนผลต่ออาการปวด
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : ขิงถูกศึกษาถึงผลต่อการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารและอาการคลื่นไส้
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารประกอบฟีนอลิกในขิงมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในระบบทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเกล็ดเลือด : ผลการศึกษาทางคลินิกยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงยังไม่สามารถสรุปว่าขิงมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างมีนัยสำคัญในทุกคน
  • ผลต่อเอนไซม์เมแทบอลิซึมของยา : การศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสารจากขิงสามารถมีผลต่อ CYP หลายชนิด เช่น CYP2C9, CYP2C19 และ CYP3A4 แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถนำมาสรุปว่าเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาในมนุษย์ทุกกรณีได้

ความปลอดภัย

ขิงที่รับประทานในรูปแบบอาหารและปริมาณที่ใช้ในการศึกษาหลายงานมีประวัติการใช้อย่างแพร่หลายและโดยทั่วไปสามารถทนต่อยาได้ดี อย่างไรก็ตาม การรับประทานขิงในปริมาณมากหรือในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น

  • แสบร้อนกลางอก
  • ระคายเคืองทางเดินอาหาร
  • ปวดหรือไม่สบายท้อง
  • ท้องเสีย
  • ระคายเคืองบริเวณปากและลำคอ

ข้อมูลจาก NCCIH ระบุว่าอาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทานขิงอาจรวมถึงอาการไม่สบายท้อง แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย และการระคายเคืองปากหรือลำคอ

หมายเหตุ : ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับรูปแบบผลิตภัณฑ์ ปริมาณ ระยะเวลาการใช้ และภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล การใช้สารสกัดขิงเข้มข้นไม่ควรถือว่าเทียบเท่ากับการรับประทานขิงเป็นอาหาร

ข้อห้ามใช้

สำหรับ ยาขิงในแนวทางการใช้ยาสมุนไพรของประเทศไทย มีข้อควรระวังเฉพาะกลุ่มมากกว่าการกำหนดข้อห้ามใช้แบบเด็ดขาด ได้แก่

  • ผู้ที่มี โรคนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะการใช้ในรูปแบบยา
  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ไม่แนะนำให้ใช้ยาขิงตามแนวทางดังกล่าว เนื่องจากข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยมีจำกัด
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ขิงหรือผลิตภัณฑ์จากขิงควรหลีกเลี่ยง
  • ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดควรแจ้งแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ขิงทุกชนิด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

การใช้ ขิงร่วมกับยา ควรพิจารณาเป็นพิเศษเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ขิงในปริมาณสูงหรือสารสกัดเข้มข้น

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด : มีข้อกังวลว่าขิงอาจเสริมผลต่อเกล็ดเลือดหรือเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก แต่หลักฐานทางคลินิกยังมีความขัดแย้งกัน งานทบทวนพบว่าผลการศึกษาในมนุษย์ไม่สอดคล้องกันทั้งหมด
  • Warfarin : มีรายงานกรณีที่พบค่า INR สูงและมีเลือดออกในผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมกับขิง แต่การทดลองในอาสาสมัครบางการศึกษาไม่พบผลต่อ INR หรือเภสัชจลนศาสตร์ของ warfarin ดังนั้นหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าขิงทำให้ฤทธิ์ของ warfarin เพิ่มขึ้นในทุกกรณี
  • ยากลุ่ม NSAIDs หรือ aspirin : เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องการทำงานของเกล็ดเลือด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงเลือดออก
  • ยาที่ผ่าน CYP450 : การศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสารจากขิงสามารถยับยั้งเอนไซม์ CYP หลายชนิด แต่ความสำคัญทางคลินิกของผลดังกล่าวยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

หมายเหตุ : ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาโรคเรื้อรังหลายชนิด หรือมีกำหนดเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ขิงในรูปแบบยา

การใช้ในอาหาร

ขิงเป็นเครื่องเทศสำคัญในอาหารไทยและอาหารเอเชีย นิยมใช้ทั้งขิงอ่อนและขิงแก่ โดยมีรูปแบบการใช้ที่หลากหลาย เช่น

  • ใช้ซอยเป็นเครื่องเคียงกับอาหาร
  • ใช้ประกอบอาหารประเภทผัด
  • ใช้ในต้มและแกง
  • ใช้ในอาหารประเภทปลาและอาหารทะเลเพื่อช่วยแต่งกลิ่น
  • ใช้ทำ ขิงดอง
  • ใช้ทำเครื่องดื่มขิง
  • ใช้เป็นส่วนประกอบของขนมและอาหารหวาน
  • ใช้เป็นเครื่องเทศในอาหารเอเชียหลายชนิด

การใช้ขิงเป็นอาหารเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ขิงเป็นสมุนไพรที่มีการบริโภคอย่างแพร่หลายทั่วโลก

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ขิงสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ ได้แก่

  • ยาสมุนไพร เช่น ยาแคปซูลและยาชงจากผงเหง้าขิง
  • ชาขิงและเครื่องดื่มสมุนไพร
  • ขิงผง
  • ขิงแห้ง
  • ขิงดอง
  • สารสกัดขิง
  • น้ำมันหอมระเหยขิง
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสกัดจากขิง

ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีปริมาณสารสำคัญและความเข้มข้นแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำขนาดการใช้ของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปเทียบกับอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งโดยตรง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ขิงอ่อน : เก็บเกี่ยวเมื่อเหง้ายังอ่อน เนื้อมีความฉ่ำน้ำและเส้นใยน้อย เหมาะสำหรับประกอบอาหารและทำขิงดอง
  • ขิงแก่ : เก็บเกี่ยวเมื่อเหง้าเจริญเต็มที่ เหมาะสำหรับทำเครื่องเทศ ขิงแห้ง และวัตถุดิบสมุนไพร
  • การทำให้แห้ง : ควรทำให้วัตถุดิบแห้งอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสภาพ
  • การเก็บรักษา : เหง้าแห้งหรือผงขิงควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน
  • วัตถุดิบสด : ควรเก็บในสภาพที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงความชื้นสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดการเน่า

สำหรับยาขิงที่ขึ้นทะเบียน ควรเก็บรักษาตามฉลากและเงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย ขิงเป็นสมุนไพรรสร้อน ที่ใช้เกี่ยวข้องกับธาตุลมและระบบทางเดินอาหาร โดยนิยมใช้เพื่อ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด บรรเทาคลื่นไส้อาเจียน ขับเสมหะ และขับเหงื่อ

ในบางพื้นที่นิยมใช้ขิงเป็นเครื่องดื่มร้อนในช่วงอากาศเย็น และใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอม ขณะเดียวกันยังถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยหลายชนิด

ประวัติและวัฒนธรรม

ขิงเป็นพืชเครื่องเทศที่มีประวัติการใช้ในเอเชียมายาวนาน และมีการแพร่กระจายเข้าสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ผ่านการค้าเครื่องเทศ ต่อมาขิงกลายเป็นเครื่องเทศที่มีความสำคัญในอาหารของหลายประเทศ

ข้อมูลจาก Kew ระบุว่าขิงเป็นเครื่องเทศจากเหง้าใต้ดิน และมีประวัติการนำเข้าสู่ยุโรปผ่านการค้าของพ่อค้าชาวอาหรับ โดยขิงเป็นหนึ่งในเครื่องเทศจากโลกตะวันออกที่เข้าสู่ยุโรปในระยะแรก ๆ

ในประเทศไทย ขิงมีบทบาททั้งใน วัฒนธรรมอาหาร การแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในครัวเรือน จนกลายเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในตลาดอาหารและร้านจำหน่ายสมุนไพร

สถานะการอนุรักษ์

Zingiber officinale เป็นพืชที่มีการปลูกและใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายทั่วโลก และมีการเพาะปลูกเชิงเกษตรอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน Kew ระบุชนิด Zingiber officinale Roscoe เป็นชนิดที่ยอมรับในทางอนุกรมวิธาน และมีการกระจายพันธุ์โดยการนำไปปลูกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ดังนั้น การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรและอาหารในปัจจุบันอาศัยวัตถุดิบจากการเพาะปลูกเป็นหลัก การอนุรักษ์ควรเน้นการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของพันธุ์ขิง การใช้พันธุ์ปลอดโรค และการจัดการแหล่งพันธุ์อย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Liliopsida
  • อันดับ (Order) : Zingiberales
  • วงศ์ (Family) : Zingiberaceae
  • สกุล (Genus) : Zingiber
  • ชนิด (Species) : Zingiber officinale Roscoe

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Zingiber officinale Roscoe

Kew ระบุว่า Zingiber officinale Roscoe เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ และตีพิมพ์ครั้งแรกใน Transactions of the Linnean Society of London เล่ม 8 หน้า 348 เมื่อ ค.ศ. 1807

ชื่อพ้องที่พบในเอกสารทางเภสัชเวท : Amomum zingiber L. และชื่อในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยใช้ Zingiberis Officinalis Rhizoma สำหรับเครื่องยาเหง้าขิงแห้ง

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของขิงควรพิจารณาทั้ง ลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางจุลทรรศน์ และองค์ประกอบทางเคมี เพื่อยืนยันว่าเป็นวัตถุดิบจาก Zingiber officinale และลดความเสี่ยงจากการปะปนหรือการใช้พืชชนิดอื่นแทน

ลักษณะสำคัญของเหง้าขิง ได้แก่

  • เหง้าแตกแขนงเป็นแง่ง
  • เนื้อเหง้าสีเหลืองอ่อน
  • มีกลิ่นหอมเฉพาะ
  • มีรสเผ็ดร้อน
  • มีน้ำมันหอมระเหย
  • พบสารกลุ่ม gingerols และ shogaols

ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุรายละเอียดลักษณะของเหง้า องค์ประกอบทางเคมี และตัวอย่างพรรณไม้แห้งสำหรับใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบเอกลักษณ์ของเครื่องยาขิง

การตรวจสอบวัตถุดิบเชิงคุณภาพสามารถใช้ ลักษณะทางเภสัณฐานวิทยา การตรวจทางจุลทรรศน์ และการวิเคราะห์สารสำคัญหรือสารบ่งชี้ทางเคมี ประกอบกัน

คำเตือนทางการแพทย์

ขิงเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารและยาอย่างแพร่หลาย แต่ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์

  • หากมีอาการ ปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด ตัวเหลืองตาเหลือง น้ำหนักลดผิดปกติ หรือมีไข้สูง ควรพบแพทย์แทนการใช้สมุนไพรด้วยตนเอง
  • ผู้ที่รับประทาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ขิงในรูปแบบสารสกัดหรือยา
  • ผู้ที่เป็น นิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาขิง
  • หญิงตั้งครรภ์ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ขิงที่มีมาตรฐานและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือขนาดสูง แม้งานวิจัยจำนวนหนึ่งสนับสนุนการใช้ขิงเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ก็ตาม
  • ผู้ที่กำลังจะผ่าตัดควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับการใช้ขิงและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด
  • ไม่ควรเพิ่มขนาดรับประทานเองเพื่อหวังผลในการรักษาโรค
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี ฉลากชัดเจน แหล่งผลิตได้มาตรฐาน และผ่านการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย

หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลสำหรับการรักษาโรค และระดับหลักฐานของขิงแตกต่างกันตามข้อบ่งใช้ รูปแบบผลิตภัณฑ์ และขนาดที่ใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). แนวทางการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยยาสมุนไพรในระบบบริการปฐมภูมิ. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (ม.ป.ป.). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: ขิง (KHING), Zingiberis Officinalis Rhizoma. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. จันทร์ดอน, จ. (2568). ขิง: สมุนไพรในตำรับยาไทยและการศึกษาเกี่ยวกับการบรรเทาปวด. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สมุนไพรแก้ไอ. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร.
  6. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สมุนไพรสู้ลมหนาว. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  7. Moshfeghinia, R., Salmanpour, N., Ghoshouni, H., Gharedaghi, H., Zare, R., Cramer, H., Heydarirad, G., & Pasalar, M. (2024). Ginger for pain management in primary dysmenorrhea: A systematic review and meta-analysis. Journal of Integrative and Complementary Medicine, 30(11), 1016–1030.
  8. National Center for Complementary and Integrative Health. (2025). Ginger: Usefulness and safety. National Institutes of Health.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Zingiber officinale Roscoe. Plants of the World Online.
  10. Chen, X., Chen, B., & Kwekkeboom, K. L. (2016). Efficacy of oral ginger (Zingiber officinale) for dysmenorrhea: A systematic review and meta-analysis. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2016, 6295737.
  11. Negi, R., Sharma, S. K., Gaur, R., Bahadur, A., & Jelly, P. (2021). Efficacy of ginger in the treatment of primary dysmenorrhea: A systematic review and meta-analysis. Cureus, 13(3), e13743.
  12. Ding, M., Leach, M., & Bradley, H. (2013). The effectiveness and safety of ginger for pregnancy-induced nausea and vomiting: A systematic review. Women and Birth, 26(1), e26–e30.
  13. Marx, W., McCarthy, A. L., Ried, K., McIntyre, E., Callaghan, D., Isenring, E., & Marshall, S. (2015). The effect of ginger (Zingiber officinale) on platelet aggregation: A systematic literature review. PLoS ONE, 10(10), e0141119.
  14. Husain, I., et al. (2023). Evaluation of the herb-drug interaction potential of Zingiber officinale and its major phytoconstituents. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 71(19), 7521–7534.
  15. Vaes, L. P., & Chyka, P. A. (2000). Interactions of warfarin with garlic, ginger, ginkgo, or ginseng: Nature of the evidence. The Annals of Pharmacotherapy, 34(12), 1478–1482.
Scroll to top